ตอน 1
ข้าจะเป็นจักรพรรดินี
บทที่ 1 ข้าเสียใจที่ไม่ได้เป็นจักรพรรดินี
Prologue : บทนำ
วันนี้เป็นวันประหารอดีตจักรพรรดินีเปโตรนิยาซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่นครหลวงคาร์วูดตั้งแต่เช้า เมืองหลวงที่เคยเงียบสงบพลันคึกคักอย่างผิดปกติ ทว่าบรรยากาศกลับดูไม่ค่อยดีนัก
กิโยตีนที่น่าพรั่นพรึงตั้งตระหง่านกลางลานประหารที่รายล้อมด้วยผู้คน ลานประหารนี้ตั้งอยู่ในจัตุรัสเจอร์เบียเน็นใกล้กับพระราชวัง
แพทริเซียนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ไกลจากกิโยตีนในสภาพถูกมัดไว้ด้วยเชือกมัดนักโทษ รอเวลารับการลงทัณฑ์
หญิงสาวเอาแต่ก้มมองพื้นพลางเม้มปากแน่น ครั้นเงยหน้าขึ้นและหันไปมองเบื้องหลัง ก็พบบิดามารดาของตนกำลังรอรับโทษอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน สภาพอันน่าสังเวชของตนและบุคคลอันเป็นที่รักทำให้แพทริเซียเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา แต่นางรู้ดีกว่าใครว่ามาถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“ริซซี่”
แพทริเซียหันไปตามเสียงเรียบๆ ที่เรียกชื่อของตน แม้ร่างกายจะถูกพันธนาการทำให้ไม่สามารถขยับได้ดั่งใจ แต่นางยังพอจะหันหน้าไปมองได้ ผู้เรียกคือบิดาของนางเอง
“พ่อขอโทษนะ”
“…ไยท่านพ่อต้องขอโทษ”
แพทริเซียสงสัยจากใจจริงว่าทำไมผู้เป็นบิดาถึงเอ่ยขอโทษนาง ในสถานการณ์นี้ไม่มีใครต้องขอโทษนางทั้งนั้น ทุกคนล้วนเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำก็ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ เพราะฉะนั้น…หญิงสาวจึงไม่อาจกล่าวโทษใครได้ตามอำเภอใจ
แต่ความรู้สึกโศกเศร้าและความอัดอั้นตันใจที่ปะทุออกมา ทำให้แพทริเซียต้องกัดปากอย่างสุดกลั้น นางเอ่ยปากตอบบิดาพลางข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“ท่านพ่ออย่าขอโทษข้าเลยค่ะ”
แพทริเซียพูดจากใจจริง หาได้มีความขุ่นเคือง ณ ที่ตรงนี้ไม่มีใครต้องขอโทษใครทั้งนั้น พวกเราทุกคนเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ แพทริเซียเลิกซ่อนเร้นดวงตาที่หมองเศร้าและพูดต่อ
“ข้าเพียงแต่เสียดาย”
ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปยังวันที่เรื่องทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นได้ โศกนาฏกรรมในวันนี้คงไม่เกิดขึ้น แพทริเซียปล่อยให้น้ำตาที่มาคลอไหลรินเป็นสาย ในขณะเดียวกันผู้คนที่อยู่ ณ ลานประหารก็เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ แสดงถึงการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง
“พระจักรพรรดิเสด็จ ทุกคนถวายความเคารพ”
อัศวินราชองครักษ์เปล่งเสียงดังกึกก้องเพื่อเปิดทางให้จักรพรรดิปรากฏตัว เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มากับใครอีกคน ซึ่ง ‘ใครอีกคน’ ผู้ได้รับเกียรตินั้นคือ ‘มาร์เชอเนส[1]เฟ็ลปส์’ ผู้เป็นที่เลื่องลือกันว่าเป็นคนรักที่จักรพรรดิพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ แพทริเซียนิ่วหน้าขึ้นมาทันทีที่เห็นใบหน้าที่แสนจะน่ารังเกียจนั้น แต่เพียงครู่เดียวนางก็ปรับสีหน้ากลับไปเป็นปกติ
พระจักรพรรดินั่งอยู่กับมาร์เชอเนสเฟ็ลปส์ สีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับว่าเรื่องตรงหน้านี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ท่าทีนั้นทำให้แพทริเซียรู้สึกว่าอารมณ์ของตนกำลังเดือดพล่าน แต่น่าเสียดายที่นางไม่สามารถทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองได้…แม้แต่อย่างเดียว
“เบิกตัวอดีตจักรพรรดินี”
สิ้นเสียงที่ไร้อารมณ์เสียจนน่ากลัว หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวขาดวิ่นผมเผ้ากระเซอะกระเซิงก็ถูกอัศวินสองนายประคองเดินเข้ามาในลานประหาร
หญิงสาวผู้นั้นก็คือเปโตรนิยา พี่สาวของแพทริเซีย นางนิ่วหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นว่าสีหน้าของพี่สาวย่ำแย่กว่าตอนที่นางเห็นครั้งสุดท้ายเสียอีก
“นีย่า…”
แพทริเซียพึมพำชื่อเล่นของพี่สาวที่ตนชอบเรียกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเวทนา แต่ยังไม่ทันที่เสียงนั้นจะออกจากปากก็ถูกเสียงอื้ออึงในลานประหารกลืนไปเสียหมดสิ้น นางหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้งอย่างปวดใจราวกับไม่อยากให้ชื่อนั้นหายไปแม้เพียงพยางค์เดียว ในขณะเดียวกันบิดามารดาของนางก็กำลังฟูมฟายอยู่เบื้องหลัง
“อดีตจักรพรรดินีเปโตรนิยา ลอว์รา เลอ โกรเชสเตอร์ ขาดศีลธรรมและกระทำความผิดมากมาย คิดปองร้ายสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ทายาทของจักรพรรดิ ทั้งยังปองร้ายจักรพรรดิของจักรวรรดิ ด้วยเหตุนั้น ตัวเรา ลูซิโอ แคร์ริก จอร์ช เดอ มาวินอส…”
น้ำเสียงอันน่าพรั่นพรึงนั้นที่สุดแล้วจะเป็นตัวตัดสินอนาคตของพวกเขาทุกคน
“ในนามของจักรพรรดิ ขอสั่งประหารชีวิตอดีตจักรพรรดินีรวมถึงคนในตระกูลโกรเชสเตอร์ทั้งหมดโดยการตัดศีรษะ”
สุดท้ายก็เหลือเพียงความพินาศ ความพินาศที่ได้ชื่อว่าโศกนาฏกรรม แพทริเซียหลับตาลง สีหน้าของนางไม่ยินดียินร้ายใดๆ
ทุกอย่าง…จบสิ้นแล้ว
“เริ่มการประหารอดีตจักรพรรดินีได้”
นางลืมตาขึ้นมองพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย เปโตรนิยาถูกลากไปที่กิโยตีน สีหน้าของนางไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แต่แพทริเซียซึ่งมีสายเลือดเดียวกันย่อมรู้สึกได้ มันคือการยอมจำนน ความสิ้นหวัง และ…
‘ทั้งรักทั้งชัง’
เปโตรนิยายังคงรักจักรพรรดิหัวปักหัวปำราวกับคนบ้า ข้าจะทำอย่างไรกับพี่สาวผู้โง่เขลาคนนี้ดี ทั้งๆ ตัวเองกำลังจะตาย แต่เจ้าก็ยังคงเฝ้ามองแต่ชายผู้นั้น แพทริเซียรู้สึกถึงความเศร้าเกินพรรณนาในความจริงอันแสนโง่เง่าจนต้องร้องไห้โฮออกมาในที่สุด ไม่นะ…พี่…ท่านพี่…ท่านพี่ของข้า แพทริเซียมองดูวาระสุดท้ายของพี่สาวด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง
“กรี๊ด!”
“เฮือก!”
คอของเปโตรนิยาถูกสะบั้นลง เสียงกรีดร้องดังไปทั่วทุกสารทิศ แพทริเซียกัดปากตัวเองจนเลือดซึม
ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ท่านพี่ตายแล้ว ตัวข้าและท่านพ่อท่านแม่ก็คงต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน
“นำตัวครอบครัวของอดีตจักรพรรดินีออกมา”
ภรรยาที่รักตนมากตายไปแล้ว จักรพรรดินีผู้ซึ่งถูกผูกมัดด้วยคำว่าสามีภรรยามาถึงสามปีถูกบั่นคอไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น เขากลับ…สงบนิ่งได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แพทริเซียเจ็บปวดราวกับถูกบีบหัวใจจนแทบหายใจไม่ออกกับความขมขื่นที่ตีรื้นขึ้นมา
“ตัดหัวทีละคน”
แพทริเซียหัวเราะให้กับคำสั่งที่โหดร้าย ในเมื่อทุกอย่างกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หัวเราะหรือร้องไห้ ใครที่ไม่เสียสติในสถานการณ์เช่นนี้สิถึงจะแปลก แพทริเซียยิ้มออกมาอย่างงดงามเกินจะหาใครเทียบ ก่อนจะพาดลำคอเรียวบนแท่นกิโยตีน มองผู้ที่กำลังสั่งประหารตน คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพี่เขย มองแล้วนางก็รู้สึกเสียใจ
‘หากคนที่ได้เป็นจักรพรรดินีของท่านคือข้า…’
แพทริเซียไม่ใช่คนที่ถวายหัวให้ใครด้วยใจรัก และนางไม่ได้พิศวาสจักรพรรดิถึงขั้นจะยอมปล่อยให้หญิงชู้จูงจมูก เพราะฉะนั้น หากนางได้เป็นจักรพรรดินี ทุกคนก็คงจะมีแต่ความสุข และคงไม่มีใครต้องตาย ไม่แน่ว่าลูกของนางอาจได้เป็นจักรพรรดิ และแก้แค้นมาร์เชอเนสเฟ็ลปส์ในภายภาคหน้าด้วยกระมัง
‘ข้าเสียใจที่ไม่ได้เป็นจักรพรรดินีในครานั้น’
ข้าพลาดเองที่ให้ท่านพี่ไปเข้ารับการคัดเลือกเป็นจักรพรรดินี ข้าพลาดไปที่ไม่ทันคิดว่านางจะตกหลุมรักจักรพรรดิตั้งแต่วันแรกที่พบหน้าเขา
เสียใจตอนนี้ไปก็สายไปเสียแล้ว เรื่องมาถึงขั้นนี้ สิ่งที่เหลืออยู่คือการใช้คอของตนและครอบครัวอันเป็นที่รองรับใบมีดอันเย็นเฉียบเท่านั้น
แพทริเซียไม่ยี่หระกับใบมีดที่ดิ่งลงมา นางยังคงเสียใจจนวาระสุดท้าย
‘หากย้อนเวลากลับไปได้…ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้ท่านพี่เป็นจักรพรรดินีเด็ดขาด’
ณ จุดสิ้นสุดของความเสียใจ ลำคอของแพทริเซียขาดสะบั้น เสียงกรีดร้องของผู้คนเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ดังก้องในโสตประสาท
น้ำตาหยดสุดท้ายหลั่งริน พร้อมกับที่ลมหายใจสุดท้ายของแพทริเซียดับลงในวัยยี่สิบสองปี
………………………………………………
ส่วนที่ 1 Lady Patrizia (เลดี้แพทริเซีย)
“อ๊า!”
แพทริเซียกรีดร้องพร้อมกับลืมตาตื่น ตรงหน้าคือโต๊ะหนังสือสีน้ำตาลมะฮอกกานี บนนั้นมีหนังสือสีขาววางอยู่ และผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คือ…ตัวนางเอง นางนั่งเหม่ออยู่สักครู่ก่อนจะระลึกได้ถึงเรื่องสำคัญ
“ข้าว่า…ข้า…”
ตายแล้ว ตัวของนางนั้น…
“ตายไปแล้ว…”
แพทริเซียยังจำความรู้สึกตอนที่ใบมีดดิ่งลงมาตัดลำคอนี้ได้ ความทรงจำที่น่ากลัวและสยดสยองทำเอาขนลุก จู่ๆ ร่างกายของนางก็สั่นขึ้นมา สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือนางกำลังหวาดกลัว ความหวาดกลัวเป็นความรู้สึกของคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น แพทริเซียยังทำใจยอมรับเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ไม่สิ นางไม่สามารถยอมรับได้ต่างหาก
“เป็นไปได้อย่างไร ทำไมข้าถึง…”
ความจริงที่ว่าเสียงของนางที่พูดซ้ำๆ กำลังหลั่งไหลเข้ามาในโสตประสาทก็น่าตกใจไม่แพ้กัน คนตายจะไม่ได้ยินเสียง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ? แพทริเซียค่อยๆ ยื่นมือออกไปพลิกหน้าหนังสือ ตัวเลขที่เขียนไว้ที่หน้าสุดท้ายเพิ่มขึ้นมาหนึ่งจำนวน
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่หญิงสาวก็ยังเชื่อไม่ลง นางจึงลองทดสอบให้แน่ใจที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย แพทริเซียยกมือขึ้นและฟาดลงไปที่แก้มของตนอย่างแรง
เสียงเนื้อกระทบเนื้อหนักๆ ดังเพี้ยะมาพร้อมกับความเจ็บแปลบ แพทริเซียกุมแก้มที่แดงเรื่อขึ้นด้วยแรงกระทบพลางพูดพึมพำ
“เจ็บ…”
เป็นที่แน่ชัดแล้ว นางยังมีชีวิตอยู่ แต่…เป็นไปได้อย่างไร…
ในระหว่างที่แพทริเซียใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนมองลงไปยังเรือนร่างของตน ใครคนหนึ่งก็เปิดประตูพรวดเข้ามา
“แพทริเซีย!”
เสียงนี้ หรือว่า …
“นิล…”
“ริซซี่ อ่านหนังสืออีกแล้วเหรอ”
เปโตรนิยาทำหน้าเบื่อหน่ายพลางเข้ามายืนข้างกายน้องสาวฝาแฝด แพทริเซียตัวสั่นราวกับเห็นผี ก่อนจะถามออกไปอย่างไม่เชื่อสายตา
“นิล…จริงๆ หรือ นีย่า นี่เจ้าจริงๆ ใช่ไหม”
“ริซซี่?”
เปโตรนิยาเอียงคอเล็กน้อยเพราะนางเพิ่งสังเกตเห็นว่าน้องสาวมีอาการแปลกๆ
“เป็นอะไรไปน่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“แต่…”
เปโตรนิยาดึงแพทริเซียเข้ามากอดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบคำถาม แพทริเซียเอาแต่พึมพำว่า เจ้ายังอยู่ตรงหน้าข้าจริงๆ นีย่า…ครอบครัวที่แสนสำคัญของข้า…ยังมีชีวิตอยู่
“พระเจ้า ไม่น่าเชื่อ …”
“ริซซี่ เจ้าเป็นอะไรกันแน่”
เปโตรนิยารู้สึกไม่ชอบมาพากลอีกทั้งยังรู้สึกฉงน ตอนนั้นเองที่แพทริเซียผละออกจากอ้อมกอดพร้อมทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้
ชัดเจนแล้ว ข้ายังมีชีวิตอยู่ นีย่าก็ยังมีชีวิตอยู่ ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหน… แพทริเซียสงสัยได้ไม่นานก็ได้ยินคำพูดที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางใจ
“ไม่ได้ผลหรอกนะริซซี่ ข้าไม่ยอมเป็นควิเนส[2]แน่ ๆ”
ตึง! เสี้ยววินาทีนั้นแพทริเซียรู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกศีรษะ นางเอ่ยถามอ้ำๆ อึ้งๆ
“คะ ควิเนสหรือ”
“ใช่สิ ควิเนส เราต้องให้คำตอบในวันพรุ่งนี้อย่างไรเล่า”
“เป็นไปไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ เมื่อวานข้ายังคุยเรื่องนี้กับเจ้าอยู่เลย”
เปโตรนิยาพูดกับแพทริเซียด้วยรอยยิ้ม
“แล้วก็นะ ริซซี่ ข้ามาลองคิดๆ ดูแล้ว…”
“…”
“เรามาจับสลากกันไหม”
แต่แพทริเซียก็ยังไม่หือไม่อือกับคำถามของเปโตรนิยา ทำเอาคนถามรู้สึกอึดอัด แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แพทริเซียก็เรียกเอาไว้เสียก่อน
“ท่านพี่”
“ว่าอย่างไรริซซี่ เจ้าก็ว่าดีใช่ไหม”
“ตอนนี้… เอ่อ คือท่านพี่กับข้า…”
แพทริเซียถามต่อไปทั้งๆ ที่ริมฝีปากยังสั่นระริก
“อายุสิบเก้าปีหรือ? เป็นเช่นนั้นหรือ?”
“เจ้านี่มัน… คนฉลาดอย่างเจ้าลืมว่าตัวเองอายุเท่าไรเนี่ยนะ”
เปโตรนิยาตำหนิน้องสาวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“เพิ่งผ่านวันเกิดของเรามาได้ไม่เท่าไรเอง วันนี้เจ้าเป็นอะไรไป”
แม้แพทริเซียจะได้ยินเปโตรนิยาพูดกระเซ้าว่า ‘อ่านหนังสือมากไปจนสมองฟั่นเฟือนหรือไร’ แต่ตอนนี้หัวสมองของนางไม่สงบมากพอที่จะยินดียินร้ายกับคำพูดนั้น พี่สาวของนางได้รับเลือกเป็นควิเนสผู้ซึ่งจะเข้ารับการคัดเลือกเป็นจักรพรรดินี เช่นนั้นหรือว่า…
“ย้อนกลับมาตอนอายุสิบเก้า…”
“อะไรนะ?”
เปโตรนิยาที่จับต้นชนปลายไม่ถูกถามขึ้น แต่แพทริเซียก็ยังคงพูดคนเดียวต่อไป
“ย้อนเวลา…ย้อนเวลาอย่างนั้นหรือ แต่…ได้อย่างไร…”
“ริซซี่ ตั้งสติสิ!”
เปโตรนิยาถลึงตาดุน้องสาว
“วันนี้เจ้าแปลกๆ นะ ยังตื่นไม่เต็มตาหรือเปล่า”
“อะ อืม…”
ในที่สุดแพทริเซียก็ดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน แม้จะไม่น่าเชื่อ แต่ถึงอย่างไรนางก็คงต้องยอมรับว่าตอนนี้นางย้อนกลับมา ณ ช่วงเวลาก่อนเข้ารับการคัดเลือกควิเนส ตอนนางอายุได้สิบเก้าปี
[1] มาร์เชอเนส (อังกฤษ: marchioness) หรือ มาร์กีซ (ฝรั่งเศส: marquise) คือสุภาพสตรีที่มีบรรดาศักดิ์เป็นมาร์ควิสซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ชนชั้นหนึ่งของขุนนางยุโรป ซึ่งมาร์ควิส (อังกฤษ: marquess) หรือ มาร์กี (ฝรั่งเศส: marquis) เป็นบรรดาศักดิ์สืบตระกูลแบบหนึ่งใน 5 ลำดับชั้นหลักๆ ของยุโรป เรียงจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ดยุก มาร์ควิส เคานต์ ไวเคานต์ และบารอน
[2] ควิเนส คือผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นจักรพรรดินี
ตอน 2
บทที่ 2 ข้าจะเป็นจักรพรรดินีแทนท่านพี่เอง
แพทริเซียไม่อาจอธิบายเหตุการณ์นี้ได้ด้วยความรู้ที่นางมี แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นความจริง นางย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบเก้าปี
ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่ตรงหน้าแล้ว แพทริเซียจ้องไปที่พี่สาว ดวงตาที่มองมาอย่างห่วงใยนั้นใสดุจน้ำในทะเลสาบ
ความทรงจำสุดท้ายในชาติก่อนผ่านเข้ามาในหัว ชาติก่อนเปโตรนิยาไล่ตามความรักจนต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอดสู ถ้านี่คือชีวิตใหม่ที่ฟ้าประทานให้จริงๆ… หากพระเจ้าทรงเมตตาเราสองพี่น้องจึงประทานโอกาสให้อีกครั้งล่ะก็…
เช่นนั้น ข้าจะ…
“ท่านพี่”
“อืม ว่าอย่างไร ริซซี่”
“ไม่จำเป็นต้องจับสลากหรอก”
ข้าจะไม่ทำให้โศกนาฏกรรมนั้นต้องซ้ำรอย
“ทำไมล่ะ”
ใบหน้าของแพทริเซียเจือรอยยิ้มบางเบายามมองพี่สาวที่ถามกลับมาอย่างใสซื่อ
“ข้าจะเป็นเอง”
ครานี้ ข้าจะเป็นจักรพรรดินีแทนท่านพี่เอง
“ข้าจะเป็นควิเนส”
เปโตรนิยาไม่เข้าใจน้องสาวของตนเลย เมื่อวานนี้ ไม่สิ เมื่อสักครู่นี้นางยังดื้อแพ่งบอกว่าไม่อยากเป็นจักรพรรดินี แต่จู่ๆ นางก็เปลี่ยนใจราวกับเป็นคนละคน เปโตรนิยาไม่เข้าใจว่าทำไมน้องสาวของนางถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่การที่นางไม่ต้องไปเป็นควิเนสก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เปโตรนิยาถามย้ำอีกครั้งด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจอีก
“จริงหรือ”
“อืม”
“ห้ามกลับคำนะ”
“อืม”
แพทริเซียตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ไม่กลับคำ…แน่นอน”
“เย่!”
แพทริเซียมองเปโตรนิยาที่ทำท่าดีอกดีใจเหมือนเด็กด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“ไปที่ห้องหนังสือกันเถอะ ไปให้คำตอบกับท่านพ่อ”
มาร์ควิสโกรเชสเตอร์ที่อายุครบสี่สิบสองในปีนี้กำลังลำบากใจว่าจะส่งลูกสาวคนใดไปเข้าร่วมการคัดเลือกควิเนสดี จะส่งเปโตรนิยาลูกสาวคนโตไป นิสัยของนางก็ดูจะเข้ากับพวกราชนิกูลไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ส่งแพทริเซียที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาไป เขาก็ไม่สะดวกใจ ด้วยเพราะนางเป็นลูกคนรอง และขณะที่เขากำลังเหม่อลอยไปเรื่อยเพราะยังคิดไม่ตกเสียที เสียงเคาะประตูห้องหนังสือก็ดังขึ้น
“นั่นใคร”
“นีย่าค่ะ ท่านพ่อ”
“อ้อ เข้ามาสิ”
เขาต้อนรับลูกสาวทั้งสองด้วยความปีติ แม้จะสงสัยว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงมาหาเขากลางดึกเช่นนี้ แต่เขาก็เลือกที่จะยกน้ำชามาให้บุตรีก่อนจะเอ่ยปากถามอะไรต่อ หลังจากวางแก้วชาอัสสัมอุ่นๆ ลงบนโต๊ะ มาร์ควิสก็ถามธุระของลูกๆ
“พวกเจ้ามีธุระอะไร ดึกดื่นป่านนี้ทำไมยังไม่นอน”
“พวกเรามีเรื่องจะบอกท่านพ่อค่ะ”
สีหน้าของเปโตรนิยามีแววลิงโลด มาร์ควิสที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็ได้แต่คิดว่าคงมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เปโตรนิยาทำหน้ากรุ้มกริ่มแต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร นางดื่มชาเข้าไปอีกอึกสองอึกถึงพูดออกมา
“ริซซี่บอกว่าอยากเป็นควิเนสค่ะ”
“…จริงหรือ”
“ค่ะ ท่านพ่อ”
แพทริเซียวางแก้วชาลงบนโต๊ะกระจกด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางตอบบิดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ข้าจะเป็นเองค่ะ”
“อืม…”
เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เขาเองก็คิดไม่ตกกับเรื่องนี้มาตลอด แต่นิสัยของเปโตรนิยาไม่เหมาะกับความเข้มงวดและความภูมิฐานของชีวิตในวังจริงๆ ด้วยเหตุนั้นมาร์ควิสจึงเก็บความรู้สึกดีใจไว้ภายในและไม่แสดงออกเมื่อแพทริเซียเป็นฝ่ายออกปากว่าจะเป็นควิเนส
“เจ้าสมัครใจหรือ”
“ค่ะ”
เมื่อฟังบุตรีตอบ มาร์ควิสก็ทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับเปโตรนิยา
“เข้าใจล่ะ นีย่า ดึกมากแล้วลูกไปนอนเถอะ พ่อขอคุยกับริซซี่อีกสักหน่อย”
“ค่ะท่านพ่อ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พรุ่งนี้คุยกันนะริซซี่”
เปโตรนิยาบอกราตรีสวัสดิ์ทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงที่มีความร่าเริงอยู่ในทีก่อนจะออกจากห้องหนังสือไป ตอนนี้ในห้องเหลืออยู่เพียงสองคน หลังจากดื่มชาที่ยังขึ้นไอร้อนจนหมดแก้ว มาร์ควิสจึงค่อยๆ เอ่ยปากถามลูกสาว
“เจ้าสมัครใจจริงๆ หรือ ริซซี่”
“ค่ะท่านพ่อ”
“พ่อสงสัยว่าทำไมลูกถึงเปลี่ยนใจ”
มาร์ควิสจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำของแพทริเซียและเอ่ยถาม
“ถ้าลูกมีเหตุผลอะไร บอกพ่อได้ไหม”
“…ไม่มีค่ะ ข้าเพียงแต่คิดว่าหากต้องมีใครสักคนในบรรดาเราสองคนเป็นควิเนส คนผู้นั้นควรจะเป็นข้า”
การไม่ส่งบุตรีคนใดไปเลยนั้นไม่สามารถทำได้ กฎของจักรวรรดิระบุไว้ชัดเจนว่าควิเนสจะต้องเป็นเด็กสาวอายุระหว่าง 18-20 ปีจากตระกูลขุนนางระดับเคานต์ขึ้นไป ซึ่งตระกูลของมาร์ควิสโกรเชสเตอร์ก็จำเป็นต้องส่งไปหนึ่งคน
“หรือท่านพ่ออยากให้นีย่าไป?”
แพทริเซียเอ่ยถามด้วยใจที่สั่นไหว แต่โชคดีที่คำตอบที่ได้รับไม่แย่นัก
“ไม่หรอก ใจจริงพ่อก็อยากให้เจ้าไป”
“…อย่างนั้นหรือคะ”
ไม่ต้องถามเหตุผลก็พอจะรู้ บิดาของนางเป็นถึงมาร์ควิส ท่านคงคิดว่าหากส่งตัวนางซึ่งเป็นคนเงียบขรึมไปน่าจะวางใจมากกว่า และตัวนางเองก็ไม่ได้ไม่พอใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจกับความคิดนั้น
“สัปดาห์หน้าหรือคะ ที่ข้าต้องเข้าวัง” นางถามต่อ
ควิเนสทั้งห้าคนจะไปรวมกันเพื่อเข้ารับการทดสอบในพระราชวังเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และหนึ่งในนั้นจะถูกเลือกเป็นจักรพรรดินี มาร์ควิสพยักหน้าก่อนจะกล่าวด้วยความเคลือบแคลงใจ
“เจ้าดูนิ่งและไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย พ่อก็พอรู้ว่าเจ้าเป็นคนเงียบขรึม แต่ไม่รู้ทำไม…เหมือนเจ้าคุ้นชินกับสิ่งนี้แล้วอย่างไรอย่างนั้น”
แพทริเซียหัวเราะไม่ออกเสียงให้กับคำพูดของบิดาเพราะมันคือความทรงจำที่ปวดร้าวสำหรับนาง แต่นางไม่อาจบอกอะไรให้อีกฝ่ายรู้จึงพูดเรื่องจริงให้เหมือนคำโกหกออกไป
“ข้าคงเคยเห็นในฝันมาแล้วกระมัง”
“เจ้านี่นะ”
มาร์ควิสแย้มยิ้ม ส่วนแพทริเซียพูดเหมือนแจ้งให้รู้ไว้ก่อน
“ท่านพ่อ ข้าไม่คิดจะชนะนะคะ ข้าจะกลับบ้าน”
ควิเนสมีทั้งหมดห้าคน แต่คนที่จะได้เป็นจักรพรรดินีมีเพียงหนึ่งเดียว ควิเนสที่ไม่ได้รับคัดเลือกจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แน่นอนว่าสามารถแต่งงานกับลอร์ด[1]ตระกูลใดก็ได้ เหมือนอย่างมารดาของนาง ก่อนจะย้อนเวลากลับมา แพทริเชียก็ไม่ได้อยากขึ้นไปอยู่บนที่ที่สูงกว่าผู้อื่น หลังย้อนเวลากลับมาแล้วยิ่งไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่ แม้ว่าตอนนี้ทุกๆ อย่างจะเป็นเพียงความทรงจำก็ตาม แต่จะให้ไปแต่งงานกับผู้ชายที่เคยเป็นพี่เขยจนถึงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ คงไม่สอดคล้องกับหลักศีลธรรมสักเท่าไร
“ท่านพ่อจะว่าไหมคะ” นางยิ้มพลางเอ่ยปากถามมาร์ควิส
“ไม่เลย ลูกจงพ่ายแพ้และกลับมาหาพ่อเถอะ”
เขาจุมพิตที่หน้าผากของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะพูดราวกับกระซิบ
“ตอนนี้พ่อก็ยังไม่อยากยกเจ้าหญิงของพ่อให้ผู้ชายหน้าไหนเหมือนกัน”
แพทริเซียกลับมาที่ห้องและทิ้งตัวลงบนที่นอน ย้อนอดีตกลับมายังไม่ทันถึงสองชั่วโมง แต่นางกลับเปลี่ยนเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องในอดีตไปแล้ว จำได้ว่าที่จริงแล้ว เปโตรนิยาซึ่งเป็นคนจับสลากแพ้ต่างหากที่เป็นคนบอกผู้เป็นบิดาว่าจะเป็นควิเนส แพทริเซียกัดปากแน่นโดยไม่รู้ตัว
ตอนนั้นทั้งนางและเปโตรนิยาต่างไม่มีใครอยากเป็นควิเนส อย่างที่พูดไปเมื่อครู่ ตัวนางเองไม่ได้อยากอยู่เหนือใคร นางเคยอ่านจากจารึกประวัติศาสตร์หลายต่อหลายฉบับกล่าวว่าบนนั้นมีด้านที่อันตราย แน่นอนว่าที่ตอนนี้นางเปลี่ยนใจก็เนื่องมาจากโศกนาฏกรรมในอดีต
อีกทั้งพี่สาวของนางเป็นคนที่ช่างเพ้อฝัน เปโตรนิยาเฝ้าฝันว่าจะได้เจอเจ้าชายขี่ม้าขาวเหมือนในนิทาน นางไม่มีทางมองว่าตำแหน่งควิเนสที่เหมือนถูกจับคลุมถุงชนกลายๆ นั้นน่าดึงดูดเป็นแน่
ด้วยเหตุนั้น ในอดีตพวกนางสองพี่น้องจึงใช้วิธีที่แม้แต่แพทริเซียในตอนนี้ก็ยังคิดว่าน่าอดสูอย่างการจับสลากเพื่อตัดสินว่าใครจะได้เป็นควิเนส สุดท้ายแล้วคนที่ได้เป็นก็คือเปโตรนิยา และบทสรุปของนางคือความตาย เมื่อแพทริเซียคิดมาถึงตรงนี้ ปากของนางก็เยินจนเลือดซึมแล้ว
แพทริเซียย้อนเวลากลับมาแล้ว และนางเปลี่ยนอนาคตด้วยการเสนอตัวเป็นควิเนสแทนเปโตรนิยา ซึ่งปลายทางของมันอาจไม่ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมที่ตัวนางและครอบครัวต้องตาย
ต่อให้แพทริเซียต้องเป็นควิเนส แต่ถ้านางไม่ได้เป็นจักรพรรดินีทุกอย่างก็จบ และต่อให้นางได้เป็นจักรพรรดินี ถ้าการเสียสละของนางจะทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ เพียงเท่านั้นนางก็พอใจแล้ว ขอเพียงไม่เกิดความสูญเสียเช่นนั้นอีก ย่อมดีกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี
“เรื่องนั้นยังอีกตั้งสามปี”
เพราะฉะนั้นนางจะเปลี่ยนอนาคตเท่าไรก็ย่อมได้ นางจะต้องเปลี่ยนมันให้ได้
แพทริเซียไม่อาจรู้ได้ว่าอนาคตที่รออยู่จะเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยนางก็จะไม่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นที่เคยเกิด นางจะพยายามด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อให้เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะฉะนั้นชีวิตที่ได้รับมาใหม่นี้ เจ้าหวังให้มันจบอย่างมีความสุขได้เลยนะ ท่านพี่
“ข้าจะทำให้มันจบอย่างมีความสุขให้ได้”
แพทริเซียตั้งใจเช่นนั้น นางจะเป็นควิเนส ดีไม่ดีอาจจะต้องเป็นจักรพรรดินีแทนพี่สาว นางจะลบรอยแผลในอดีตให้สิ้นซาก ไม่เหลืออยู่แม้แต่ในความทรงจำ
***
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ทุกคนก็พอจะทราบกันแล้วว่าควิเนสทั้งห้าคน ได้แก่ เลดี้[2]ราฟาเอลา จากตระกูลมาร์ควิสบริงสโตน เลดี้เกรตา จากตระกูลเคานต์อาร์เซลโด เลดี้บาร์บรา จากตระกูลมาร์ควิสดิวาร์ เลดี้ทริชา จากตระกูลดยุกวาเซียร์ และตัวนาง
เดิมทีเลดี้ทริชาซึ่งเป็นบุตรีของดยุก[3]ควรจะได้เป็นจักรพรรดินี แต่ในตอนนั้นไม่รู้ว่าพี่สาวเอาชนะเลดี้ทริชาแล้วกลายเป็นจักรพรรดินีได้อย่างไร แพทริเซียตั้งใจจะทำให้ตัวเองสอบตกและไม่ต้องเป็นจักรพรรดินี แต่นางก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะเรื่องเหนือความคาดหมายเคยเกิดขึ้นไปแล้วครั้งหนึ่ง
ในที่สุดก็ถึงวันที่แพทริเซียต้องเดินทางเข้าวัง เปโตรนิยาที่น้ำปริ่มขอบตาไม่ยอมปล่อยมือของน้องสาว
“ริซซี่ เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น เดินทางดีๆ แล้วก็รีบไปรีบมานะ เข้าใจไหม”
ครั้นได้ฟังดังนั้น แววตาของแพทริเซียที่มองอีกฝ่ายก็ลุ่มลึกขึ้น เมื่อสามปีก่อนตัวนางเองก็เป็นเช่นนี้ สองมือของนางกอบกุมมือของเปโตรนิยาที่กำลังจะเข้าวัง ปากก็บอกว่าให้รีบสอบตกและรีบกลับมา ให้พี่สาวเดินทางปลอดภัย ซึ่งท้ายที่สุดพี่สาวของนางก็ได้เป็นจักรพรรดินีและกลับมาโดยไม่มีรอยขีดข่วน แพทริเซียยิ้มบางๆ
“ข้าต้องคิดถึงเจ้าแน่ นิล”
“ข้าก็เหมือนกัน ริซซี่ พวกเราไม่เคยอยู่ห่างกันนานๆ แบบนี้เลยนะ…”
เสียงของเปโตรนิยาอู้อี้ ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดาจนเวลาผ่านเลยมาถึงตอนนี้ก็สิบเก้าปีแล้ว พวกนางไม่เคยอยู่ห่างกันนานๆ เช่นนี้เลย บางคนอาจค่อนแคะได้ว่าห่างกันเพียงสัปดาห์เดียวจะอะไรกันหนักหนา แต่สำหรับพี่น้องคู่นี้ นี่คือครั้งแรก แพทริเซียกำชับเบาๆ ในขณะที่เปโตรนิยากอดนางไว้ในอ้อมอกราวกับนางเป็นเด็กเล็ก
“…ห้ามมาที่วังนะ เข้าใจไหม”
ที่พูดออกไปนั้นอาจเป็นเพราะแพทริเซียกังวลเกินกว่าเหตุ คราวก่อนคนที่ได้เป็นควิเนสคือเปโตรนิยาที่บ่นหนักหนาว่าไม่อยากเป็นจักรพรรดินี แต่ที่สุดแล้วนางกลับตกหลุมรักจักรพรรดิตั้งแต่แรกพบ และพยายามทุกทางเพื่อที่จะได้เป็นจักรพรรดินี
แน่นอนว่าคราวนี้คนที่ได้เป็นควิเนสคือตนไม่ใช่พี่สาว แต่ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ระวังไว้ก่อนไม่เสียหาย เปโตรนิยาหัวเราะคิกคักเมื่อถูกกำชับเช่นนั้น
“เจ้านี่นะ เห็นข้าเป็นคนอย่างไร ข้าไม่คิดจะทำลายชื่อเสียงของน้องสาวหรือตระกูลเราสักนิด ไม่ต้องกังวลหรอก”
“…นั่นสินะ”
แพทริเซียตบบ่าพี่สาวเบาๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไปร่ำลามาร์ควิสและมาร์เชอเนส
“ข้าจะรีบไปรีบมานะคะ”
“จ้ะ ริซซี่ เดินทางปลอดภัยเหมือนที่พี่สาวลูกอวยพรนะ”
“เราเชื่อว่าลูกสาวของเราจะรักษากิริยาได้ดี”
แพทริเซียเกือบจะร้องไห้ให้กับน้ำเสียงที่เจือความห่วงใยของบิดาและมารดา แต่โชคดีที่คนขับรถม้าเข้ามาพอดี นางจึงรอดจากเรื่องน่าอายเช่นนั้นไปได้ มาร์ควิสและมาร์เชอเนสกอดแพทริเซียอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยนางมาขึ้นรถม้า และมุ่งหน้าสู่พระราชวัง
และนี่คือจุดเริ่มต้นของอดีตที่เปลี่ยนไป
[1] ลอร์ด (Lord) เป็นคำเรียกที่ใช้เรียกขุนนางชายตั้งแต่ยศมาร์ควิสลงไปจนถึงบารอน หรือลูกชายของขุนนาง ไม่ใช่ตำแหน่งทางการ
[2] เลดี้ (Lady) เป็นคำเรียกที่ใช้เรียกหญิงชนชั้นสูงที่มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่มาร์เชอเนสลงไปจนถึงบารอเนส รวมถึงภรรยาและบุตรีของขุนนาง ไม่ใช่ตำแหน่งทางการ
[3] ดยุก (Duke) เป็นตำแหน่งสูงสุดในบรรดาศักดินาขุนนางของยุโรป อันได้แก่ ดยุก มาร์ควิส เคานต์ ไวเคานต์ และบารอน เลดี้ทริชาซึ่งเป็นลูกสาวของดยุกวาเซียร์จึงมีศักดิ์สูงกว่าเลดี้คนอื่นๆ และมีโอกาสได้เป็นจักรพรรดินีมากที่สุด
ตอน 3
บทที่ 3 ชื่อต้องห้าม
“เลดี้ราฟาเอลา จากตระกูลมาร์ควิสบริงสโตน เลดี้เกรตา จากตระกูลเคานต์อาร์เซลโด เลดี้บาร์บรา จากตระกูลมาร์ควิสดิวาร์ เลดี้แพทริเซีย จากตระกูลมาร์ควิสโกรเชสเตอร์ และเลดี้ทริชา จากตระกูลดยุกวาเซียร์”
“…ไปได้ยินมาจากใครกัน”
ชายหนุ่มพูดราวกับนั่นเป็นสิ่งรบกวนใจ ฝ่ายหญิงสาวได้ฟังคำพูดนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างทรงเสน่ห์และถามกลับ
“ทำไมหรือเพคะ นี่เป็นเรื่องที่หม่อมฉันไม่ควรรู้หรือ”
“รู้ไปเพื่ออะไร”
“ก็ไม่มีอะไรนี่เพคะ อนุอย่างหม่อมฉันก็ควรจะทราบชื่อว่าที่ภรรยาหลวงของพระองค์มิใช่หรือ”
จักรพรรดิลูซิโอขมวดคิ้ว แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะราบเรียบแต่ฟังดูแล้วคล้ายมีความนัยซ่อนอยู่ ปกติแล้วโรสมอนด์ของเขาจะคอยแต่กระซิบคำหวานที่ข้างหู แต่บางครั้งเจ้าหล่อนก็เปลี่ยนเป็นมีดโกนอาบน้ำผึ้งเช่นนี้เหมือนกัน ลูซิโอยิ้มบางๆ พลางปลอบประโลมอีกฝ่าย
“ทำไม เจ้าหึงรึ”
“จะหึงหรือไม่แล้วมีประโยชน์อันใดหรือเพคะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็เป็นแค่… เมียลับๆ ของพระองค์”
โรสมอนด์เบะปากและบ่นกระจุกกระจิก นางเป็นผู้หญิงของจักรพรรดิและอยู่ข้างกายลูซิโอมาเกือบหนึ่งปีแล้ว แต่ตำแหน่งจักรพรรดินีเป็นตำแหน่งที่เต็มไปด้วยพิธีรีตรอง เพราะฉะนั้นตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งอนุภรรยาอย่างเป็นทางการนางก็ยังไม่ได้รับ ลูซิโอพูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงราวกับว่าเข้าอกเข้าใจในความรู้สึกของเจ้าหล่อน
“ถ้าเลือกจักรพรรดินีได้เมื่อไร ข้าจะมอบบรรดาศักดิ์ให้เจ้าทันที ดีหรือไม่”
“…ไม่รู้ไม่ชี้เพคะ”
ที่จริงนางก็หายหงุดหงิดนานแล้วแต่ยังแสร้งทำเป็นแง่งอนต่อไปเพราะไม่แน่ว่าส้มอาจจะหล่นลงมาอีกก็เป็นได้ และไม่กี่อึดใจลูซิโอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานหู
“เจ้าก็รู้นี่ว่าข้ามีแต่เจ้า หืม?”
“ไม่ทราบเพคะ ถ้าพระองค์ไม่แสดงให้หม่อมฉันเห็น”
จู่ๆ โรสมอนด์ที่เอาแต่พูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อก็กลับมาออดอ้อนลูซิโออีกครั้ง
“พระจักรพรรดิลูซิโอเพคะ ตอนนี้แม้แต่บ่าวไพร่ก็ยังดูแคลนว่าถึงแม้พระองค์จะทรงเอ็นดูหม่อมฉันสักเพียงใด แต่หม่อมฉันก็มิอาจดำรงตำแหน่งอันใดได้ พระองค์คงไม่คิดที่จะให้หม่อมฉันอยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ใช่ไหมเพคะ”
ลูซิโอหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่ได้ยินคำนั้น เขาถามประหนึ่งจะคาดคั้นเอาความจริง
“ใครกล่าวเช่นนั้น”
โรสมอนด์ยิ้มร่า นางโกหก จะมีใครหน้าไหนใจกล้ามาดูหมิ่นดูแคลนนางซึ่งเป็นผู้หญิงที่จักรพรรดิเลี้ยงดูปูเสื่อมาเป็นปี และหากมีจริง นางคงกุดหัวคนผู้นั้นก่อนที่มันจะได้ดูแคลนนางแล้วเป็นแน่ แน่นอนว่าจักรพรรดิลูซิโอคงไม่ทราบถึงขั้นนั้น จู่ๆ โรสมอนด์ก็เปลี่ยนเรื่องพูด
“ทรงสัญญาจะพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้หม่อมฉันหรือเพคะ ทรงทราบหรือไม่ว่าตอนถูกดูแคลนหม่อมฉันช้ำใจเพียงใด”
“โรส เจ้าอย่ากังวลไปเลย”
ลูซิโอลูบไปตามเรือนผมที่ส่องประกายสีชมพู พลางกระซิบแผ่วเบา
“ช่วงแรกข้าอาจแต่งตั้งให้เจ้าได้แค่ขั้นบารอเนส แต่สุดท้ายเจ้าจะต้องเป็นจักรพรรดินี”
“ตายจริง”
‘ส้มลูกใหญ่กว่าที่คิดนะนี่’โรสมอนด์ยิ้มกว้าง นางไม่เคยคิดจะพูดถึงตำแหน่งจักรพรรดินีเลย นี่เกินความคาดหมายไปมาก
“พระองค์ไม่สัญญาง่ายไปหน่อยหรือเพคะ แม้แต่ควิเนสก็ถูกเลือกไว้แล้วแท้ๆ”
“ข้าไม่มีอำนาจในการเลือกควิเนส แต่ผู้เลือกจักรพรรดินีคือข้า แม้จะมอบตำแหน่งนั้นให้เจ้าในตอนนี้ไม่ได้ แต่สักวัน…ต้องมีวันนั้นแน่”
ลูซิโอเริ่มลูบไล้เรือนร่างของโรสมอนด์อย่างรุกเร้า โรสมอนด์ก็แสร้งครางกระเส่าเพื่อจะกระตุ้นอารมณ์ของเขา จากนั้นลูซิโอก็เริ่มลูบไล้หนักขึ้นราวกับว่าที่นางทำมันได้ผล
“ข้าจะทำให้เจ้าได้นอนบนเตียงในตำหนักจักรพรรดินีเอง”
‘อา แค่คิดก็รู้สึกวูบวาบแล้ว ถ้าได้พลอดรักกับเขาบนเตียงในตำหนักจักรพรรดินีจะมีความสุขสักแค่ไหนกันนะ’โรสมอนด์หัวเราะเสียงสูงก่อนจะรวบไหล่แน่นของลูซิโอเอาไว้
***
“เลดี้แพทริเซีย ถึงแล้วขอรับ”
แพทริเซียยิ้มให้คนขับรถม้าที่นั่งอยู่ด้านนอกตัวรถและกล่าวขอบคุณที่พามาส่ง
“ขอบคุณค่ะ”
“จากนี้กระผมจะนำทางให้เองขอรับ”
ข้ารับใช้โผล่ออกมาจากพระราชวังราวกับวิญญาณเข้ามายืนเทียบข้างรถม้าอย่างรวดเร็ว แพทริเซียพยักหน้าให้เขา สีหน้าของนางไม่มีแววตกใจ อีกเดี๋ยวข้ารับใช้ผู้นี้จะพาไปยังห้องที่นางจะต้องพักอาศัยในช่วงหนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้
แพทริเซียเดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป สีหน้าของนางก็เริ่มไม่สู้ดี
“…”
ความทรงจำหลั่งไหลออกมาไม่หยุด ตอนที่ได้เป็นจักรพรรดินีแล้ว เปโตรนิยาเชิญนางและมารดามายังห้องที่ตัวเองเคยอยู่ และตอนนี้นางก็กำลังเดินอยู่บนทางที่มุ่งหน้าไปยังห้องนั้น
แพทริเซียมีสีหน้าบึ้งตึงเพราะรู้สึกอึดอัดใจแปลกๆ แต่ไม่ช้าสีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ ที่นางฝังใจอยู่กับเรื่องเก่าๆ ก็เพราะอดีตในตอนนี้คือความเป็นจริง
แพทริเซียกลับมาเป็นนางคนเก่าที่สุขุม และก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งข้ารับใช้หยุดยืนอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง สตรีนางหนึ่งกำลังรออยู่ และเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ แพทริเซียก็เกือบจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา
‘มีร์ยา’
“ข้าชื่อมีร์ยา จะมาทำหน้าที่ดูแลควิเนสแพทริเซียตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ”
มีร์ยาเป็นนางกำนัลของเปโตรนิยา มีร์ยาผู้น่าสงสารยืนยันความบริสุทธิ์ของเปโตรนิยาจนตัวตายในลานประหาร ใจหนึ่งแพทริเซียรู้สึกอึดอัดเป็นอันมาก แต่อีกใจหนึ่งก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายต่อสตรีผู้นี้
ตอนนี้แพทริเซียได้คนที่เคยเป็นนางกำนัลผู้น่าสงสารของพี่สาวมาคอยรับใช้ การที่แพทริเซียรู้เรื่องทุกอย่างนำพาให้นางรู้สึกเศร้าอย่างไม่มีเหตุผล
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ มีร์ยา”
แน่นอนว่าแพทริเซียไม่แสดงอาการใดๆ ออกไป ในสายตาของพวกเขา นางไม่ใช่แพทริเซียในวัยยี่สิบสองปีที่ย้อนเวลามา แต่เป็นแพทริเซียวัยสิบเก้าปีที่เพิ่งจะได้เป็นควิเนส การทำอะไรบุ่มบ่ามจะเป็นอันตราย เมื่อแพทริเซียเข้าไปในห้อง บรรดาสาวใช้ก็มาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสำหรับควิเนส และในระหว่างนั้นมีร์ยาก็ช่วยอธิบายกำหนดการในวันต่อๆ ไปให้ฟังคร่าวๆ
“ท่านควิเนสจะต้องเข้าร่วมการคัดเลือกที่นี่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ การคัดเลือกจักรพรรดินีจะมีทั้งสิ้นสามรอบ รอบแรกจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ และรอบต่อไปจะมีขึ้นหลังจากรอบก่อนหน้าสองวัน มีคำถามอะไรไหมคะ”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณนะคะ มีร์ยา”
แพทริเซียไม่มีข้อสงสัยและไม่มีอะไรอยากถาม เพราะนางมีประสบการณ์ทางอ้อมมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้นได้ยินแพทริเซียตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มีร์ยาและบรรดาสาวใช้ก็พากันออกจากห้องไป ก่อนจะออกไปพวกสาวใช้บอกให้นางพักผ่อนเพราะนางน่าจะเหนื่อยจากการเดินทาง
ตอนนี้ในห้องเหลือแค่แพทริเซียคนเดียวแล้ว ร่างบางเดินเหม่อลอยไปนั่งลงบนเตียง เมื่อครู่นางยังไม่รู้สึกง่วงงุน แต่เมื่อได้มานั่งบนเตียงเช่นนี้ก็พาให้หนังตาหย่อน หญิงสาวนั่งทิ้งน้ำหนักลงบนเตียงและเอนกายไปเบื้องหลังก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“โรสมอนด์…”
ตอนนี้ชื่อนี้ยังเป็นชื่อต้องห้าม แพทริเซียพยายามดึงเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากความทรงจำ
โรสมอนด์ แมรี ลา เฟ็ลปส์ผู้หญิงที่ตอนนี้ยังเป็นแค่ภรรยาลับๆ ของพระจักรพรรดิ แต่เมื่อเสร็จสิ้นการสถาปนาจักรพรรดินี นางก็จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นบารอเนสเฟ็ลปส์
และในตอนนั้น… บารอเนสเฟ็ลปส์เป็นผู้ที่ทำให้พี่สาวของตนรวมถึงคนในตระกูลต้องประสบกับเคราะห์กรรม แววตาของแพทริเซียดูนิ่งสงบ
นอกจากเหตุผลที่กล่าวไปเมื่อครู่แล้ว โรสมอนด์คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แพทริเซียกับเปโตรนิยาไม่อยากเป็นควิเนส โรสมอนด์กำลังเป็นที่โจษจันในแวดวงชนชั้นสูงด้วยข่าวลือที่ว่าจักรพรรดิรับนางมาดูแลทันทีหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนน้ำท่วมปาก และในที่สุด เมื่อเปโตรนิยาคนก่อนขึ้นเป็นจักรพรรดิดินี ความจริงก็ปรากฏว่าเรื่องราวไม่ได้ผิดไปจากข่าวลือ และดูเหมือนว่าในตอนนี้ความจริงข้อนั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าไม่ได้เป็นจักรพรรดินีก็แล้วไปเถิด แต่ต่อให้ตนได้เป็นจักรพรรดินี แพทริเซียก็ไม่คิดจะเก็บเรื่องของโรสมอนด์มาใส่ใจสักนิด เท่าที่จำได้ จักรพรรดิรักโรสมอนด์อย่างหัวปักหัวปำ และต่อให้ตนย้อนเวลากลับมา ความจริงข้อนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอาวุธใดที่สามารถทำลายความรักที่เขามีต่อโรสมอนด์ได้ ซึ่งในชาติก่อนตระกูลของตนก็ได้ยืนยันเรื่องนี้ด้วยความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นต่อให้ดวงกุดจนต้องเป็นจักรพรรดินี แพทริเซียก็จะเจียมเนื้อเจียมตัวให้มากที่สุดโดยการไม่สนใจและไม่ใส่ใจจักรพรรดิและอนุภรรยาคนนั้น ตนจะทำตัวเรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ที่สุดแล้วตนจะต้องเป็นผู้ชนะ นั่นคือแผนการในตอนนี้
“ก่อนอื่น…พยายามให้ตกรอบตั้งแต่รอบคัดเลือกในวันพรุ่งนี้เลยดีกว่า”
คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการไม่ได้เป็นจักรพรรดินีตั้งแต่แรก ขอเพียงไม่ได้เป็นจักรพรรดินีเท่านั้น สิ่งที่กังวลมาทั้งหมดก็จะสลายไป และจะนำบทสรุปที่ดียิ่งมาให้
แพทริเซียหวังว่าตนจะไม่ได้เป็นจักรพรรดินี เพราะการที่ต้องอาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ทำให้นางเครียดมากทีเดียว
***
ควิเนสทุกคนต้องสวมชุดเดรสสีขาวอันหมายถึงความบริสุทธ์เหมือนกันทั้งหมดเพื่อความเสมอภาคในการตัดสิน และชุดเดรสสีขาวนั้นต้องเป็นชุดที่ทางสำนักพระราชวังจัดเตรียมไว้ให้ เป็นชุดสีขาวบริสุทธ์ที่ไม่มีเครื่องตกแต่งใดๆ
เรื่องเป็นเช่นนี้ยิ่งเข้าทาง หากให้แต่งตัวตามความพึงใจคงยากที่จะใส่เสื้อผ้าที่ไม่เป็นจุดเด่น
จักรพรรดินีของจักรวรรดิมาวินอสไม่ได้หมายถึงอัครมเหสีหรือภรรยาหลวงของจักรพรรดิเพียงเท่านั้น แต่จะค่อนไปทางข้าราชบริพารเสียมากกว่า กล่าวคือต้องคอยช่วยงานในขณะที่จักรพรรดิครองราชย์ ในฐานะที่เป็นคนผู้เดียวที่มีศักดิ์เทียบเท่าจักรพรรดิ เพราะฉะนั้นการคัดเลือกจักรพรรดินีต้องเกิดขึ้นต่อหน้าเหล่าขุนนาง ซึ่งแน่นอนว่าพระจักรพรรดิก็ต้องประทับอยู่ด้วย
“ท่านควิเนส ตื่นเต้นไหมคะ” มีร์ยาถาม
แพทริเซียยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ นางไม่ตื่นเต้นเพราะคิดว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ช่าง สอบตกสิดี เพราะฉะนั้นนางไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องรู้สึกตื่นเต้น ทว่า…
‘ผู้ชายคนนั้น’
จักรพรรดิ ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นพี่เขยของนาง ผู้ชายที่สั่งฆ่าครอบครัวของนางทั้งตระกูล ทำให้ตระกูลของนางสูญสิ้น หากมองในมุมของแพทริเซีย คนที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคนผู้นี้ แต่ในความเป็นจริง เมื่อแพทริเซียได้พบเขาตัวเป็นๆ นางกลับไม่ได้รู้สึกแค้นเคืองเขามากมาย เพราะเปโตรนิยาพี่สาวของนางกลายเป็นจักรพรรดินีตกบัลลังก์ด้วยข้อหาทำให้โรสมอนด์แท้งลูก อีกทั้งก่อนถูกจับ นางยังก่อโทษลอบปลงประชนม์พระจักรพรรดิอีกด้วย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดคงเพราะเขาจำเป็นต้องทำในฐานะจักรพรรดิ ความผิดแรกยังพอทำเนา แต่ความผิดอย่างหลังเป็นความผิดร้ายแรงเทียบเท่าโทษกบฏเลยทีเดียว หากมองโดยปราศจากอคติใดๆ แล้ว จุดจบของตนและครอบครัวก็เป็นเรื่องที่สมควร
แม้แพทริเซียจะได้ย้อนเวลากลับมา แต่นางก็ไม่รู้เรื่องที่เกิดในช่วงท้ายๆ เท่าใดนัก สิ่งที่พอจะรู้เป็นเพียงข้อมูลที่ได้มาจากที่นู่นบ้างที่นี่บ้าง ไม่มีใครบอกความจริงที่เกิดขึ้นกับนางเลย บิดา มารดา หรือแม้แต่เปโตรนิยาก็ไม่ปริปาก ไม่สิ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจไม่รู้เช่นกันว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีร์ยา”
แพทริเซียทิ้งความคิดที่ตีกันสับสนออกไปพร้อมกับคำพูดที่เปล่งออกมา เรื่องเกิดไปแล้ว และที่ตนมาที่นี่ก็เพื่อเปลี่ยนเรื่องนั้น ตอนนี้การที่ตนได้เป็นควิเนสก็นับว่าได้เปลี่ยนอดีตไปครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้น…น่าจะมีโอกาสที่จะไม่เกิดโศกนาฏกรรมเหมือนคราวนั้น
“ได้เวลาเข้าไปข้างในแล้วค่ะ”
ควิเนสทั้งห้าคนที่รวมกันอยู่ ณ ที่นั้นเดินผ่านประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบตามคำบอกของดัชเชสเอเฟรนีซึ่งเป็นสตรีคนเดียวในที่นั้นที่ไม่ได้เป็นควิเนส
พวกนางรู้สึกถึงความเงียบที่เกือบจะเป็นความสงัด และสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาที่พวกนางจากภายในประตูที่เปิดกว้างนั้น
อึดอัด แต่มาถึงตอนนี้ก็ถอยไม่ได้แล้ว แพทริเซียทำตัวเป็นควิเนสได้อย่างสง่างามขณะที่ภายในรู้สึกวูบโหวง
“ควิเนสทั้งห้าคน อันได้แก่ เลดี้แพทริเซีย จากตระกูลมาร์ควิสโกรเชสเตอร์ เลดี้ราฟาเอลา จากตระกูลมาร์ควิสบริงสโตน เลดี้เกรตา จากตระกูลเคานต์อาร์เซลโด เลดี้บาร์บรา จากตระกูลมาร์ควิสดีวาร์ และเลดี้ทริชา จากตระกูลดยุกวาเซียร์ เข้าสู่การคัดเลือกแล้ว”
แพทริเซียไม่สบอารมณ์สักเท่าไรกับเสียงประกาศที่ชวนให้คิดว่าถูกเรียกมาเป็นสินค้าในงานประมูลก็ไม่ปาน แต่คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่แห่งนี้ก็เหมือนงานประมูลสินค้าอยู่แล้ว แพทริเซียนึกเย้ยหยันในใจ
“ดัชเชสเอเฟรนีจะให้เกียรติมาประกาศหัวข้อการทดสอบในรอบแรก”
จักรพรรดินีจะถูกเลือกจากผลการทดสอบทั้งหมดสามรอบ ดยุกสองคนและจักรพรรดิจะเป็นผู้ประกาศหัวข้อตามลำดับ ซึ่งพวกเขาเป็นเพียงตัวแทนที่ออกมาประกาศหัวข้อเป็นพิธีเท่านั้น ผู้ที่คิดหัวข้อจริงๆ คืออัครมหาเสนาบดีทั้งสามของจักรวรรดิและพระจักรพรรดิ การประเมินก็เป็นสิทธิ์ของทั้งสี่ท่านนั้นรวมถึงดัชเชสเอเฟรนี ส่วนขุนนางคนอื่นๆ แทบจะมีค่าเท่ากับไม้ประดับ แต่ถึงกระนั้นการที่พวกเขามาที่นี่เพราะพวกเขามีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งผลการตัดสินของทั้งสี่คนข้างต้น ซึ่งในความเป็นจริงไม่ค่อยมีขุนนางหน้าไหนกล้าประท้วง ไม่ค่อยมีแต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเหล่าขุนนางจึงพออกพอใจกับวิธีนี้
“หัวข้อแรก”
“…..”
ในห้องโถงเงียบสนิท แพทริเซียนึกถึงหัวข้อการทดสอบที่มาร์ควิสโกรเชสเตอร์พูดถึงเมื่อสามปีก่อนขึ้นมา