ตอน 2
เนรเทศ อุ้มรักหมอเทวดาจวนกั๋วกง
บทที่ 2 เตือนสติ
เฮ่อจือหรั่นวิ่งพลางตะโกน กลัวจะตามฝีเท้าของโม่จิ่วเย่ไม่ทัน
“โม่จิ่วเย่ เจ้ารอก่อน......”
ตามออกมาตั้งไกล มองเห็นภาพคนที่สวมชุดสีแดงนั้นของโม่จิ่วเย่เสียที
โม่จิ่วเย่หมุนตัวมา ยังคงมองนางด้วยหน้าตาไร้ความรู้สึก “มีธุระอะไร?”
เฮ่อจือหรั่นวิ่งมาถึงตรงหน้าเขาแบบหายใจหอบ ดึงแขนของเขาไว้แล้วเดินกลับไป
“เจ้าจะทำอะไร?” โม่จิ่วเย่ขมวดคิ้วถาม
เฮ่อจือหรั่นไม่รู้ว่าจะอธิบายเป้าหมายของตนเองอย่างไร ได้เพียงพูดแบบคลุมเครือ “ข้ามีลางสังหรณ์บางอย่าง คราวนี้เจ้าเข้าวังไปกลัวว่าจะโดนคนปองร้าย”
ตอนที่พูดเรื่องพวกนี้ออกมา เฮ่อจือหรั่นเตรียมพร้อมที่จะถูกโม่จิ่วเย่สงสัยไว้แล้ว
แต่ทว่า โม่จิ่วเย่ไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ถามกลับว่า “เจ้าได้ยินอะไรมาแล้ว?”
อันที่จริง ช่วงเวลานี้ที่โม่จิ่วเย่กลับจากด่านชายแดนมาเมืองหลวง ก็แอบมีความรู้สึกว่าถูกคนเล็งโจมตี โดยเฉพาะเป็นฝ่าบาท ตอนที่พูดจากับเขามักจะมอบความรู้สึกจอมปลอมอย่างหนึ่งมาให้
เฮ่อจือหรั่นย่อมไม่อาจพูดได้ว่าตนเองรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้มา หลังถูกถามกลับ ได้เพียงฝืนตอบไปว่า
“ข้าบอกแล้ว ข้าเพียงมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง”
ในสายตาโม่จิ่วเย่ คำอธิบายของนางถูไถเกินไป แต่ว่า ในเวลานี้เขารีบร้อนเข้าวัง ไม่มีความคิดตามถามอะไร
เขาปล่อยให้เฮ่อจือหรั่นดึงไว้ มอบอำนาจตัดสินใจให้อีกฝ่าย
เฮ่อจือหรั่นเดินวนนอกลานบ้านของเรือนหออยู่รอบหนึ่ง สุดท้ายหยุดสายตาอยู่ด้านบนเกี้ยวเจ้าสาวหลังนั้นที่นางนั่งมา
นางปล่อยมือที่ดึงโม่จิ่วเย่ไว้ออก วิ่งไปด้านในเกี้ยวเจ้าสาว จากนั้นหยิบเบาะนุ่มที่หนาอันหนึ่งออกมา
นี่คือสิ่งของที่เจ้าของร่างเดิมมักนำมายามออกจากจวน ไม่ว่านั่งเกี้ยวหรือรถม้า นางล้วนรังเกียจตอนที่กระแทก ฮูหยินเฮ่อผู้ใส่ใจจึงสั่งคนใช้ทำเบาะนุ่มอันหนึ่งให้นางแล้ว
เฮ่อจือหรั่นบีบความหนาของเบาะนุ่มดูแล้ว ยังถือว่าใช้ได้ หมุนตัวยื่นให้โม่จิ่วเย่
“ถ้าเชื่อคำพูดของข้า เจ้าก็เอาเบาะอันนี้ไว้ด้านหลัง บางทีอาจสามารถช่วยเจ้าไว้ได้บ้าง”
นิ่งไปครู่หนึ่ง นางพูดอีกว่า “ยังมีอีกอย่าง ถ้ามีคนแอบอ้างว่าฝ่าบาทอยู่ที่วังหลังเรียกพบเจ้าแล้วพาเจ้าเข้าไป เจ้าอย่าไปโดยเด็ดขาด”
สิ่งที่ตอนนี้นางทำได้มีเพียงเท่านี้ สำหรับโม่จิ่วเย่สามารถหนีรอดความทุกข์ทางเนื้อหนังได้หรือไม่ ก็ดูโชคของเขาเองแล้ว
โม่จิ่วเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ยังรับเบาะนุ่มนั้นมาแล้ว
ระหว่างที่หมุนตัว เขาพูดมาว่า “ฟ้ามืดแล้ว เจ้าไม่ต้องรอข้า รีบพักผ่อนเถิด!”
ตามองเห็นภาพด้านหลังที่เดินห่างไปของโม่จิ่วเย่ เฮ่อจือหรั่นยังอดพูดเตือนมาอีกไม่ได้ “อย่าลืมใส่เบาะไว้ด้านหลัง”
พอไม่ได้รับการตอบรับจากโม่จิ่วเย่อีก เฮ่อจือหรั่นได้แต่ย้อนกลับไปทางเดิม
กลับมาถึงเรือน เห็นเพียงพี่สะใภ้ทั้งแปดท่านกับน้องสาวสามีคนหนึ่งรออยู่ที่นั่นพร้อมเพรียงกัน
พี่สะใภ้ทั้งแปดล้วนอาบน้ำร้อนมาก่อน เห็นเฮ่อจือหรั่นกลับมา อดเข้ามาปลอบใจไม่ได้
“น้องสะใภ้เก้า เจ้าอย่ารีบร้อน ดึกปานนี้ฝ่าบาททรงเรียกน้องเก้าเข้าวัง คงต้องมีเรื่องเร่งด่วนอะไรเป็นแน่ คิดว่าคงไม่ล่าช้านานเกินไป”
“ใช่ น้องเก้าจะต้องกลับมาทันเวลาเข้าหอกับเจ้าแน่”
“......”
เหล่าพี่สะใภ้ช่างกระตือรือร้น เฮ่อจือหรั่นรู้ว่าพวกนางล้วนหวังดีต่อตนเอง ทว่า เรื่องพวกนั้นที่พวกนางพูดมา เวลานี้เดิมทีนางฟังไม่เข้าหัว
มองพี่สะใภ้ที่อายุน้อยมากทั้งแปดคน เฮ่อจือหรั่นมีความปวดใจอยู่แวบหนึ่ง
ผู้หญิงที่จิตใจดีเหล่านี้มีชะตากรรมโหดร้าย อายุยังน้อยก็กลายเป็นแม่ม่ายแล้ว
สุดท้ายยังต้องพบกับจุดจบที่ถูกเนรเทศ
คิดไปคิดมา เฮ่อจือหรั่นยังคิดจะเตือนสติหน่อย
“พี่สะใภ้ทุกท่าน สองสามวันนี้ข้าเอาแต่ฝันประหลาดอย่างหนึ่ง ในฝันบอกว่าจวนฮู่กั๋วกงของพวกเราจะถูกยึดทรัพย์สินและเนรเทศ”
พี่สะใภ้ใหญ่ชุยปี้ถิงผู้ที่สุขุมมาตลอดเข้ามาดึงแขนของนางไว้ พูดจาแบบอ่อนโยน “น้องสะใภ้เก้า คำพูดนี้จะพูดมั่วมิได้ พวกเราจวนฮู่กั๋วกงจงรักภักดีและซื่อตรงมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จะถูกยึดทรัพย์สินและเนรเทศได้เช่นไรเล่า?”
“ถุยๆๆ......คำพูดอัปมงคลนี้ไม่อาจพูดมั่วได้ น้องสะใภ้เก้า คำพูดนี้วันนี้พวกเราถือว่าไม่เคยได้ยินกัน” พี่สะใภ้รองเซี่ยฟางรีบพ่นลมใส่พื้นสองสามทีทันใด
เฮ่อจือหรั่นรู้ว่า หลังตนเองเตือนสติจะเป็นผลลัพธ์อันนี้ แต่ว่า นางกลับไม่คิดจะยอมแพ้อย่างนี้
“พี่ๆ สะใภ้ ข้าหวังว่านี่จะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ความฝันอันนี้ช่างสมจริงเหลือเกิน หนำซ้ำทุกวันยังเป็นภาพเหมือนเดิม ฉะนั้นข้ารู้สึกว่า พวกเรายอมเชื่อว่าเป็นจริง เตรียมพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้าก็ไม่มีอะไรเสียหาย”
ทุกคนมองเฮ่อจือหรั่นพูดจาดูสมจริงอยู่ตรงนั้น ชั่วขณะหนึ่งก็สับสนขึ้นมา
โม่หานเยว่ผู้เป็นน้องสาวสามีปกติถูกพี่ชายพี่สะใภ้มากขนาดนั้นปกป้องจนเติบโต กล้าหาญน้อยสุด
ได้ยินคำพูดของเฮ่อจือหรั่นแล้ว ตกใจแทบแย่
น้องสาวพูดแบบสะอึกสะอื้น “พี่ๆ สะใภ้ ข้ากลัว นี่จะต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่”
พี่สะใภ้ใหญ่เห็นแบบนี้ โอบคนเข้ามาในอ้อมอกปลอบใจเบาๆ “หานเยว่ไม่ต้องกลัว คนอื่นเขาพูดว่าความฝันมักจะกลับกัน”
โม่หานเยว่เช็ดน้ำตาตรงหางตาแล้ว อยู่ในอ้อมอกของพี่สะใภ้ใหญ่ต่อ
พี่สะใภ้ใหญ่มองน้องสะใภ้ทุกคนแล้ว “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว วันนี้น้องสะใภ้เก้าลำบากมา ให้นางพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด!”
เฮ่อจือหรั่นไม่รู้ว่าคำพูดของตนเองมีคนเชื่อหรือไม่ โดยสรุป สิ่งที่นางควรทำล้วนทำหมดแล้ว สำหรับต่อไปเป็นอย่างไร ได้เพียงดูกันไปทีละก้าวแล้ว
กลับมาในห้อง สาวใช้สองสามคนปรนนิบัตินางอาบน้ำให้เรียบร้อย เฮ่อจือหรั่นไล่คนออกไปทั้งหมด
ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการคือความสงบ มีเพียงสงบลงมา นางถึงสามารถตั้งสมาธิไปครุ่นคิดว่าขั้นต่อไปจะทำอย่างไร
อาศัยแสงไฟจากเทียนแดง สามารถมองเห็นของประดับสวยงามมากมายทั้งในเรือนหอได้ น่าเสียดายแค่ว่า นางไม่มีความสามารถนำของพวกนี้ไปได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางได้เพียงย้ายเป้าหมายไปยังตั๋วเงินที่พกพาสะดวกสุด
ปัจจุบันนี้จวนฮู่กั๋วกงมีตั๋วเงินมากเท่าไหร่นางไม่รู้ ในสินเดิมที่พ่อแม่เจ้าของร่างเดิมให้นางมา กลับมีตั๋วเงินอยู่สองพันตำลึง
คิดมาถึงตรงนี้ เฮ่อจือหรั่นรีบลุกขึ้นทันที คลุมเสื้อผ้าตัวหนึ่งแล้วเดินออกจากห้อง
เฉี่ยวอวี้รีบเข้ามาต้อนรับ “คุณหนูใหญ่มีอะไรจะสั่งเจ้าคะ”
เฮ่อจือหรั่นปัดมือ “ไม่มีอะไร ข้านอนไม่หลับ จะไปดูสินเดิมเสียหน่อย เจ้าไม่ต้องตามไป”
เฉี่ยวอวี้เป็นคนที่เริ่มรับใช้เฮ่อจือหรั่นมาตั้งแต่เด็ก รู้จักนิสัยพูดคำไหนคำนั้นของคุณหนูใหญ่ท่านนี้ดีมาก เห็นนางไม่ให้ตัวเองตามไป จึงตอบรับไปทีหนึ่งแล้วรออยู่ที่เดิมอย่างเชื่อฟัง
สินเดิมเพิ่งยกเข้าจวนฮู่กั๋วกงมาวันนี้ ยังไม่ทันได้จัดเก็บเอาไว้ เวลานี้ทั้งหมดวางอยู่ในห้องด้านข้าง
เฮ่อจือหรั่นเปิดหีบที่ใส่ตั๋วเงินใบนั้นออกทันที หยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากด้านใน ตรวจดูรอบหนึ่ง ไม่ขาดไม่เกินสองพันตำลึงพอดี
ถือตั๋วเงินไว้ในมือ ความคิดแรกของเฮ่อจือหรั่นก็คือ ตอนที่ยึดทรัพย์สิน จะต้องมีคนค้นตัวแน่ ตั๋วเงินพวกนี้ซ่อนไว้ที่ไหนถึงจะไม่ถูกคนหาเจอ?
ถ้านางเป็นเหมือนนางเอกทะลุมิติในนิยายพวกนั้น ครอบครองห้วงมิติสักแห่งคงดี นำตั๋วเงินเก็บไว้ในห้วงมิติ จะปลอดภัยที่สุด น่าเสียดายแค่ว่า......
ตอนที่นางบ่นเทพทะลุมิติว่าไม่ยุติธรรม ทันใดนั้นรู้สึกว่าฉากตรงหน้านางเปลี่ยนไปแล้ว
ฉากตรงหน้านางคุ้นเคยยิ่งกว่าใคร คาดไม่ถึงที่นี่เป็นห้องพยาบาลของนาง
หรือว่า นางไม่ได้ตาย?
ไม่นาน เฮ่อจือหรั่นก็ถูกความจริงอันโหดร้ายตบเข้าแล้ว
นางลองไปผลักประตูของห้องพยาบาลดู ทว่า ประตูนั้นกลับเหมือนของประดับ เดิมทีไม่มีการตอบสนองใดๆ แม้กระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่ร่อง
หน้าต่างก็เช่นกัน เหมือนกับถูกปิดตายแล้ว...
ตอน 3
บทที่ 3 ห้วงมิติปรากฏขึ้น
ไม่นานเฮ่อจือหรั่นประมวลความคิดได้แล้ว นางทะลุมิติแล้วจริงๆ ห้องพยาบาลแห่งนี้ก็คืออำนาจวิเศษทะลุมิติที่พูดถึง
เพื่อพยายามควบคุมการทำงานของห้วงมิตินี้ไว้ให้เร็ว เฮ่อจือหรั่นพูดขึ้นเบาๆ “ออกไป”
ตามคาด ร่างกายของนางก็ปรากฏอยู่ในห้องด้านข้างที่เก็บสินเดิมไว้อีกครั้งแล้ว
นางจับหีบใบหนึ่งไว้ก่อน พอขยับจิตสำนึก ทั้งตัวคนกับหีบก็ปรากฏตัวอยู่ในห้วงมิติ สามารถอธิบายได้ว่า ห้วงมิตินี้อนุญาตให้ของภายนอกเข้ามาได้
วางหีบลงไป เฮ่อจือหรั่นออกไปจากห้วงมิติอีกรอบ และลองใช้จิตสำนึกส่งหีบสินเดิมพวกนี้เข้าไปในห้วงมิติ
การทดลองพิสูจน์ว่า วิธีนี้ก็ได้ผลเช่นกัน ขอแค่ในหัวสมองนางคิดว่าจะนำอะไรเก็บเข้าห้วงมิติ ของสิ่งนั้นจะหายไปจากที่เดิมทันใด จากนั้นปรากฏอยู่ในห้วงมิติ
ห้วงมิติของห้องพยาบาลไม่ได้ใหญ่มาก หลังจากเฮ่อจือหรั่นนำหีบสินเดิมพวกนั้นวางเข้าไปทั้งหมด พื้นที่ว่างก็ถูกยึดครองไปเกือบครึ่ง
เห็นห้วงมิติแคบลงพอสมควร เฮ่อจือหรั่นได้เพียงใช้จิตสำนึกทำงาน นำหีบพวกนั้นซ้อนทับกันขึ้นมาแล้ววางไว้ตำแหน่งข้างผนัง
ดำเนินการคราวนี้พิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งแล้ว ห้วงมิติแห่งนี้ยังสะดวกต่อผู้ใช้งานมาก ไม่ต้องให้นางเปลืองเรี่ยวแรงมากเพื่อลงมือไปขนย้ายข้าวของ ทุกอย่างขอเพียงใช้จิตสำนึกของนางก็พอแล้ว
เข้าใจวิธีใช้งานของห้วงมิติแล้ว เฮ่อจือหรั่นก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ห้องด้านข้างต่อไป แต่ว่าย้อนกลับมาในเรือนหอ
ถึงแม้ว่ามีห้วงมิติแล้ว แต่นางจำเป็นต้องกำหนดแผนการอันเหมาะสมสักอย่างก่อนที่จะมีคำสั่งเนรเทศ และถือโอกาสขนย้ายข้าวของมากกว่าเดิม
เฮ่อจือหรั่นนั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียง
ถ้าในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ไม่ผิด โม่จิ่วเย่ถูกเรียกไปวังหลวง ช่วงเช้ามืดถูกคนแบกกลับมา
ว่ากันว่าตอนนั้นคนก็สลบแล้ว ถูกตีจนเหลือเพียงลมหายใจเดียว
โม่จิ่วเย่กลับมาในจวนไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฝ่าบาทก็ส่งทหารล้อมรอบจวนฮู่กั๋วกง ขณะเดียวกันมีราชโองการยึดทรัพย์และเนรเทศลงมา
เฮ่อจือหรั่นดูนาฬิกาแขวนในห้วงมิติแล้ว แสดงเวลาสี่ทุ่ม
หมายความว่า อย่างมากยังมีเวลาสิบชั่วโมงกว่าจะถึงช่วงมีราชโองการลงมา
เฮ่อจือหรั่นคิดจะใช้ประโยชน์จากเวลาที่เหลือขึ้นมาให้เต็มที่
มีแผนการแล้ว นางแวบตัวเข้ามาห้วงมิติ พลิกหาอยู่รอบหนึ่ง ทันใดนั้นหาชุดลายพรางที่มักจะใส่ช่วงออกปฏิบัติภารกิจเมื่อชาติก่อนชุดหนึ่งในตู้เสื้อผ้าเจอแล้ว
เฮ่อจือหรั่นสวมชุดลายพรางเรียบร้อย ม้วนผมอย่างว่องไวเป็นจุกแบบเรียบง่าย นำเส้นลวดกรงเล็บเหล็กที่ใช้ปีนผนังกำแพงมาด้วย หลบสายตาของสาวใช้ออกมาจากเรือน
เพื่อสำรวจแผนผังในจวนฮู่กั๋วกง เฮ่อจือหรั่นปีนบนต้นไม่ใหญ่ที่มั่นคงต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว
ยืนอยู่บนต้นไม้แล้วมองดูโดยรอบ เฮ่อจือหรั่นสามารถตัดสินได้ในขั้นแรก ว่าเรือนที่นางอยู่เอียงมาทางตะวันตกเล็กน้อย สถานที่ที่อยากไปเป็นเรือนค่อนข้างแน่นหนา ต้องเดินไปทางตะวันออก
แต่ว่า นางไม่ได้ทำแบบนั้น
วิเคราะห์จากสภาพแวดล้อม เรือนพวกนั้นด้านตะวันออกน่าจะเป็นที่พักของพี่สะใภ้แต่ละคนกับแม่สามี พวกนางทางนั้นถึงแม้มีทรัพย์สินอยู่บ้าง ก็ล้วนเป็นสมบัติส่วนตัวของแต่ละคน
ทว่า สำหรับสถานการณ์เร่งด่วนตอนนี้ เมื่อเทียบกับเสาะหารวบรวมในเรือนแล้วเรือนเล่าดังเช่นโจร ไม่สู้ไปหาห้องเก็บสมบัติจะง่ายกว่า
ตัดสินใจได้แล้ว เฮ่อจือหรั่นจึงคลำทางเดินหน้าไปยังด้านตะวันตก
ไม่เสียแรงเป็นจวนฮู่กั๋วกง สามารถพูดได้ว่าองครักษ์เข้มงวดอย่างมาก
ระหว่างทางเฮ่อจือหรั่นก็เจอข้ารับใช้สามสี่คนที่มือถืออาวุธเดินตรวจตราไม่ขาดสาย
หนำซ้ำนางพบว่า ยิ่งไปด้านตะวันตกองครักษ์ยิ่งมาก
นางอาศัยความสามารถของชาติก่อน ใช้ประโยชน์จากวิธีต้านการลาดตระเวนจนมาถึงหน้าเรือนแห่งหนึ่งแล้ว
พูดว่าเรือน อันที่จริงก็คือห้องที่ค่อนข้างใหญ่มากแห่งหนึ่ง
ยืนอยู่ไม่ไกลนักสังเกตการณ์ เฮ่อจือหรั่นพบว่าที่นั่นคาดไม่ถึงมีองครักษ์สองคนเฝ้าอยู่
ไม่ต้องสงสัยอย่างอื่น เฮ่อจือหรั่นเดาว่า ที่นี่จะต้องมีของสำคัญอะไรอยู่แน่ เป็นไปได้มากว่าก็คือสถานที่ตั้งห้องเก็บสมบัติของจวนฮู่กั๋วกง
เพื่อล่อองครักษ์ออกไป นางเก็บหินเล็กก้อนหนึ่งบนพื้นขึ้น โยนเข้าไปยังสระน้ำที่ไม่ไกลนัก
ก้อนหินตกเข้าในสระน้ำ เกิดเสียงดัง“จ๋อม”ทีหนึ่ง เผยความผิดปกติกะทันหันท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด
“ผู้ใดกัน?”
ไม่นานองครักษ์ก็พบความผิดปกติเข้าแล้ว ถืออาวุธไว้วิ่งไปทางสระน้ำ
เฮ่อจือหรั่นไม่กล้าชักช้า รีบร้อนมาถึงหน้าห้อง
สถานที่ซึ่งมีคนเฝ้าโดยเฉพาะ ย่อมจะมีกลอนใส่ไว้แน่นหนา
ไม่ต้องคิดมาก เฮ่อจือหรั่นตั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงมิติอย่างว่องไว หยิบคีมหนีบที่ปลายเล็กแหลมสุดอันหนึ่งออกมา หมุนปลายคีมหนีบด้านในรูกลอนสักหน่อย กลอนก็เปิดออกแล้ว
ถือโอกาสที่องครักษ์ยังไม่กลับมา เฮ่อจือหรั่นใช้ความเร็วซึ่งว่องไวสุดเปิดประตูเข้าไป
ด้านในมืดสนิท อาศัยแสงจันทร์น้อยนิดจึงสามารถมองเห็น ทั้งหมดที่วางโดยรอบล้วนเป็นชั้นวางของ
เฮ่อจือหรั่นไม่สนใจมองดูละเอียด เพียงแค่ยื่นมือลูบสิ่งของบนชั้นซึ่งใกล้ตัวเองที่สุดอันนั้น เป็นสัมผัสที่ลื่นมือ เหมือนของที่เป็นประเภทผ้า
ดูแล้ว ที่นี่ก็คือห้องเก็บสมบัติของฮู่กั๋วกงอย่างไม่ต้องสงสัย
เพื่อประหยัดเวลา เฮ่อจือหรั่นใช้จิตสำนึกโดยตรง นำข้าวของในห้องเก็บสมบัติเก็บเข้าห้วงมิติทั้งหมด เหลือเพียงชั้นวางของที่วางข้าวของพวกนั้นเอาไว้
นางเพิ่งเก็บของที่นี่เสร็จ เหล่าองครักษ์ที่ไปตรวจดูสถานการณ์ด้านนอกพวกนั้นก็กลับมาแล้ว
“ข้าว่าเจ้าตื่นตระหนกเกินเหตุ มีผู้ใดที่ไหนกัน กลัวจนพวกเราเดินไปเดินกลับเสียเที่ยวเปล่าๆ”
“ทั้งที่ข้าได้ยินว่ามีเสียงทางสระน้ำนั้นแท้ๆ”
“ฤดูกาลนี้ กบมากยิ่งนัก กระโดดลงในสระน้ำ ก็เกิดเสียงนั้นขึ้นได้”
“พอแล้วๆ ถือเสียว่าข้าคิดมาก อย่าทะเลาะกันเลย พวกเราตั้งใจเฝ้ายามกันเถิด”
องครักษ์สองคนนี้กลับมาแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เฮ่อจือหรั่นต้องพิจารณาคือ ทำอย่างไรถึงจะออกไปได้แบบไม่มีใครรู้
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นนางนึกได้ว่าในห้วงมิติยังมีโดรนจิ๋วที่ซื้อมาใหม่ตัวหนึ่ง
มีแผนการแล้ว เฮ่อจือหรั่นกระโดดขึ้นบนคานอย่างคล่องแคล่ว ดึงกระเบื้องหลังคาแผ่นหนึ่งออกเบาๆ จากนั้นนำโดรนออกไปวางไว้
มือจับรีโมตบังคับ ควบคุมโดรนบินไปบริเวณที่ไกลอยู่หน่อยอย่างชำนาญ ตอนที่รู้สึกว่าระยะห่างพอสมควร นางใช้รีโมตบังคับกดแสงเลเซอร์และคลื่นเสียงของโดรนขึ้นอีกครั้ง
องครักษ์ที่เพิ่งหาตำแหน่งยืนมั่นคง ชั่วขณะนั้นถูกเสียงนั้นดึงดูดความสนใจแล้ว จากนั้นมองเห็นแสงสีขาวเส้นหนึ่งยิงตรงไปยังเรือนแห่งนึ่ง
“นั่นคืออะไร?”
“มีผู้ลอบฆ่า”
“พวกเรารีบไปดูเร็ว”
ได้ยินฝีเท้าขององครักษ์ด้านนอกยิ่งห่างไกลออกไป เฮ่อจือหรั่นรีบออกมาจากในห้องเก็บสมบัติอย่างรวดเร็ว ยังไม่ลืมใส่กลอนนั้นกลับไปดังเดิม
วิ่งมาถึงระยะปลอดภัย นางกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใช้รีโมตบังคับปิดแสงเลเซอร์และคลื่นเสียงของโดรนลง เชื่อว่าคนเหล่านั้นหาเป้าหมายไม่เจอ ย่อมจะกลับมากันเอง
ตามคาด องครักษ์หาอยู่รอบหนึ่ง จนกระทั่งแสงสว่างนั้นหายไป ถึงกลับมาหน้าประตูห้องเก็บสมบัติอย่างไม่ยินยอม
“คืนวันนี้ยังแปลกพิลึกเสียจริง คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกระมัง?”
“ข้าก็รู้สึกว่าแปลกมาก ต้องรายงานท่านกั๋วกงหรือไม่?”
“วันนี้ท่านกั๋วกงแต่งงาน เจ้าใจกล้ามากเพียงใด ถึงกล้าไปรบกวนคนอื่นเขาเข้าหอ?”
“ก็ถูก หากท่าไม่ดีรอไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยบอกเถิด อย่างไรเสียห้องเก็บสมบัติทางนี้ปลอดภัยเป็นพอ”
มองเห็นองครักษ์สองคนนี้ลดความระแวงลงมา เฮ่อจือหรั่นถึงกระโดดลงจากบนต้นไม้แบบคล่องแคล่ว ควบคุมโดรนกลับมาถึงในมือตนเอง จากนั้นเก็บเข้าในห้วงมิติ
ตอน 4
บทที่ 4 ห้วงมิติปรากฏขึ้น
เฮ่อจือหรั่นหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าองครักษ์ต่อไปเพื่อตามหาเป้าหมายเก็บผลประโยชน์ ขณะเดียวกัน ตั้งจิตสำนึกเข้าสู่ในห้วงมิติไปตรวจดูอีกครั้ง
เดิมคิดว่าจวนฮู่กั๋วกงของสะสมภายในอุดมสมบูรณ์ จะมีทรัพย์สมบัติบ้าง
ใครจะรู้ว่า นอกจากผ้าที่ดูขึ้นมาสีสันงดงามอยู่บ้างส่วนหนึ่ง ก็เป็นอา