
เนรเทศ อุ้มรักหมอเทวดาจวนกั๋วกง
โดย LIiy
8.5
คะแนนรีวิว
568
ตอน
44.2K
ยอดอ่าน
แฟนตาซี
เกิดใหม่
โรแมนติก
แก้แค้น
ไซไฟ
เมื่อทั้งครอบครัวต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายจากการถูกเนรเทศและต้องหลบหนีเพื่อความอยู่รอด นางเอกผู้เป็นหมออัจฉริยะจึงต้องใช้ความสามารถทางการแพทย์อันเหนือชั้นควบคู่ไปกับพลังลึกลับจากมิติอวกาศที่เธอครอบครองเพื่อปกป้องทุกคนให้พ้นภัย ท่ามกลางเส้นทางแห่งความลำบาก เธอได้วางแผนการแก้แค้นอย่างใจเย็นพร้อมกับสร้างฐานะจนร่ำรวยมั่งคั่งด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด เรื่องราวการกลับมาทวงคืนความยุติธรรมที่เต็มไปด้วยความฟินและความสำเร็จของหญิงแกร่งผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเริ่มต้นขึ้นแล้ว
สารบัญ
อ่านล่าสุด:
ตอน 1
บทที่ 1 ไหว้ฟ้าดินกับวีรบุรุษในดวงใจ“ทุกคนเชิญดู ที่นี่ก็คืออนุสาวรีย์ของโม่จิ่วเย่แม่ทัพชื่อดังในประวัติศาสตร์”
มัคคุเทศก์โบกธงเล็กในมือไว้ พาบรรดานักท่องเที่ยวเดินไปหน้าทางเข้าวังสุสานใต้ดิน
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มาถึงที่นี่ เฮ่อจือหรั่นก็มีความรู้สึกสงบ
ในฐานะแพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษ เธอไม่ติดตามดารา เพียงแค่นับถือวีรบุรุษ
โม่จิ่วเย่เจ้าของอนุสาวรีย์แห่งนี้ ก็คือหนึ่งในวีรบุรุษที่เธอนับถือ
โม่จิ่วเย่ยังเป็นแม่ทัพกล้าคนแรกของราชวงศ์ต้าซุ่น เขานำทหารต่อสู้กับศัตรูต่างถิ่นกลัวจนขี้หดตดหาย
แต่ทว่า ก็เป็นวีรบุรุษท่านหนึ่งเช่นนี้ กลับเพราะมีคุณงามความดีมากกว่าผู้ปกครองแคว้น โดนฮ่องเต้ในตอนนั้นระแวงและอิจฉา ดังนั้นจึงมีจุดจบที่ถูกปลดจากตำแหน่งและเนรเทศ
เฮ่อจือหรั่นฟังการแนะนำที่โอ้อวดของมัคคุเทศก์อยู่ ในใจทอดถอนใจไม่หยุด
ได้เพียงพูดว่า วีรบุรุษท่านนี้เกิดผิดยุคสมัย ถ้าโม่จิ่วเย่มีชีวิตอยู่เพิ่มอีกสักสองสามปี รอจนฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ เขาจะต้องถูกกู้ชื่อเสียงกลับมาได้แน่ แค่น่าเสียดาย โชคชะตากลั่นแกล้งทำให้เขาตายอยู่ระหว่างทางเนรเทศ......
ตอนที่เฮ่อจือหรั่นจมสู่ท่ามกลางความคิดตัวเอง ทันใดนั้นรู้สึกว่าใต้เท้าสั่นไหวอย่างรุนแรงระลอกหนึ่ง
มีคนตะโกนเสียงดัง “รีบหนี แผ่นดินไหวแล้ว”
ด้วยความสามารถของเฮ่อจือหรั่น เธอสามารถหนีรอดจากภัยธรรมชาติครั้งนี้อย่างราบรื่นได้ ทว่า เพื่อช่วยคนแล้วเธอกลับ อยู่ที่นี่ไปตลอดกาล
ก่อนหน้าที่จะหมดสติลง เฮ่อจือหรั่นวาดมุมปากขึ้นเล็กน้อย “แบบนี้ก็ดี สามารถนอนอยู่เคียงข้างกับวีรบุรุษไปได้ชั่วนิรันดร์”
......
ราชวงศ์ต้าซุ่น
จวนฮู่กั๋วกงประดับประดาด้วยโคมไฟและริ้วผ้าหลากสีสัน เสียงเครื่องดนตรีอึกทึกกึกก้อง
“หนึ่งไหว้ฟ้าดิน!”
เมื่อเสียงตะโกนลากเสียงยาวทีหนึ่งดังขึ้น เฮ่อจือหรั่นรู้สึกเพียงว่าตัวเองเหมือนเป็นหุ่นเชิด ถูกคนประคองไปคำนับ
“สองไหว้พ่อแม่!”
“สามีภรรยาคำนับกันและกัน!”
“เข้าสู่เรือนหอ......”
เฮ่อจือหรั่นยังเวียนศีรษะอยู่บ้าง แต่ว่ากลับไม่รบกวนนางรับรู้ความทรงจำของร่างกายร่างนี้
เมินเฉยต่อเสียงยินดีที่อึกทึกและคำอวยพรที่หลั่งไหลมาเป็นสาย เวลานี้จิตสำนึกของเฮ่อจือหรั่นหยุดอยู่ท่ามกลางความคิดของตัวเองโดยสิ้นเชิง
จัดการความทรงจำพวกนี้เรียบร้อย นางต้องยอมรับความจริงเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือนางทะลุมิติมาแล้ว
หนำซ้ำยังทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของโม่จิ่วเย่วีรบุรุษในดวงใจท่านนั้น......
เจ้าของร่างเดิมชื่อเดียวกับนาง ก็ชื่อเฮ่อจือหรั่น เป็นลูกสาวคนโตของตระกูลเฮ่อยวนหมิงซ่างชูแห่งกรมคลังในราชวงศ์นี้ หมั้นหมายไว้กับโม่จิ่วเย่มาตั้งแต่เด็ก
ตระกูลโม่จงรักภักดีและซื่อตรงมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้ชายสละชีพเพื่อแคว้นกันหมด ปัจจุบันนี้เหลือเพียงโม่จิ่วเย่ลูกชายเพียงคนเดียว
ห้าปีก่อน หลังจากพี่ชายคนสุดท้ายของโม่จิ่วเย่เสียชีวิตในสนามรบ เขาที่อายุเพียงสิบหกปีก็บัญชาการออกรบเอง ขณะเดียวกันใช้กำลังของตนเองค้ำจุนจวนฮู่กั๋วกงที่เต็มไปด้วยแม่ม่ายแห่งนี้ขึ้นมาแล้ว
ปัจจุบันนี้โม่จิ่วเย่กลับมาจากได้รับชัยชนะ อยู่ภายใต้การดูแลของฮูหยินเฒ่าตระกูลโม่ จึงเลือกวันมงคลจัดพิธีแต่งงาน
ทว่า เจ้าของร่างเดิมกลับอยากถอนหมั้นมาตลอด นางไม่อยากเป็นเหมือนกับผู้หญิงเหล่านั้นในจวนฮู่กั๋วกง เป็นแม่ม่ายทั้งชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายตระกูลโม่ไม่ว่าคนไหน ล้วนเสียชีวิตอยู่ในสนามรบกันตั้งแต่อายุยังน้อย
เพราะเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงจงใจหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นางมีพ่อที่เป็นคนซื่อสัตย์และรักษาสัญญา ไม่ว่าอย่างไรเฮ่อยวนหมิงล้วนไม่ยินยอมให้ยกเลิกการแต่งงานคราวนี้
เพื่อให้เจ้าของร่างเดิมพอจะแต่งเข้าจวนฮู่กั๋วกงได้อย่างราบรื่น เฮ่อยวนหมิงกับฮูหยินหลิงเสวี่ยเยี่ยนจึงกรอกยาสลบส่วนหนึ่งให้เจ้าของเดิมอย่างจำใจ คิดว่ารอเมื่อเรื่องราวเลยจุดที่จะแก้ไขอะไรได้แล้ว ลูกสาวคงได้เพียงยอมรับชะตากรรมไปเอง
ไม่รู้ว่าเป็นพวกเขาไม่ได้ควบคุมปริมาณยาให้ดีหรือเปล่า ทำให้เจ้าของร่างเดิมตายอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว นี่ถึงมีการมาเยือนของเฮ่อจือหรั่นแล้ว
แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้เฮ่อจือหรั่นงุนงงอยู่บ้างคือ ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ที่นางเข้าใจมา จนกระทั่งโม่จิ่วเย่ถูกเนรเทศ ล้วนไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เขามีภรรยา
หรือว่าเจ้าของร่างเดิมตายอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวจริงๆ ไม่สามารถเข้าพิธีแต่งงานกับโม่จิ่วเย่ได้ ถึงไม่มีบันทึกไว้?
ระหว่างที่นางคิดเหลวไหล เสียงโวยวายด้านนอกเรือนหอยิ่งดังขึ้นมา
สาวใช้สินเดิมเฉี่ยวอวี้แตะแขนของนางเบาๆ “คุณหนูใหญ่ สามีท่านมาแล้วเจ้าค่ะ”
เฮ่อจือหรั่นตอบเสียงเบาๆ “อืม”
คนกลุ่มหนึ่งล้อมรอบโม่จิ่วเย่ที่สวมชุดแต่งงานสีแดงสดทั้งตัวเดินเข้าเรือนหอ
“ท่านกั๋วกง เปิดผ้าคลุมหน้าเถิด! อย่าได้พลาดฤกษ์มงคลไป” หญิงสูงวัยที่ดูแลพิธีแต่งงานยื่นก้านคันชั่งพันผ้าแดงอันหนึ่งให้โม่จิ่วเย่แบบยิ้มแย้มเบิกบาน
“น้องเก้า เร็วเข้า ทุกคนต่างรอดูน้องสะใภ้อยู่นะ!”
“ใช่แล้วๆ น้องเก้า ไม่ต้องเขินอาย......”
โม่จิ่วเย่ถือก้านคันชั่งไว้ ถูกพี่สะใภ้หลายคนรุมล้อมมาถึงด้านหน้าเฮ่อจือหรั่น
เขาหยุดฝีเท้าลง อยู่ภายใต้การจับจ้องของทุกคน ยกผ้าคลุมหน้าสีแดงที่บังสายตาของเฮ่อจือหรั่นไว้ขึ้นเบาๆ
เฮ่อจือหรั่นมองทางคนตรงหน้าโดยสัญชาตญาณ
ประเมินด้วยสายตาเขาส่วนสูงประมาณร้อยแปดสิบห้า รูปร่างสูงตรง แขนขาแข็งแรง
หน้าตาแจ่มชัดประหนึ่งรูปสลัก หน้าที่มีเหลี่ยมมีมุมรูปงามไม่ธรรมดา กลับมีความคล้ายคลึงภาพวาดใบนั้นที่อยู่ในอนุสาวรีย์ระดับหนึ่ง
หน้าตาที่สงวนท่าทีของเขา และสายตาที่แหลมคมล้ำลึก มอบความรู้สึกกดขี่อย่างหนึ่งมาให้ผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว
ในใจของเฮ่อจือหรั่น วีรบุรุษของนางน่าจะเป็นลักษณะเช่นนี้
ระหว่างที่นางตะลึงอยู่นิดหน่อย โม่จิ่วเย่เอ่ยปากอย่างเย็นชา
“มองพอหรือยัง?”
เฮ่อจือหรั่นถึงสำนึกมาได้ เมื่อสักครู่ตนเองใจลอยอยู่บ้าง
สบตาที่ล้ำลึกคู่นั้น เฮ่อจือหรั่นก็หลุดปากพูดออกมา “อืม มองพอแล้ว เป็นแบบนั้นเอง”
ไม่ใช่นางไม่เคารพต่อวีรบุรุษ แต่ว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนมากขนาดนั้น ผู้ชายคนนี้ไม่ไว้หน้านางสักนิด นางก็ไม่จำเป็นต้องไปตั้งใจประจบ
ตามองเห็นทั้งสองคนเพิ่งแต่งงานกันก็จะพร้อมรบกันแล้ว พี่สะใภ้หกเติ้งเสวี่ยจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
“น้องเก้า น้องสะใภ้เก้า พวกเจ้าเป็นข้าวใหม่ปลามัน อย่าได้พลาดฤกษ์มงคล แลกแก้วสุราแล้วก็พักผ่อนเร็วหน่อย”
พี่สะใภ้สามเฝิงชุ่ยเหลียนก็เข้ามาพูดว่า “ใช่แล้ว พวกเจ้าต้องพยายามกันหน่อย มีลูกชายให้พวกเราตระกูลโม่มากๆ ถึงจะถูก”
ได้ยินคำพูดของบรรดาพี่สะใภ้เหล่านี้ เฮ่อจือหรั่นที่ครอบครองวิญญาณยุคสมัยปัจจุบันไว้ยังอดหน้าแดงอยู่หน่อยไม่ได้
นางที่ชาติก่อนเป็นสาวโสดมายี่สิบสี่ปี ทั้งใจคิดแค่รับใช้ประเทศชาติ ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามีสักวันหนึ่งที่ตนเองจะเจอสถานการณ์กระอักกระอ่วนเช่นนี้
เพื่อไม่ให้ถูกคนอื่นมองเห็นตนเองหน้าแดง นางรีบก้มหน้าลงทันที
การกระทำนี้ยิ่งถูกคนเข้าใจผิดแล้ว
พี่สะใภ้สี่เซียวฉิงเอ๋อร์ดึงมือของเฮ่อจือหรั่นไว้แล้ว “น้องสะใภ้เก้าไม่ต้องเขิน ต่อไปคุ้นเคยกับบรรดาพี่สะใภ้เหล่านี้ไว้ก็พอแล้ว พวกนางก็แค่ชอบล้อเล่น”
เฮ่อจือหรั่นพยายามอธิบาย “ข้าไม่ได้เขิน”
ตอนที่พี่สะใภ้คนอื่นยังอยากพูดอะไรสักหน่อย ด้านนอกประตูมีเสียงของผู้ติดตามลอยมา
“ท่านกั๋วกง ฝ่าบาททรงรับสั่งให้คนเข้ามา เรียกท่านให้รีบเข้าวังขอรับ”
พอได้ยิน หัวใจเฮ่อจือหรั่นเต้นตึกตัก
ตามองเห็นโม่จิ่วเย่หมุนตัวออกไป นางดึงสาวใช้ข้างกายไว้ถามว่า “เฉี่ยวอวี้ ตอนนี้วันเวลาอะไร?”
เฉี่ยวอวี้มึนงงชั่วขณะหนึ่ง ตอบคำถามแบบหน้าตาไม่เข้าใจ “คุณหนูใหญ่แม้แต่วันแต่งงานของตัวเองท่านยังลืมแล้วหรือเจ้าคะ? วันนี้คือปีต้าซุ่นที่สิบเก้าเดือนเจ็ดวันที่แปดไงเจ้าคะ!”
“แย่แล้ว!”
มองภาพด้านหลังของโม่จิ่วเย่ที่ออกไปไกล ปฏิกิริยาแรกของเฮ่อจือหรั่นคือ ในเมื่อนางมาแล้ว ก็ต้องพยายามสุดความสามารถที่จะทำให้วีรบุรุษในดวงใจของนางมีชีวิตอยู่ต่อไป
เฮ่อจือหรั่นลุกขึ้นยืนทันใด ไม่สนใจร่างกายที่ยังอ่อนแอและสายตาที่ไม่เข้าใจของเหล่าพี่สะใภ้ทุกคน ยกชายกระโปรงขึ้นตามออกไปแล้ว
ถ้าหากนางจำไม่ผิด วันนี้โม่จิ่วเย่ถูกฝ่าบาทเรียกเข้าวังกลางดึก และยัดเยียดโทษที่เขาแอบบุกเข้าวังหลังโดยพลการ โบยเขาไปหนึ่งร้อยที
วันต่อมาใช้โทษที่โม่จิ่วเย่สมคบคิดกับศัตรูทรยศแคว้น มาตัดสินลงโทษจวนฮู่กั๋วกงโดยยึดทรัพย์สินและเนรเทศ
อ่านตอนแรกก่อน