ตอน 1
หมอลำซัมเมอร์
บทที่1
อาริตา
หญิงสาวสวยอายุประมาณยี่สิบสองก้าวลงจากรถที่มาจอดให้ตรงทางเท้าเข้าสู่ร้านอาหารไทยขนาดใหญ่ที่คืนนี้จะมีการจัดงานเลี้ยงชุมนุมคนไทยที่มาอยู่ในละแวกย่านนี้ แม่ของหล่อน...ดาวเรือง เป็นผู้ประสานงานของงานที่จัดหาเงินหนนี้...เป็นงานหาทุนเพื่อจะส่งกลับไปยังประเทศบ้านเกิด...ก็ที่เมืองไทย
ตัวหล่อน เดือนพิลาส เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกัน พ่อของหล่อน มิสเตอร์ลุคส์ เป็นวิศวกรที่ถูกส่งไปทำงานที่เมืองไทยก่อนหล่อนจะเกิด แล้วพบแม่ที่เป็นนางพยาบาลเพราะมิสเตอร์ลุคส์มีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเรื่องไส้ติ่งอักเสบกะทันหันและแม่เป็นพยาบาลที่ดูแลพ่อตอนนั้นจนสานต่อเป็นความรักต่อกัน พ่อกับแม่แต่งงานกันเมื่อยี่สิบสามปีก่อน...โดยไม่ผ่านความเห็นชอบเต็มร้อยของยายหล่อน นางดวง เดชขาว...
นางดวงหรือยายดวงของหล่อนไม่ชอบฝรั่ง
...ไอ้เจ้ากุ๊กมันเป็นพวกต่างชาติ เป็นเมียฝาหรั่ง ดีตรงไหน...
ยายไม่เคยเรียกชื่อพ่อได้ถูกต้องสักหน...จากลุคส์เป็นกุ๊กเสมอ บางทีก็มีการต่อเติมว่า “เจ้ากุ๊กไก่”
พ่อรู้ตรงนั้นเหมือนกันแต่พ่อเป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขันมากมายทำให้พ่อมองยายเหมือนมองหญิงแก่ที่ตลก และยายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วย เพราะยายเท่าที่เดือนพิลาสรู้จักเป็นคนตลกมีเรื่องให้หัวเราะมากมาย...บางเรื่องหล่อนก็เข้าใจแบบไม่ลึกซึ้งแต่ก็ได้หัวเราะเสมอ
มีลุงหล่อน...ลุงวีระที่บอกว่า
...มีผัวฝาหรั่งน่ะเท่ออกนะ แม่ ทำตัวทันซาหมัยหน่อย ฝาหรั่งยังไงก็ไม่ใช่มะละกอ เสี่ยวบ้านเฮา...
ลุงอีกคนมีอารมณ์ขันร้ายกาจพอกันกับยาย...และลุงยังเป็นศิลปิน...แม่บอกว่า
...เกือบจะโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แต่ดีว่าเอาจริงเอาจัง...
ลุงเคยเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนมัธยมมาก่อนเพราะจบทางด้านนี้มา แต่ลุงฝันไปไกลกว่านั้น ลุงฝันจะมีวงดนตรีของตัวเอง...จากวงเล็กๆ ที่เดี๋ยวนี้แม่ก็บอกว่ายังเป็นวงเล็กๆ อยู่ ลุงก็สร้างความฝันได้ด้วยการทำวง “พิณเพลิน” ร้องเพลงหมอลำ ลูกทุ่ง...และล่าสุดหล่อนก็ได้ยินว่าลุงทำเพลงที่เรียกว่าเพลงขแมร์ด้วย..พวกร็อคขแมร์ที่กำลังเป็นวงโด่งดังทางเมืองไทย
ที่บ้านมีเทปเพลงจากเมืองไทยมากมาย แน่ละว่ามีเทปเพลงของบริษัทลุงรวมอยู่ด้วย
หนึ่งเพลงในอัลบั้มเพลงร็อคจากวงพิณเพลินคือเพลง “น้องนางบ้านนา”...มีอินทิรานักร้องสาวของวงเป็นนักร้อง...เดือนพิลาสจะร้องเพลงน้องนางบ้านนาหนึ่งในสองเพลงโชว์คืนนี้ อีกเพลง...เป็นเพลงชื่อ “ถามหาหัวใจ” เพลงแนวป๊อบของนักร้องดังอีกคนของเมืองไทย...เพลงของ พรีม หรือ พิมสิริ
หล่อนชอบเนื้อเพลงเพลงนั่นมากทีเดียว
คนเขียนเพลงเขียนเนื้อเพลงได้ดีมาก ๆ...
ตัวนักร้องสาวคนร้องก็สวย แต่เสียงก็ยังไม่ค่อยดีนัก...อาศัยว่าเพลงโดนใจเลยโด่งดังมาก...หล่อนมีเทปเพลงเพลงนี้หล่อนซื้อมาดู...ดูชื่อคนแต่งเพลง...เขาลงชื่อสั้นๆ ไว้เพียงว่า “สัตยา” ไม่มีนามสกุลต่อท้ายอะไรเลย...ไม่รู้แน่ว่าเป็นแค่นามปากกาหรือชื่อจริง แต่เพลงในอัลบั้ม พรีม...พิมพ์ใจ...ก็ปรากฏชื่อนี้แต่งเพลงด้วยกันรวมสี่เพลง
หล่อนชอบทุกเพลง...แต่เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มเป็นเพลงชอบสุดๆ
หล่อนจะร้องโชว์ในงานนี้สองเพลง...เตรียมเสื้อผ้ามาด้วยกันสองชุด...ชุดแรกหล่อนจะแต่งชุดผ้าซิ่นแค่เข่าและเสื้อแขนกระบอก...มีผ้าแถบคาดทับ...ชุดที่ยายส่งมาให้เมื่อตอนสงกรานต์ไปทำบุญที่วัดไทย หล่อนนุ่งผ้าซิ่นยาวไม่ถนัด
นัก และพอดีกับว่าชุดแบบนี้เป็นชุดทางอีสานแบบหนึ่ง...ก็หล่อนเป็นสาวอีสาน...แม่เป็นสาวอุบล...มาอยู่ไกลถึงนิวยอร์กก็ใช่ว่าจะทำให้หล่อนเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ยังนึกถึงความเป็นลูกไทย...แม้สัญชาติของหล่อนจะไม่ใช่แล้วก็ตามที หล่อนมีสัญชาติอเมริกันตามพ่อ และเพราะว่าหล่อนเกิดที่นี่ด้วย
ลูกแม่ดาวเรือง หลานยายดวง...จะเสียชื่อได้อย่างไรกัน
คืนนี้ร้องสองเพลง...จะร้องเพลง “น้องนางบ้านนา” นั่นก่อนแล้วค่อยร้องเพลง “ถามหาหัวใจ”...
หล่อนพร้อมแล้ว เดินเข้าทางหลังร้าน...เจอกับเพื่อนแม่...ลุงหมู...เจ้าของร้านนี้...ชายวัยแก่กว่าแม่สักห้าปีเห็นจะได้ ปีนี้แม่ดาวเรืองของหล่อนอายุสี่สิบห้า ลุงหมูก็ประมาณห้าสิบ เขาแต่งงานแล้ว มีภรรยาแต่ไม่มีลูก สนิทกับพ่อแม่หล่อนและพลอยมาถึงหล่อนด้วย...เพราะเขาเห็นหล่อนมาแต่เล็กๆ...เขามาปักหลักที่นิวยอร์กนานแล้วเช่นกัน ทำร้านอาหารจนเลื่องชื่อรวมทั้งเป็นที่ชุมนุมของผู้คนชาวไทย ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นเอ๊าะๆ ที่ทั้งมาเรียนและมาทำงานที่นี่ หล่อนหอบหิ้วถุงใส่ชุดเสื้อผ้ามาด้วย
“มาช้าไปนิดค่ะ ลุงหมู เพราะแอนนี่มีงานเข้ามาด่วน”
ตอนนี้หล่อนกำลังฝึกงานอยู่กับสำนักงานแห่งหนึ่งทางด้านสถาปัตยกรรม และอาจจะทำงานที่นี่เลย หล่อนยังไม่ได้วางแผนไว้มากนัก...เพราะรับปากกับยายว่าซัมเมอร์ปีนี้หล่อนจะกลับเมืองไทยอีกหน...เรียนจบ...หมดช่วงการฝึกงาน หล่อนไม่ต้องรีบร้อนกลับมาก็ได้...ยายอยากให้หล่อนลองอยู่เมืองไทยนานๆ สักหน่อย
“คุยกับลูกค้ากว่าจะลงตัว”
งานที่หล่อนทำเกี่ยวกับลูกค้าที่มีเงิน...และที่สำคัญทุกคนพกพาความเป็นตัวของตัวเองมาเต็มเปี่ยม เดือนพิลาสไม่อยากเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นการเอาแต่ใจตัวเอง เพราะโดยนิสัยหล่อนเป็นคนประนีประนอมและมองในแง่ดีเสมอๆ
ลุงหมูของหล่อนหัวเราะฮ่า ๆ “คนมันมีกะตังค์ แล้วมันก็อยากได้อะไรแบบที่เรียกว่าตามหลักการหรือความสวยงามมันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม”
“นั่นแหละใช่เลยค่ะ”
“ป้านิดเค้ารอให้แอนนี่ไปทำห้องน้ำใหม่ให้นะ”
“ห้องน้ำหรือคะ” หล่อนหัวเราะคิกคัก “ได้เลย...งานถนัด...จะเอาแบบไหนดีคะ...”
“เอาแบบอาบเหมือนกลับไปยืนอาบกลางแจ้งบ้านเรา”
หล่อนทำตาโต “ไหวหรือคะ ตอนอากาศหนาวๆ...ได้หนาวตายกันพอดี แต่แอนนี่พอทำให้ได้นะคะ...ห้องน้ำกลางแจ้ง...แต่มีข้อแม้ข้อเดียว”
“อะไร”
“อย่าไปทำกลางแจ้งจริงๆ...หลบๆ ไว้ชั้นบน...แล้วทำต่อออกไป...งานนี้แอนนี่รับอยู่แล้ว”
เพราะลุงหมูคงจะถวิลหาชีวิตเมืองไทยนั่นเอง...เหมือนแม่หล่อน...หลายหนที่หล่อนฟังแม่เล่าเรื่องอาบน้ำข้างบ้าน...ให้ตาย...เดือนพิลาสบอกตัวเอง...หล่อนนึกภาพนั้นไม่ออก
...บ้านเราก็มีห้องน้ำ แต่แม่เป็นคนต่างจังหวัดใช่ไหม ตัวบ้านมีอาณาบริเวณ มีบ่อน้ำใหญ่ๆ มีท่อน้ำแบบโยก ต้องดูจากภาพ...
แต่ดูจากภาพแล้วก็ยังดูไม่ออกอยู่นั่นเอง
“ไปไป๊ เดี๋ยวก็ได้คิวร้องเพลง”
หมอลำ(ซัมเมอร์)
ตอน 2
บทที่2
อาริตา
เดือนพิลาสเข้ามา...ข้างหลังร้านชุลมุนเพราะไหนจะส่วนทำอาหาร ไหนจะส่วนแต่งตัว...ที่แบ่งกั้น...เพราะจะมีการแสดง...ที่จริงลุงหมูอยากจะไปจัดที่บ้าน แต่ก็จะไม่สะดวกเรื่องขนย้ายครัวใหญ่ไปด้วย...เพราะนี่เป็นงานระดับชุมนุมคนมาก ไม่ใช่แค่คนกันเองที่จะไปปาร์ตี้ที่บ้าน หล่อนเจอพ่อแล้ว พ่อเข้ามาตามหาหล่อนพอดี...หล่อนสูงไม่เท่าพ่อเพราะพ่อตัวสูงมาก...หล่อนสูงแค่ไหล่พ่อเท่านั้นเอง พ่อโอบกอดหล่อน
“พร้อมหรือยัง เหนื่อยไหมลูก”
“ไม่เหนื่อยค่ะ เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ...คิวเพลงแอนนี่มาถึงหรือยัง”
หล่อนชอบร้องเพลง...ไม่ถึงขนาดอยากเป็นนักร้องมีเทปเพลงตัวเอง แต่หล่อนก็มีแววทางนี้อยู่พอตัว...หล่อนผลัดเสื้อผ้าชุดแรกออกแล้ว...ชุดสาวอีสาน...แม่เข้ามาพอดี ดาวเรืองพิศมองลูกสาว...แววตาบอกความรักและภูมิใจ
“แอนนี่...เร้ว...ได้เวลาพอดี”
หล่อนออกมาปรากฏตัวบนหน้าเวทีแล้วขึ้นเพลง “น้องนางบ้านนา” พร้อมกับลีลาที่ซ้อมมาก่อนหน้าแล้ว ก็หล่อนดูจากเทปเพลงของอินทิราในชุดน้องนางบ้านนา...หล่อนทำเลียนแบบอินทิราได้ทุกอย่างทีเดียว...และเพลงนี้หล่อนก็เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว...ก่อนจะถอยกลับลงมายังมีเพลงคั่นอีกสามเพลงแล้วจะเป็นคิวเพลงอีกเพลงของหล่อน...ถามหาหัวใจ...ผลัดเสื้อผ้า เป็นชุดยาวแบบชุดราตรีงามเรียบแต่เหมือนโป๊เล็กๆ เพราะเป็นสายไส้ไก่พาดโยงข้ามบ่าแต่มีผ้าชีฟองลายดอกไม้บางตัดเป็นเสื้อตัวยาวสวมทับไปอีกชั้น...หล่อนก้าวขึ้นมา เริ่มต้นเพลง ถามหาหัวใจ...เพลงของพรีม...
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
“เพลงของพรีมในชุดนี้ที่ได้รับความสำเร็จมากที่สุดคือ “ถามหาหัวใจ”
เสียงออกจะห้าวเล็กๆ ของหญิงสาวที่แต่งหน้าจัดดูขาวผ่องเหมือนผิวที่เรียกกันว่าไข่ปอกปิดบังสีผิวอันแท้จริง แม้จะเป็นยามกลางวัน...หล่อนขาวและแต่งหน้าจัด...คิ้วเข้มโก่งและตาดำทาสีเปลือกตาด้วยสีโทนเปลือกมังคุดและริมฝีปากก็เช่นเดียวกัน พิมสิริเป็นคนเข้มคมอยู่แล้ว แต่งหน้าสไตล์นี้หล่อนดูเป็นสาวสวยแบบเข้มคมผสมดุ...ยิ่งสวมเฉดเสื้อหนังกางเกงหนังด้วยแล้ว หล่อนไม่น่าจะเป็นนักร้องแนวป๊อปเลย...แต่ไม่มีใครห้ามพิมสิริได้เรื่องการแต่งตัว วันนี้หล่อนจึงออกมาปรากฏโฉมในภาพเช่นนี้...เหมือนร็อกเกอร์สาวเสียมากกว่า...
นั่นเพราะว่าหล่อนอยากร้องเพลงร็อก อยากเป็นร็อกเกอร์สาว...แต่สัตยาทำเพลงแนวป๊อบให้หล่อน
พิมสิริสังกัดค่ายเทปคิตตี้คีย์ บริษัทเทปเล็กๆ ของชายหนุ่มเจ้าของนามสัตยา...เขาเคยทำงานให้กับบริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งก่อนจะลาออกมา...แล้วเปิดบริษัทตัวเองโดยมีมารดาเป็นนายทุน นอกเหนือจากการทำเทปแล้วเขายังทำโฆษณา รับจัดพรีเซ้นท์งานรูปแบบต่างๆ งานไปได้ดีโดยเฉพาะการทำเพลงแบบไม่คาดฝัน สัตยาชวนหล่อนก้าวออกจากบริษัทยักษ์ใหญ่มา เขาให้คำมั่นสัญญาว่า
...เราจะไปด้วยกันนะ พรีม ผมสัญญาว่าจะทำให้พรีมประสบความสำเร็จ...
หล่อนรอบริษัทซอลต้าเรคคอร์ดมานานแล้วแต่ไม่ได้ผล...บริษัทปั้นนักร้องสาวคนอื่นๆ คนแล้วคนเล่า แต่ไม่มีคิวของหล่อนนอกจากให้รอ...สัตยาเป็นคนแต่งเพลงได้ เขามีความสามารถทางด้านดนตรี ที่จริงเขาก็เคยร้องเพลงมาก่อนแต่ดูเหมือนเขาจะออกตัวว่าเขาชอบทำเพลงหรือเป็นคนเบื้องหลังเสียมากกว่า เขาเลยคิดอยากทำเพลงแบบที่เขาชอบ
การทำงานเริ่มขัดแย้ง สัตยาขอลาออกหลังจากเป็นพนักงานประจำกินเงินเดือนแพงเอาการมาถึงสามปี...เขามีความคิดแตกต่างออกไป
เขาไม่อยากทำเพลงเพื่อเอาใจตลาด...เขาคิดว่าผู้ฟังควรจะได้ฟังเพลงอะไรก็ได้...เพลงรักสบายๆ เพลงที่มีบรรยากาศแบบที่เรียกว่าอบอุ่นดีงาม เพลงที่ไม่คำนึงถึงตลาดอย่างเดียว
แต่เมื่อเขาแต่งเพลงสี่เพลงในอัลบั้ม พรีม...พิมพ์ใจ กลับประสบความสำเร็จเกินคาด
เพลง “ถามหาหัวใจ” เพลงเอกของชุดประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน...ติดอันดับเพลงตามรายการต่างๆ ทั้งช่องวิทยุ ช่องทีวีแบบฟรีทีวีและช่องเคเบิ้ล
เพลงถามหาหัวใจติดอันดับมาแล้วหกเดือนด้วยกันก่อนจะร่วงลงมาบ้างแต่ยังอยู่ในชาร์ตสิบอันดับแรกเสมอมา
อัลบั้มชุดต่อมาของพรีมก็ไม่โด่งดังเท่า...เขาออกชุดที่สองให้พรีม...โดยเปลี่ยนคนแต่งเพลงก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าเดิม
วันนี้เป็นวันเปิดตัวอัลบั้มชุดที่สามของพรีม...โดยเอาเพลง ถามหาหัวใจ มาทำทำนองใหม่...ใส่เข้าไปด้วย..และยังเป็นเพลงสุดฮิต
หล่อนร้องเพลงนี้...ถามหาหัวใจตอนเปิดตัวอัลบั้ม...งานยามบ่ายที่มีเลี้ยงน้ำชาและของว่างรูปแบบง่ายน่ารัก...แต่ตัวหล่อนคือสีสันที่เหมือนแปลกแยกอย่างไรชอบกล
สัตยาติงหล่อนแล้วแต่ไร้ผล...หล่อนกำลังขึ้นเพลงถามหาหัวใจ
ในคืนอันเงียบเหงา...
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ก้าวออกมาหน้าเวทีที่จัดขึ้นมานี้อีกหน เดือนพิลาสก็ได้รับเสียงตบมือเกรียวกราว...หล่อนหยิบเอาเพลง “ถามหาหัวใจ” มาร้อง...เสื้อผ้าสีสันอ่อนหวาน แต่งหน้าพองาม ผมรวบขึ้นแล้วปล่อยลูกผมและบางส่วนรุ่ยเหมือนไม่เจตนา...ส่งหล่อนงามเฉิดฉาย...เข้ากับเพลง...เพลงรักหวานซึ้ง...หล่อนร้องได้ดี...มีคนกล่าวกันเช่นนั้น ดีกว่าเพลงที่ฟังจากในเทป...หญิงสาว ใส่ความรู้สึกลงไปในเพลงด้วย
เพราะหล่อนเองก็ยังถามหาหัวใจ...ถามหาใครสักคนเสมอมา
จะเจอหรือไม่...ไม่อาจจะรู้ได้...
อาจจะเจอ...แต่อีกเท่าไหร่กันเล่า...
รอคอยอยู่...เจ้าชายในฝัน...เฮ้อ...ถอนใจกับตัวเองเบาๆ ร้องเพลงท่อนสุดท้ายนออกไป
“จะรอเธออยู่ตรงนี้
รอคอยคนดีเดินเข้ามาหา
หัวใจน้อยๆ อย่าเพิ่งเอ่ยคำอำลา
รออีกนิดเถิดน่า...ขอรอเธอ”
หมอลำ(ซัมเมอร์)
ตอน 3
บทที่3
อาริตา
สัตยายืนอยู่ด้านข้างของมุมนี้ มองทอดตาไปบนเวทีที่ยกพื้นขึ้น พิมสิริอยู่บนนั้น อยู่กับความเป็นพรีมที่รู้จักกันติดปากไปทั่วเมือง เขามีส่วนเสริมสร้างหล่อนมาด้วยการชวนหล่อนออกจากค่ายเทปเก่ามาเปิดบริษัทเทปเล็กๆ แล้วให้พรีมได้ทำเพลงชุดแรกจะเรียกว่าเป็นดวงหรือความสามารถก็ยากจะเดาได้ แต่นั่นทำให้บริษัทเล็กๆ ของเขาสามารถผงาดเด่นขึ้นมาได้ พรีมโด่งดังไปทั่วประเทศและนอกประเทศ มีคิวโชว์ร้องเพลง มีงานเสริมเข้ามาและเขาก็สามารถทำรายได้ให้กับบริษัทได้สูงนอกเหนือจากงานอื่นที่รับอยู่...นักร้องเบอร์หนึ่งของบริษัทประสบความสำเร็จก็มีนักร้องคนอื่นเข้ามารอการปั้น...แต่เขายังรีรออยู่ ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินทุน
แต่เพราะพรีมไม่ยอม
พิมสิริคิดว่ามีหล่อนก็เหลือจะพอ
…จะมีคนอื่นอีกไม่ได้นะคะ คุณ…
เขาไม่อยากขัดใจพรีม...หล่อนขอเขาและหล่อนทำท่าแง่งอน...เขาออกจะเอาใจหล่อน...ไม่เพียงเพราะหล่อนทำรายได้ให้บริษัท
แต่เพราะเขารักหล่อนด้วย
เขาชวนพรีมออกจากที่เก่าเพราะเรื่องของหัวใจ...เขารักพิมสิริ หวังจะส่งเสริมหล่อน...
และความรักก็ดำเนินไปเงียบๆ ไม่เปิดเผยออกนอกหน้า...เขากับหล่อนมีความสัมพันธ์ทางกายกันแล้ว...เว้นแต่ว่ายังไปไม่ถึงการแต่งงาน...แม่เขา...คุณสายทิพย์บอกว่า
...ยะ การแต่งงานเป็นเรื่องยากนะลูก คิดให้ดีก่อนแล้วกัน...
เขาไม่รู้ว่าเธอไม่มั่นใจในตัวพิมสิริเอาเสียเลย เธอมองหญิงสาวคนงามด้วยความหวั่นใจ เพราะมองว่านั่นไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่จะเป็นคู่ชีวิต เป็นเพื่อนแท้ ในความรัก ในความหมายของการแต่งงานได้ดีนัก
แต่เมื่อลูกชายรักก็เหมือนว่าเธอทำใจ
และจริงๆ มันก็อยู่กับตัวพิมสิริด้วย...
แต่งงานหรือ...
หญิงสาวเคยถามตัวเอง...
ไม่เอาด้วยแน่
หล่อนมาจากครอบครัวที่ล้มเหลวอยู่มากทีเดียว พ่อขี้เมา แม่เล่นไพ่...คือความเลวร้ายแต่เยาว์วัย หล่อนแยกตัวออกมาเมื่อแยกได้ กระเสือกกระสนทุกทางที่จะเรียนให้จบปริญญาตรีและเอาดีทางการร้องเพลง...หล่อนเข้าสังกัดค่ายเทปใหญ่แต่ก็ไม่ได้ทำเทป วันที่หล่อนได้รับคำชวนของสัตยาให้ออกมาทำเทปด้วยกันนั้นหล่อนก็เพียงแต่มองเห็นว่าการ “เกาะ” กับเขาย่อมจะดีกว่าเป็นปลาตัวเล็กในบ่อใหญ่ที่เดิม
หล่อนมองสัตยาเหมือนไม้พยุงตัวยามลอยคอในน้ำ...
รักหรือ...พูดไปก็น่าขัน...บอกตัวเองเช่นนั้นเสมอมา...
รัก...
ไม่รัก...
แต่ผูกพันกัน...อยู่ด้วยกัน...
หล่อนพอใจกับชีวิตแบบนั้นมากกว่าการแต่งงาน...หล่อนไม่อยากมีลูก ไม่อยากแต่งงาน...ไม่อยากขาดอิสระ...หล่อนกลัวนัก
พ่อแม่คือตัวอย่างอันเลวร้ายเอาการ
วันนี้หล่อนก็มาแถลงข่าวออกเทปชุดที่สาม...หวังว่าคงจะไปได้ด้วยดี...แม้มันจะไม่ดังเท่ากับเทปชุดแรกก็ตามที
จบการแถลงข่าว หล่อนนั่งรถมากับสัตยา นักข่าวเคยถามถึงความสัมพันธ์อันนี้...แต่หล่อนเองปฏิเสธ ชายหนุ่มเสียอีกที่เฉยๆ ไม่ตอบอะไร เขาให้เกียรติหล่อน
“พรีม...ถ้าเทปชุดนี้ไปได้ เราคิดกันอีกครั้งดีไหม”
“คิดเรื่องอะไรคะ”
“การแต่งงานของเราไง”
พิมสิริเงียบไป ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“รออีกปีได้ไหมคะ คุณยะ...ขอเวลาพรีมอีกปี...นะคะ...คนดี...ได้โปรดเถิด”
นั่นคือความจริงใจอย่างยิ่งของหล่อนแล้ว พิมสิริให้คำตอบตัวเอง หล่อนไม่อยากแต่งงาน...หล่อนไม่พร้อมเอาเสียเลย เพราะภาพของครอบครัวที่ตัวเองมีอยู่มันบิดๆ เบี้ยวๆ...หล่อนมีภาพพ่อขี้เมาไม่รับผิดชอบครอบครัว และไม่สร้างสรรค์อะไรให้ครอบครัวกินดีอยู่ดี ชีวิตขัดสนยากไร้ไปทุกเรื่อง เรียนจบมามีพรสวรรค์ร้องเพลงได้นี่ก็นับว่าบุญคุ้มหัวนักหนา แถมด้วยแม่กับภาพหญิงที่ติดการพนันอย่างไพ่อีกคน...แล้วเมื่อยามไม่มีเงินพ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันด่ากัน หล่อนนึกไม่ออกว่าคนสองคนเคยรักกันมาได้อย่างไร
ยังจะน้องๆ...เฮ้อ...ภาพพ่อแม่และลูกๆ ที่มากมาย...คือภาพอันเลวร้าย...พิมสิริไม่ได้คิดฝันแต่งงานเลย
หล่อนมองการแต่งงานเป็นเรื่องพันธนาการและพาหล่อนลงเหว
แม้หล่อนจะรักสัตยา...แต่หล่อนก็ไม่มั่นใจ เขายังไม่ได้เป็นผู้ชายครบสูตรตามที่หล่อนปรารถนา
สัตยาออกมาจากบริษัทใหญ่อย่างซอลต้าเรคคอร์ด โดยไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนอะไรเลย...พิมสิริได้รู้ข้อบาดหมางรุนแรงของสัตยากับคมกฤชที่เป็นรองประธานกรรมการรองจากองค์การ คมกฤชกับสัตยาไม่ถูกกันรุนแรงมาก เท่าที่หล่อนได้ยินมาก็คือว่าคมกฤชชังสัตยาเพราะริษยาส่วนตัว ทั้งเรื่องหน้าตา เรื่องวัยที่อ่อนกว่าและเรื่องความสามารถเมื่อผลประโยชน์ ไม่สามารถไปทางเดียวกันได้สัตยาก็ถอนตัวออกมาตั้งบริษัทของเขาเอง
คิตตี้คีย์ยังเล็กมาก หากเทียบกับซอลต้าเรคคอร์ด
กระนั้นเทปชุดแรกที่สัตยาทำให้หล่อนก็ทำให้คิตตี้คีย์พอไปรอดทั้งชื่อเสียงและเงินทอง
แต่พิมสิริรู้ว่าสัตยายังมีมารดา มีคุณสายทิพย์นั่นแหละนายทุนตัวจริงของเขา
และเธอไม่ชอบหล่อนด้วย พอๆ กับหล่อนไม่ชอบเธอ...ท่าทีของเธอเหมือนแม่ผัวตัวร้ายครบสูตร เห็นการมองของเธอ เห็นแววตาของเธอแล้ว พิมสิรินึกหนาวไม่อยากปะทะด้วย
ทั้งหมดนี้มารวมประกอบกันทำให้หล่อนไม่อยากแต่งงาน
หล่อนปฏิเสธสัตยาไปแล้ว เขาทำท่าผิดหวังด้วยการถอนใจเฮือกหนึ่งออกมา
“ไม่ต้องคิดมากนะคะ คุณยะ”
“ผมพร้อมจะแต่งแล้วนะ พรีม ไม่อยากอยู่แบบนี้ มันเหมือนผมเอาเปรียบพรีม เพราะเรา...”
หล่อนมาจับมือเขาบีบกระชับแน่นเสียก่อน “ไม่เป็นไรค่ะ พรีมเต็มใจ ก็เรารักกัน”
หล่อนพูดได้ไพเราะน่าฟังเสมอ เป็นคำพูดที่หล่อนเองก็แทบจะอาเจียนเพราะคลื่นไส้ตัวเอง
“อีกอย่างแม่คุณยะด้วยนะคะ”
หมอลำ(ซัมเมอร์)