ตอน 2
ความลับที่ไม่เป็นความลับ
บทที่2
“อะ…โอ๊ย…” แก้วกัดฟันข่มความเจ็บเมื่อจู่ๆ รู้สึกปวดหัวภาพต่างๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำของใครบางคนที่หน้าตาเหมือนนางราวกับฝาแฝดเรื่องราวต่างๆ ถูกเรียบเรียงขึ้นในความทรงจำความเจ็บปวดเกิดเพียงครู่ก็สงบลงพร้อมกับสรุปง่ายๆ คือร่างนี้ชื่อโม่ลี่เป็นกำพร้าเดินทางร่อนเร่ไปทั่วระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาจนสลบไป
หลังจากได้สตินางขมวดคิ้วมองภาพตรงที่ไม่คุ้นตาภาพในห้องมีสภาพเก่าบรรยากาศมีกลิ่นอายโบราณเหมือนหนังจีนกำลังภายในที่เคยดูผ่านตามาบ้างในโทรทัศน์กลางห้องมีโต๊ะและกาน้ำชาทั้งยังมีควันลอยออกมาให้รู้ว่าเพิ่งมีผู้นำมาวางไว้ยังไม่ทันที่นางจะสำรวจโดยรอบให้ละเอียดก็มีเสียงเปิดประตูเข้าเสียก่อน
“ตื่นแล้วหรือแม่นาง ดื่มน้ำเสียก่อนค่อยๆ ดื่มระวังสำลัก” หญิงชราเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงยื่นน้ำชาในมือพลางประคองเด็กสาวให้นั่งขึ้นอย่างอ่อนโยน แก้วขมวดคิ้วเป็นปมหญิงชราคุยกับนางเป็นภาษาจีนโบราณแล้วเหตุใดเธอถึงฟังรู้เรื่องราวกับเจ้าของภาษา
“ทะ…ที่นี่ที่ไหนหรือคะ” แก้วเอ่ยถามแต่ก็ต้องชะงักด้วยภาษาที่นางใช้เป็นภาษาไทยแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นภาษาจีนเช่นเดียวกับหญิงชราตรงหน้าเมื่อคิดได้ดังนั้นเธอคงต้องปรับเปลี่ยนการพูดเสียใหม่
“บ้านข้าเอง…สามีข้าออกไปล่าสัตว์พบเจ้านอนไม่ได้สติอยู่ตรงชายป่าเจ้ามีบาดแผลอยู่มิน้อยยิ่งตรงศีรษะหนักเอาการ ทั้งเจ้ายังหมดสติด้วยพิษไข้ถึง 3 วันเชียว ยังดีที่สามีข้าพอมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง”
“ขอบพระคุณท่านตาท่านยายมากเจ้าคะ บุญคุณครั้งนี้ชั่วชีวิตนี้ข้าก็มิสามารถตอบแทนได้หมด” แก้วพยายามลุกขึ้นคำนับท่านยายตรงหน้าอย่างทุลักทุเลจนหญิงชราต้องห้ามเอาไว้ด้วยกลัวว่าจะกระทบกระเทือนบาดแผล
“เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลใดรึ เหตุใดถึงบาดเจ็บเยี่ยงนี้” หญิงชราเอ่ยถามด้วยสงสัยหากเดาไม่ผิดนางคงเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เป็นแน่
หญิงสาวตรงหน้านี้ดูแล้วน่าจะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เป็นแน่ คาดว่าคงยังมิได้เข้าพิธีปักปิ่นผิวพรรณรึก็ขาวดั่งหยก ใบหน้างดงามราวเทพเซียนเห็นครั้งแรกนางถึงกับตื่นตะลึงกับความตรงหน้าแม้ใบหน้านั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตกระทั่งกลิ่นกายนางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จนน่าแปลกใจ นางมิได้พกถุงหอมข้างกายแล้วกลิ่นหอมนี้มาจากที่ใดกันหากไม่ใช่กลิ่นกายจากตัวแม่นางน้อยตรงหน้า
“คะ…คือ…ขออภัยท่านยายเจ้าค่ะ ข้าเป็นกำพร้าไม่มีพ่อแม่ ข้าเดินทางร่อนเร่ไปทั่วระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาเจ้าค่ะ”แก้วตอบตามความจริงของเจ้าของร่างนี้คนเก่า
“เฮ้อ…หากเป็นเช่นนั้นก็น่าสงสารยิ่ง เจ้ามาอยู่กับข้าไปดีหรือไม่ เจ้าเป็นสตรีจะออกเดินทางเร่ร่อนคงไม่ดีนัก ข้าอยู่กันเพียงสองคนตายายมิมีลูกหลานที่ไหน มีเจ้ามาอยู่ด้วยก็ดีไม่น้อยเจ้ารังเกียจรึไม่ที่นี่เป็นกระท่อมเล็กๆ ทั้งยากจน”
“ขอบพระคุณท่านยายเจ้าค่ะ” แก้วยิ้มยินดี
“แล้วเจ้ามีนามว่ากระไร กี่หนาวแล้วรึ”
“ข้ามีนามว่าโม่ลี่ไม่มีแซ่อายุ 21 หนาวเจ้าค่ะ” แก้วตอบหญิงชราตรงหน้า
“จริงรึเหตุใดเจ้าจึงดูราวกับหญิงสาวราวสิบสามหนาวที่ยังมิได้ปักปิ่น” คำตอบสร้างความแปลกใจให้กับหญิงชรามากด้วยจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์ราวกับเด็กสาวก็ไม่ปาน
“บาดแผลตามตัวเจ้ากับที่ศีรษะอีก 7 วันน่าจะดีขึ้น ช่วงนี้เจ้าก็พักผ่อนให้มาก ข้าจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เจ้ายามเฉิน (7.00-8.59 น.) กับยามอิ่ว (17.00-18.59 น.) ”
หลังจากสนทนาเพียงครู่หญิงชราก็ออกไปนำข้าวต้มกับยาบำรุงมาให้หญิงสาว เมื่อทานทุกอย่างจนหมดหญิงชราก็ให้เธอนอนพักผ่อนซึ่งเธอก็ไม่ขัดด้วยเริ่มรู้สึกง่วงจากฤทธิ์ยาและความอ่อนเพลียไม่นานเธอก็ผล่อยหลับไป
พรรคมังกรทมิฬ
“ยามนี้เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้าง” ชายหนุ่มรูปงามเหม่อมองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางนภา เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน
เจ็ดปีแล้วที่เขาฝันถึงสตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามราวเทพเซียนจำแลง ดวงตากลมดำกระจ่างใสดังแสงจันทร์พาหัวใจกระตุกสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กิริยาเรียบร้อยอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ แลน่าทะนุถนอม รอยยิ้มสดใส ไร้จริตมารยาดั่งสตรีทั่วไป ช่างเป็นความฝันที่ทำให้แปลกใจยิ่งตัวเขามิได้ชื่นชอบสตรีสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญใจแต่เหตุไฉนถึงได้ฝันถึงนาง
ทุกวันเขาเฝ้ารอให้ถึงยามค่ำคืนอย่างใจจดจ่อเพื่อจะได้ติดตามเรื่องราวของสตรีนางนั้นนางอาศัยอยู่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่กับมีเครื่องเรือนครบครันเป็นสัดส่วนอย่างประหลาด รุ่งเช้านางจะไปสำนักศึกษาเพื่อเล่าเรียนในห้องนั้นมีทั้งชายและหญิงน่าแปลกที่มิได้แยกชายหญิงออกจากกันตามธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่
ทุกวันนางจะออกไปสำนักศึกษาและเมื่อถึงยามเซิน (15.00-16.59 น.) นางก็ออกไปทำงานต่อจนถึงยามไฮ่ (21.00-22.59) ถึงจะได้กลับไปพักผ่อนบางครั้งนางดูเหนื่อยล้าแต่ใบหน้าก็ยังประดับไปด้วยรอยยิ้มสดใสที่สลักลึกตราตรึงใจก่อเกิดเป็นความรักไปโดยไม่รู้ตัว ยามนางมีความสุขเขาก็มีความสุขกับนางด้วย แต่หากคราใดนางดูกังวลไม่สบายใจเขากลับรุ่มร้อนกังวลใจไปกับนาง
จ้าวหยางหลงมองบรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นช่างแตกต่างจากที่นี่ยิ่งนักตึกรามบ้านช่องดูสวยงามประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มีภัยสงคราม สตรีสวมใส่อาภรณ์ที่เผยให้เห็นถึงเนื้อหนังยิ่งกว่าหญิงคณิกาแต่แลดูเป็นเรื่องปกติ ชายหญิงไปมาหาสู่กันอย่างเปิดเผยยังดีที่นางมิได้ใส่อาภรณ์เปิดเผยนักเพียงแค่เห็นท่อนแขนนวลเนียนไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเยี่ยงสตรีนางอื่นแต่กระนั้นก็ยังขัดใจเขาอยู่ดี
แต่ครั้งนี้แตกต่างกันไปจากทุกครั้ง ภาพสุดท้ายที่เห็นในฝันนั้นทำหัวใจเขาแทบหยุดเต้นเป็นห่วงนางยิ่งเขาทำได้แค่เพียงพยายามไขว่คว้านางไว้แต่ไม่สามารถช่วยเหลือนางได้เลย เขาเห็นพาหนะที่นางนั่งตกลงในไปในเหวยามนั้นใบหน้าคุ้นเคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรอยเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วตามใบหน้าและร่างกาย นางพึมพำบางอย่างก่อนที่ดวงตาจะปิดสนิทจนเขาสะดุดตื่นสุดตัว
“หากชาตินี้มีวาสนาต่อกันไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดก็ขอให้ข้าได้พบเจ้า เมื่อพบพานข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด ข้าจ้าวหยางหลงขอให้ฟ้าดินเป็นพยาน” สิ้นคำเกิดเสียงฟ้าคำรามดังลั่นกึกก้องไปทั่วท้องนภาเป็นดั่งคำตอบรับของชายหนุ่มรูปงาม
“ด้ายแดงที่เคยตัดขาดบัดนี้ได้บรรจบ ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งคู่มีความสุข” เทพแห่งชะตาเพ่งมองด้านล่างและเอ่ยออกมาเบาๆ
หลังจากผ่านไป 1 อาทิตย์ร่างกายของโม่ลี่ก็หายเป็นปกตินางก็สอบถามถึงเรื่องราวของยุคนี้รวมถึงแคว้นต่างๆ ความเป็นอยู่ของทุกคนที่นี่ หมู่บ้านอวี้ฟงที่นางอาศัยอยู่แห่งนี้ไกลจากเมืองหลวงของแคว้นเฟิงพอสมควร ทุกคนประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ทุกเดือนจะมีรถม้ามาจากเมืองหลวงหรือหมู่บ้านใกล้เคียงมารับซื้อสรุปจับใจความได้คือทั้งเมือง และแคว้นไม่มีปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์น่าจะเป็นยุคสมัย 1,000 ปีก่อนจะเกิดราชวงศ์เซี่ยซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของประเทศจีน
ตอนนี้ก็มาช่วยท่านตาท่านยายทำงานเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั่งคุยกับท่านยายไม่นานท่านตาก็กลับมาจากบนเขาพลางสบตาท่านยาย
“น้ำเจ้าค่ะท่านตา” โม่ลี่เห็นท่านตากลับมาเหนื่อยๆ จึงนำน้ำชามาให้
“ขอบใจเจ้ามาก” ชายชรายิ้มรับก่อนจะหันมาสบตากับหญิงชราอีกครั้ง
“ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นกำพร้าสตรีตัวคนเดียวมิควรเดินทางร่อนเร่ไปทั่ว ข้ากับภรรยายังมิมีบุตรหลานจึงปรึกษากันว่าจะรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม เจ้าคิดเห็นเช่นไรสุดแล้วแต่เจ้าตัดสินใจเอาเถิด” สองสามีภรรยามองมาที่หญิงสาวตรงหน้าอย่างรอคอยคำตอบ
โม่ลี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจท่านทั้งสองให้ความเมตตาเอ็นดูพลางให้คิดถึงแม่มะลิและลุงฮัวยิ่ง ทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของนางจึงตอบอย่างไม่ลังเล
“ข้าโม่ลี่ขอคารวะท่านตาท่านยายบุญธรรมเจ้าค่ะ” โม่ลี่พร้อมคุกเข่าคำนับทั้งสอง
“ดีๆ ดียิ่ง เจ้าเป็นหลานขอตาแล้วก็ใช้แซ่จางดีหรือไม่ จางโม่ลี่” ท่านตาเอ่ยอย่างดีใจ
“แล้วแต่ท่านตาเห็นสมควรเจ้าค่ะ” โม่ลี่ยิ้มหวานเต็มใบหน้าทำให้ทั้งสองตะลึง
“มา…มาให้ยายกอดทีสิหลานรักของยาย” เจียวฉือโบกมือเรียกให้หญิงสาวเข้ามาใกล้ก่อนจะกอดนางไว้แนบอกทั้งสองกอดกันอยู่สักพักโดยไม่สังเกตเห็นสีหน้าของชายชราที่จ้องมาทางหญิงสาวพลางครุ่นคิดบางอย่าง
ข้าจะทำเช่นไรดีหลานสาวข้างดงามราวเทพเซียนเช่นนี้หากบุรุษคนใดได้พบเห็นคงมิแคล้วหลงใหลนางจนอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นแน่ ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว“ข้าจะต้องปกป้องหลานสาวจากบุรุษน่าตายพวกนั้นให้ได้”ท่านตาคิดอย่างหมายมาด
ตอน 3
บทที่3
2 เดือนผ่านไปนางก็สามารถปรับตัวให้ชินกับยุคสมัยนี้ได้มาก ท่านยายทำหน้าที่สอนงานเย็บปัก และขนบธรรมเนียมต่างๆ ให้นางได้รับรู้ ซึ่งนางก็ทำจดจำได้เร็วเพราะด้วยนางทำเป็นประจำอยู่แล้วในยุคก่อน ยกเว้นเพียงวาดภาพ ดนตรี หมาก กาพย์กลอนเท่านั้นที่ท่านยายมิได้สอนด้วยเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นจะจ้างอาจารย์มาสอนหลานสาวก็หาได้มีทรัพย์มากมายได้แต่นึกเสียดาย นางจึงได้บอกท่านยายว่ามิต้องห่วงด้านภาพวาด ดนตรี หมากนางพอมีความสามารถอยู่บ้างมิต้องเป็นห่วง
แต่ที่นางหนักใจคือธรรมเนียมปฏิบัติข้อห้ามมากมายก็ยิ่งนึกเห็นใจสตรียุคนี้ สตรีไม่มีบทบาทนอกเสียจากให้กำเนิดบุตร ทั้งคำสอนสามเชื่อฟังสี่คุณธรรม ถ้าหากสามีให้ทำสิ่งไม่ดีเล่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบแทนพวกนางกันหากถูกจับได้ เฮ้อ…ไหนจะคำที่ว่า สตรีมิควรเก่งเกินบุรุษเพราะจะถูกมองไม่ดีในสังคม ห้ามสยายผมต่อหน้าบุรุษที่มิใช่สามี ห้ามเปลือยเท้าให้บุรุษเห็น ช่างขาดอิสระทางความคิดและการกระทำอย่างสิ้นเชิง
ยามรุ่งโม่ลี่ตื่นแต่เช้าปัดกวาดห้องนอนรวมถึงบริเวณรอบกระท่อม โดยวันนี้นางขอเป็นผู้ลงทำอาหารให้ท่านตาท่านยายได้ลองชิมโม่ลี่เดินมายังห้องครัวสายตาสอดส่ายหาวัตถุดิบรวมทั้งอุปกรณ์ทำครัวก่อนจะเห็นเนื้อไก่ เนื้อหมูพืชผักผลไม้และสมุนไพรที่คุ้นเคยจึงเร่งมือทำก่อนถึงมื้อเช้ายามเฉิน (07.00-8.59 น.)
“ลี่เอ๋อร์อาหารของเจ้าหน้าตาน่าทานนักทั้งกลิ่นยังหอม ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” ท่านยายเจียวฉือเป็นผู้ถามหลังจากทั้งสามนั่งเรียบร้อยแล้วมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า
“อันนี้ผัดผักสามรส ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง และต้มยำไก่น้ำใสเจ้าค่ะ” โม่ลี่บอกชื่ออาหารแต่ละอย่างให้ทั้งสองได้ฟัง
“ท่านตาท่านยายลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่ หลานยังทำขนมหวานไว้ด้วยนะเจ้าคะ” โม่ลี่ชักชวนทั้งสองลิ้มลองรสชาติอาหาร
“อร่อยมาก ยายชอบต้มยำไก่รสชาติเปรี้ยวเผ็ดเค็มกำลังดีเชียว”
“ไข่ตุ๋นนุ่มละมุนลิ้น ผัดผักสามรสเปรี้ยวหวานรสชาติดียิ่งนัก” ท่านตาเอ่ยชมด้วยความอร่อยไม่นานอาหารเช้าก็หมดลง โม่ลี่จึงยกของหวานขึ้นโต๊ะ
“อันนี้เรียกว่ามันต้มขิง มีประโยชน์ยิ่งนักช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ทั้งยังช่วยให้ร่างกายอบอุ่นหลานเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นจึงทำให้ท่านตาท่านยายทานเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามากลี่เอ๋อร์ ข้าเพิ่งรู้ว่ามันนำมาทำขนมได้นอกจากเผาไฟไว้ทานอย่างเดียว” ทั้งสองทานขนมหวานตรงหน้าหลังจากทานไปแล้วร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างที่หลานสาวบอกไม่มีผิด
“รสชาติหวานกำลังดี ได้กลิ่นหอมของขิงช่วยให้จมูกโล่งยิ่งนัก” ท่านตาเป็นผู้กล่าว
หลังจากทานข้าวเรียบร้อยนางก็ออกมาเดินย่อยอาหารรอบกระท่อมที่พักพลางมองท้องฟ้าที่มิค่อยมีแดดนักเนื่องด้วยเริ่มเข้าสู่ฤดูตงเทียน (หนาว) ระหว่างนี้คงต้องเก็บตุนเสบียงอาหารไว้บ้างแล้ว นางขบคิดวิธีแปรรูปและถนอมอาหารไว้เพื่อมิให้เน่าเสียได้ง่ายนางคงต้องรีบปรึกษาท่านตาท่านยายเสียก่อนที่จะฤดูหนาวจะมาถึงในไม่ช้า
“ท่านตาท่านยายเจ้า ลี่เอ๋อร์มีเรื่องจะปรึกษาเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะปรึกษาอันใดตากับยายรึ”ทั้งสองตั้งใจฟัง
“ลี่เอ๋อร์เห็นว่าอีกไม่หนาวจะเข้าฤดูหนาว หลานคิดว่าเราคงต้องเตรียมกักตุนเสบียงอาหารไว้เจ้าค่ะ”
“อืม…ตาก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ตาจะเข้าไปซื้อข้าวสารกักตุนไว้” ชายชราครุ่นคิด
“ท่านตาหลานอยากได้เกลือและน้ำตาลกรวดเพิ่มเจ้าค่ะ”
“ตาจะหาซื้อให้แต่เจ้าจะเอาไปทำอันใดรึลี่เอ๋อร์” ชายชราถามอย่างสงสัย
“หลานจะนำมาทำผลไม้หมักดองเอาไว้ทานในช่วงฤดูหนาวเจ้าค่ะ ทำให้ผลไม้อยู่ได้นานขึ้น”
“โอ้!!!…ดีๆ มากๆหากเป็นเช่นนั้นช่วงหน้าหนาวคงไม่ลำบากมากนัก”
“งั้นในวันนี้ลี่เอ๋อร์จะนำปลา เนื้อสัตว์มาตากแห้งไว้เป็นเสบียงนะเจ้าคะท่านตาท่านยาย”
“ตามใจเจ้าเถอะหลานรัก ให้ยายช่วยอันใดได้ก็บอกนะ หากเหนื่อยก็พักอย่าได้ฝืนเดี๋ยวจะเจ็บป่วยเอาได้ ยายจะเย็บเสื้อกันหนาวให้เจ้าไว้ใส่เสียหน่อย” หญิงชราเอ่ยอยากใจดีพลางลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณท่านยายเจ้าค่ะ” โม่ลี่ยิ้มออดอ้อนซุกโอบเอวท่านยายเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูทั้งสองได้ดี
หลังสนทนากันเรียบร้อยนางก็เดินมาที่ห้องครัวเพื่อลงมือทำความสะอาดปลาและเนื้อสัตว์ทั้งหมดแล้วนำมาตากแห้งบ้างรมควันบ้างจนเสร็จก็เข้ายามเซิน (15.00-16.59 น.) แล้วจึงรีบทำอาหารเย็นไว้ให้ท่านตาท่านยาย
ฤดูหนาวปีนี้ความเป็นอยู่ของสองตายายดีกว่าทุกๆ ปีด้วยเสบียงอาหารมีอยู่อย่างเพียงพอมิได้ขาดแคลนเหมือนแต่ก่อน ทุกวันก็จะมีหลานสาวคอยเอาอกเอาใจปรนนิบัติอยู่ไม่ห่างทั้งบีบนวดออดอ้อนคอยทำอาหารแปลกใหม่ให้ทานอยู่เสมอสร้างความสุขให้สองตายายไม่น้อยจวบจนเข้าฤดูชิวเทียน (ใบไม้ร่วง) อากาศเริ่มอุ่นขึ้นทั้งสามยังคงดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางความสุขและชีวิตที่เรียบง่าย
“ท่านตาวันนี้เข้าไปที่หมู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่วันนี้ตาจะนำปลาไปขายสายๆ ถึงจะกลับ เจ้ามีอะไรหรือ”
“หลานอยากไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ” โม่ลี่ถามอย่างตื่นเต้นด้วยยังไม่เคยเห็นบรรยากาศภายนอกโดยไม่สังเกตเห็นความหนักใจของชายชราตรงหน้าที่เหลือบมองไปทางภรรยาอย่างขอความเห็น
“ท่านพี่พานางไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดีเจ้าค่ะ แต่ลี่เอ๋อร์เจ้าต้องสวมผ้าคลุมปิดหน้าห้ามเปิดเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่ มิเช่นนั้นยายจะไม่อนุญาตให้เจ้าไปเที่ยวเล่นเป็นแน่” เจียวฉือตอบสามีก่อนจะหันไปบอกกล่าวกับหลานสาว
“เจ้าค่ะท่านยาย หลานกับท่านตาจะรีบกลับ แล้วจะซื้อของอร่อยๆ มาฝากนะเจ้าคะ” โม่ลี่ยิ้มดีใจ
“มิต้องซื้อมาหรอกลี่เอ๋อร์สิ้นเปลืองเสียเปล่า และของที่ว่าอร่อยยังสู้ฝีมือเจ้ามิได้เลยแม้แต่น้อย”ท่านยายเย้า
“ท่านยายล้อลี่เอ๋อร์เล่นแล้ว งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ลี่เอ๋อร์จะทำของอร่อยให้ท่านทานนะเจ้าคะ” โม่ลี่ยิ้มออดอ้อนพลางเดินเข้าไปกอดก่อนจะหอมแก้มท่านยายอย่างเอาใจ
“แนะ…เจ้าหลานคนนี้ รีบไปเถอะเดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อน” เจียวฉือหยิกแก้มนวลอย่างหยอกเย้าพลางหันไปหยิบผ้าคลุมหน้าสวมใส่ให้หลานสาวตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าผูกไว้แน่นหนาก่อนจะปล่อยทั้งสองตาหลานไปตลาดในหมู่บ้าน
หลังจากตั้งร้านเสร็จนางเอ่ยขออนุญาตท่านตาไปเดินดูสินค้าในหมู่บ้าน ที่แห่งนี้ถือว่ามีขนาดกลางผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันไม่น้อย ท่ามกลางผู้คนมีสายตาบุรุษมากมายเมียงมองอย่างใคร่รู้ใคร่สงสัยเพราะมิเคยพบสตรีนางนี้มาก่อนและใบหน้าที่ปกปิดด้วยผ้าขาวก็มิอาจบดบังความงามที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งผิวพรรณที่ขาวราวหยกนั้นแตกต่างจากลูกชาวบ้านธรรมดาและดวงตาสวยคู่นั้นที่เผลอไปสบกลับทำให้บุรุษน้อยใหญ่พากันหลงใหลโดยที่เจ้าตัวมิรู้เรื่องราวอันใด
“หลี่เจี้ยนแม่นางนั้นเป็นอะไรกับเจ้ารึ” พ่อค้าแผงด้านข้างเอ่ยถามขึ้นด้วยรู้จักกับหลี่เจี้ยนมานานทั้งสองผัวเมียไม่มีบุตรหลานแล้วแม่นางคนนั้นคือใครกัน
“นางเป็นหลานบุญธรรมข้าเอง” หลี่เจี้ยนตอบ
“แล้วแม่นางเป็นใครมาจากไหนกัน เหตุใดเจ้าถึงรับนางเป็นหลานบุญธรรม”
“นางเป็นกำพร้าร่อนเร่ไปทั่วข้าไปพบนางบาดเจ็บที่ชายป่าจึงรับนางไว้ ทั้งข้าและภรรยาไม่มีบุญหลานจึงเอ็นดูนางยิ่งนัก” หลี่เจี้ยนเอ่ยพลางมองไปที่หลานสาวที่เดินดูนั่นดูนี่ไปตลอดทางด้วยความเอ็นดู
“เป็นเช่นนี้เอง”พ่อค้าข้างแผงเอ่ย
“ฮึ่ม…เจ้าพวกน่าตาย” หลี่เจี้ยนเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยวเมื่อหันไปมองหลานสาวที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเป็นที่สนใจของบุรุษไม่น้อยแต่จำใจต้องปล่อยหลานสาวเที่ยวเล่นบ้าง โดยเขาคอยจับตาดูอยู่ห่างๆ“ขนาดปกปิดใบหน้ายังมิวายมีบุรุษลอบมอง”หลี่เจี้ยนคิดในใจ
นางเดินชมตลาดในหมู่บ้านอย่างเพลิดเพลินมิได้สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าตอนนี้มีบุรุษไม่น้อยมองมาด้วยความสนใจทั้งบ้างคนยังส่งสายตาเชื่อมหวานมาให้
“โอ๊ะ!!…ขออภัยเจ้าค่ะ” โม่ลี่กล่าวขอโทษบุคคลตรงหน้าด้วยมิทันได้มองให้ดีก็ชนเข้ากับแผ่นหลังของบุรุษรูปร่างองอาจสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม นางก้าวถอยหลังอย่างเสียการทรงตัวแต่ก่อนที่นางจะนั่งจุกอยู่บนพื้นบุรุษหนุ่มกับวาดแขนโอบประคองนางไว้จนได้กลิ่นกายสาวหอมอ่อนๆ แตะจมูก
ตอน 4
บทที่4
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเข้มหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าที่มีผ้าขาวบางปิดซ่อนความงามเอาไว้ แต่ไหนเลยจะรอดพ้นสายตาเขาขณะที่นางกำลังจะล้มลงไปเป็นเขาที่เข้าประคองไว้ได้ทันจนผ้าที่ปิดบังใบหน้าปลิวขึ้นมา เขามิได้ตาฝาดเป็นแน่นางนั้นงดงามราวเทพธิดา จนเขาตะลึงราวต้องมนต์สะกด ลำแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามมัดยังมิคลายออก