ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

ความลับที่ไม่เป็นความลับ

บทที่1

ภายในร้านอาหารของห้างดังในกรุงเทพมีชายวัยกลางคนและอีกหนึ่งหญิงสาวนั่งอยู่ด้วยใบหน้าบ่งบอกถึงความยินดีที่หญิงสาวอ่อนวัยประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

“ลุงยินดีด้วยนะลูกที่หนูทำได้สำเร็จแล้ว”

“มา…มา…เรามาฉลองกันดีกว่าวันนี้ลุงเลี้ยงเต็มที่เลย”

“แก้วขอขอบคุณ…คุณลุงมากนะคะ แก้วมีวันนี้ได้ก็เพราะคุณลุงเมตตาสั่งสอนและให้โอกาส” แก้วยิ้มยินดี สำนึกในบุญคุณของชายกลางคนตรงหน้าที่หยิบยื่นโอกาสให้เธอ

“ขอบคุณอะไรกัน เป็นแก้วเองต่างหากที่มีความขยัน อดทนและมีความตั้งใจใฝ่รู้ลุงเพียงแค่แนะนำเท่านั้น” ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างใจดี

ชายตรงหน้าเปรียบเสมือนพ่อของเธอ คุณลุงเป็นเชฟใหญ่ในโรงแรมดังที่เธอทำงานอยู่ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเข้ามาศึกษาปริญญาตรีในกรุงเทพฯ และยังไม่รู้จักใคร อีกทั้งเธอต้องรีบหางานพิเศษทำด้วยค่าใช้จ่ายจิปาถะและค่ารายวิชาที่ลงเรียน ประจวบเหมาะที่เธอเห็นป้ายประกาศรับนักศึกษาพาร์ทไทม์ติดอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจสมัครอย่างไม่ลังเลในตำแหน่งเด็กล้างจานในโรงแรม ด้วยเธอเป็นคนขยัน ตรงต่อเวลา อดทนเรียนรู้ทุกอย่างได้เร็ว ทั้งกิริยานอบน้อมจึงได้รับความเมตตาเอ็นดูจากเชฟใหญ่ เธอทำงานจนเข้าปีที่ 2 ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเชฟฝึกหัด ด้วยเชฟใหญ่เอ็นดูจึงถ่ายทอดความรู้ศิลปะด้านการทำอาหารและซอสต่างๆ ให้มากมาย

“แก้วจะทำอะไรต่อไปลูก” ลุงฮัวเอ่ยถามอย่างห่วงใย

“แก้วจะกลับเชียงใหม่หางานทำที่นู่นค่ะ แก้วเป็นห่วงแม่และน้องๆ”

“มีอะไรให้ลุงช่วยก็รีบโทรมาบอกนะลูก แล้วจะเดินทางกลับวันไหนละ”

“แก้วจองตั๋วไว้แล้วค่ะ รถออกวันนี้ตอน 5 ทุ่ม”

“ทำไมเร็วจังลูกเอ๋ย…เฮ้อ…” ลุงฮัวถอนหายใจอย่างแสนเสียดาย วันนี้เขาต้องไปดูแลอาหารสำหรับงานเลี้ยงไม่สามารถไปส่งเด็กน้อยที่ขนส่งได้

“เอาละๆ นี่ก็ทุ่มครึ่งแล้วหนูรีบกลับไปเตรียมตัวเก็บข้าวของเถอะ”

“แก้วสัญญามีเวลาว่างเมื่อไรแก้วจะรีบมาหาคุณลุงทันทีเลยดีไหมคะ” เด็กสาวเอ่ยพลางยิ้มไปทั้งดวงตา

“สัญญาแล้วนะลูก ลุงจะรอนะ อย่าหลอกให้คนแก่ดีใจเก้อเชียวละ” มือหนาขยี้ผมร่างบางด้วยความเอ็นดู

“แก้วสัญญาค่ะ แก้วไปก่อนนะคะคุณลุง” หญิงสาวพนมมือไหว้ผู้สูงวัยอย่างอ่อนช้อย และยื่นที่อยู่ติดต่อที่เชียงใหม่ให้ก่อนจะโบกแท็กซี่เพื่อไปกลับห้องพักจัดเก็บสัมภาระและเดินทางไปสถานีขนส่ง

ชายวัยกลางคนมองหญิงสาวไปจนลับตา 4 ปีจะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้นแต่เขารู้สึกผูกพันกับเด็กสาวยิ่งนัก ในใจรู้สึกเบาเหวงอย่างบอกไม่ถูก นึกกังวลสังหรณ์ใจบางสิ่งบางอย่างกำลังร้องเตือนว่าจะเกิดบางอย่างขึ้นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลยในใจคิด

“เดินทางปลอดภัยพระคุ้มครองนะลูก” ชายวัยกลางคนเอ่ยอวยพรเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ

บนรถทัวร์เส้นทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ ด้านคนนั่งฝั่งซ้ายริมหน้าต่าง “หทัยรัตน์ แก้วขวัญ” หรือแก้ว อายุ 21 ปี กำลังตื่นเต้นที่กำลังจะได้กลับบ้านๆ ที่อบอุ่นมีแม่และน้องๆ กว่า 10 ชีวิตรออยู่อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะได้พบพวกเขาแล้ว สองแขนกอดใบปริญญาไว้แนบอก 4 ปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ กัดฟันสู้ทำงานพิเศษทุกอย่างเพื่อให้ได้ปริญญาใบนี้มาครอบครองจนบัดนี้เธอทำสำเร็จแล้ว

เธอเติบโตมากับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งอยู่ในความดูแลของแม่มะลิที่นี่เธอมีน้องๆ กลับบ้านครั้งนี้ตั้งใจจะหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของแม่มะลิบ้าง เธอมีความฝันอยากให้แม่และน้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากให้น้องๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือจะได้มีอนาคตที่ดีไม่ต้องลำบากในวันข้างหน้า แต่แก้วไม่รู้อะไรเลยว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เธอไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้และต้องจากแม่และน้องไปตลอดกาล

เอี๊ยด!!!! ……….กรี๊ดดดดดดดดดด………..โครม……….เสียงล้อรถเบียดถนนลากยาวไปตามทางต่อมาเป็นเสียงกรีดร้องของคนบนรถทัวร์ดึงสติของดอกแก้วได้ดีตามด้วยเสียงรถพุ่งตกลงไปในเหวระหว่างช่องเขา

“แม่มะลิจ๋า….แก้วขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลแม่และน้องๆ แก้วรักแม่นะ ลุงฮัวแก้วขอโทษที่ผิดสัญญานะคะ” เสียงสุดท้ายของหญิงสาวที่เปร่งออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนสติกำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับความมืดมิด เสียงที่แผ่วเบาลอยตามกระแสลมเป็นดั่งข้อความที่ถูกส่งผ่านไปให้บุคคลที่คิดถึงสุดหัวใจ ร่างหญิงวัยกลางคนรู้สึกใจกระตุกวูบคล้ายกับมีของสำคัญหายไป หรือว่ามันถึงเวลาแล้วดอกแก้วลูกแม่เสียงครางในอกร้องเตือนในใจ เช่นเดียวกับชายวัยกลางคนที่จู่ๆ เกิดใจสั่นหวิวขึ้นมาเสียดื้อๆ

ร่างบางในชุดจีนโบราณสีขาวบริสุทธิ์กำลังหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ใบหน้าสะสวย ผิวพรรณขาวผ่องดังหยกใส ปากคิ้วได้รูป จมูกโด่งคมรับกับใบหน้า มองดูแล้วในอนาคตคงจะเป็นหญิงงามล่มเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เปลือกตาเริ่มมีการตอบสนองกับสัมผัสรอบตัวกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมากระทบกับจมูก

“อือ…ที่นี่ที่ไหน…สวยเหลือเกิน” ดอกแก้วลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับทุ่งดอกไม้ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามือบางยื่นออกมาสัมผัสกับดอกไม้งามข้างกายตน ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ประสบมาเมื่อไม่นานมานี้ น้ำตาหยดลงอาบแก้มนวลด้วยความเศร้าเสียใจตนคงไม่มีโอกาสพบเจอแม่และน้องที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ารวมถึงลุงฮัวเสียแล้วในชาตินี้ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงที่รู้ข่าวของเธอ

“ตื่นแล้วรึนางหนู เอ็งอย่าร้องไห้ไปเลยทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นเพราะโชคชะตากำหนด” เสียงชายชราใบหน้าอ่อนโยนดูอบอุ่นบอกกล่าวกับสาวน้อยตรงหน้า

“คุณลุงเป็นใครแล้วที่นี่ที่ไหนคะ และที่บอกว่าเกิดขึ้นเพราะโชคชะตากำหนดหมายความว่าอย่างไรคะ” ดอกแก้วรู้สึกสับสนกลับภาพตรงหน้าที่อยู่จู่ๆ ก็ปรากฏร่างของชายชราขึ้นอย่างกะทันหันและคำพูดแปลกๆ นั่นอีก

“นางหนูข้าคือเทพแห่งชะตา ที่จริงแล้วดวงจิตของเจ้าเป็นคนของที่นี่ แต่เกิดเหตุไม่คาดคิดทำให้ดวงจิตของเจ้าหลุดไปยังอีกภพนึง และเมื่อถึงเวลาข้าจึงดึงดวงจิตของเจ้ากลับมาอยู่ในที่ที่เจ้าควรอยู่แต่แรก” ชายชราอธิบายเหตุผลให้หญิงสาวฟัง

“ท่านเทพเจ้าคะ แก้วเป็นห่วงแม่และน้องรวมทั้งคุณลุงผู้เปรียบเสมือนบิดาในภพที่จากมา แก้วขอไปบอกลาแม่มะลิและคุณลุงเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่เจ้าคะ” แก้วกลั้นใจถามออกไปทั้งที่เธอกลัวคำตอบว่าอีกฝ่ายจะไม่อนุญาต เพราะเธออาจจะขอเขามากไป

“เฮ้อ!! ….ได้แต่ข้ามีเวลาให้เจ้าเพียงครึ่งเค่อ (15 นาที) เท่านั้น ขอให้เจ้าใช้มันอย่างคุ้มค่า” ชายชราพลางถอนหายใจก่อนสะบัดมือเพียงครั้งร่างของเธอก็หายไป

ยามค่ำคืนในบริเวณสวนหน้าบ้านหลังหนึ่งหญิงชายวัยกลางคนกำลังนั่งสนทนากันด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อย ทันใดนั้นเกิดแสงสว่างปรากฏเจิดจ้าขึ้นภายในมุมหนึ่งของสวนตามด้วยเสียงเรียกแม่มะลิจ๋าดังขึ้น บุคคลทั้งสองหันไปตามเสียงเรียกคุ้นเคยดวงตาสองคู่เบิกตากว้างพร้อมสาวเท้าไปจุดที่มีร่างของเด็กสาวปรากฏตัว

“แก้ว…แก้วลูกรักของแม่มาหาแม่แล้ว” หญิงวัยสวมกอดถ่ายทอดความรักทั้งหมดที่มีให้แก่หญิงสาวตรงหน้าหยดน้ำตาล่วงเปียกชื้นพวงแก้มพร้อมเสียงสะอื้นแทบขาดใจ

“แม่จ๋า…แก้วมาลา…ฮึก…ฮึก…แก้วขอโทษแก้วยังไม่ได้ทดแทนคุณไม่ได้ช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ก็ต้องจากแม่ไปซะแล้ว แก้วอกตัญญูแล้วแม่จ๋า…ฮึก…ฮือ…แก้วรักแม่มากนะคะ” แก้วปล่อยโฮแทบพลางกอดแม่มะลิไว้แน่น

“อย่าพูดแบบนั้นลูก แม่ก็รักหนูมากเหลือเกินลูก หนูไม่ต้องห่วงทางนี้นะลูก แม่ละน้องๆ สบายดีอย่าทุกข์ใจอย่ากังวล ทุกอย่างล้วนถูกโชคชะตากำหนด แก้วจำไว้นะลูก ไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ไหน แม่ขอให้แก้วจงยึดมั่นกระทำความดีๆ จะคุ้มครองหนูจากอันตรายทั้งปวงนะลูก”

“คุณลุง…แก้วขอโทษที่ไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้…ฮืออ…ลุงเปรียบเสมือนพ่อของแก้ว แก้วรักคุณลุงนะคะ” แก้วหันหน้าไปมองผู้มีพระคุณทั้งเปรียบเสมือนบิดาพลางสะอื้น

“ไม่เป็นไรลูก ลุงก็รักหนูเหมือนลูกสาว หนูไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ลุงจะดูแลแม่และน้องๆ ของหนูเองลูก” ชายกลางคนให้สัญญากับเด็กสาวตรงหน้าอย่างหนักแน่นเป็นดั่งคำมั่นสัญญา

“นางหนูได้เวลากลับแล้ว” เสียงชายชราเอ่ยเตือนเมื่อเลยเวลามามากพอสมควร

“แก้วของแม่ๆ ดีใจที่ได้พบหนูอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แม่ขออวยพรให้หนูพบเจอแต่สิ่งดีๆ ดูแลรักษาตัวเองให้ดีนะลูก แม่รักแก้วนะลูก”

“ขอให้พระคุ้มครองหนูนะลูก” ชายกลางคนเอ่ยจบทั้งสามต่างสวมกอดกันแน่นเป็นครั้งสุดท้ายส่งยิ้มอบอุ่นให้กัน แสงสว่างเจิดจ้าเกิดขึ้นอีกรอบก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมคำพูดสุดท้าย “แก้วรักแม่และคุณลุงนะคะ”

“ได้เวลาที่เจ้าไปต้องแล้วร่างของเจ้าในภพนั้นกำลังจะตาย ที่นั่นยังมีคนที่รอเจ้าอยู่”

“ข้าจะให้พรเจ้า 3 ข้อ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ข้าทำให้ดวงจิตของเจ้าหลงไปอีกพบหนึ่งก็แล้วกัน แต่ว่าอะไรดีละ อืม…เอาแบบนี้ละกัน ข้อที่ 1 ข้าจะให้เจ้าจดจำสิ่งต่างๆ ในภพที่เจ้าจากมาเพื่อให้ใช้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ข้อ 2 ข้าจะให้เจ้ามีกลิ่นกายหอมดั่งดอกโม่ลี่ ข้อ 3 ร่างกายของเจ้าสามารถต้านพิษและเลือดของเจ้าสามารถแก้พิษได้ทุกชนิดไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด”

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านเทพ” หญิงสาวย่อกายทำความเคารพชายชราด้านหน้า เทพแห่งชะตาก็สะบัดมืออีกครั้งร่างหญิงสาวตรงหน้าก็กลายเป็นควันสีขาวจางหายไป

“โชคชะตาของแต่ละบุคคลล้วนเกิดจากชะตากำหนดเพียง 3 ส่วน และอีก 7 ส่วนล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง ขอให้เจ้าโชคดีสาวน้อย” ชายชราลูบเคราอย่างพึงพอใจก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 2

บทที่2

“อะ…โอ๊ย…” แก้วกัดฟันข่มความเจ็บเมื่อจู่ๆ รู้สึกปวดหัวภาพต่างๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำของใครบางคนที่หน้าตาเหมือนนางราวกับฝาแฝดเรื่องราวต่างๆ ถูกเรียบเรียงขึ้นในความทรงจำความเจ็บปวดเกิดเพียงครู่ก็สงบลงพร้อมกับสรุปง่ายๆ คือร่างนี้ชื่อโม่ลี่เป็นกำพร้าเดินทางร่อนเร่ไปทั่วระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาจนสลบไป

หลังจากได้สตินางขมวดคิ้วมองภาพตรงที่ไม่คุ้นตาภาพในห้องมีสภาพเก่าบรรยากาศมีกลิ่นอายโบราณเหมือนหนังจีนกำลังภายในที่เคยดูผ่านตามาบ้างในโทรทัศน์กลางห้องมีโต๊ะและกาน้ำชาทั้งยังมีควันลอยออกมาให้รู้ว่าเพิ่งมีผู้นำมาวางไว้ยังไม่ทันที่นางจะสำรวจโดยรอบให้ละเอียดก็มีเสียงเปิดประตูเข้าเสียก่อน

“ตื่นแล้วหรือแม่นาง ดื่มน้ำเสียก่อนค่อยๆ ดื่มระวังสำลัก” หญิงชราเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงยื่นน้ำชาในมือพลางประคองเด็กสาวให้นั่งขึ้นอย่างอ่อนโยน แก้วขมวดคิ้วเป็นปมหญิงชราคุยกับนางเป็นภาษาจีนโบราณแล้วเหตุใดเธอถึงฟังรู้เรื่องราวกับเจ้าของภาษา

“ทะ…ที่นี่ที่ไหนหรือคะ” แก้วเอ่ยถามแต่ก็ต้องชะงักด้วยภาษาที่นางใช้เป็นภาษาไทยแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นภาษาจีนเช่นเดียวกับหญิงชราตรงหน้าเมื่อคิดได้ดังนั้นเธอคงต้องปรับเปลี่ยนการพูดเสียใหม่

“บ้านข้าเอง…สามีข้าออกไปล่าสัตว์พบเจ้านอนไม่ได้สติอยู่ตรงชายป่าเจ้ามีบาดแผลอยู่มิน้อยยิ่งตรงศีรษะหนักเอาการ ทั้งเจ้ายังหมดสติด้วยพิษไข้ถึง 3 วันเชียว ยังดีที่สามีข้าพอมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง”

“ขอบพระคุณท่านตาท่านยายมากเจ้าคะ บุญคุณครั้งนี้ชั่วชีวิตนี้ข้าก็มิสามารถตอบแทนได้หมด” แก้วพยายามลุกขึ้นคำนับท่านยายตรงหน้าอย่างทุลักทุเลจนหญิงชราต้องห้ามเอาไว้ด้วยกลัวว่าจะกระทบกระเทือนบาดแผล

“เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลใดรึ เหตุใดถึงบาดเจ็บเยี่ยงนี้” หญิงชราเอ่ยถามด้วยสงสัยหากเดาไม่ผิดนางคงเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เป็นแน่

หญิงสาวตรงหน้านี้ดูแล้วน่าจะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เป็นแน่ คาดว่าคงยังมิได้เข้าพิธีปักปิ่นผิวพรรณรึก็ขาวดั่งหยก ใบหน้างดงามราวเทพเซียนเห็นครั้งแรกนางถึงกับตื่นตะลึงกับความตรงหน้าแม้ใบหน้านั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตกระทั่งกลิ่นกายนางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จนน่าแปลกใจ นางมิได้พกถุงหอมข้างกายแล้วกลิ่นหอมนี้มาจากที่ใดกันหากไม่ใช่กลิ่นกายจากตัวแม่นางน้อยตรงหน้า

“คะ…คือ…ขออภัยท่านยายเจ้าค่ะ ข้าเป็นกำพร้าไม่มีพ่อแม่ ข้าเดินทางร่อนเร่ไปทั่วระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาเจ้าค่ะ”แก้วตอบตามความจริงของเจ้าของร่างนี้คนเก่า

“เฮ้อ…หากเป็นเช่นนั้นก็น่าสงสารยิ่ง เจ้ามาอยู่กับข้าไปดีหรือไม่ เจ้าเป็นสตรีจะออกเดินทางเร่ร่อนคงไม่ดีนัก ข้าอยู่กันเพียงสองคนตายายมิมีลูกหลานที่ไหน มีเจ้ามาอยู่ด้วยก็ดีไม่น้อยเจ้ารังเกียจรึไม่ที่นี่เป็นกระท่อมเล็กๆ ทั้งยากจน”

“ขอบพระคุณท่านยายเจ้าค่ะ” แก้วยิ้มยินดี

“แล้วเจ้ามีนามว่ากระไร กี่หนาวแล้วรึ”

“ข้ามีนามว่าโม่ลี่ไม่มีแซ่อายุ 21 หนาวเจ้าค่ะ” แก้วตอบหญิงชราตรงหน้า

“จริงรึเหตุใดเจ้าจึงดูราวกับหญิงสาวราวสิบสามหนาวที่ยังมิได้ปักปิ่น” คำตอบสร้างความแปลกใจให้กับหญิงชรามากด้วยจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์ราวกับเด็กสาวก็ไม่ปาน

“บาดแผลตามตัวเจ้ากับที่ศีรษะอีก 7 วันน่าจะดีขึ้น ช่วงนี้เจ้าก็พักผ่อนให้มาก ข้าจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เจ้ายามเฉิน (7.00-8.59 น.) กับยามอิ่ว (17.00-18.59 น.) ”

หลังจากสนทนาเพียงครู่หญิงชราก็ออกไปนำข้าวต้มกับยาบำรุงมาให้หญิงสาว เมื่อทานทุกอย่างจนหมดหญิงชราก็ให้เธอนอนพักผ่อนซึ่งเธอก็ไม่ขัดด้วยเริ่มรู้สึกง่วงจากฤทธิ์ยาและความอ่อนเพลียไม่นานเธอก็ผล่อยหลับไป

พรรคมังกรทมิฬ

“ยามนี้เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้าง” ชายหนุ่มรูปงามเหม่อมองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางนภา เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน

เจ็ดปีแล้วที่เขาฝันถึงสตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามราวเทพเซียนจำแลง ดวงตากลมดำกระจ่างใสดังแสงจันทร์พาหัวใจกระตุกสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กิริยาเรียบร้อยอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ แลน่าทะนุถนอม รอยยิ้มสดใส ไร้จริตมารยาดั่งสตรีทั่วไป ช่างเป็นความฝันที่ทำให้แปลกใจยิ่งตัวเขามิได้ชื่นชอบสตรีสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญใจแต่เหตุไฉนถึงได้ฝันถึงนาง

ทุกวันเขาเฝ้ารอให้ถึงยามค่ำคืนอย่างใจจดจ่อเพื่อจะได้ติดตามเรื่องราวของสตรีนางนั้นนางอาศัยอยู่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่กับมีเครื่องเรือนครบครันเป็นสัดส่วนอย่างประหลาด รุ่งเช้านางจะไปสำนักศึกษาเพื่อเล่าเรียนในห้องนั้นมีทั้งชายและหญิงน่าแปลกที่มิได้แยกชายหญิงออกจากกันตามธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่

ทุกวันนางจะออกไปสำนักศึกษาและเมื่อถึงยามเซิน (15.00-16.59 น.) นางก็ออกไปทำงานต่อจนถึงยามไฮ่ (21.00-22.59) ถึงจะได้กลับไปพักผ่อนบางครั้งนางดูเหนื่อยล้าแต่ใบหน้าก็ยังประดับไปด้วยรอยยิ้มสดใสที่สลักลึกตราตรึงใจก่อเกิดเป็นความรักไปโดยไม่รู้ตัว ยามนางมีความสุขเขาก็มีความสุขกับนางด้วย แต่หากคราใดนางดูกังวลไม่สบายใจเขากลับรุ่มร้อนกังวลใจไปกับนาง

จ้าวหยางหลงมองบรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นช่างแตกต่างจากที่นี่ยิ่งนักตึกรามบ้านช่องดูสวยงามประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มีภัยสงคราม สตรีสวมใส่อาภรณ์ที่เผยให้เห็นถึงเนื้อหนังยิ่งกว่าหญิงคณิกาแต่แลดูเป็นเรื่องปกติ ชายหญิงไปมาหาสู่กันอย่างเปิดเผยยังดีที่นางมิได้ใส่อาภรณ์เปิดเผยนักเพียงแค่เห็นท่อนแขนนวลเนียนไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเยี่ยงสตรีนางอื่นแต่กระนั้นก็ยังขัดใจเขาอยู่ดี

แต่ครั้งนี้แตกต่างกันไปจากทุกครั้ง ภาพสุดท้ายที่เห็นในฝันนั้นทำหัวใจเขาแทบหยุดเต้นเป็นห่วงนางยิ่งเขาทำได้แค่เพียงพยายามไขว่คว้านางไว้แต่ไม่สามารถช่วยเหลือนางได้เลย เขาเห็นพาหนะที่นางนั่งตกลงในไปในเหวยามนั้นใบหน้าคุ้นเคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรอยเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วตามใบหน้าและร่างกาย นางพึมพำบางอย่างก่อนที่ดวงตาจะปิดสนิทจนเขาสะดุดตื่นสุดตัว

“หากชาตินี้มีวาสนาต่อกันไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดก็ขอให้ข้าได้พบเจ้า เมื่อพบพานข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด ข้าจ้าวหยางหลงขอให้ฟ้าดินเป็นพยาน” สิ้นคำเกิดเสียงฟ้าคำรามดังลั่นกึกก้องไปทั่วท้องนภาเป็นดั่งคำตอบรับของชายหนุ่มรูปงาม

“ด้ายแดงที่เคยตัดขาดบัดนี้ได้บรรจบ ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งคู่มีความสุข” เทพแห่งชะตาเพ่งมองด้านล่างและเอ่ยออกมาเบาๆ

หลังจากผ่านไป 1 อาทิตย์ร่างกายของโม่ลี่ก็หายเป็นปกตินางก็สอบถามถึงเรื่องราวของยุคนี้รวมถึงแคว้นต่างๆ ความเป็นอยู่ของทุกคนที่นี่ หมู่บ้านอวี้ฟงที่นางอาศัยอยู่แห่งนี้ไกลจากเมืองหลวงของแคว้นเฟิงพอสมควร ทุกคนประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ทุกเดือนจะมีรถม้ามาจากเมืองหลวงหรือหมู่บ้านใกล้เคียงมารับซื้อสรุปจับใจความได้คือทั้งเมือง และแคว้นไม่มีปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์น่าจะเป็นยุคสมัย 1,000 ปีก่อนจะเกิดราชวงศ์เซี่ยซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของประเทศจีน

ตอนนี้ก็มาช่วยท่านตาท่านยายทำงานเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั่งคุยกับท่านยายไม่นานท่านตาก็กลับมาจากบนเขาพลางสบตาท่านยาย

“น้ำเจ้าค่ะท่านตา” โม่ลี่เห็นท่านตากลับมาเหนื่อยๆ จึงนำน้ำชามาให้

“ขอบใจเจ้ามาก” ชายชรายิ้มรับก่อนจะหันมาสบตากับหญิงชราอีกครั้ง

“ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นกำพร้าสตรีตัวคนเดียวมิควรเดินทางร่อนเร่ไปทั่ว ข้ากับภรรยายังมิมีบุตรหลานจึงปรึกษากันว่าจะรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม เจ้าคิดเห็นเช่นไรสุดแล้วแต่เจ้าตัดสินใจเอาเถิด” สองสามีภรรยามองมาที่หญิงสาวตรงหน้าอย่างรอคอยคำตอบ

โม่ลี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจท่านทั้งสองให้ความเมตตาเอ็นดูพลางให้คิดถึงแม่มะลิและลุงฮัวยิ่ง ทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของนางจึงตอบอย่างไม่ลังเล

“ข้าโม่ลี่ขอคารวะท่านตาท่านยายบุญธรรมเจ้าค่ะ” โม่ลี่พร้อมคุกเข่าคำนับทั้งสอง

“ดีๆ ดียิ่ง เจ้าเป็นหลานขอตาแล้วก็ใช้แซ่จางดีหรือไม่ จางโม่ลี่” ท่านตาเอ่ยอย่างดีใจ

“แล้วแต่ท่านตาเห็นสมควรเจ้าค่ะ” โม่ลี่ยิ้มหวานเต็มใบหน้าทำให้ทั้งสองตะลึง

“มา…มาให้ยายกอดทีสิหลานรักของยาย” เจียวฉือโบกมือเรียกให้หญิงสาวเข้ามาใกล้ก่อนจะกอดนางไว้แนบอกทั้งสองกอดกันอยู่สักพักโดยไม่สังเกตเห็นสีหน้าของชายชราที่จ้องมาทางหญิงสาวพลางครุ่นคิดบางอย่าง

ข้าจะทำเช่นไรดีหลานสาวข้างดงามราวเทพเซียนเช่นนี้หากบุรุษคนใดได้พบเห็นคงมิแคล้วหลงใหลนางจนอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นแน่ ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว“ข้าจะต้องปกป้องหลานสาวจากบุรุษน่าตายพวกนั้นให้ได้”ท่านตาคิดอย่างหมายมาด

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 3

บทที่3

2 เดือนผ่านไปนางก็สามารถปรับตัวให้ชินกับยุคสมัยนี้ได้มาก ท่านยายทำหน้าที่สอนงานเย็บปัก และขนบธรรมเนียมต่างๆ ให้นางได้รับรู้ ซึ่งนางก็ทำจดจำได้เร็วเพราะด้วยนางทำเป็นประจำอยู่แล้วในยุคก่อน ยกเว้นเพียงวาดภาพ ดนตรี หมาก กาพย์กลอนเท่านั้นที่ท่านยายมิได้สอนด้วยเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นจะจ้างอาจารย์มาสอนหลานสาวก็หาได้มีทรัพย์มากมายได้แต่นึกเสียดาย นางจึงได้บอกท่านยายว่ามิต้องห่วงด้านภาพวาด ดนตรี หมากนางพอมีความสามารถอยู่บ้างมิต้องเป็นห่วง

แต่ที่นางหนักใจคือธรรมเนียมปฏิบัติข้อห้ามมากมายก็ยิ่งนึกเห็นใจสตรียุคนี้ สตรีไม่มีบทบาทนอกเสียจากให้กำเนิดบุตร ทั้งคำสอนสามเชื่อฟังสี่คุณธรรม ถ้าหากสามีให้ทำสิ่งไม่ดีเล่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบแทนพวกนางกันหากถูกจับได้ เฮ้อ…ไหนจะคำที่ว่า สตรีมิควรเก่งเกินบุรุษเพราะจะถูกมองไม่ดีในสังคม ห้ามสยายผมต่อหน้าบุรุษที่มิใช่สามี ห้ามเปลือยเท้าให้บุรุษเห็น ช่างขาดอิสระทางความคิดและการกระทำอย่างสิ้นเชิง

ยามรุ่งโม่ลี่ตื่นแต่เช้าปัดกวาดห้องนอนรวมถึงบริเวณรอบกระท่อม โดยวันนี้นางขอเป็นผู้ลงทำอาหารให้ท่านตาท่านยายได้ลองชิมโม่ลี่เดินมายังห้องครัวสายตาสอดส่ายหาวัตถุดิบรวมทั้งอุปกรณ์ทำครัวก่อนจะเห็นเนื้อไก่ เนื้อหมูพืชผักผลไม้และสมุนไพรที่คุ้นเคยจึงเร่งมือทำก่อนถึงมื้อเช้ายามเฉิน (07.00-8.59 น.)

“ลี่เอ๋อร์อาหารของเจ้าหน้าตาน่าทานนักทั้งกลิ่นยังหอม ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” ท่านยายเจียวฉือเป็นผู้ถามหลังจากทั้งสามนั่งเรียบร้อยแล้วมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า

“อันนี้ผัดผักสามรส ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง และต้มยำไก่น้ำใสเจ้าค่ะ” โม่ลี่บอกชื่ออาหารแต่ละอย่างให้ทั้งสองได้ฟัง

“ท่านตาท่านยายลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่ หลานยังทำขนมหวานไว้ด้วยนะเจ้าคะ” โม่ลี่ชักชวนทั้งสองลิ้มลองรสชาติอาหาร

“อร่อยมาก ยายชอบต้มยำไก่รสชาติเปรี้ยวเผ็ดเค็มกำลังดีเชียว”

“ไข่ตุ๋นนุ่มละมุนลิ้น ผัดผักสามรสเปรี้ยวหวานรสชาติดียิ่งนัก” ท่านตาเอ่ยชมด้วยความอร่อยไม่นานอาหารเช้าก็หมดลง โม่ลี่จึงยกของหวานขึ้นโต๊ะ

“อันนี้เรียกว่ามันต้มขิง มีประโยชน์ยิ่งนักช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ทั้งยังช่วยให้ร่างกายอบอุ่นหลานเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นจึงทำให้ท่านตาท่านยายทานเจ้าค่ะ”

“ขอบใจเจ้ามากลี่เอ๋อร์ ข้าเพิ่งรู้ว่ามันนำมาทำขนมได้นอกจากเผาไฟไว้ทานอย่างเดียว” ทั้งสองทานขนมหวานตรงหน้าหลังจากทานไปแล้วร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างที่หลานสาวบอกไม่มีผิด

“รสชาติหวานกำลังดี ได้กลิ่นหอมของขิงช่วยให้จมูกโล่งยิ่งนัก” ท่านตาเป็นผู้กล่าว

หลังจากทานข้าวเรียบร้อยนางก็ออกมาเดินย่อยอาหารรอบกระท่อมที่พักพลางมองท้องฟ้าที่มิค่อยมีแดดนักเนื่องด้วยเริ่มเข้าสู่ฤดูตงเทียน (หนาว) ระหว่างนี้คงต้องเก็บตุนเสบียงอาหารไว้บ้างแล้ว นางขบคิดวิธีแปรรูปและถนอมอาหารไว้เพื่อมิให้เน่าเสียได้ง่ายนางคงต้องรีบปรึกษาท่านตาท่านยายเสียก่อนที่จะฤดูหนาวจะมาถึงในไม่ช้า

“ท่านตาท่านยายเจ้า ลี่เอ๋อร์มีเรื่องจะปรึกษาเจ้าค่ะ”

“เจ้าจะปรึกษาอันใดตากับยายรึ”ทั้งสองตั้งใจฟัง

“ลี่เอ๋อร์เห็นว่าอีกไม่หนาวจะเข้าฤดูหนาว หลานคิดว่าเราคงต้องเตรียมกักตุนเสบียงอาหารไว้เจ้าค่ะ”

“อืม…ตาก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ตาจะเข้าไปซื้อข้าวสารกักตุนไว้” ชายชราครุ่นคิด

“ท่านตาหลานอยากได้เกลือและน้ำตาลกรวดเพิ่มเจ้าค่ะ”

“ตาจะหาซื้อให้แต่เจ้าจะเอาไปทำอันใดรึลี่เอ๋อร์” ชายชราถามอย่างสงสัย

“หลานจะนำมาทำผลไม้หมักดองเอาไว้ทานในช่วงฤดูหนาวเจ้าค่ะ ทำให้ผลไม้อยู่ได้นานขึ้น”

“โอ้!!!…ดีๆ มากๆหากเป็นเช่นนั้นช่วงหน้าหนาวคงไม่ลำบากมากนัก”

“งั้นในวันนี้ลี่เอ๋อร์จะนำปลา เนื้อสัตว์มาตากแห้งไว้เป็นเสบียงนะเจ้าคะท่านตาท่านยาย”

“ตามใจเจ้าเถอะหลานรัก ให้ยายช่วยอันใดได้ก็บอกนะ หากเหนื่อยก็พักอย่าได้ฝืนเดี๋ยวจะเจ็บป่วยเอาได้ ยายจะเย็บเสื้อกันหนาวให้เจ้าไว้ใส่เสียหน่อย” หญิงชราเอ่ยอยากใจดีพลางลูบศีรษะอย่างเอ็นดู

“ขอบคุณท่านยายเจ้าค่ะ” โม่ลี่ยิ้มออดอ้อนซุกโอบเอวท่านยายเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูทั้งสองได้ดี

หลังสนทนากันเรียบร้อยนางก็เดินมาที่ห้องครัวเพื่อลงมือทำความสะอาดปลาและเนื้อสัตว์ทั้งหมดแล้วนำมาตากแห้งบ้างรมควันบ้างจนเสร็จก็เข้ายามเซิน (15.00-16.59 น.) แล้วจึงรีบทำอาหารเย็นไว้ให้ท่านตาท่านยาย

ฤดูหนาวปีนี้ความเป็นอยู่ของสองตายายดีกว่าทุกๆ ปีด้วยเสบียงอาหารมีอยู่อย่างเพียงพอมิได้ขาดแคลนเหมือนแต่ก่อน ทุกวันก็จะมีหลานสาวคอยเอาอกเอาใจปรนนิบัติอยู่ไม่ห่างทั้งบีบนวดออดอ้อนคอยทำอาหารแปลกใหม่ให้ทานอยู่เสมอสร้างความสุขให้สองตายายไม่น้อยจวบจนเข้าฤดูชิวเทียน (ใบไม้ร่วง) อากาศเริ่มอุ่นขึ้นทั้งสามยังคงดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางความสุขและชีวิตที่เรียบง่าย

“ท่านตาวันนี้เข้าไปที่หมู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ”

“ใช่วันนี้ตาจะนำปลาไปขายสายๆ ถึงจะกลับ เจ้ามีอะไรหรือ”

“หลานอยากไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ” โม่ลี่ถามอย่างตื่นเต้นด้วยยังไม่เคยเห็นบรรยากาศภายนอกโดยไม่สังเกตเห็นความหนักใจของชายชราตรงหน้าที่เหลือบมองไปทางภรรยาอย่างขอความเห็น

“ท่านพี่พานางไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดีเจ้าค่ะ แต่ลี่เอ๋อร์เจ้าต้องสวมผ้าคลุมปิดหน้าห้ามเปิดเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่ มิเช่นนั้นยายจะไม่อนุญาตให้เจ้าไปเที่ยวเล่นเป็นแน่” เจียวฉือตอบสามีก่อนจะหันไปบอกกล่าวกับหลานสาว

“เจ้าค่ะท่านยาย หลานกับท่านตาจะรีบกลับ แล้วจะซื้อของอร่อยๆ มาฝากนะเจ้าคะ” โม่ลี่ยิ้มดีใจ

“มิต้องซื้อมาหรอกลี่เอ๋อร์สิ้นเปลืองเสียเปล่า และของที่ว่าอร่อยยังสู้ฝีมือเจ้ามิได้เลยแม้แต่น้อย”ท่านยายเย้า

“ท่านยายล้อลี่เอ๋อร์เล่นแล้ว งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ลี่เอ๋อร์จะทำของอร่อยให้ท่านทานนะเจ้าคะ” โม่ลี่ยิ้มออดอ้อนพลางเดินเข้าไปกอดก่อนจะหอมแก้มท่านยายอย่างเอาใจ

“แนะ…เจ้าหลานคนนี้ รีบไปเถอะเดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อน” เจียวฉือหยิกแก้มนวลอย่างหยอกเย้าพลางหันไปหยิบผ้าคลุมหน้าสวมใส่ให้หลานสาวตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าผูกไว้แน่นหนาก่อนจะปล่อยทั้งสองตาหลานไปตลาดในหมู่บ้าน

หลังจากตั้งร้านเสร็จนางเอ่ยขออนุญาตท่านตาไปเดินดูสินค้าในหมู่บ้าน ที่แห่งนี้ถือว่ามีขนาดกลางผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันไม่น้อย ท่ามกลางผู้คนมีสายตาบุรุษมากมายเมียงมองอย่างใคร่รู้ใคร่สงสัยเพราะมิเคยพบสตรีนางนี้มาก่อนและใบหน้าที่ปกปิดด้วยผ้าขาวก็มิอาจบดบังความงามที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งผิวพรรณที่ขาวราวหยกนั้นแตกต่างจากลูกชาวบ้านธรรมดาและดวงตาสวยคู่นั้นที่เผลอไปสบกลับทำให้บุรุษน้อยใหญ่พากันหลงใหลโดยที่เจ้าตัวมิรู้เรื่องราวอันใด

“หลี่เจี้ยนแม่นางนั้นเป็นอะไรกับเจ้ารึ” พ่อค้าแผงด้านข้างเอ่ยถามขึ้นด้วยรู้จักกับหลี่เจี้ยนมานานทั้งสองผัวเมียไม่มีบุตรหลานแล้วแม่นางคนนั้นคือใครกัน

“นางเป็นหลานบุญธรรมข้าเอง” หลี่เจี้ยนตอบ

“แล้วแม่นางเป็นใครมาจากไหนกัน เหตุใดเจ้าถึงรับนางเป็นหลานบุญธรรม”

“นางเป็นกำพร้าร่อนเร่ไปทั่วข้าไปพบนางบาดเจ็บที่ชายป่าจึงรับนางไว้ ทั้งข้าและภรรยาไม่มีบุญหลานจึงเอ็นดูนางยิ่งนัก” หลี่เจี้ยนเอ่ยพลางมองไปที่หลานสาวที่เดินดูนั่นดูนี่ไปตลอดทางด้วยความเอ็นดู

“เป็นเช่นนี้เอง”พ่อค้าข้างแผงเอ่ย

“ฮึ่ม…เจ้าพวกน่าตาย” หลี่เจี้ยนเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยวเมื่อหันไปมองหลานสาวที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเป็นที่สนใจของบุรุษไม่น้อยแต่จำใจต้องปล่อยหลานสาวเที่ยวเล่นบ้าง โดยเขาคอยจับตาดูอยู่ห่างๆ“ขนาดปกปิดใบหน้ายังมิวายมีบุรุษลอบมอง”หลี่เจี้ยนคิดในใจ

นางเดินชมตลาดในหมู่บ้านอย่างเพลิดเพลินมิได้สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าตอนนี้มีบุรุษไม่น้อยมองมาด้วยความสนใจทั้งบ้างคนยังส่งสายตาเชื่อมหวานมาให้

“โอ๊ะ!!…ขออภัยเจ้าค่ะ” โม่ลี่กล่าวขอโทษบุคคลตรงหน้าด้วยมิทันได้มองให้ดีก็ชนเข้ากับแผ่นหลังของบุรุษรูปร่างองอาจสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม นางก้าวถอยหลังอย่างเสียการทรงตัวแต่ก่อนที่นางจะนั่งจุกอยู่บนพื้นบุรุษหนุ่มกับวาดแขนโอบประคองนางไว้จนได้กลิ่นกายสาวหอมอ่อนๆ แตะจมูก

นิยายแนะนำยอดฮิต