ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

พ่อเพื่อนหนูขอจอง

บทที่ 1

"ริน แกดูตรงนี้สิ ฉันว่าสเปซตรงโถงกลางมันยังดูแคบไปหน่อยนะ ถ้าเราปรับระยะร่นตรงนี้เข้ามาอีกนิด มันน่าจะทำให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้เยอะกว่านี้ปะ"

เสียงเจื้อยแจ้วของ 'พริมา' ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง หญิงสาววัยยี่สิบสองปีชี้มือไปยังหน้าจอแล็ปท็อปที่แสดงภาพโมเดลสามมิติของโปรเจกต์จบที่พวกเธอปั่นกันมาหลายคืนติด

"พริม แต่ถ้าเราขยับตรงนั้น มันจะไปกินพื้นที่ของโครงสร้างหลักนะ แกอย่าลืมสิว่าอาจารย์ย้ำนักย้ำหนาเรื่องการกระจายน้ำหนัก ถ้าแก้ตอนนี้เราต้องรื้อแปลนชั้นสองใหม่หมดเลยนะ" 'รินลดา' แย้งขึ้นเบาๆ มือบางขยับเมาส์คลิกดูรายละเอียดของโครงสร้างอย่างระมัดระวัง

รินลดาในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวที่ยาวคลุมต้นขาและกางเกงขาสั้นกุดซ่อนอยู่ด้านใน นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนหนา เธอชินกับการมาค้างค้างคืนที่นี่เพราะพริมามักจะอ้อนให้มาอยู่เป็นเพื่อนเสมอ โดยอ้างว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงา ทั้งที่ความจริงเพนต์เฮาส์แห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ 'คุณอา' ผู้ทรงอิทธิพลของเพื่อนสนิทต่างหาก

"โอ๊ยยยย ไม่อยากแก้อะไรแล้ว! หัวจะปวด!" พริมาทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพรมอย่างหมดสภาพ "ทำไมคณะสถาปัตย์มันเรียนหนักหนาสาหัสขนาดนี้เนี่ย รู้งี้ฉันไปเรียนบริหารแบบที่อาคิมบอกตั้งแต่แรกก็ดีหรอก"

แค่ได้ยินชื่อ 'อาคิม' หัวใจของรินลดาก็กระตุกวูบเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ

"แกก็บ่นแบบนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วไหมพริม สุดท้ายแกก็เรียนมาจนถึงปีสี่จนได้นี่ไง" รินลดาฝืนยิ้ม พยายามซ่อนแววตาประหม่าเมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาคมคายและแววตาดุดันของผู้ชายคนนั้น... ผู้ชายที่เธอแอบซ่อนความรู้สึกที่มีต่อเขาไว้ในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจ

"ก็มันเหนื่อยนี่นา..." พริมาบ่นงุบงิบ "นี่ถ้าอาคิมกลับมาเห็นสภาพโปรเจกต์ของเรานะ มีหวังโดนสับเละแน่ๆ แกก็รู้ว่าอาคิมน่ะเจ้าระเบียบแถมยังเนี้ยบสุดๆ ซีอีโอบริษัทสถาปนิกอันดับต้นๆ ของประเทศเชียวนะ มาตรฐานเขาสูงทะลุเพดานไปแล้ว!"

"ถ้าแกกลัวโดนคุณอาว่า แกก็ลุกขึ้นมาช่วยฉันแก้ดีเทลตรงนี้ก่อนสิพริม เร็วเข้า" รินลดาเร่งเร้า แต่ในใจกลับแอบหวาดหวั่นไม่แพ้เพื่อน เธอเป็นแค่เด็กกะโปโลธรรมดาๆ ที่บังเอิญได้มาเป็นเพื่อนสนิทกับหลานสาวมหาเศรษฐี ทุกครั้งที่เจอเขา เธอต้องคอยทำตัวลีบเล็ก เจียมเนื้อเจียมตัว และพยายามไม่ทำตัวให้เป็นที่เกะกะสายตา

"รู้แล้วๆ ลุกเดี๋ยวนี้แหละค่าาา" พริมาลากเสียงยาวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ปรึกษากันต่อ เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้น

ติ๊ด... ติ๊ด... แกร๊ก!

เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทำเอาบรรยากาศในห้องนั่งเล่นเย็นยะเยือกขึ้นมาฉับพลัน รินลดารีบดึงชายเสื้อยืดของตัวเองให้เลื่อนลงมาปิดหน้าขาด้วยสัญชาตญาณ ขณะที่พริมานั่งหลังตรงแหน่วราวกับทหารเกณฑ์รอรับการตรวจพล

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างดีก้าวเข้ามาในบริเวณห้องนั่งเล่น 'คิมหันต์' ในวัยสามสิบห้าปีดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ทว่าแววตาที่ทอดมองมานั้นกลับเย็นชาและดุดันจนคนถูกมองแทบหยุดหายใจ เนกไทถูกปลดให้คลายออกเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านวันทำงานที่ยาวนานมา

"ยังไม่นอนกันอีกเหรอพริมา รินลดา" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองกองกระดาษและเศษโมเดลที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น

"ยังค่ะอาคิม โปรเจกต์จบยังไม่ค่อยลงตัวเลย พริมกับรินกำลังช่วยกันแก้อยู่ค่ะ" พริมาตอบเสียงใส แม้จะเกร็งอยู่บ้างแต่เธอก็ชินกับความดุของอาตัวเองแล้ว

คิมหันต์ปลดกระดุมเสื้อสูทออกแล้วพาดมันไว้บนพนักโซฟา ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของรินลดา หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววูดดี้ผสมซิตรัสลอยมาเตะจมูก กลิ่นของความหรูหราและอำนาจที่ทำให้เธอใจสั่นทุกครั้งที่ได้กลิ่น

"ไหน ขอฉันดูหน่อย" เขาสั่งสั้นๆ

รินลดามือสั่นเล็กน้อยขณะขยับตัวหลีกทางให้เขาดูหน้าจอได้ชัดเจนขึ้น ทว่าด้วยความที่เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น และเขายืนค้ำอยู่ด้านหลัง ทำให้มุมมองของเขาสามารถมองลงมาเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายดาย

"นี่คือโครงสร้างที่พวกเธอคิดว่าดีที่สุดแล้วงั้นเหรอ?" คิมหันต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความตำหนิ "การวางคานรับน้ำหนักตรงนี้มันฝืนธรรมชาติของวัสดุเกินไป ถ้าสร้างจริงมันจะเกิดรอยร้าวที่ผนังได้ง่ายๆ พวกเธอเรียนมาสี่ปี พลาดเรื่องพื้นฐานแบบนี้ได้ยังไง?"

"เอ่อ... คือว่ารินเป็นคนออกแบบโครงสร้างส่วนนี้เองค่ะ" รินลดากลั้นใจตอบ เสียงของเธอสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ "รินคิดว่าถ้าเราใช้เหล็กรูปพรรณเสริมเข้าไป มันน่าจะ... น่าจะรับน้ำหนักได้เพียงพอค่ะ"

คิมหันต์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนลงมามองใบหน้าหวานที่กำลังก้มงุดด้วยความประหม่า ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะจงใจลากต่ำลงมา... หยุดอยู่ที่เรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายเสื้อยืดตัวโคร่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง

เสื้อยืดร่นขึ้นไปจนเห็นต้นขาด้านในวับๆ แวมๆ แม้รินลดาจะพยายามดึงมันลงมาแล้ว แต่มันก็ไม่อาจปกปิดความเปล่าเปลือยที่ยั่วยวนสายตาผู้ชายวัยฉกรรจ์ได้อย่างมิดชิด

"โครงสร้างที่ดูเหมือนจะแข็งแรง..." คิมหันต์พูดช้าๆ เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย แววตาที่เคยมองอย่างตำหนิเรื่องงานแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่อ่านไม่ออก "แต่ถ้าฐานไม่แน่นพอ... หรือปล่อยให้มีจุดอ่อนโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจนขนาดนี้... มันก็พังทลายลงมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน"

คำพูดที่เหมือนจะสอนเรื่องสถาปัตยกรรม แต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่เรียวขาของเธออย่างจาบจ้วง รินลดารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั้งร่าง เธอรีบขยับขาหนีบเข้าหากันแน่น ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

"อาคิมดุอีกแล้วอ่ะ! รินเขาอุตส่าห์ตั้งใจทำนะค๊าาา" พริมาโอดครวญขึ้นมาเพื่อช่วยเพื่อน โดยไม่ทันสังเกตเห็นกระแสความตึงเครียดแปลกๆ ระหว่างอาหนุ่มกับเพื่อนสนิท "เดี๋ยวพริมไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้อาคิมดื่มดับร้อนดีกว่า จะได้อารมณ์ดีขึ้น รอแป๊บนึงนะคะ!"

พูดจบพริมาก็ลุกพรวดพราดวิ่งหายเข้าไปในโซนห้องครัว ทิ้งให้รินลดาต้องเผชิญหน้ากับราชสีห์หนุ่มตามลำพัง

เมื่อหลานสาวลับสายตาไป บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งบีบคั้น รินลดาทำตัวไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้ามองมือตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นบนตัก

"คะ... คุณอาคะ ถ้าตรงนั้นมันไม่เวิร์ก เดี๋ยวรินจะลองคำนวณสัดส่วนใหม่ดูนะคะ" เธอพยายามทำลายความเงียบด้วยเรื่องงาน

แต่คิมหันต์กลับไม่ตอบรับเรื่องที่เธอพูด เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ เธอ การเคลื่อนไหวนั้นทำให้เขากับเธออยู่ในระดับสายตาเดียวกัน และใกล้ชิดกันมาก... มากจนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากเรือนกายใหญ่โตของเขา

"คุณอา..." รินลดาเรียกเขาสียงแผ่ว พยายามจะขยับถอยหลัง แต่มือหนากลับวางแหมะลงบนพนักพิงเก้าอี้ญี่ปุ่นที่เธอนั่งอยู่ กักขังเธอไว้ในวงแขนของเขาอย่างแนบเนียน

คิมหันต์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนรินลดาได้กลิ่นน้ำหอมและไอร้อนจากลมหายใจของเขา ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้าง เผลอจ้องมองริมฝีปากหยักลึกที่กำลังขยับพูดอย่างลืมตัว

"ฉันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องงานนะ รินลดา" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนให้ขนลุกซู่ "การแต่งตัวของเธอก็เหมือนกัน... ใส่เสื้อผ้าแบบนี้มานั่งขัดสมาธิต่อหน้าผู้ชาย มันไม่เรียบร้อย... หรือว่าจงใจอยากให้ฉันมอง?"

คำเตือนเรื่อง 'การแต่งตัว' ที่แฝงไปด้วยความนัยนั้นทำให้รินลดาหน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิด หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธออ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความอันตรายของคุณอาใจร้าย...

ตอน 2

บทที่ 2

กลางดึกสงัด... เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบาคือสิ่งเดียวที่ดังอยู่ในห้องนอนแขก รินลดาพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้างเป็นรอบที่ร้อยของคืนนี้ เธอข่มตาหลับไม่ลงเลยสักนิด

สัมผัสจากลมหายใจร้อนผ่าวและประโยคกระซิบที่แสนคุกคามของ 'คิมหันต์' ยังคงดังก้องอยู่ในหัว *'ใส่เสื้อผ้าแบบนี้มานั่งขัดสมาธิต่อหน้าผู้ชาย มันไม่เรียบร้อย... หรือว่าจงใจอยากให้ฉันมอง?'*

"บ้าจริง..." หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ยกมือขึ้นกุมแก้มที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่ไม่หาย เธอเป็นแค่เด็กในสายตาเขา เป็นเพื่อนของหลานสาวที่เขาคอยดุคอยเตือนมาตลอด แต่ทำไมแววตาของเขาตอนนั้นถึงได้ดู... หิวโหยและอันตรายขนาดนั้น

ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในช่องท้องทำให้เธออึดอัดจนต้องลุกขึ้นนั่ง รินลดาถอนหายใจยาว ตัดสินใจสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกจากเตียง เธอรู้สึกคอแห้งผาก บางทีการลงไปดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้วอาจจะช่วยดับความฟุ้งซ่านในใจได้บ้าง

เพนต์เฮาส์สองชั้นกว้างขวางถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงไฟสลัวจากทางเดินที่เปิดทิ้งไว้ รินลดาเดินเท้าเปล่าลงบันไดอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนใคร เธอเดินตรงไปยังโซนห้องครัว รินน้ำเย็นจัดใส่แก้วแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นห้อง หูของเธอก็แว่วได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากทิศทางของห้องทำงานของคิมหันต์ ซึ่งอยู่สุดโถงทางเดินชั้นล่าง

"อ๊ะ... คุณคิม... เบาหน่อยค่ะ..."

เสียงครางหวานหูที่พยายามกดให้เบาลง ทว่าในความเงียบสงัดของยามวิกาล มันกลับชัดเจนเจนจนรินลดาเบิกตากว้าง สองขาก้าวไม่ออกราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น

"เรียกชื่อฉัน... เรียกดังๆ เมธาวี" เสียงทุ้มต่ำที่เธอมักจะได้ยินแต่ความดุดันและเย็นชา บัดนี้กลับแหบพร่าและเต็มไปด้วยความปรารถนาอันดิบเถื่อน

รินลดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนที่ถูกเขากระซิบข้างหู ความอยากรู้อยากเห็นที่ผสมปนเปกับความรู้สึกบางอย่างที่เธอซ่อนไว้ผลักดันให้สองเท้าค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ นั้นอย่างเลื่อนลอย

ประตูไม้บานใหญ่ของห้องทำงานเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะลอดผ่านช่องว่างออกมา รินลดาขยับเข้าไปใกล้จนชิดขอบบานประตู มือบางเกาะขอบกำแพงไว้แน่นขณะที่ดวงตาสั่นระริกแอบมองผ่านช่องแคบๆ นั้น

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาลมหายใจของเธอสะดุดกึก!

บนโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ที่มักจะเต็มไปด้วยแบบแปลนและโมเดล บัดนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิรักที่เร่าร้อน 'เมธาวี' หญิงสาวสวยจัดที่มีสถานะเป็นคู่ควงของคิมหันต์ กำลังนอนเอนกายอยู่บนโต๊ะ ในสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปกองอยู่ที่เอว เรือนร่างเย้ายวนบิดเร่าไปมาตามแรงอารมณ์

และคนที่กำลังยืนแทรกอยู่ระหว่างเรียวขาสวยงามคู่นั้น... คือผู้ชายที่รินลดาแอบรักมาตลอด

คิมหันต์อยู่ในสภาพที่เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกปลดกระดุมออกจนหมด เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงามอย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวตามกรอบหน้าและลำคอแกร่ง ท่วงท่าการขยับสะโพกสอบเข้าหาหญิงสาวใต้ร่างนั้นช่างรุนแรง ดุดัน และไร้ซึ่งความอ่อนโยนใดๆ ทั้งสิ้น

"อ๊า! คุณคิม... เมย์เสียว... แรงอีกค่ะคุณคิม!" เมธาวีครางกระเส่า สองแขนเรียวเกี่ยวรัดลำคอหนาของคิมหันต์ไว้แน่น ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างสุขสม

"เธอชอบแบบนี้ไม่ใช่หรือไง..." คิมหันต์กระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ร้ายกาจแบบที่รินลดาไม่เคยเห็นมาก่อน เขากระแทกกระทั้นกายเข้าใส่อย่างไม่ปรานี จนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ตามแรงขยับ

"อื้อออ... คุณคิมขา... เมย์รักคุณ... เมย์อยากเป็นตัวจริงของคุณแล้วนะคะ" เมธาวีพยายามใช้ช่วงเวลาแห่งความลุ่มหลงนี้เรียกร้องสิ่งที่เธอต้องการมาตลอด

แต่แทนที่คิมหันต์จะตอบรับ เขากลับหยุดชะงักไปชั่ววินาที ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบชิดริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดของเธอ "อย่าพูดเรื่องไร้สาระตอนที่ฉันกำลังเอาเธอ เมย์... หน้าที่ของเธอคือครางให้ฉันฟังก็พอ"

ความเย็นชาที่แฝงอยู่ในความเร่าร้อนนั้นช่างย้อนแย้ง ทว่ามันกลับกระตุ้นอารมณ์เบื้องล่างของคนที่แอบดูอยู่นอกประตูอย่างรุนแรง

รินลดายืนตัวแข็งทื่อ สองมือบีบเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ภาพความดิบเถื่อนของผู้ชายที่ดูเนี้ยบและเจ้าระเบียบมาตลอดทำลายกำแพงความถูกต้องในใจเธอจนป่นปี้ ลมหายใจของเธอหอบถี่ขึ้น ร่างกายร้อนผ่าวไปทุกสัดส่วน โดยเฉพาะความรู้สึกเปียกชื้นที่ก่อตัวขึ้นใจกลางความเป็นหญิง... เธอเกิดอารมณ์กับภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้

"อ๊ะ... อ๊าาา! คุณคิม!" เสียงครางของเมธาวีดังขึ้นอีกระลอกเมื่อคิมหันต์เร่งจังหวะการถาโถมเข้าใส่

รินลดาหน้าแดงจัดจนแทบจะคั้นน้ำได้ เธอรู้สึกละอายใจอย่างรุนแรงที่ตัวเองดันมายืนดูเรื่องพรรค์นี้ แถมร่างกายยังทรยศด้วยการตอบสนองต่อภาพความแข็งแกร่งของคุณอาอย่างน่าไม่อาย เธอต้องออกไปจากตรงนี้... ต้องหนีไปให้พ้นก่อนที่เธอจะสติแตกไปมากกว่านี้!

หญิงสาวตัดสินใจก้าวถอยหลังอย่างเร่งรีบ ทว่าด้วยความลุกลี้ลุกลนและขาที่สั่นเทา ทำให้เธอเสียการทรงตัว เท้าข้างหนึ่งสะดุดเข้ากับขาตั้งโต๊ะวางแจกันเล็กๆ ประดับโถงทางเดิน

เคร้ง!!

แจกันใบสวยหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เสียงแตกของเซรามิกดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณโถงทางเดินที่เงียบสงัด

รินลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น

ภายในห้องทำงาน เสียงครางของเมธาวีหยุดชะงักลงทันที ท่วงท่าการร่วมรักที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดชะงักงัน

รินลดาทนดูต่อไม่ไหวจนถอยหลังไปชนแจกันเล็กๆ เกิดเสียงดัง คิมหันต์หยุดชะงักและหันขวับมาทางประตู!

ตอน 3

บทที่ 3

รินลดาไม่รอดูว่าเจ้าของห้องทำงานจะเปิดประตูออกมาหรือไม่ วินาทีที่แจกันเซรามิกตกแตกกระจายเต็มพื้น สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็สั่งให้เธอหมุนตัวและออกวิ่งสุดฝีเท้า หญิงสาววิ่งเขย่งปลายเท้าเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ลัดเลาะผ่านโถงทางเดินอันมืดมิด กลับเข้าไปในห้องนอนของพริมาแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

แผ่นหลังบางพิงแนบกับบานประตู ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวเร็วราวกับกลองรบจนรู้สึกเจ็บหน้าอก หญิงสาวยกมือขึ้นทาบแก้มตัวเองและพบว่ามันร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก ภาพความดิบเถื่อนและเสียงครางกระเส่าของเมธาวียังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัว ยิ่งไปกว่านั้น... ภาพมัดกล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยเหงื่อชื้นของคุณอาคิมหันต์ยามที่เขากระแทกกระทั้นอย่างเอาแต่ใจ มันกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างในช่องท้องของเธอให้ปั่นป่วนจนต้องหนีบเรียวขาเข้าหากันแน่น

"เขาคงไม่เห็น... ใช่ไหม" รินลดาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอสั่นพร่า คืนนั้นทั้งคืนเธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องอาหารของเพนต์เฮาส์สุดหรู บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารเช้าหน้าตาตระการตาที่แม่บ้านเตรียมไว้ ทว่าบรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดจนรินลดาแทบจะหายใจไม่ออก หญิงสาวนั่งก้มหน้าก้มตาเขี่ยไข่ดาวในจานของตัวเอง ซ่อนดวงตาที่บอบช้ำจากการอดนอนไว้ใต้แพขนตาหนา เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

คิมหันต์อยู่ในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างดี เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในปลดกระดุมเม็ดบนออกเล็กน้อยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง ท่าทีของเขาสงบนิ่ง เยือกเย็น และดูภูมิฐาน สมกับเป็นซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ไม่มีเค้าโครงของชายหนุ่มผู้เร่าร้อนและหิวกระหายคนเมื่อคืนอยู่เลยแม้แต่น้อย

"ริน ทำไมกินน้อยจัง อาหารไม่อร่อยเหรอ หรือว่าไม่สบาย?" พริมาที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะตักไส้กรอกเพิ่มลงในจานของเพื่อนสนิท "ดูสิ ขอบตาคล้ำเชียว เมื่อคืนมัวแต่ปั่นโปรเจกต์จนดึกใช่ไหมเนี่ย ฉันบอกแล้วไงว่าให้พักบ้าง"

"เอ่อ... อื้ม รินแค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยน่ะพริม ไม่เป็นไรหรอก" รินลดาตอบเสียงแผ่ว พยายามฝืนยิ้มให้เพื่อนสนิท

"ปวดหัวเหรอ?" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา คิมหันต์วางแก้วกาแฟลงบนจานรองช้าๆ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองตรงมาที่รินลดา "หรือว่าเมื่อคืน... ตกใจเสียงอะไรจนนอนไม่หลับหรือเปล่า?"

คำถามนั้นทำเอารินลดาสะดุ้งเฮือก ส้อมในมือแทบหลุดร่วงลงจาน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตื่นตระหนก "คะ... คุณอา หมายความว่ายังไงคะ?"

"ก็เมื่อคืนตอนดึกๆ" คิมหันต์ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "มี 'แมวขโมย' ซุ่มซ่ามเดินชนแจกันหน้าห้องทำงานของอาแตกน่ะสิ อาเลยสงสัยว่าเสียงมันดังจนทำให้รินลดาตื่นหรือเปล่า"

"แจกันแตกเหรอคะ อาคิม!" พริมาเบิกตากว้าง "ตายจริง พริมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยค่ะ หลับเป็นตายเลย แล้วแมวที่ไหนหลงเข้ามาได้ล่ะคะ เพนต์เฮาส์เราอยู่ชั้นบนสุดนะ"

"นั่นสิ..." คิมหันต์ลากเสียงยาว สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงตาคู่สวยของรินลดาที่ตอนนี้เบิกกว้างด้วยความกลัว "อาถึงได้สงสัยไง ว่าแมวตัวนั้นมันเข้ามาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ... หรือว่ามันอยากจะแอบดูอะไรที่ไม่ควรดู"

"ริน... รินไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยค่ะ" รินลดารีบปฏิเสธเสียงตะกุกตะกัก ก้มหน้าลงมองจานข้าวอีกครั้งเพื่อหลบสายตาคุกคามนั้น "รินหลับ... หลับสนิทเลยค่ะ"

"งั้นเหรอ" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "ดีแล้วล่ะที่หลับสนิท เพราะถ้าตื่นมาเห็นอะไรเข้า... มันอาจจะติดตาจนนอนไม่หลับไปอีกหลายคืน"

บทสนทนาสองแง่สองง่ามของเขาทำให้ใบหน้าของรินลดาเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงอะไร เขาจงใจต้อนเธอให้จนมุม หญิงสาวรู้สึกคอแห้งผากจนต้องเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อดับความประหม่า

ในขณะที่รินลดากำลังกลืนน้ำลงคอ คิมหันต์ก็จ้องมองการเคลื่อนไหวของลำคอระหงนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของผู้ปกครองที่มองเพื่อนหลานสาวอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังหิวโหย เขามองริมฝีปากบางที่เปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำ มองไล่ลงมาถึงกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นคอเสื้อยืดตัวหลวม และจินตนาการไปไกลถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเหล่านั้น

"เอ๊ะ จริงสิ!" พริมาโพล่งขึ้นมาทำลายความเงียบ "พริมลืมส่งอีเมลคอนเฟิร์มเรื่องค่ายให้รุ่นพี่เลย เดี๋ยวพริมไปหยิบแท็บเล็ตในห้องแป๊บเดียวนะคะ อาคิมกับรินคุยกันไปก่อนนะ"

"อ้าว พริม..." รินลดาพยายามจะรั้งเพื่อนไว้ แต่พริมาก็วิ่งลุกจากโต๊ะอาหารกลับเข้าไปในห้องนอนเสียแล้ว ทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความกดดันเพียงลำพัง

ทันทีที่แผ่นหลังของหลานสาวลับสายตา คิมหันต์ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเอง ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมโต๊ะอาหารเข้ามาใกล้รินลดาอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอเพิ่งได้กลิ่นเมื่อคืนลอยมากระทบจมูก

ชายหนุ่มเท้าแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะคร่อมร่างบางเอาไว้ กักขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขา ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับแก้มใสที่กำลังขึ้นสีแดงจัด

ตอนพริมาเผลอ คิมหันต์ก้มลงมากระซิบถามรินลดาว่า "เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม... หรือมัวแต่คิดเรื่องอื่นจนไม่ได้นอน?"