ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

บ่วงเสน่หา

บทที่1

กันยามาส

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ้ะ ลูกรัก”

พอเหมือนชนกก้าวเข้ามานั่งในที่นั่งตอนหลังของรถคันหรูสีทองคันนี้ก็ได้รับการโอบกอดจากวงแขนเรียวๆ คู่หนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งตลบเข้าจมูก หล่อนก็แข็งขืนตัวเองเอาไว้ชั่วขณะหนึ่งเมื่อยินยอมให้มารดาโอบกอดอย่างนั้น วิสาขาจูบแก้มลูกสาวแรงๆ ทำเหมือนรักใคร่ที่สุด แต่เหมือนชนกก็ยังตัวแข็ง...หล่อนร่ำร้องในใจว่าแม่เล่นละครอีกแล้ว

“ไม่นึกว่าแม่จะมาด้วย”

หล่อนพึมพำออกมา น้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย คงเฉยเมยเหมือนดังเช่นเคย เมื่อสองปีก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นนี้ นี่ก็เช่นเดียวกัน วิสาขาไม่ใช่คนคิดมาก เธอจึงหัวเราะเบาๆ

“ก็ต้องพูดกันย่ำแย่กับพ่อของลูก กว่าเขาจะยอมให้แม่นั่งรถคันนี้มาด้วย ลูกเป็นไงบ้าง...ไหนแม่ดูทีซิ”

เธอผลักลูกสาวออกห่างตัวเกือบจะชิดประตูอีกด้าน ทำให้นายธวัชที่กำลังจะก้าวตามเข้ามาเม้มปากอย่างหงุดหงิดอารมณ์ที่ผ่องแผ้วของเขาหายสูญไปหมดสิ้น นับจากตอนเช้าที่วิสาขายกโทร.แจ้งความจำนงว่าจะมารับลูกสาวด้วย เขาไม่ได้ทำใจมาก่อนว่าเขาจะยังจะต้องเจอะเจอกับอดีตภรรยาอย่างใกล้ชิดอีก

แล้วนายธวัชก็เปิดประตูด้านหน้าขึ้นมานั่งคู่กับคนขับ

“ลูกอ้วนขึ้นนะ...ดูซิ แก้มเป็นลูก คางเป็นลอนเชียว...อยู่โน่นลูกคงจะไม่ได้จำกัดอาหาร”

น้ำเสียงของวิสาขาเรื่อยเจื้อย

เหมือนชนกยังนิ่งอยู่ หล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงกิริยาดี ๆ ต่อหน้าแม่ แต่ไม่รู้ว่าความอดทนของหล่อนจะไปได้อีกแค่ไหน

“แต่ลูกของแม่ยังสวยอยู่ดี...”

รถเคลื่อนออกแล้ว เหมือนชนกกระเถิบกายออกห่างแม่มากที่สุด หล่อนเวียนหัวกับกลิ่นหอมจากเรือนกายของแม่...เนื้อตัวของวิสาขาเหมือนอบร่ำด้วยกลิ่นหอมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า และมันก็อบอวลอยู่แค่ในรถคันนี้อีกด้วย

“ทำไมพ่อเงียบไปล่ะคะ”

เหมือนชนกถามขึ้น นายธวัชเบือนหน้ามา...เขามียิ้มหวานให้กับลูกสาว แต่กับวิสาขา เขาปึ่งชาจนเห็นได้ชัด “พ่อมัวแต่ตื่นเต้นน่ะ” เขาหายใจไม่เต็มที่กับอากาศที่อดีตภรรยาของเขาได้ใช้ร่วมกันนี้ ระบบในตัวของเขาดูจะขัดข้องไปหมด แต่วิสาขาไม่รู้สึกเหมือนดังเขา เธอยังยิ้มได้หน้าบาน ดวงตามีแววหวานฉ่ำอย่างหญิงตาเจ้าชู้ ไม่มีกิริยาบอกความอึดอัดขัดข้องอีก

“พ่อดีใจที่ลูกกลับมาบ้าน”

“แต่คงจะไม่เท่ากับแม่” วิสาขาสอดขึ้นมา ดึงลูกสาวมาทางตัวเอง “ลองถามพ่อเค้าดูซิว่าเค้ามีโครงการต้อนรับการกลับบ้านของลูกด้วยอะไร”

“ผมจะบอกลูกเอง เราจะคุยกันแบบพ่อกับลูกสองคน”

ด้วยเสียงอันเย็นชา แล้วปรายตามองเธอเหมือนไม่พอใจ วิสาขาแกล้งหัวเราะร่วน

“จะบอกเมื่อไหร่ล่ะ”

“มันเรื่องของผม”

เหมือนชนกชักสีหน้าจนเห็นได้ชัด หล่อนกล่าวออกมาอย่างหงุดหงิด “นี่มันอะไรกันคะ...อะไรกัน...ลูกกลับบ้าน แล้วพ่อกับแม่เล่นอะไรกัน...จะทะเลาะกันอีกหรือคะ...เหมือนเมื่อวันมาส่งลูก พ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันอย่างนี้ นี่จะไม่ละเว้นกันบ้างหรือไง จะทะเลาะกันตลอดชาติเลยหรือคะ”

“เราไม่ทะเลาะกันแล้วล่ะจ้ะ” วิสาขาตอบอย่างอ่อนหวานยิ่ง “เพราะเราเบื่อเหลือเกินแล้ว นี่ลูกคงจะยังไม่รู้ซินะว่าพ่อกับแม่หย่าขาดจากกันแล้ว”

“หย่า...”

ดวงตารูปเรียวยาวของเหมือนชนกเบิกกว้าง หล่อนดึงตัวเองออกจากการโอบกอดของแม่ ใจของหล่อนเต้นแรงอยู่ในอก หล่อนไม่คาดว่าจะมาถึงจุดนี้ น้ำเสียงของหล่อนสั่นสะท้าน

“ทำไมล่ะคะ ทำไมต้องลงเอยกันตรงนี้ด้วย ก่อนไปก็ขอเอาไว้แล้วว่า สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดก็คือพ่อกับแม่อยู่ด้วยกัน”

นายธวัชกลืนน้ำลายอย่างลำบาก เขารู้เหมือนกันว่าเหมือนชนกจะต้องโวยวายกับเรื่องนี้ ส่วนวิสาขา เธอหยุดหัวเราะไปแล้ว...แต่ยังคงอธิบายได้เหมือนไม่ทุกข์ร้อน

“มันควรจะสิ้นสุดกันนานแล้วนะ...ลูกก็โตแล้ว ยอมรับเสียบ้างเถิดว่าพ่อกับแม่ไปด้วยกันไม่ได้ หย่ากันซะมันก็ดีกับเราสองคน...แม่มีความสุข พ่อเค้าก็มีความสุข...เรามีวิถีชีวิตที่เราเลือกสรรกันเอง พ่อเค้าก็จะแต่งงานใหม่เร็วๆ นี้ ลูกกลับมาทันเป็นสักขีพยานในวันแต่งงานของพ่อเค้าพอดีเชียวนะ...”

หูของเหมือนชนกอื้อไปหมดแล้ว แต่ยังได้ยินเสียงของวิสาขาเหมือนล่องลอยมาจากที่อันไกลแสนไกลยิ่ง

“รู้ไหมว่าเมียใหม่ของพ่อลูกเป็นใคร มาจากไหน...ลูกยังจำยัยนางงามคนนั้นได้ไหม...คนที่ได้ตำแหน่งปีที่พ่อของลูกถูกเชิญไปเป็นกรรมการให้คะแนนนั่นน่ะ...ขึ้นแท่นมาแล้วล่ะจ้ะ...ขึ้นมาเป็นคุณนายเศรษฐีซะแล้ว”

รถยนต์จอดยังไม่สนิทนักเมื่อเหมือนชนกเปิดประตูพรวดออกไป...หล่อนอยากอาเจียน ความรู้สึกของหล่อนกำลังย่ำแย่เหลือเกิน...หล่อนวิ่งถลาออกไปโดยเร็ว...เสียงของนายธวัชเอะอะไล่หลังมา...หล่อนไม่สนใจอีกแล้ว วิ่งขึ้นมาในตัวตึก แล้วหล่อนก็ชนกับใครคนหนึ่งอย่างแรง...ร่างโปร่งบางของหล่อนหมุนคว้าง แต่ก่อนที่จะล้มลงก็มีมือค่อนข้างแข็งของใครคนหนึ่งคว้าจับเอาไว้ได้เสียก่อน

หล่อนพยายามเพ่งมองคนเบื้องหน้า ผู้ชายตัวสูง ผิวเข้ม...ตาคม ดวงหน้านั้นค่อนข้างจะคุ้น...

“คุณนก...”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มๆ นั่นทำให้หล่อนจดจำเขาได้ เขาเป็นญาติทางแม่ เข้ามาทำงานในครอบครัวของหล่อนอยู่ก่อนหน้าหล่อนจะบินไปเรียนต่อ...หล่อนไม่คุ้นกับเขามากนัก เพราะเหมือนชนกค่อนข้างจะถือตัวอยู่ไม่น้อย หล่อนกดเขาเอาไว้เป็นแค่ ‘เด็กในบ้าน’ หล่อนสะบัดแขนออกอย่างแรง ก้าวถอยหลังออกมา

นั่นทำให้เขายืนนิ่ง ไม่ประหลาดใจกับท่าทางของหล่อนที่แสดงออกกับเขา เหมือนชนกเหยียดเขามานานแล้ว ตั้งแต่แรกที่เขาก้าวเข้ามา...หล่อนมักจะยกคางเรียวๆ ขึ้นอย่างเย่อหยิ่งทุกครั้งที่พบหน้าเขา แล้วมีดวงตาที่มองเขาอย่างหมิ่นๆ มีวาจาที่ทำให้เขาได้สะอึกเสมอมา

“คุณนั่นเอง...” หล่อนเอ่ยออกมา น้ำเสียงเย็นชา...สองมือไขว้เอาไว้ข้างหลัง สองปีที่ผ่านมาเขามองเห็นความเติบโตทางกายของหล่อนเท่านั้น นอกนั้นเหมือนชนกยังเหมือนเดิม ดูหล่อนไม่ค่อยจะมั่นคงนักทางด้านอารมณ์

“คุณยังอยู่ที่นี่อีกหรือ”

“ครับ”

“แม่หย่ากับพ่อแล้ว” หล่อนบอกลอยๆ “ฉันนึกว่าคุณจะเก็บของไปจากที่นี่”

ลัคนัย พยายามที่จะไม่ใส่ใจกับกิริยาเหมือนพาลของหล่อน เขาเพียงแต่ให้คำตอบเรียบๆ กับหล่อนเท่านั้น

“คุณนกคงยังไม่ทราบว่าผมได้เลื่อนตำแหน่ง...ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการบริษัทเงินทุนแล้ว...”

เหมือนชนกผงะออกมา...ผู้จัดการบริษัท...หล่อนไม่อยากจะเชื่อ...นี่มันอะไรกัน สองปีกับการเปลี่ยนแปลง...พ่อกับแม่หย่ากัน พ่อจะมีเมียใหม่เป็นอดีตนางงาม แล้วผู้ชายในบ้านได้ดิบได้ดีเลื่อนเป็นผู้จัดการ...นรกชัดๆ เชียว...มันเหมือนนรก...กรุงเทพฯ ไม่ใช่สวรรค์ บ้านไม่ใช่วิมานหรูหราของหล่อนอีกแล้ว เหมือนชนกกัดริมฝีปากเอาไว้...มือของหล่อนกำแน่นเข้าหากัน

ลัคนัยก็รออยู่เหมือนกันว่าหล่อนจะพูดอะไรออกมาอีกแต่เปล่าเลย เขาเห็นเหมือนชนกสะบัดหน้าพรืด แล้วหล่อนก็เดินผ่านเขาไป...ชายหนุ่มแอบถอนใจออกมา...กาลเวลาไม่ได้ทำให้หล่อนเติบโตขึ้น หล่อนยังเหมือนเดิม เป็นหญิงสาวเย่อหยิ่งจองหองคนเดิม เขามองเห็นเค้าความวุ่นวายที่จะติดตามมา...นายธวัชคงจะเดือดร้อนมากกว่าใครในเมื่อเหมือนชนกเป็นลูกรักตลอดมา...

ตอน 2

บทที่2

กันยามาส

ชายหนุ่มเดินออกมาด้านหน้าตึก ได้ยินเสียงทะเลาะกันแว่วๆ ของอดีตสามีภรรยา ท่าทียืนประจันหน้ากันนั้นบอกให้รู้ว่าจะไม่มีการยอมกันและกันเป็นอันขาด...นี่เป็นอีกคู่หนึ่งที่เหมือนชนวนระเบิดในบ้าน

“ผมขอห้ามนะ อย่ายุ่งกับลูกผมอีก”

“ก็ลูกฉันด้วยเหมือนกัน ฉันเป็นแม่นะ...คุณมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน”

“ก็ขอให้รู้เอาไว้ เรื่องลูกผมจัดการเองได้”

“ไปจัดการกับนังเมียใหม่ของคุณดีกว่า ลูกนี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน”

“ไม่...”

นายธวัชเสียงกร้าว “ผมไม่อยากเห็นลูกเป็นอย่างคุณ...วันๆ เอาแต่ลอยละล่องไม่มีประโยชน์”

“ใช่ซิ...” น้ำเสียงของวิสาขาแหลมจัดขึ้นมาทันใดเหมือนกัน “ฉันมันไม่น่าเสน่หาแล้วนี่ ไหนเลยจะสู้อีนางงามนั่นได้เล่า...มันล่ะมีประโยชน์แค่ไหน...รึไอ้ที่คุณจับมันมานั่งแทนทำงานจะพิสูจน์ว่านอกจากสวยแล้ว อีนั่นก็มีสมอง...โธ่เอ๊ย...ก็อีแค่นางงามคนหนึ่งเรียนก็ยังไม่จบ...ประโยชน์มันแค่เรื่องบนเตียงใช่ไหมล่ะ...”

ลัคนัยก้าวออกไปให้เห็นเสียก่อนที่สงครามน้ำลายจะยืดเยื้อต่อไปอีก นายธวัชหันมามองเขา เงียบไปได้เหมือนกัน

“นัย...ช่วยดูแลทางนี้ด้วย” เขาสั่งก่อนจะเดินเข้าไปในตึก วิสาขาเข้ามาใกล้

“นัย...เจอยายนกแล้วใช่ไหม ท่าทางจะไม่ดีนักหรอก...โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทีเดียวกับเรื่องหย่า ต้องคอยดูๆ หน่อยนะ เกิดบ้าขึ้นมากะหันหันคงจะทำให้บ้านนี้เป็นไฟ”

ลัคนัยไม่กล้าแสดงความเห็นอันใดออกมา เขาเพิ่งเข้ามาอยู่บ้านนี้ได้แค่สามปี...ลัคนัยมีศักดิ์เป็นญาติสายห่างๆ ของวิสาขา เธอยินดีต้อนรับเขาเข้ามาเป็นเครือญาติ และก็ให้การสนับสนุนเขา ที่แปลกอีกประการหนึ่งก็คือนายธวัชก็นึกนิยมเขาอีกด้วย ทั้งที่ทุกครั้งนายธวัชกับญาติๆ ของวิสาขาแทบจะไม่เคยมองหน้ากัน

“เจอกันแล้วเป็นไงบ้าง”

“ก็เหมือนเดิมครับ”

“อย่าถือสายายนกเลยนะ ฉันอยากให้ช่วยดูแลแกด้วยซ้ำไป...พ่อก็มีเมียใหม่ ไอ้ฉันก็ไม่ค่อยจะมี

เวลามาใส่ใจหรือถ้าจะมีเวลา ยายนกก็ไม่ค่อยจะให้ฉันเข้าไปยุ่มย่ามด้วย นัย...ฉันอยากให้เธอช่วยปกป้องคุ้มครองแก...อย่าให้เมียใหม่ของพ่อยายนกรังแกเอาได้นะ”

“ผมว่าพิมลแขก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”

“เธอก็เป็นอีกคนที่หลงใหลนังคนนั้น” วิสาขาสะบัดเสียงฉุนเฉียว ลัคนัยยังวางเฉยอยู่ “ฉันอยากรู้จริงๆ นะว่าเธอกับนังนั่นเคยมีอะไรกันมาแค่ไหน ก็เห็นป้วนเปี้ยนกันมาก่อน...นึกยังไงกันล่ะ นัย...ถึงเอานังนั่นใส่พานมาถวายเจ้านายซะได้ หรือว่าอยากมัดใจคุณธวัช อยากเป็นคนโปรดไปนานๆ”

วิสาขาอ่านผู้ชายตรงหน้าไม่ออก เขาเงียบเฉยติดจะขรึมจัด แม้คำพูดของเธอค่อนข้างจะก้าวร้าวเข้าไปในเรื่องส่วนตัวของเขามากโขอยู่ แต่ลัคนัยก็ยังวางเฉยได้ เขารู้นิสัยวิสาขาดี เธอปากมากไปสักนิด แล้วช่างโวยวาย แต่เอาเข้าจริงๆ วิสาขาก็ไม่ได้ร้ายกาจมากไปกว่านั้น

“ทำให้ดีๆ นะ...ฉันไม่อยากเห็นเธอกับคุณวัชลุกขึ้นมากัดกันเอง เพราะนังพิมลแข”

ผมรู้สถานการณ์ดีฮะว่าอะไรเป็นอะไร...พิมลแขจะมาเป็นภรรยาของคุณธวัช..ผมวางตัวได้ถูกต้องแน่ ไม่ต้องเป็นห่วงผม”

“อุ๊ย...ฉันก็ไม่ได้อยากห่วงเธอหรอก แต่แม่เธอน่ะซิจะมาโทษฉันเข้าได้ ถ้าเธอเกิดสะดุดตอเข้ากลางคัน...ฉันน่ะอยากให้เธอได้ดิบได้ดีไปได้ไกลๆ นะ...นัยก็รู้ว่าหนทางข้างหน้ายังยาวไกล อย่าให้เรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้เธอต้องหยุดลงแค่นี้ คุณวัชถ้าจะหลงใหลนังคนนี้มากเสียด้วย”

“พิมลแขเป็นผู้หญิงสวยที่ฉลาด”

“เธอถึงกับชมมันต่อหน้าฉันเชียวหรือ” วิสาขาชักจะอารมณ์เสีย เสียงกลับแหลม ดวงตาวาววับ...เขานึกถึงดวงตาของเหมือนชนก...หล่อนถอดแบบไปจากวิสาขามากกว่านายธวัช...ทั้งท่าทีเย่อหยิ่ง ที่แสดงออก ก็เหมือนวิสาขาในยามที่เธออารมณ์ไม่ดีอีกนั่นแหละ

“ผมพูดตามความจริง”

“ฉันไม่เคยเห็นนังนั่นมันฉลาด...”

“ผมก็ไม่ได้ชมว่า พิมลแขฉลาดในด้านสติปัญญาที่จะเรียนรู้ แต่ผมว่าพิมลแขฉลาดในเรื่องการดำเนินชีวิต และรู้ว่าตอนไหนตัวได้ ตอนไหนตัวเสีย”

วิสาขามองเขาเขม็ง

“ลัคนัย” ทุกครั้งที่เอ่ยชื่อเขาเต็มๆ บอกให้รู้ว่าเธอกำลังจะจริงจังอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแต่พูดเล่นๆ อีกต่อไป “ฉันไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เธอกับพิมลแขมีความสนิทสนมกันแค่ไหน เธอถึงพูดเหมือนรู้จักมันถ่องแท้ ฉันขอเตือนนะ...ให้มันเป็นอดีต อย่าให้ยืดเยื้อต่อไปอีก”

แล้ววิสาขาก็เดินจากไป หล่อนให้ลัคนัยยืนอยู่คนเดียว...เขายืนอยู่เช่นนั้นสักพักหนึ่งจึงเดินดุ่มๆ ออกไป เขายังต้องกลับไปทำงาน แต่ความรู้สึกของเขาเหมือนถูกจ้องมองอยู่เงียบๆ อย่างไม่ตั้งใจ เมื่อเขาหันกลับแล้วเงยหน้าขึ้นไปเบื้องบน... หน้าต่างยาวจรดพื้นที่เป็นกระจกบานใสสะอาดมีร่างโปร่งบางในชุดสูทเดินทางของเหมือนชนกยืนอยู่

หล่อนเห็นเขา แล้วรู้ว่าเขาก็รู้ตัว หล่อนไม่ได้หลบไปทางไหนทั้งสิ้น ยังคงยืนอยู่อย่างนั้น ตึกสองชั้นเขาแน่ใจทีเดียวว่าสีหน้าของหล่อนเมินเฉย หล่อนไม่ชอบเขาค่อนข้างแน่นอนทีเดียว มีความเกลียดชังเงียบๆ ที่ลัคนัยไม่เคยเข้าใจแทรกอยู่ และนั่นทำให้เขากับหล่อนไม่อาจจะเข้ากันได้ คงความเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างเหนียวแน่นเสมอมา

“นก...” นายธวัชก้าวมา เขามาหยุดเบื้องหลังลูกสาว มองข้ามบ่าของหล่อนลงไปเบื้องล่าง เห็นอัคนัยยืนอยู่โดดเด่นบนทางลาดซีเมนต์ใกล้กับสนามหญ้าเขียวขจี นายธวัชโบกมือให้ ก่อนจะดึงเหมือนชนกออกมาห่างจากตรงนั้น “ลัคนัยกำลังไปได้สวยทีเดียว”

มีเสียงแค่นๆ ออกมาจากลำคอของหล่อน เหมือนชนกปลดมือของนายธวัชออกจากบ่าของหล่อน

“นกอยากอยู่คนเดียว”

“พี่อยากจะให้ลูกเข้าใจ...ขอให้มันถูกต้อง แม่เค้าพูดไม่ถูก”

“นกรู้ว่าพ่อกับแม่หย่ากันแล้ว...มันถูกต้องหรือเปล่าล่ะคะ”

“เหมือนลูกโกรธพ่อ”

เหมือนชนกหันหลังให้ น้ำเสียงของหล่อนบังคับได้ยากยิ่งที่จะไม่ให้สั่น “แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะคะ”

“พ่อไม่ให้ลูกโกรธพ่อเป็นอันขาด เราเคยพูดกันเข้าใจเสมอนี่นา”

“นั่นมันอดีตค่ะ นกมีสังหรณ์บางอย่างค่อนข้างแรงว่าเราอาจจะไม่เข้าใจกันอีก”

หล่อนหมุนตัวกลับมาช้าๆ “นกขอพักผ่อนนะคะ พ่อ เดินทางจากอเมริกากลับมานี่ไม่ใช่ใกล้ๆ หลายสิบชั่วโมงที่นกไม่ได้งีบเต็มอิ่ม...นกอยากอยู่คนเดียว”

“ลูกต้องมีเวลาให้พ่ออธิบายใช่ไหม”

หญิงสาวเงียบกริบ...หล่อนไม่สนใจเขาอีกต่อไป ทำเหมือนกับว่าไม่มีเขาในห้องอีกแล้ว นายธวัชนิ่งไปนานก่อนจะถอยกลับมาเงียบๆ เขาร้อนใจ...และก็ทำให้แทบจะทำงานไม่ได้ เขามีลูกสาวคนเดียว รักหล่อนสุดสวาท...เหมือนชนกเหมือนจิตวิญญาณของเขา หล่อนเป็นสิ่งดีๆ สิ่งเดียวที่เขาได้เอาไว้จากการแต่งงาน

เขาเคยหวาดกลัวเมื่อหล่อนกลับมาบ้าน...แล้วนี่เขาจะทำอย่างไรดี...เขาจะทำอย่างไรกับเหมือนชนก หล่อนจะยอมเข้าใจสักแค่ไหนกับการหย่าร้างของเขา และกับการแต่งงานใหม่ของเขากับพิมลแขที่จะถึงในเร็ววันนี้ เพราะเหมือนชนกรีบร้อนกลับบ้านก่อนกำหนด เขาเองไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ เขายังคิดว่าหล่อนจะบินไปเที่ยวยุโรปเสียก่อน...เมื่อหล่อนกลับมาก็มีพิมลแขเข้ามาในบ้านแล้ว ทุกอย่างอาจจะง่ายดายเข้า

ตอน 3

บทที่3

กันยามาส

เขาเคยหวาดกลัวเมื่อหล่อนกลับมาบ้าน...แล้วนี่เขาจะทำอย่างไรดี...เขาจะทำอย่างไรกับเหมือนชนก หล่อนจะยอมเข้าใจสักแค่ไหนกับการหย่าร้างของเขา และกับการแต่งงานใหม่ของเขากับพิมลแขที่จะถึงในเร็ววันนี้ เพราะเหมือนชนกรีบร้อนกลับบ้านก่อนกำหนด เขาเองไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ เขายังคิดว่าหล่อนจะบินไปเที่ยวยุโรปเสียก่อน...เมื่อหล่อนกลับมาก็มีพิมลแขเข้ามาในบ้านแล้ว ทุกอย่างอาจจะง่ายดายเข้า...

นายธวัชลงบันไดหินอ่อนมาข้างล่าง เขายังเห็นวิสาขานั่งที่เก้าอี้ในห้องรับแขก...ท่านั่งไขว่ห้างในมือมีบุหรี่คีบอยู่และมองมายังเขาแบบนั้นบอกให้รู้ว่าเธอยังมีเรื่องอยากจะพูดกับเขา

“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณอีกแล้ว”

เขาเดินย่ำเท้าแรงๆ ผ่านหน้าไป วิสาขาส่งเสียงหัวเราะแหลมๆ ตามหลังเขามา

“คุณเห็นใช่ไหมว่าลูกสะเทือนใจมากเหลือเกินกับเรื่องหย่าของเรา...ฉันอยากปรึกษากับคุณเรื่องอนาคตของลูก”

“คุณห่วงลูกเหมือนกันหรือ”

“ฉันเป็นแม่นะ” ชะโงกตัวไปเขี่ยเถ้าบุหรี่ลง วิสาขามีมาดชวนให้ขัดสายตาเสมอ แล้วเธอก็ค่อนข้างจะ ‘โอเวอร์’ เสมออีกด้วย “ฉันก็รักลูกเป็น แต่ฉันไม่ได้พร่ำเพรื่ออย่างคุณ...ฉันรู้ว่าจะรักลูกแบบไหน...อย่างน้อยๆ ฉันก็ไม่ได้มีผัวใหม่ให้ลูกแสลงใจ”

นายธวัชขบฟันแน่น ถลึงตามองอดีตภรรยาอย่างฉุนๆ

“แน่ล่ะซิ อย่างคุณไม่ต้องมี...แค่ชู้ก็นับไม่ถ้วนแล้ว ปิดๆ ลูกบ้างนะ อย่าให้ลูกรู้เห็น”

“แกโตแล้ว แกต้องยอมรับความจริง...แกจะต้องรู้ว่าแม่แกเป็นแบบไหน ฉันอยากบอกคุณเรื่องที่ฉันเคยพูดเอาไว้หลายหนแล้ว...”

“คุณพูดหลายเรื่องเหลือเกิน”

“ก็เรื่องบ้านหลังนั้น...”

“อีกแล้วหรือ วิสาขา...ไม่นะ...ไม่เด็ดขาด...คุณจะขนของกลับมาอีกไม่ได้”

“ต้องได้ซิ...”

“ไม่...”

“ฉันจะขนของกลับมา...ตอนนี้สิ่งที่คุณควรจะทำอย่างยิ่งก็คือคุณควรให้ทำความสะอาดเอาไว้”

เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ สง่างามอย่างยิ่ง มือหนึ่งค่อยๆ รีดกลีบกระโปรงให้ดูเรียบร้อย วัยห้าสิบสองไม่ได้ทำให้วิสาขาด้อยความงามเลย และเรือนร่างของเธอก็ยังดูดีเสมอ...นายธวัชไม่รู้ว่าสาเหตุของความเบื่อหน่ายของเขากับเธอเริ่มต้นที่ตรงไหน...เขารู้แต่ว่ามันไปกันไม่ได้อีกแล้ว มีช่องว่างอยู่ในทุกเรื่องที่เขากับเธออ้าปากพูด...ไม่เคยมีความเห็นตรงกันเลย

“นี่คุณ...ฉันขอบอกนะ ว่าฉันทำลงไปเพื่อลูก...ฉันอยากให้ลูกอบอุ่นมีพ่อมีแม่พร้อมหน้า...ลำพังคุณน่ะเร้อ...” ปากของเธอเชิดขึ้น ยิ้มเย้ยใส่หน้าเขา “ฉันไม่ใส่ใจอีกแล้วจะไปขึ้นสวรรค์ลงนรก มีเมียอย่างนังพิมลแขที่ไหนก็ไปเลย แต่ฉันสนใจลูกสาวของฉัน”

“อย่าเอาลูกมาอ้าง”

“ฉันไม่ได้อ้าง ฉันกำลังเผชิญหน้ากับความจริง...ฉันไปละ...”

นายธวัชอยากจะบ้าตายให้ได้ เขาไม่อาจจะทำงานได้ดังเคย...นอกเสียจากไปหาลัคนัย พูดระบายเรื่องนี้ยืดยาว

“วิสาขาน่ะท่าจะสติไม่ดีไปกันใหญ่แล้วนะ อยากให้พูดกับป้าเธอเสียหน่อย พูดให้เข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องขนของเข้าไปในบ้านฉันอีก”

ลัคนัยหมุนปากกาในมือไปมา...ก่อนจะตอบอย่างตริตรองอย่างยิ่งแล้ว “คุณป้าไม่เคยฟังเสียงใครนะฮะ ถ้าเธอตัดสินใจแล้ว ก็เป็นอันว่าเธอมั่นใจแล้ว ต่อให้มีอุปสรรคใหญ่หลวงเธอก็ไม่ยอมหยุด”

“ฉันก็รู้นะ” นายธวัชพึมพำ ยกสองมือกุมขมับเอาไว้ ฉันรู้นิสัยบ้าๆ ข้อนี้ของวิสาขาดี แล้วลองคิดดูซิว่าต่อไปข้างหน้ามนจะอลเวงแค่ไหน ฉันจะแต่งงานกับพิมลแขแล้ววิสาขาก็จะขนของกลับเข้าไป...ฉันอยากจะยับยั้งวิสาขานะ แต่ถ้าฉันทำแบบนั้น มีหวังว่าอาจจะมีเรื่องกับยายนกก็ได้”

///////////////////////////////////////////

ไขกุญแจห้องเข้ามาเงียบๆ แล้วก็ควานหาสวิทซ์ไฟด้วยความเคยชินอย่างยิ่งก่อนที่แสงไฟจะเปิดสว่างไปทั่วห้องพัก...มันดูเรียบง่ายตามสไตล์ของเขาเอง เป็นห้องดูโล่งกว้าง มีเครื่องเรือนน้อยชิ้น...เขาเดินเลยไปยังบาร์เหล้าเล็กๆ ที่จัดเอาไว้มุมหนึ่งรินเหล้าใส่แก้วถือไปชิดกระจกบานใสที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครได้ในซีกหนึ่ง เห็นแสงไฟสว่างไสวเหมือนอัญมณีสวยงามที่เอามาแขวนห้อยไว้

เขายกแก้วเหล้าขึ้นจิบ...ยังไม่ได้ทันลดแก้วลงก็รู้สึกถึงสัมผัสที่โอบมาจากทางด้านหลัง อกนุ่มหยุ่นดันถูกแผ่นหลังของเขาพร้อมกับกลิ่นหอมโชยเข้าจมูก เขาระวังไม่ให้เกิดเสียงถอนใจออกมา

“คุณมาทำไม” น้ำเสียงของเขาเหมือนตำหนิอยู่ในที “มันไม่เหมาะแล้วนะ”

“อยากมา” หล่อนแนบหน้ากับแผ่นหลังของเขา กับชายคนนี้เหมือนมีมนต์สะกดหล่อนเอาไว้...ไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลใจของหล่อนก็โหยหาเขา แล้วเมื่อเข้าใกล้หล่อนก็ไม่เคยควบคุมตัวเองได้ “อีกไม่นานเราก็ไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ”

“มันไม่ถูกต้อง”

เขาผละออกห่าง “ผมไม่อยากให้มันยืดเยื้อต่อไป มันจบลงไปแล้ว”

“แขยังไม่อยากจบเลยนะคะ”

“มันเป็นไปไม่ได้”

เขานั่งลงบนเบาะสี่เหลี่ยมใบโตๆ ชันเข่าขึ้นมองดูการเคลื่อนไหวของหญิงสาวเบื้องหน้า พิมลแขอายุยี่สิบสามเต็มหล่อนเข้าประกวดนางงามเมื่อห้าปีก่อนตอนหล่อนอายุสิบแปด ความสวยของหล่อนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในระดับประเทศ...พิมลแขมาจากครอบครัวชั้นล่าง แต่หล่อนมีรูปโฉมสวยงาม หลังจากที่วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงขึ้นสู่จุดสุดยอดความงาม พิมลแขก็แต่งงานหลังจากนั้นสองปี...ตอนที่หล่อนอายุยี่สิบ ก่อนที่จะเป็นม่ายในเวลาหกเดือนเพราะสามีขอหย่า...หล่อนลอยคว้างจนมาพบนายธวัช...หลังจากที่เคยพบเมื่อตอนเข้าประกวดและหล่อนได้ตำแหน่ง...หล่อนไปไหนๆ กับนายธวัช แต่จริงๆ แล้วหล่อนสนใจคนของนายธวัช...ผู้ชายที่ได้รับการพูดถึงว่าเป็นมือขวาคนใหม่ ไฟแรงของเขา...ลัคนัยคือผู้ชายคนนั้น มันเริ่มต้นตรงไหนหล่อนก็ไม่อาจจะรู้ได้แต่หล่อนกับลัคนัยมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง

และพิมลแขลุ่มหลงเขาจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น แต่ลัคนัยก็ยังเหมือนเดิมดูเรื่อยเฉื่อยไม่กระตือรือร้น ไม่คิดจะจริงจังกับหล่อน

จนเมื่อหล่อนรับปากกับนายธวัชไป ว่าหล่อนยินดีแต่งงานกับเขา ลัคนัยก็ยังทำทองไม่รู้ร้อนเหมือนเดิม

คิดถึงตรงนี้ พิมลแขก็แสนจะน้อยใจนัก...น้ำตาปริ่มตาขึ้นมาเฉยๆ หล่อนเหมือนไม่มีค่าเลยในสายตาของลัคนัย...เขาไม่แยแสหล่อนสักนิด