ตอน 1
อสูรเริงไฟ
บทที่1
“ถึงโรงพยาบาลแล้วจ้า”
มินตาบอกด้วยเสียงยินดี มีเสียงเหมือนระบายลมหายใจแบบโล่งอกตามติดมาด้วย ในย่านชานเมืองแบบนี้หล่อนได้ขับรถเที่ยวหาโรงพยาบาลเอกชนสักแห่งที่ดูดีสักหน่อยจนคนเจ็บได้โอดโอยว่ากว่าจะพบเลือดคงจะไหลออกจากบาดแผลหมดตัวเสียก่อนเป็นแน่แท้
“โชคนายยังดี เลือดยังไหลออกไม่หมด...”
หล่อนเลี้ยวรถขึ้นไปตามทางที่ลาดขึ้นสูง ไปสู่ทางจอดตรงประตูกระจกชั้นล่างของโรงพยาบาลพอดี
“เฮ้ย...ระวังคันหน้า ทำไมต้องไปจ่อติดแบบนั้นด้วย”
“ฉันก็ระวังแล้ว”
หล่อนบอก แต่ฝีมือการขับรถของหล่อนออกจะย่ำแย่สักหน่อย...เพราะเมื่อรถคันหน้าจอดลง ก็มีเสียงกระแทกโครมตามติดมา พร้อมกับเสียงโวยวายของหล่อนลั่นรถ จนเพื่อนหนุ่มเอามือข้างที่ไม่มีบาดแผลอุดหูทันที แต่กระนั้นเสียงหล่อนก็ยังเข้าไปในหูอีกข้างจนได้
“เขาเบรกกะทันหันนะ เขาผิด ฉันไม่ผิด”
“เออ...แก้ตัวเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน จะต้องเสียงเงินอีกตามเคย”
คนที่นั่งทำตัวงอๆ จมลงไปกับเบาะที่นั่งข้างๆ คนขับยืดคอขึ้นมาก่อน แล้วจึงชะเง้อขึ้นมาทั้งตัว
“ชนกับไอ้รถใหม่เอี่ยมป้ายแดงเชียวนะ...เอาไอ้กระป๋องบาดทะยักคันนี้ไปชนกับรถผู้ดีอีกแล้ว เจ้ามิน”
“เขาผิด”
มินตายังบอกย้ำ หล่อนเกาะพวงมาลัยอยู่นิ่งๆ ยามหน้าโรงพยาบาลวิ่งมาดู พร้อมกับเตียงคนป่วยที่ถูกเข็นผ่านประตูกระจก ที่เปิดเลื่อนโดยระบบอัตโนมัติออกมาโดยบุรุษพยาบาลรูปร่างแข็งแรงวิ่งกันมาไขว่ไปหมด
มินตาเบิกตากว้าง...หล่อนกระทุ้งข้อศอกเข้ามาถูกแขนของธันวา แขนข้างที่มือเจ็บพันเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวหนาและมีเลือดเปรอะไปหมด ได้ยินเสียงโอดโอยเหมือนเจ็บหนัก
“เขาเอาเตียงมาเข็นนายด้วยล่ะ...ที่นี่บริการเยี่ยมเลยนะ...คนเจ็บมาก็เข็นเข้าไป...นายทำหน้าสวยๆ หน่อยนะตอนนอนเข้าไปน่ะ อย่าทำเจี๋ยมเจี้ยมเป็นหมูต้มล่ะ...”
มินตาเปิดประตูรถก้าวลงมา เรื่องที่หล่อนคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่คือรถชนท้ายรถคันข้างหน้ากลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครมาสนใจสักนิด หล่อนเห็นคนเข้าไปรุมล้อมรถใหม่เอี่ยมสีเขียวคันนั้น แล้วเมื่อประตูตอนหลังเปิดออก หล่อนก็เห็นว่ามีการหามหัวหามท้ายผู้หญิงคนหนึ่งออกมา หล่อนชะเง้อคอมอง...แล้วจึงหันมาบอกธันวาเหมือนกับจะผิดหวังไม่น้อย เมื่อเตียงนั้นถูกเข็นเข้าไปโดยมีผู้หญิงคนนั้นนอนเข้าไปด้วย
“นายคงจะต้องเดินเข้าไปเองแล้ว เตียงเขาเอามารับรถคันโน้น...เป็นอะไรน้อ...หน้าซีดจนเกือบจะเขียว แล้วเลือดก็เปื้อนมาเต็มกระโปรง”
ธันวาย่องแย่งมายืนอยู่เคียงข้าง เขามีคำตอบแก้ข้อข้องใจของมินตาเพียงมองไปแวบเดียว
“ตกเลือดน่ะ”
เขากระซิบเบาๆ ที่ริมหูหล่อน แล้วมินตาก็ทำให้เขาหน้ามุ่ยเมื่อหล่อนหันกลับมาถามย้ำ
“นายว่าไงนะ...ตกเลือด...เป็นยังไง ตกเลือดนี่น่ะ”
เสียงของหล่อนไม่เบานัก...บุรุษร่างสูงที่ยืนอยู่เงียบๆ แล้วโดดเด่นเหนือบุรุษคนอื่นๆ นับจากมาดและการแต่งตัวของเขาจึงหันมา ดวงตาสีเข้มนั่นลุกวาวขึ้น เหมือนไม่พอใจ ทำให้ธันวาส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ กระชากมินตาเข้ามาใกล้ตัว โดยลืมไปว่ามือที่ใช้นั้นคือมือที่เจ็บ เขาสะบัดมือออกเร่าๆ เมื่อกำมือเข้าหากันจึงกระเทือนบาดแผลเลือดไหลออกมาอีกแล้วก็เปื้อนเสื้อของมินตา
“หุบปากซะ เจ้ามิน...เห็นลูกกะตาไอ้หมอนั่นไหม...มันมองยังกะจะกินเลือดเนื้อ”
มินตาเห็นแล้ว หล่อนยืนอยู่ห่างจากผู้ชายคนนั้นไม่มากนัก หล่อนมองเห็นเขาเต็มตา แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาหยุดเบื้องหน้าหล่อนโดยไม่พูดจาอะไรสักคำ แต่ดวงตาของเขาเหลือร้ายนัก มันเหมือนเขามีกองไฟอยู่ในดวงตาแผดเผาทำลาย...มินตากลืนน้ำลายลงคอ หล่อนก้าวถอยหลังมานิดหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วไปยืนแอบอยู่เบื้องหลังธันวา
“รถผมเสียหาย”
เขาก้มๆ ลงไปมองท้ายรถของตัวเองนิดหนึ่ง...เสี้ยวหน้าด้านข้างนั่นคุ้นสายตาเหลือเกิน มินตายกมือลูบคางอีกมือกอดเอาไว้ใต้อก อันเป็นท่าที่หล่อนจะใช้ยามเมื่อใช้ความคิดอย่างหนัก เหมือนหล่อนเคยเห็นคนหน้าตาแบบนี้...
เคยเห็นแน่ๆ แต่ที่ไหนกันหนอ...
หล่อนอยากจะทุบหัวตัวเอง เวลานึกอะไรที่มันช่างนึกไม่ออกแล้วกลายเป็นเรื่องยาก
เมื่อเขายืดตัวขึ้นมา ได้มองเห็นกันตรงๆ รูปหน้าสี่เหลี่ยมแนวขากรรไกรกว้างแข็งแรง เหมือนรูปปั้นสมบูรณ์แบบเหลือเกิน...หล่อนลดมือลงจากปลายคางเมื่อได้ยินเสียงของเขาแจ้งข้อกล่าวหา
“รถผมไฟแตก กันชนบุบ...ผมจะเรียกบริษัทประกันมาตกลงกับทางคุณ”
“อะไรกัน”
มินตาก้าวออกไปอย่างลืมตัว... “ไฟแตก กันชนบุบเชียวหรือ ไหน...เป็นรถใหม่ ป้ายแดง ทำไมบุบง่ายนักเล่า”
หล่อนก้มลงไปดูบ้าง แล้วเมื่อยืดตัวขึ้นมาอีกหนหล่อนก็เห็นดวงดาวระยิบระยับ เมื่อศีรษะโขกเข้ากับอะไรอย่างหนึ่งแข็งๆ หล่อนไม่ได้ร้อง แต่ได้ยินเสียงร้องเบาๆ จากปากเขา แล้วมินตาจึงได้รู้ว่าหล่อนเอาหัวไปกระแทกคางของเขา
“ตายจริง” หล่อนอุทาน...แล้วธันวาก็สั่นศีรษะเหมือนระอาใจ อย่างหนักกับการที่ได้เห็นเพื่อนหญิงของเขาจับแขนผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น แล้วยื่นมือแตะตรงปลายคางเหลี่ยมๆ มีรอยผ่านิดๆ ...
ธันวาได้แต่ส่งเสียงครางอยู่ในใจ
...เอาละ ไอ้ตัวยุ่ง เริ่มยุ่งแล้ว...
“คุณเจ็บหรือเปล่า ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
แล้วมือของมินตาก็ตกผล็อยลง เมื่อเขามองหล่อนเหมือนจะฆ่าหล่อนเสียให้ได้ ดวงตาคมจัดคู่นั้นทำให้หล่อนตัวสั่นได้อย่างประหลาด หล่อนค่อยๆ ถอยจนติดตัวถังรถของตัวเองแล้วก็เลื่อนตัวปราดๆ มายืนเคียงธันวาอีกหน ปากของหล่อนเท่านั้นที่ยังส่งเสียงได้เจื้อยแจ้วอยู่
“ฉันขอโทษแล้วนี่”
“ผมจะรวมเข้าไปในค่าเรียกร้องก็แล้วกัน”
แล้วเขาก็หันหลังกลับเดินดุ่มๆ จากไป ประตูกระจกนั่นเลื่อนเปิดรับเขาเข้าไปแล้ว มินตาแทบจะเต้นเร่าๆ
“ต๊าย...อีตางก คนรวยนี่มันงกเหมือนกันหมดเลยนะ ยิ่งรวยยิ่งงก อะไรๆ ก็ตีค่าเป็นเงินทั้งนั้น ยากหรอกย่ะ ฉันจะไม่จ่ายสักสลึง ฉันไม่ได้ผิด...” แล้วหล่อนก็ยิ้มหวานเจี๊ยบให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่มาขอร้องให้หล่อนเอารถลงไปจอดชั้นล่าง เพราะมีรถกำลังจะเลี้ยวขึ้นมาเพื่อส่งคนไข้...
“ค่ะ” มินตารับคำ...หล่อนไล่ธันวาเข้าไปข้างใน
“ดูมือนายซิ เลือดไหลออกมาอีกแล้ว เข้าไปหาหมอก่อน เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไป...เอารถไปจอดข้างล่างก่อน ไม่ใช่คนรวยมาจากไหนนี่...จะได้มีคนมาเอารถไปจอดให้”
ปากหนอปาก...ธันวานึกในใจ เพื่อนของเขาคนนี้ปากดีนัก หล่อนสามารถแกว่งปากไปหาเรื่องได้ไม่ยากเลย เขาเดินระทดระทวยเข้ามา...ไปหยุดยืนรีๆ รอๆ อยู่หน้าห้องฉุกเฉินตามคำบอกของนางพยาบาลที่ออกมาต้อนรับเมื่อมองเห็นมือโชกเลือดของเขา แต่เขาก็ยังเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้นอกจากมองผ่านเข้าไปทางช่องกระจกใสๆ ที่อยู่ตรงระดับสายตาพอดี เขาเห็นหมอและพยาบาลกำลังวิ่งกันวุ่นข้างในนั้น
คงเป็นแม่สาวที่ถูกหามลงมาจากรถคันเมื่อครู่ หล่อนอาจจะแท้ง...แล้วเขาก็หันกลับ...เกือบจะชนกับบุรุษหนุ่มหน้าตาแววตาดุๆ จนเกือบจะเป็นโหดเหี้ยมคนนั้นเข้าแล้ว
เขาหลีกทางให้เจ้าของดวงตาดุนั้น พอดีกันมินตาขึ้นมาจากชั้นล่าง หล่อนเข้ามาหาเขา...
“คุณธันวา...”
พยาบาลที่ไปทำบัตรให้กับเขาเดินมาเรียก แล้วให้เขาก้าวผ่านเข้าไปในห้อง มีมินตาทำท่าเหมือนจะตามเข้ามาด้วยเหมือนกัน แต่มีเสียงขอร้องอ่อนหวานเสียก่อน
“ข้างในห้องคนมากค่ะ เชิญนั่งรอข้างนอกนะคะ”
ตอน 2
บทที่2
มินตาหน้าแห้ง พยักหน้ากับเพื่อน แล้วเดินกลับไปกลับมา หล่อนชะเง้อมองเข้าไปหลายหน แต่หล่อนมองไม่เห็นว่าธันวาเข้าไปตรงไหนของห้องนั้น หล่อนได้เห็นแต่เจ้าหนุ่มคู่กรณีของหล่อน เห็นเขาเข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ เตียงของแม่สาวที่ธันวาบอกว่าตกเลือด ไม่ใช่เมียก็อาจจะเป็นคู่รักกระมัง...หล่อนพินิจมองเขา...ก่อนจะนึกออก หล่อนดีดนิ้วออกมาแรงๆ สีหน้าสดใสขึ้น เมื่อนึกได้ว่าเขาคือใครมิน่าเล่า หน้าตาถึงคุ้นเหลือเกิน
ธันวาเดินหน้าตาซีดเซียวออกมาจากห้องนั้นในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา มินตารีบลุกไปหา “หน้าตานายเหมือนคนใกล้ตาย”
“เจ็บนี่หว่า”
เขาพูดจาแบบนี้กับมินตา...ใครๆ ก็พูดกับหล่อนแบบนี้ เพราะในออฟฟิศนั้นมินตาเหมือนเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง หล่อนเป็นสาวคนเดียวที่ออฟฟิศมี และจากการทำงานกันนานวันเข้า มินตาก็ทำเหมือนหล่อนไม่ใช่ผู้หญิง หล่อนแข็งแกร่งพอจะยืนหยัดไปพร้อมๆ กับเพื่อนคนอื่นๆ หลายหนเข้าทุกคนจึงลืมเหมือนกันว่าหล่อนเป็นผู้หญิง พูดจากับหล่อนก็ไม่ค่อยจะอ่อนโยน และมินตาก็ไม่เคยถือสา หล่อนมีนิสัยง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่หล่อนก็ขีดเส้นเอาไว้เหมือนกัน ไม่มีใครก้าวล้ำเส้นนั่นไปได้ มินตาเป็นผู้หญิงรักตัวเอง...หล่อนไม่มีแฟน และทำท่าจะขายยากเอาการอยู่ หล่อนไม่เคยมีผู้ชายคนใดมาจีบ
หล่อนก็จัดว่าหน้าตาดี สวยพอที่พวกหนุ่มๆ ในออฟฟิศเล็กๆ จะชื่นชมได้ยามที่หล่อนแต่งตัวเป็นผู้หญิง...แต่ในยามที่หล่อนรวบผมขึ้นสวมหมวกครอบหน้าเอาไว้เห็นแต่ดวงหน้ามอมๆ ไม่มีเครื่องสำอางฉาบทา หล่อนก็ไม่ได้เชิญชวนสายตาใครเลย
เพื่อนๆ ลงความเห็นว่า มินตาขาดเสน่ห์ทางเพศ หล่อนไม่มีจริตมารยาของเพศหญิงเพียงพอ เปรียบหล่อนเป็นดอกไม้ หล่อนจึงกลายเป็นดอกไม้พลาสติกไปโน่น
อาจจะเป็นเพราะมินตาปิดกั้นตัวเองมากเกินไป หล่อนทำงานหนัก...แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน เวลาของหล่อนคืองาน...แล้วงานก็คือเงิน...หล่อนได้ชื่อว่าเป็นคนงกเงินอย่างหนัก เคยมีคนถามหล่อน มินตาจะได้แต่หัวเราะ แล้วหล่อนย้ำอยู่เสมอๆ ว่าหล่อนชอบเงิน หล่อนฝันจะมีเงินมากๆ และจะไม่ทำงานหนักอีกเมื่อตอนที่หล่อนเป็นสาวแก่ หล่อนประกาศว่าจะอยู่อย่างสุขสบายใช้เงินที่เก็บสะสมเอาไว้
“เจ็บแค่นี้ไม่ถึงตายหรอกย่ะ...เลือดออกแค่นี้...” หล่อนก้าวหลีกเมื่อประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก แล้วเตียงคนไข้ถูกเข็นออกมา...หล่อนเห็นผู้หญิงที่มีดวงหน้าขาวจนเกือบเขียว มีขวดน้ำเกลือขวดเลือดระโยงระยาง ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตาย แต่ดูบอบช้ำอย่างหนัก...มินตากลืนน้ำลายลงคอ หล่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาสบประสานกับดวงตาดุๆ คู่นั้นของบุรุษที่มีดวงตาเหมือนดวงไฟ แล้วเขาก็เดินจากไป
หล่อนเพิ่งสังเกตเห็นถนัดถึงจุดคล้ำๆ ที่กระจายอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสวยของเขา...มันเหมือนหยดเลือด
“ตกเลือดนี่น่ะมันร้ายไหม”
คราวนี้หล่อนแค่กระซิบ เอียงหน้าเข้าไปเกือบจะติดหน้าของธันวา แต่ดวงตาของหล่อนยังมองตามไปเขม็ง
หล่อนมองดูผู้ชายร่างสูงคนนั้น...เค้าหน้าของเขาเหมือนนัก แต่บุคลิกท่วงท่าของเขาไม่เหมือน หล่อนพยายามนึกถึงคนที่หล่อนเคยรู้จักในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง มันแตกต่างกัน แต่หล่อนก็แน่ใจว่าหล่อนคงจะจำคนไม่ผิด
“ก็แค่แท้งลูก”
“ฮ้า...”
หล่อนอ้าปากกว้าง
“เราได้ยินหมอเขาซักนะ...ได้ยินว่าถูกซ้อม...”
“ตายละ...ผัวซ้อมหรือเปล่า”
“ก็ไม่ได้ยินนะว่าใครซ้อม”
“สงสัยอีตานั่นแน่ๆ เลย ท่าทางให้ คงจะเผลอซ้อมเมีย แล้วมาเล่นบทพ่อพระเอาเมียมาส่งหาหมอ...แต่หน้าตาเช้ยเฉยนะ ท่าทางเดือดร้อนอยู่หรอก แต่ไม่ถึงกับห่วงใยนักหนา”
“อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นเลยน่า”
“ฉันว่าฉันรู้จักเขา”
มินตาบอก หล่อนพาธันวามารอหน้าห้องจ่ายยา และคิดเงินค่ารักษา ตัวหล่อนยังก้าวตามผู้ชายคนนั้นไป หล่อนเห็นเขานั่งที่เก้าอี้ยาวๆ ที่ตั้งเอาไว้รอบในห้องโถงชั้นล่างนี้เขาไม่ได้ตามเข้าไปในลิฟต์ที่พาคนไข้ขึ้นไปชั้นบน เห็นเขานั่งก้มศีรษะลงเล็กน้อยหยิบซองบุหรี่ออกมา ซองหนังเสียด้วย แล้วยังจะไฟแช็คอันเล็กๆ สวยงาม...
หล่อนเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา เห็นเขามองไล่ตั้งปลายเท้าในรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อของหล่อนขึ้นมา จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าคิ้วเข้มหนาของเขาดึงขึ้นสูง...โดยที่ริมฝีปากหนาหยักได้รูปสวยนั้นหุบนิ่ง แววตาไม่ปรากฏร่องรอยยินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น
“คุณนั่นแหละ...ฉันจำได้ คุณต่อ”
หล่อนไม่พูดพล่าม นอกจากทึกทักเอาดื้อๆ “ฉันนึกแทบแย่ว่าเคยเห็นคุณที่ไหน คุณจำฉันไม่ได้หรือ” หล่อนนั่งหล่อนใกล้ๆ ถามอย่างกระตือรือร้น “ฉันเป็นเพื่อนเก่าของคุณไงล่ะ...มินตา...มิน”
สีหน้าของเขายังเรียบเฉย แต่มุมปากกระตุกนิดๆ บอกชัดว่ารู้สึกรำคาญมากกว่าอื่นใด แล้วน้ำเสียงเรียบๆ ก็หลุดออกมาจากปากเขา
“ผมไม่ทราบว่าคุณพูดอะไร แต่ดูเหมือนว่าคุณจำคนผิดแน่นอน...”
“ฉันไม่เคยจำใครผิด”
มินตายังยืนยัน “หน้าตาคุณยังเมื้อนเหมือน แต่ท่าทางคุณไม่เหมือน คุณดูโก้ดี...”
“ผมชื่อศิลา...”
เขาบอกอย่างรำคาญ ยิ้มเยาะระบายไปทั่วใบหน้าของเขาเมื่อเขากดไฟแช็คดังกริ๊กที่ปลายบุหรี่ อัดควันเข้าไปมือที่กดไฟแช็คนั่นได้รูปสวย นิ้วทุกนิ้วยาวเรียวปลายนิ้วตัดเล็บสั้นเจียนมน...ลักษณะสำอางกรีดกรายเอาการอยู่ มินตายังยืนยันด้วยคำเดิมนั่นเอง
“คุณชื่อต่อ...ฉันจำชื่อจริงคุณไม่ได้หรอก...แต่ฉันไม่ได้จำผิดคน...คุณหลอกฉันไม่ได้แน่ คุณยังไม่ตายรึนี่”
“ผมไม่ทราบว่า ทำไมคุณมาตู่ผมแบบนี้ หรือคุณนึกว่าวิธีนี้จะช่วยให้ผมไม่เรียกร้องค่าเสียหาย...”
เขาลงเสียงหนักขึ้น
“ผมจะเรียกประกันแน่นอน คุณรอรับเรื่องด้วยก็แล้วกัน...วิธีนี้ไม่สำเร็จหรอกครับ คุณผู้หญิง”
เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย พ่นควันบุหรี่เข้าใส่หน้าหล่อนจนมินตามองเห็นดวงหน้าของเขาไม่ถนัดนัก แต่หล่อนกำลังโกรธด้วย หล่อนลุกขึ้นยืนเกือบจะทันที เสียงห้วนจัดไปเหมือนกัน
“ฉันไม่เคยคิดแบบที่คุณคิด ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ซิ...” แล้วหล่อนก็ผลุนผันจากมา ธันวาได้ยาและจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว มินตาจูงมือของเขาเดินลิ่วๆ ลงบันไดด้านข้างไปที่จอดรถชั้นล่าง
“หมั่นไส้อีตาบ้านั่นชะมัด...นึกหรือว่าฉันจะอยู่รอจนกว่าประกันจะมา...”
“จะหนีหรือ”
“ฉันไม่ได้ผิด เรื่องอะไรฉันจะต้องเสียเงิน รวยนักก็ซ่อมเอาเองซิ...เงินเท่านี้ขนหน้าแข้งคงจะไม่ทันร่วง”
“ฮื่อ...” ธันวาคล้อยตาม “เราได้ยินเรื่องเด็ดๆ มาด้วยล่ะ รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร”
“ฉันรู้ชื่อเขา...นายต่อ...จะเป็นใครมาจากไหนฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วฉันก็ไม่สนเขาด้วย”
“เห็นว่าเป็นมือขวาของเจ้าแม่...” ธันวาลดเสียงให้เบาลง “ไม่ใช่เจ้าแม่มาเฟียที่ไหนหรอกนะ แต่เป็นเจ้าแม่ขายเนื้อสดน่ะ เคยได้ยินชื่อเจ้าแม่แหม่มบ้างหรือเปล่า”
“แหม่มไหน”
มินตาถามอย่างงงๆ
เสียงธันวาจิ๊กจั๊กในลำคอ “ไม่ฉลาดมั่งเล้ย ทีบางเรื่องล่ะรู้ เรื่องนี้ไม่ยักรู้ ก็เจ้าแม่ที่มีเด็กสาวๆ เยอะแยะเอาไว้ส่งป้อนให้ผู้ชายมีความสุขไงล่ะ”
“แล้วเจ้าแม่นี่ มีชื่อรถยี่ห้อไหนต่อท้ายล่ะ...เคยได้ยินแต่บีเอ็ม...ซีตรอง เปอร์โยต์...
“คนนี้ไม่มีชื่อรถต่อท้าย แต่ใครๆ ก็รู้ว่ากว้างขวางมีเด็กในสังกัดมากหน้า...หมอนั่นเป็นมือขวา เป็นคนดูแลเด็กๆ แล้วก็เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่...”
“ขนลุก” มินตายื่นแขนมาให้ดู “คนดูแลเด็กๆ นี่มันก็แมงดาล่ะน่า แหม!...ทำเรียกซะเก๋...แล้วที่ว่าเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่...เรื่องค้าขายสาวๆ นี่เขาจัดเป็นธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายแล้วเหรอ...ทุเรศชะมัด...โธ่โอ๊ย...” หล่อนทำเสียงปลงๆ “ฉันคงจำคนผิดจริงๆ นั่นแหละ เพื่อนเก่าฉันเขาไม่มาเป็นคนสวะๆ พรรค์หยั่งงี้หรอก...นี่ฉันเสียเวลาไปเสวนากับแมงดามาหรอกหรือ”
หล่อนทำท่าผิดหวังอย่างแรง
“นั่นคงจะเป็นสาวๆ ในสังกัดซินะ สงสัยจะไม่ยอมทำงานให้ เลยถูกซ้อมจนลูกไหลเล็ด”
“มันก็เรื่องของเขา...ไม่ใช่เรื่องของเรา...อย่าไปยุ่งกับคนพวกนี้ได้ละเป็นดี พวกเขามีชีวิตกันอีกแบบ ไม่เหมือนพวกเราหรอก”
“ฮึ...รวยบนเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของผู้หญิง อย่างนี้มันไม่เจริญแน่ สักวันแมงดาตัวนั้นก็คงจะปีกหัก...เชื่อฉันเถอะว่าไอ้พวกขายคนด้วยกันนี่น่ะ เวลาจะตายไม่เคยตายดี มีแต่จะตายโหง!”
ตอน 3
บทที่3
มินตาเข้าบ้านมาอย่างเงียบๆ หล่อนลงนั่งที่บันไดขั้นล่างแล้วถอดรองเท้าผ้าใบออก ถอดถุงเท้าออกตาม แล้วม้วนถุงเท้าเป็นก้อนกลมๆ ยัดเข้าไปในรองเท้า หิ้วรองเท้าขึ้นบันไดด้วยฝีเท้าแผ่วเบา จนเกือบจะไม่น่าเชื่อว่านี่คือมินตา...นี่หากเพื่อนร่วมงานมาเห็นท่าเดินเหมือนเท้าแทบจะไม่ได้แตะพื้นของหล่อนละก้อ คงจะได้หัวเราะกันเกรียว เพราะยามอยู่ในออฟฟิศ มินตาจะมีก้าวย่างหนักแน่นรุนแรงเป็นจังหวะ บางทีแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าก็รู้กันแล้วว่าเป็นหล่อน
ประตูด้านหน้ายังไม่ได้ปิดลงกลอน แต่แง้มๆ เอาไว้ หล่อนค่อยๆ ผลักเข้าไปอย่างแผ่วเบา...แต่บานพับที่ค่อนข้างจะฝืดสักหน่อยก็ให้เสียงเอี๊ยดอ๊าด...มินตาจับประตูให้อยู่นิ่งๆ หล่อนกลัวว่าเสียงนี้จะปลุกให้มารดาตื่นลงมา...หล่อนกลับบ้านดึกเสมอก็งานล่วงเวลามันเงินดีเหลือเกิน หล่อนจะยอมให้พลาดไปอย่างไรได้ วันนี้ก็งานล่าช้าเพราะอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่ธันวาได้รับ หล่อนเลยมีงานให้สะสาง เพราะเอาเวลาขับรถพาธันวาไปส่งโรงพยาบาล
พรุ่งนี้ก่อนออกจากบ้าน หล่อนจะเอาน้ำมันมาหยอดบานพับเสียหน่อย ไม่ให้มีเสียงแบบนี้เกิดขึ้นมาอีก
ย่องๆ จะไปถึงหน้าห้องของหล่อนอยู่แล้ว มินตาก็ชะงักเมื่อแสงสว่างพึ่บขึ้น หล่อนหยุดอยู่ตรงกลางบ้านนี่เอง
“เพิ่งกลับหรือ”
เสียงทักออกจะเยาะๆ ชอบกลอยู่ มินตาพึมพำตอบออกไปเสียงเบา
“ค่ะ”
“ดึกทุกคืนเลยนะ...มัวแต่ไปเที่ยวซ่กๆ อยู่ล่ะซิ งานเลิกตั้งแต่ห้าโมง ก็อยู่ในกรุงเทพแค่นี้ หนทางไปมาสะดวก ไม่น่าจะให้เกินหนึ่งทุ่ม”
หล่อนไม่โต้ตอบเลย เพราะรู้ว่าต่อให้หล่อนอธิบายอย่างไร ก็จะไม่ได้รับการสนใจ เหมือนหล่อนบอกกล่าวกับลมแล้งมากกว่า หล่อนยืนนิ่งๆ แต่นั่นกลับยิ่งไปยั่วให้เกิดความโมโหได้
“ฉันพูดด้วยก็หันหน้ามาหน่อยซิ...อาไร้...ยายมินแกจะยืนหันหลังให้ฉัน...แกนี่เหลือเกิ๊น...กระด้างอะไรยังงี้” เสียงบ่นแหลมๆ มันเข้าไปกระเทือนอยู่ในแก้วหู แต่มันไม่ได้ทำให้หล่อนสะเทือนใจอะไรนักหนาอาจจะเพราะหล่อนชินชาเสียแล้ว หากวันใดคุณมารศรีพูดกับหล่อนดีๆ น้ำเสียงอ่อนหวานซิ ที่จะทำให้มินตาต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่าปกติสักหน่อย หล่อนค่อยๆ หันตัวกลับมา รองเท้ายังถือค้างอยู่ในมือ
คุณมารศรีเดินลงมา หล่อนได้กลิ่นน้ำอบไทยหอมฟุ้ง หญิงสาวยืนก้มหน้าลงน้อยๆ มืออีกข้างทับมาบนมือที่หิ้วรองเท้าอยู่ คุณมารศรีเดินวนไปรอบๆ ตัวหล่อน ผมที่หล่อนจับมันพันๆ ทบไว้ง่ายๆ และหลุดลุ่ยอยู่แล้วหลุดกระจายลงมา เป็นเส้นผมดำมันขลับยาวเกือบถึงกลางหลังเส้นผมที่เหยียดตรงมีน้ำหนักสลวย แต่หล่อนแทบจะไม่ได้ปล่อยให้มันเคลื่อนไหวตามเส้นสายของมัน อย่างง่ายที่สุดคือจับรวบแล้วพันทบสวมหมวกเข้าไปอีกใบ ไม่ค่อยจะมีใครรู้ว่าหล่อนเป็นเจ้าของเส้นผมสวยงามเพียงนี้
“ดูมอมแมมจริงๆ นะเรา”
“มินเพิ่งเลิกงาน”
“งานอีกแล้ว เอะอะอ้างงานยันเต”
“ก็มินทำงานจริงๆ”
หล่อนยังไม่วายจะเถียง แต่แล้วพอนึกได้หล่อนก็นิ่งเงียบเสีย เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้นเอง คุณมารศรีพยายามจะคาดคั้นถามให้ได้ว่าหล่อนหายไปไหนหลังจากเลิกงาน มิไยที่หล่อนจะยืนยันว่าหล่อนอยู่ในออฟฟิศ มันเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันทุกฝ่ายให้งานเดินรุดหน้า มันแข่งกับเวลาแข่งกับระบบแข่งขัน และการหมุนเวียนของดอกเบี้ยที่งดงามเหลือเกินในธนาคาร พวกหล่อนกำลังตั้งตัว...กำลังเริ่มต้นเพื่ออนาคตวันหน้า
“แม่รอแกตั้งแต่ตอนเย็น...ไปนั่งคุยกันก่อน”
“ค่ะ”
“หล่อนเดินมานั่งลงเรียบร้อย ต่อหน้าเธอหล่อนจะวางตัวเป็นสาวสงบเสงี่ยม...ถ้าหากไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง หล่อนก็จะลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อย เก็บเท้าได้มิดชิด วางมือประสานกันเอาไว้บนตัก มินตารู้ว่าหากเพื่อนๆ มาเห็นก็คงจะต้องตาถลนกับอีกรูปแบบหนึ่งของเหล่อน
“พรุ่งนี้ชุดแต่งตัวใหม่ของพี่มิ่งจะมานะ...”
หล่อนมองสบสายตากับเธอแต่ใจหายวับไปแล้ว...หล่อนเข้าใจเพียงแต่เธอเริ่มต้นเท่านั้น
“ก็มีกระจกหนึ่งบาน โต๊ะอีกหนึ่งตัว เก้าอี้อีกตัว...ราคามันก็หมื่นสอง”
มินตาเงียบกริบ หัวใจเท่านั้นที่ไหวระรัว สีหน้าของหล่อนยังเป็นปกติ เงินหมื่นสองจากหยาดเหงื่อแรงงานของหล่อนกำลังจะปลิวไปจากกระเป๋าอีกแล้ว...แต่หล่อนก็มิได้ทักท้วงสักคำ
“ค่ะ...แต่มินไม่มีเงินสด มินจะเขียนเช็คทิ้งเอาไว้ให้แล้วกันนะคะ”
“นี่แม่ไปดูพรมเอาไว้อีกผืนหนึ่ง แหม...มันซ้วยสวย เจ้าของร้านเขาบอกว่า จะเซลห้าสิบเปอร์เซ็นต์ตอนเดือนหน้า คงจะทันเอามาปูห้องให้พี่มิ่งพอดี”
“ค่ะ”
เสียงรับคำของมินตาเบาลงไปอีก... “แม่ดูราคามาก็แล้วกัน...มินจะจัดการให้”
“มีจดหมายของพี่มิ่งถึงแกด้วยนะ แม่เอาไปไว้ในห้องให้แล้ว...” คุณมารศรีนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะถามต่อด้วยเสียงอันอ่อนโยนลงเล็กน้อย “นี่แกกินอะไรมาหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
ถึงหล่อนจะไม่ได้กินอะไรมาเลย มินตาก็ไม่อาจจะกินอะไรได้ลงคออีก หล่อนตีบตันในลำคอ มันตื้อลงไปถึงกระเพาะอาหารนั่นทีเดียว หล่อนเข้ามาในห้องปิดตาลงอย่างเหนื่อยล้า ยืนพิงบานประตูอย่างนั้นอีกนาน รองเท้าที่หิ้วเอาไว้ค่อยๆ หล่นลงไปกองกับพื้น เงินของหล่อนหมดไปกับเรื่องของมิ่งขวัญเสมอๆ
มิ่งขวัญจะกลับบ้านเดือนหน้า...แม่กระตือรือร้นเหลือเกินที่จะจัดห้องให้มิ่งขวัญใหม่ เริ่มต้นจากผ้าม่าน เตียงนอน แล้วก็โต๊ะแต่งตัว เดือนหน้าจะเป็นพรมปูห้อง...มินตาลืมตาขึ้น...พรมหรือ...หล่อนนัยน์ตาตกมองดูพื้นห้องของตัวเอง
ก่อนจะยิ้มหยันๆ ออกมา
หล่อนมีเงินพอจะซื้อพรมแพงๆ ให้มิ่งขวัญใช้ปูห้องแม้จะเป็นตอนที่ลดราคาก็เถอะ หล่อนรู้ว่ารสนิยมของมารดาเป็นอย่างไร คุณมารศรีไม่เคยซื้อของถูกเธออ้างเสมอๆ ว่า
...ของดีราคาไม่เคยถูก ของดีต้องแพง ของไม่แพงไม่ใช่ของดี...
แต่พื้นห้องนี้เป็นเสื่อกกสีน้ำตาลคล้ำๆ ทอด้วยมือเป็นผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดหนึ่งตารางฟุตเอามาปูต่อๆ กัน...มันน่าขันเหลือเกิน มินตาเดินโซเซไปที่เตียงนอนล้มตัวลงนอนโดยที่ไม่ได้ดึงเอาผ้าคลุมเตียงออกเสียก่อน มือข้างหนึ่งพาดไปบนหน้าผาก สองเท้ายังห้อยอยู่เรี่ยๆ พื้น...หล่อนไร้เรี่ยวแรง มันสิ้นไร้แบบนี้ทุกครั้งที่คุณมารศรีมีค่าใช้จ่ายเบิกจ่าย
โต๊ะแต่งตัวหมื่นสองหรือ...แล้วของหล่อนล่ะ...โต๊ะแต่งตัวชุดเก่าดั้งเดิม หล่อนเอาสีมาทาใหม่ให้ขาวนวล...มันเป็นนวลใยแม้ในยามนี้ที่ไม่ได้เปิดไฟในห้อง เพราะหล่อนเปิดหน้าต่างห้องทิ้งเอาไว้ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามากระทบมันตกทอดมาถึงหล่อนหลังจากที่เกือบจะถูกโยนทิ้งไปกับรถขยะ หล่อนเอามาปรุงโฉมเสียใหม่ ทาสีใหม่ หาผ้าลูกไม้สวยๆ มาปูทับ แล้วมีกระจาดใบน้อยๆ มาตั้งเรียงรายสำหรับใส่สิ่งของที่ใช้ส่วนตัว...แต่หล่อนจะต้องจ่ายเงินหมื่นสองให้กับมิ่งขวัญ
กระจกหนึ่งบาน โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้อีกตัว...คงจะสวยงามหยดย้อยกระมัง
หญิงสาวลุกขึ้นมานั่ง เมื่อนึกขึ้นได้ถึงจดหมายของมิ่งขวัญ...เปิดไฟในห้องให้สว่าง แล้วหล่อนจึงเอากรรไกรเล็กๆ ขลิบริมซอง...กระดาษแผ่นบางหล่นลงมา...ลวดลายของกระดาษช่างสวยงาม ข้าวของที่มิ่งขวัญใช้สวยงามเสมอ คุณมารศรีปลูกฝั่งสิ่งนี้ให้กับมิ่งขวัญมาแต่เล็กๆ
ข้อความทั้งหมดเป็นการส่งข่าวความเคลื่อนไหวว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง มิ่งขวัญไปเรียนปริญญาตรี...หล่อนเรียนไม่สู้จะเก่งมากนักหลังจากที่ร่ำเรียนไม่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่นาน คุณมารศรีก็อดทนไม่ได้ เธอส่งมิ่งขวัญไปกวดภาษาอย่างหนักแล้วส่งมิ่งขวัญไปอเมริกา หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นการชุบตัวลูกสาวคนโตให้งดงามพร้อมสรรพกลับมา
มิ่งขวัญเดินทางโดยสายการบินที่แพงที่สุด หล่อนจะได้บินกลับบ้านทุกปิดภาค กลับมาพร้อมกับมีข่าวของหล่อนลงตีพิมพ์...ชื่อของหล่อนเป็นที่รู้จักตามหน้านิตยสาร และมิ่งขวัญก็เคยมีรูปลงนิตยสารเพราะหล่อนเป็นสาวสวยเพียงพอ
เมื่อมิ่งขวัญอยู่ใกล้ๆ กับมินตา มิ่งขวัญจะสดสวยและทำให้มินตาดูหมองมัวไปเสียสิ้น
ทุกๆ ปี มินตาไม่กล้าคำนวณเงินหรอกว่ามิ่งขวัญใช้เงินเท่าไร...แต่คุณมารศรีไม่เคยปริปากบ่นสักคำ เธอมีเงินส่งไปเสมอๆ ตามที่มิ่งขวัญร้องขอมา ยิ่งนานปีก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น มินตาเป็นคนไปธนาคาร หล่อนรู้ยอดเงินที่จัดส่งไปทุกครั้ง รู้แล้วหล่อนก็ได้แต่ใจหาย
แต่มิ่งขวัญก็เป็นพี่สาวของหล่อน หักใจได้ดังนี้คราวไร มินตาก็หายใจได้โล่งอกขึ้น กับข้อความย่อหน้าสุดท้ายของมิ่งขวัญทำให้มินตาต้องอ่านอยู่นานกว่าปกติสักหน่อย