ตอน 2

ลูกเขยคุณชายฉี

บทที่2

ที่นั่งที่ หลินอิ่ง อยู่นั้นล้วนเป็นบรรดาลูกเขยทั้งหมดของตระกูลจาง

เพียงแต่บรรดาลูกเขยเหล่านี้ล้วนเป็นคนมีเงินและอำนาจ จนเขาแทบไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลย

ดังนั้นเลยไม่มีคนทักทายกับเขา ต่างพากันพูดคุยและจิบไวน์ต่อกัน แถมแลกนามบัตรกันด้วย โดยไม่สนใจ หลินอิ่ง ที่นั่งอยู่ด้วยกันเลย

“ทุกท่านล้วนมากันหมดแล้วใช่ไหม? มา มาดื่มเหล้าด้วยกัน”

“พี่ไห่ ทำแบบนี้ได้ยังไง ต้องให้พวกเราชนแก้วกับพี่มากกว่า”

จางเถียนไห่ เทเหล้าลงแก้วแล้วเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบาน ส่วนเหล่าบรรดาลูกเขยของตระกูลจาง ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที พร้อมยกแก้วเหล้าขึ้น และเผยสีหน้ายินดี

จางเถียนไห่ เป็นลูกชายของน้องคนที่สามของตระกูลจาง ที่มีชื่อว่า จางหงจูน และยังเป็นผู้สืบทอดมรดกคนที่สามด้วย

ลุง จางหงจูน ยังเป็นบุคคลที่มีอำนาจที่แท้จริงของตระกูลจาง เพราะหุ้นส่วนของบริษัทเครื่องประดับจางซื่อ เขามีหุ้นส่วนมากพอเท่ากับของพี่ใหญ่ จางหงจูน เลยทีเดียว

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ อำนาจ ตำแหน่งจางเถียนไห่ ล้วนมีมากกว่าเหล่าบรรดาลูกเขยทุกคน

“ทำไม? หลินอิ่ง แกดูถูกดูแคลนฉันนักหรอ ทำไมแกถึงไม่ดื่มเหล้าแสดงความยินดีเลยสักแก้ว?” จางเถียนไห่จ้องมอง หลินอิ่ง พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ในงานมีเพียง หลินอิ่ง เพียงคนเดียวที่ไม่ลุกขึ้นดื่มเหล้าแสดงความยินดี เขาลังเลอยู่หนึ่งวินาที

ปัง!

ซึ่งหนึ่งวินาทีนี้ จางเถียนไห่ ก็สาดเหล้าขาวที่อยู่ในแก้วใส่บนใบหน้า หลินอิ่ง

“ไอ้คนไร้ค่า! แกนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ ที่กูให้แกดื่มเหล้า เพราะกูให้เกียรติ แต่แกกลับไม่ดื่มหรอ?” จางเถียนไห่ เผยสีหน้าดูถูก พร้อมกับด่าทออย่างไม่ไว้หน้า

เหล้าขาวสาดกระทบลงบนใบหน้า และกลิ่นแสบจมูกของเหล้าก็เปียกชื้นเต็มเสื้อ แถม หลินอิ่ง ยังรู้สึกแสบร้อนบนใบหน้าด้วย

ในงานไม่มีใครช่วย หลินอิ่ง พูดแก้ตัวเลย ทุกคนต่างเผยสีหน้าประชดประชันออกมา

สายตาของ หลินอิ่ง เริ่มเปลี่ยนเป็นแหลมคมขึ้น แต่เมื่อนึกถึง จางฉีโม่ ที่พยายามช่วยพ่อของเธออย่างยากลำบาก เขาก็รู้ตัวว่าไม่ควรสร้างปัญหาให้กับเธอ ดังนั้นเขาเลยอดทนไว้

“ได้ครับ เดียวผมดื่มร่วมแสดงความยินดีกับคุณ” หลินอิ่ง ปาดเหล้าบนใบหน้าออก แล้วค่อยๆลุกขึ้น

จางเถียนไห่ คิดไม่ถึงว่า หลินอิ่ง จะอดทนได้ถึงขนาดนี้ เลยยิ้มมุมปากอย่างประชดขึ้น พร้อมแอบหัวเราะในใจเบาๆ แกคิดว่าอดทนแล้วทุกอย่างจะจบหรอ?

วินาทีที่ หลินอิ่ง ลุกขึ้นยืนนั้น จู่ๆ จางเถียนไห่ ก็เดินถอยหลัง พร้อมแกล้งทำเป็นหกล้ม ขณะเดียวกันก็เอามือกวาดแก้วเหล้าแดงที่วางบนโต๊ะด้านข้าง รวมทั้งของขวัญจากแขกผู้มีเกียรติตกลงบนพื้น!

ปัง! ตึง!

โต๊ะพลิกค่ำทำให้เหล้าแดงสำหรับแขกผู้เกียรติสิบใบกว่า เครื่องประดับหยก และกำไลข้อมือมรกตล้วนแตกกระจายบนพื้น จนเกิดเสียงดังสนั่นทั่วในงาน ขณะเดียวกันทุกคนก็พากันกวาดสายตาหันมามอง

“หลินอิ่ง ไอ้คนไร้ค่า นี่แกกล้าลงไม้ลงมือกับฉันหรอ!” จางเถียนไห่ กลัวจะไม่มีคนได้ยิน เลยแหกปากร้องตะโกนดังสนั่น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

จางจี้หนิง เดินเข้ามาพร้อมกับ จางฉีโม่ ที่เดินตามอยู่ด้านข้าง ซึ่งเจ้าบ่าวซูนเหิง เองก็เดินเข้ามาดูสถานการณ์ด้วยสีหน้าตึงเครียดเหมือนกัน

แขกทุกคนในงานต่างพากันเดินเข้ามาล้อมสถานที่เกิดเหตุ

“พี่หนิง ซูนเหิง วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่ทั้งสองคน ผมคิดไม่ถึงจริงๆว่า หลินอิ่ง ไอ้คนไร้ค่าคนนี้จะกล้าลงไม้ลงมือผมในงานแต่งงานของพี่ทั้งสองคน พวกพี่ไม่คิดว่า เขาทำแบบนี้เหมือนต้องการพังงานแต่งงานของพวกพี่เลย?” จางเถียนไห่ เผยสีหน้าโมโห พร้อมตะโกนร้องขึ้น ขณะเดียวกันก็จ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสายตาอาฆาต ราวกับเป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน

“หลินอิ่ง ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ซูนเหิง พยายามอดกลั้นความโมโหไว้ โดยที่สีหน้าไม่สามารถปกปิดได้ และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้น

“จางเถียนไห่ เขาหกล้มเอง ผมยังไม่ทันทำอะไรเขาเลย” หลินอิ่ง พูดตามความจริง

“หกล้มเองหรอ? แล้วทำไม เถียนไห่ ถึงบอกว่าแกเป็นคนทำล่ะ?” ซูนเหิง ซักถามขึ้น

หลินอิ่ง พูดขึ้นว่า “ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เห็นกันหมด ถ้าไม่เชื่อก็ถามคนเหล่านี้เลย”

“พี่เขย หลินอิ่ง มันปลิ้นปล้อนหลอกลวง เมื่อกี้ผมเดินเข้ามาชนแก้วกับทุกคน แต่จู่ๆเขาก็เดินเข้ามาทำร้ายผมอย่างกะทันหัน ทุกคนเป็นพยานได้” จางเถียนไห่ พูดขึ้นด้วยสีหน้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “พูดตามความจริงนะครับ ซูนเหิง หากไม่ใช่เพราะผมเห็นแก่พี่ วันนี้ผมเอามันตายแน่!”

“ทุกท่าน ตกลงเมื่อกี้ทุกท่านเห็นเหตุการณ์ยังไงกันแน่ครับ?” ซูนเหิง หันหน้ามองเหล่าบรรดาลูกเขยตระกูลจาง พร้อมพูดขึ้น

“คือเป็นอย่างที่พี่ไห่ พูดมาเลยครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า หลินอิ่ง ดื่มเหล้ามากไปหรือเปล่า”

“ใช่ครับ หลินอิ่ง ดื่มเหล้าเมาอาละวาด แถมยังดื่มเหล้าจนทำให้ตัวเองเปียกไปทั้งตัวด้วย ตอนแรกพี่ไห่ เดินเข้ามาดื่มเหล้ากับพวกผม แต่จู่ๆเขาก็เข้ามาทำร้ายครับ”

“ใช่ครับ พวกเราก็เห็นเป็นแบบนี้เหมือนกันครับ”

เหล่าบรรดาลูกเขยของตระกูลจาง ต่างพากันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลินอิ่ง จ้องมองพวกเขาเหล่านี้ด้วยสายตาตกใจ

จากนั้นเขาก็ยิ้มประชดตัวเองเล็กน้อย จางเถียนไห่ เป็นถึงผู้สืบทอดมรดกคนที่สาม เป็นหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลจาง แล้วแบบนี้ลูกเขยคนไหนจะกล้าช่วยเหลือเขาเพื่อมีปัญหากับ จางเถียนไห่ บ้าง?

ดังนั้นเลยต่างพากันเลือกมองอยู่เฉยๆ และพูดความเท็จ

หลินอิ่ง ไม่พูดอธิบายอีก เพราะล้วนเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ คนอ่อนแอย่อมไม่มีเหตุผล

ในตระกูลจาง เขามีตำแหน่งที่ต่ำที่สุด ต่อให้ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่คนอื่นบอกว่าเขาผิดก็ต้องผิด!

“ช่างน่าอับอายนัก ดื่มเหล้าเพียงไม่กี่แก้วก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองมีแซ่อะไร!”

“ในตอนนั้นคุณท่านตระกูลจาง คงสายตาพร่ามัวจริงๆ ถึงเอาไอ้คนไร้ค่าอย่างแกมาเป็นลูกเขย!”

แขกที่ยืนล้อมรอบต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งยังเผยสีหน้าประชดประชันอีกด้วย

“หลินอิ่ง แกมันคนไร้ประโยชน์! ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ ทำแต่เรื่องน่าอับอาย!” จางฉีโม่ เดินเข้ามาด้านข้าง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าโมโห จนทำให้ หลินอิ่ง รู้สึกขายขี้หน้ามาก

เธอเพิ่งจะเอ่ยปากพูดถึงเรื่องโรงงานของพ่อเขากับ พี่หนิง และ พี่เขย แต่ หลินอิ่ง กลับสร้างปัญหาขึ้นมาแล้ว แล้วแบบนี้เธอจะกล้าเอ่ยปากข้อร้องให้ พี่หนิง ช่วยเหลือได้ยังไงกัน?

“นาย! ยังไม่รีบขอโทษ พี่หนิง กับ พี่เขย อีกหรอ!” จางฉีโม่ เผยท่าทางโกรธเคืองขึ้น เพราะเรื่องที่ หลินอิ่ง ก่อทำให้เธอรู้สึกขายขี้หน้ามาก!

หลินอิ่ง จ้องมองน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของฉีโม่ขึ้น เขาพยายามกัดฟันและพูดขึ้นว่า “พี่หนิง พี่เขย ขอโทษด้วยครับ วันนี้ผมทำผิดเอง จนสร้างความวุ่นวายในงานแต่งงานของพวกคุณ ผมขอโทษครับ”

จางเถียนไห่ ที่อยู่ด้านข้างอยากหัวเราะจนเป็นบ้า แต่ทำได้เพียงเผยสีหน้าสะใจอย่างเงียบๆ และพูดในใจว่า ต่อให้ฉันทำร้ายแก ทำให้แกอับอาย ก็ไม่มีใครกล้าช่วยแกพูดต่างหรอก!

“หลินอิ่ง นายเป็นถึงผู้ใหญ่แล้ว ทำผิดจะให้ปล่อยผ่านได้ยังไงกัน ดูไม่ค่อยจริงใจเลย แถมยังทำร้ายน้อง เถียนไห่ ของฉันอีก ซึ่งฉันเกลียดพฤติกรรมของคนประเภทนี้ที่สุด!” จางจี้หนิง เผยสีหน้าโมโหพูดขึ้น

ซูนเหิง ยิ่งเผยสีหน้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ งานแต่งงานยิ่งใหญ่ของเขาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทำให้เขารู้สึกอับอายขายขี้หน้ามาก เพราะแขกที่เข้าร่วมล้วนเป็นบุคคลมีหน้ามีตากันหมด!

“หลินอิ่ง ฉันไม่รับคำขอโทษของนาย! วันนี้เป็นวันดีฉันไม่อยากทำร้ายนาย และเครื่องประดับหยกที่แตกกระจาย นายไม่ต้องชดใช้ด้วย แต่นายรีบไสหัวออกไปจากที่นี้ซะ! และต่อไปอย่าได้มาปรากฏตัวต่อหน้าฉันอีก!” ซูนเหิงพูดขึ้น

หลินอิ่ง ถอนหายใจยาวๆหนึ่งที จากนั้นก็หันหลังเดินจากห้องโถงไป โดยไม่สนใจสายตาของแขกที่อยู่ในงาน

ขณะที่เขาหันหลังนั้น จู่ๆ จางจี้หนิง ก็เอ่ยปากพูดขึ้นว่า

“ฉีโม่ ไม่ใช่ว่าเธออยากให้ฉันช่วยพ่อของเธอผ่านวิกฤตหรอกหรอ? ได้ แต่ฉันไม่อยากเห็นหน้า หลินอิ่งคนนี้อีกแล้ว หากเธอรีบกลับไปหย่ากับ หลินอิ่ง ไอ้คนไร้ประโยชน์นี้ และอย่าให้เขากลับมาบ้านตระกูลจาง อีก! ฉันรับปากว่าจะช่วยเรื่องโรงงานพ่อของเธอ!”

หลินอิ่ง หยุดฝีเท้าลง โดยไม่หันหน้ากลับ จากนั้นก็เดินออกจากห้องโถงไป

หลังจากออกจาก รีสอร์ทหลินหลาง หลินอิ่ง ก็จุดไฟสูบบุหรี่ม้วนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่า ฉีโม่ จะเลือกยังไง?

“ไป พวกเรากลับบ้าน”

จู่ๆก็มีน้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้น จนทำให้ หลินอิ่ง สะดุ้งตกใจ เมื่อหันหลังมองก็เห็น จางฉีโม่ ภรรยาของเขา ซึ่งดวงตาของเธอยังมีคราบน้ำตาอยู่

หลินอิ่ง พูดขึ้นว่า “กลับบ้านหรอ แล้วเรื่องพ่อของคุณล่ะ คุณจะทำยังไง?”

จางฉีโม่ พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “ฉันเคยพูดแล้วว่า ยังไงพวกเราก็ต้องหย่ากันสักวัน แต่นั้นต้องเป็นฉันที่เลือกเอง ไม่ใช่ถูกคนอื่นบีบบังคับให้ไปหย่า!”

“เรื่องของพ่อค่อยคิดหาทางออกเถอะ ไม่ว่ายังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเขากลั่นแกล้งนายก็เหมือนดูถูกฉัน แล้วฉันจะคุยอะไรกับพวกเขาอีก!”

หลินอิ่ง พูดอย่างเหม่อลอยว่า “ครอบครัวเดียวกัน….”

ทั้งสองคนเดินอย่างนิ่งเงียบสักพัก

“หลินอิ่ง ขอโทษนะ ฉันขอเก็บคำพูดที่พูดในงานเมื่อกี้กับนาย” จางฉีโม่ เช็ดคราบน้ำตาตรงหางตา “ในตอนนั้นฉันโมโหมาก แต่พอสงบสติอารมณ์ก็คิดได้ว่า นายจะทำร้าย จางเถียนไห่ ได้ยังไง อีกอย่างนายก็ไม่ดื่มเหล้าด้วย”

หลินอิ่ง พูดขึ้นว่า “คุณเชื่อผมหรอ?”

จางฉีโม่ พูดขึ้นว่า “ฉันเชื่อนาย”

“ขอบคุณสำหรับความเชื่อใจของคุณ”

หลินอิ่ง จ้องมอง จางฉีโม่ อย่างเงียบๆ และพูดในใจว่า เขาจะไม่มีวันทำให้คนที่เชื่อใจเขาผิดหวังอย่างแน่นอน!

ตอน 3

บทที่3

บ้านของ จางฉีโม่ อยู่เขต ชุมชนเจียงฉือ นี่เป็นตึกอาคารที่สร้างเมื่อสิบปีที่แล้ว จึงดูเก่าแก่อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตระกูลจาง ที่สูงศักดิ์ของเมืองชิงหยูนแล้วไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่

เมื่อกลับถึงบ้านก็พบว่า จางซิ่วเฟิง และ ลู่หย่าฮุ่ย พ่อตาแม่ยายของ หลินอิ่ง กำลังนั่งบนโซฟาด้วยท่าทางเคร่งเครียดอยู่

“เห่อ!” ลู่หย่าฮุ่ย พูดประชดประชันขึ้นว่า “หลินอิ่ง นายยังมีหน้ากลับบ้านหลังนี้อีกหรอ?”

“เรื่องที่เกิดขึ้นในงานแต่งงานวันนี้พวกเรารู้กันหมดแล้ว หลินอิ่ง นายนี่มันตัวซวยจริงๆ! เรื่องดีๆถูกแกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว!” ลู่หย่าฮุ่ย ลุกขึ้นยืนพร้อมด่าทอ

“ช่างเถอะ แม่ ไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องนี้อย่าโทษ หลินอิ่ง เลย อันที่จริงคุณลุงก็ไม่อยากช่วยพวกเราอยู่แล้ว” จางฉีโม่ พูดเกลี้ยกล่อมขึ้น

เมื่อ ลู่หย่าฮุ่ย ได้ยินแบบนี้ก็อารมณ์ขึ้นทันที เลยตะโกนด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “ลูกสาวหน้าโง่ แกยังคิดช่วยพูดแทนมันอีกหรอ? มันทำลายชีวิตแกยังไม่พออีกหรอ? หากไม่ใช่มัน ตอนนี้แกจะตกอยู่ในสภาพจนตรอกแบบนี้หรอ? ทั้งที่แกควรแต่งงานกับคนตระกูลสูงส่ง!”

“แม่ ทำไมแม่ชอบพึ่งพาคนอื่นด้วย? เราพึ่งพาตัวเองไม่ได้หรอ?” จางฉีโม่ พูดขึ้น

“พึ่งพาตัวเองหรอ? เออ พูดได้ดี” ลู่หย่าฮุ่ย ยิ้มประชด พร้อมจ้องมอง จางซิ่วเฟิง ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ลูกสาวยอมเหนื่อยยอมอับอายเพื่อคุณ แล้วคุณล่ะ? สามารถทำอะไรได้บ้าง?”

จางซิ่วเฟิง ถอนหายใจยาวๆหนึ่งเฮือก พร้อมเผยสีหน้ากังวล

หลินอิ่ง คาดเดาสถานการณ์ที่บ้านตั้งนานแล้ว เขาเลยเดินเข้าไปในห้องครัวอย่างเงียบๆ

……

“กินข้าวกันเถอะครับ”

หลัง หลินอิ่ง ทำกับข้าว และจัดเตรียมอุปกรณ์กินข้าวเสร็จ ทุกคนก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอย่างนิ่งเงียบอยู่สักพัก

“หลินอิ่ง คำพูดของ จางจี้หนิง ในวันนี้ นายได้ยินแล้วใช่ไหม….” ลู่หย่าฮุ่ย จ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แม่!” จางฉีโม่ วางตะเกียบลง “หนูจะไม่หย่ากับ หลินอิ่ง เพราะถูกคนอื่นบีบบังคับหรอกค่ะ”

“ทำไมหรอ? หรือว่าแกชอบมันไปแล้ว?” ลู่หย่าฮุ่ย จ้องมองลูกสาวอย่างไม่ละสายตา “สถานการณ์โรงงานของพ่อแก แกไม่รู้เลยหรอ? พวกเราค้างเงินเดือนพนักงานกี่เดือนแล้ว จนจะล้มละลายแล้ว แกยังไม่รู้อีกหรอ?”

“อีกอย่าง หลินอิ่ง ทำให้สามีของ จางจี้หนิง ไม่พอใจแบบนี้ แถมยังทำร้าย จางเถียนไห่ อีก แกคิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายขนาดนั้นหรอ?” ลู่หย่าฮุ่ย พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองต่อว่า “พวกเขาคงต้องเล่นงานบ้านเราแน่ การหย่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว อย่าอยู่กับคนไร้ประโยชน์อย่างมันอีกเลย!”

จางฉีโม่ กัดริมฝีปากเล็กน้อย โดยไม่พูดอะไร

เมื่อเห็นลูกสาวมีท่าทางแบบนี้ ลู่หย่าฮุ่ย ก็อารมณ์ขึ้น และพูดว่า “จางซิ่วเฟิง คุณนั่งนิ่งทำอะไรอยู่? ช่วยกันเกลี้ยกล่อมลูกสาวกันสิ!”

จางซิ่วเฟิง เผยสีหน้าจนปัญญา และนิ่งเงียบ

หลังจากที่ หลินอิ่ง กินข้าวจานเล็ก และเก็บตะเกียบเสร็จ ก็รีบเดินกลับห้องของตัวเอง

เขาเดินมานั่งบนเตียงด้วยท่านั่งสมาธิ

นี่เป็นอุปนิสัยที่เขาปฏิบัติมาตลอดสิบกว่าปี

ไม่ว่าเกิดอุปสรรคอะไรขึ้น หรือได้รับการกระทบกระเทือนจากจิตใจจากโลกภายนอกยังไง

เขาก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านั้น

นี่เป็นเทคนิคสงบสติอารมณ์ให้สภาพจิตใจนิ่งเหมือนดั่งน้ำนิ่งที่อยู่ในถ้วย ขณะเดียวกันก็สลัดความขุ่นข้องหมองใจออกไปด้วย

สิบห้านาทีต่อมา

จู่ๆ หลินอิ่ง ก็ยื่นมือจับกรวดหินไข่ห่านสีดำก้อนหนึ่งที่อยู่หัวเตียง จากนั้นวินาทีต่อมากรวดหินไข่ห่านก็สลายกลายเป็นผงบนฝ่ามือของเขา…..

“สำเร็จกำลังภายในแล้ว” หลินอิ่ง บ่นพึมพำขึ้น พร้อมเปล่งสายตาตื่นเต้นขึ้น

ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ในวันที่ตัวเองสามารถสำเร็จกำลังภายใน จะถือว่าเขาเป็นคนของผู้สืบทอดของแก๊งมังกรจริงๆ

ในตอนั้นจึงจะออกจากภูเขาได้ ได้พกป้ายหยกตามหาคนของบ้าน ตระกุลนิ่งของตี้จิง ยาโบราณ เงินทอง กำลังพล

จวน แก๊งมังกร มีศัตรูมากมาย ดังนั้นตัวเองไม่สามารถเปิดเผยทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นมีอันตรายถึงชีวิต!

“กำลังภายในมั่นคงสำเร็จ ในที่สุดก็สามารถออกจากภูเขาได้แล้ว” ในมือของ หลินอิ่ง ถือป้ายหยกสีเขียวอยู่ ขณะเดียวกันก็เผยสายตามุ่นมั่นขึ้น

……

วันต่อมา

หลินอิ่ง เพิ่งเดินออกจากเขต ชุมชนเจียงฉือ ก็ถูกรถยนต์ Bentley Motors Limited มาสกัดกั้น

“ต้องให้ฉันมาด้วยตัวเอง แกถึงจะยอมคุยเรื่องตระกูลฉี ใช่ไหม?”

จากนั้นก็มีชายกลางคนสวมชุดสูทสีน้ำเงินเข้มคนหนึ่งเดินลงมาจากรถยนต์ พร้อมกับจ้องมอง หลินอิ่ง ด้วยสีหน้าจริงจัง

ชายหนุ่มวัยกลางคนนี้มีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา พร้อมเผยสายตาเคร่งขรึม ซึ่งดูภาพรวมแล้วน่าเกรงขามมาก

เขามีใบหน้าคล้ายคลึงกับ หลินอิ่ง อยู่พอสมควร

“เห้อ คิดไม่ถึงจริงๆว่า คุณจะมาหาผมด้วยตัวเอง” หลินอิ่ง ปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้น

สิบกว่าปีผ่านมา เขายังคงจำผู้ชายเบื้องหน้าได้อยู่ เขาคือฉีเหอถู พ่อแท้ๆของเขาเอง

“ฉันรู้ว่าแกไม่อยากเจอฉัน ก็ได้ แต่แกไม่คิดอยากเห็นหน้าคุณปู่ของแกเป็นครั้งสุดท้ายเลยหรอ?” ฉีเหอถู ซักถามขึ้น

หลินอิ่ง นิ่งเงียบอยู่สักพัก ในบรรดาคนของตระกูลฉี แล้ว มีเพียงคุณปู่เพียงคนเดียวที่ดีต่อเขาในช่วงวัยเด็ก คุณปู่มีสีหน้ามีเมตตามาก

ฉีเหอถู พูดขึ้นว่า “หาสถานที่เงียบๆคุยกันไหม”

……

ยี่สิบนาทีต่อมา โรงแรมชิงหยูน ชั้น 26

ภายในห้องประชุมอันกว้างใหญ่ มีเพียง ฉีเหอถูกับ หลินอิ่ง ที่นั่งต่อหน้ากัน

“คุณปู่ของแกป่วยหนักติดเตียงมาสองปีแล้ว ซึ่งอาการนับวันยิ่งทรุดหนัก เขาใคร่ครวญอยากเจอแต่แก อยากตามหาแกกลับมา” ฉีเหอถู พูดต่อมา “คุณลุงใหญ่ และคุณลุงสามของแก มีเพียงลูกสาวสองคน และได้แต่งงานกันหมดแล้ว ซึ่งตอนนี้แกเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของคนรุ่นหลังของตระกูลฉี แล้ว”

“เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของคนรุ่นหลังของตระกูลฉี…..” หลินอิ่ง เผยรอยยิ้มประชดประชันออกมา “แล้วยังไงต่อ คุณเลยอยากให้ผมเป็นเครื่องมือแย่งชิงสมบัติของตระกูลหรอ?”

“แกคิดง่ายดายเกินไปแล้ว” ฉีเหอถู พูดต่อว่า “ธุรกิจของตระกูลฉีของเมืองตี้จิง เราใหญ่โตมโหฬารมาก แถมยังมีสาขาอีกนับไม่ถ้วน หากยึดตามกฎเกณฑ์แล้ว หากหัวหน้าตระกูลเสียชีวิต แล้วคนรุ่นสามไม่มีคนสืบทอด ก็ต้องให้อีกคนรุ่นหนึ่งสืบทอดแทน ซึ่งในตอนนี้หัวหน้าของตระกูลฉี คงหนีไม่พ้นพวกเราแน่!”

“ทำไมผมต้องเป็นคนสืบทอดด้วยล่ะ?” หลินอิ่ง พูดขึ้น

“คุณปู่ของแกป่วยหนักมาหลายปีแล้ว ซึ่งขณะเดียวกันคุณปู่สาม คุณปู่ห้าพวกเขาก็ได้เริ่มแสดงสิทธิ์แย่งชิงมรดกแล้ว หรือว่าแกยอมให้คนอื่นแย่งชิงมรดกของคุณปู่แก เพียงเพราะว่าแกพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ของแก?” ฉีเหอถู ซักถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลินอิ่ง ขมวดคิ้ว พร้อมหัวเราะประชดเล็กน้อย

เขาค่อนข้างรู้จักดีว่า ฉีเหอถู เป็นคนแบบไหน เพื่ออำนาจ เขายอมทำทุกวิถีทาง โดยไม่สนใจความรู้สึกและความถูกต้อง

ถ้าหากไม่ใช่เพราะคุณปู่ป่วยหนัก และตำแหน่งของเขาในตระกูลฉี เริ่มสั่นคลอน เขาคงไม่มีทางยอมลดตัวมาหาตัวเองถึงเมืองชิงหยูนแน่?

“หลินอิ่ง หรือว่าแกคิดอยากอยู่ในบ้านตระกูลจาง ที่เล็กเหมือนรังหนูแบบนี้ตลอดชีวิต แถมยังถูกดูถูกเหยียดหยามด้วยหรอ?” ฉีเหอถู พูดขึ้น เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่ตามหา หลินอิ่ง พบ เขาได้สืบประวัติชีวิตของเขาเรียบร้อยแล้ว

“เมื่อวาน ตอนที่แกอยู่ในงานแต่งงานของคนตระกูลจาง ได้ยินว่าแกถูกกลั่นแกล้งหนักเลย จนแทบไม่มีความสามารถต่อต้านได้เลย” ฉีเหอถู พูดต่อว่า “แกไม่อยากควบคุมอำนาจบ้างหรอ? ไม่อยากแก้แค้นพวกเขาบ้างหรอ?”

“ขอเพียงแกยินยอม ก็จะสามารถทำให้คนของตระกูลจาง ทุกคนคุกเข่าต่อหน้าแก!” ฉีเหอถู พูดขึ้น

หลินอิ่ง ส่ายหน้าเล็กน้อย

ฉีเหอถู กระแอมหนึ่งที และพูดว่า “ตอนนี้แกยังอายุน้อยอยู่ และอย่าโกรธจนหน้ามืดตามัว จนทำให้ตัวเองพลาดโอกาสร่ำรวยในครึ่งชีวิตหลัง แกแทบจะยังไม่เคยลิ้มรสชาติของอำนาจมาก่อนเลย รอให้แกสามารถทำให้คนของตระกูลจาง ทุกคนคุกเข่าต่อหน้าแก แกก็จะรู้เองว่า มันรู้สึกสาแก่ใจมากแค่ไหน!”

“ฉันรู้ว่าแกโกรธเกลียดฉัน แกสามารถโกรธเกลียดฉันได้ตลอดชีวิต หรือจะไม่นับฉันคนนี้เป็นพ่อก็ได้” ฉีเหอถู พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “สิ่งที่แกต้องทำคือ กลับตระกูลฉี และไปเยี่ยมคุณปู่ จากนั้นก็ไปเอาสิ่งที่เป็นของแกคืน และทำในสิ่งที่แกอยากทำทั้งหมด แค่นี้เอง”

“ง่ายดายขนาดนี้เลย สำหรับโอกาสในการปืนป่ายขึ้นฟากฟ้า หรือว่าแกไม่ต้องการหรอ?’

หลินอิ่ง พูดขึ้นว่า “ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

ฉีเหอถู ขมวดคิ้ว และถอนหายใจออกมา แล้วพูดว่า “อันที่จริงฉันรู้สึกผิดต่อพวกเธอสองแม่ลูกมาก แต่ถ้าหากแกอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกับฉัน แกก็คงทำแบบฉันเหมือนกัน”

“สำหรับผู้ชายคนหนึ่งแล้ว สามารถสูญเสียสิ่งของทุกอย่าง! มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถสูญเสียได้คือ อำนาจในกำมือ!”

“เห่อ….” หลินอิ่ง ส่ายหน้าเล็กน้อย จนกระทั่งตอนนี้ ฉีเหอถู แทบไม่รู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดเลย

เขายังคงคิดว่าเขาไม่ผิดอยู่ ก็จริง คนประเภทนี้อย่างเขาไม่ต้องการความรักหรอก เพราะในสายตามีเพียงอำนาจเท่านั้น

“ผมจะหาเวลากลับไปเยี่ยมคุณปู่ครับ แต่เรื่องของตระกูลฉี ไม่เกี่ยวข้องกับผม” หลังจากพูดจบ หลินอิ่ง ก็เดินจากไป

“นี่แก!” ฉีเหอถู เผยสายตาแหลมคมจ้องมอง หลินอิ่ง

“ได้ แกไปเถอะ เงื่อนไขทุกอย่างฉันบอกแกแล้ว ฉันจะรอแก ฉันเชื่อว่าแกต้องกลับมาขอร้องฉัน” ฉีเหอถู พูดขึ้น ด้วยสายตาที่เชื่อมั่นอย่างแกร่งกล้า

เขาค่อนข้างเข้าใจสภาพแวดล้อมของ หลินอิ่ง ในตอนนี้ เขาแทบไม่เชื่อเลยว่า หลินอิ่ง จะสามารถปฏิเสธเงื่อนไขของเขาได้

คนไร้ประโยชน์ที่มาเป็นลูกเขยในตระกูลสูงส่งมาสองปี ไม่มีทางปฏิเสธโอกาสที่จะปืนป่ายขึ้นฟากฟ้าแน่นอน!

ไม่มีใครไม่อยากมีหน้ามีตาหรอก?

“อืม งั้นคุณก็ค่อยๆรอล่ะกัน”

หลินอิ่ง หัวเราะประชดหนึ่งที โดยไม่หันหน้ากลับมา จากนั้นก็เดินจากโรงแรมชิงหยูน ไป

ตอน 4

บทที่4

เมืองชิงหยูนเขตตะวันออก อาคานิ่งซื่อ

ตึกอาคารมีทั้งหมดเจ็ดสิบกว่าชั้น ซึ่งเป็นตึกอาคารที่สูงใหญ่ตระหง่าน และตั้งอยู่ใจกลางเมืองด้วย

ที่นี้เป็นแปลงที่ดินที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในใจกลางเมืองชิงหยูนอีกทั้งอาคานิ่งซื่อ ยังเป็นสถาปัตยกรรมเป็นแบบทันสมัยของเมืองชิงหยูนด้วย

เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่นิ่

ปลดล็อกตอน 4
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อดำเนินเรื่องราวต่อไป ทุกตอนที่ปลดล็อกคือแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ยอดเหรียญคงเหลือ: 0 เหรียญ