ตอน 2
โดนเท
บทที่2
หลังจากที่ซูซีมู่และโจวเฉิงออกไป ก็ตรงไปที่ลานจอดรถ
แต่โล่เฟยเอ๋อ เพราะกลัวว่าพวกโล่ชิงไป๋จะตามมาได้ทัน โล่เฟยเอ๋อไม่ได้หยุดอยู่ในโรงแรม
เธอรีบวิ่งออกจากโรงรมอน่างรีบร้อน เตรียมเรียกรถแท็กซี่ที่ทางออกด้านนอกโรงแรม
ผลลัพธ์คือตอนที่เธอวิ่งไปถึงทางออก ค่อยนึกขึ้นได้ว่ากระเป็นของเธอหล่นอยู่ในห้องแต่งหน้า
ตอนนี้กลับเข้าไปเอาก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอทำได้แค่ดูว่าจะบังเอิญเจอคนใจดี ให้ติดรถไปด้วยได้ไหม
ในคืนเริ่มฤดูหนาว อุณภูมิค่อนข้างต่ำ โล่เฟยเอ๋อทั้งตัวสวมแค่ชุดกระโปรง ยืนตัวสั่นระริกๆ มองซ้ายมองขวาที่ตรงทางออก
มองเห็นรถคันหนึ่งวิ่งออกจากโรงแรมจากไกลไกล เธอโค้งตัว แล้วยืนมือออกไปโบกรถ
โจวเฉิงขมวดคิ้ว มองผู้หญิงที่โบกรถห่างออกไปหลายสิบเมตร ชำเลืองมองซูซีมู่ที่งีบหลับจากกระจกมองหลังแล้วพูด “ประธานซู มีผู้หญิงโบกรถ”
ซูซีมู่ลืมตา ดวงตาที่ลึกราวกับน้ำวน มองไม่เห็นก้นบึ้ง
เขาเงยหน้ามองไปทางที่โจวเฉิงกำลังชี้ ตอนที่สายอันเย็นชามองเห็นคนที่ยืนตัวสั้นระริกๆ อยู่ไม่ไกล ก็ใจลอยขึ้นทันที…
“ประธานซู…” ตอบที่โจวเฉิงกำลังเตรียมจะเอ่ยปากถามซูซีมู่ว่าจะจอดรถหรือไม่ เขาก็มองเห็นสีหน้าของซูซีมู่ที่แต่ไหนแต่ไรมาเยือกเย็นเกือบจะไม่มีอารมณ์จากกระจกมองหลัง ที่จริงกำลัง … ใจลอยเหรอ
โจวเฉิงดูเหมือนจะหวาดกลัว แสดงอารมณ์ตะลึง งงงวยทันที
ประธานซูกำลังใจลอยเหรอ ประธานซูกำลังใจลอยจริง ๆ
นับตั้งแต่สามปีก่อนที่เขาติดตามประธานซูจนถึงตอนนี้ นี้เป็นครั้งแรกที่เห็นอารมณ์ที่นอกจากเย็นชาของประธานซู
ประธานซูกำลังมองผู้หญิงที่โบกรถอยู่ด้านนอกคนนั้น สายตาของโจวเฉิงชำเลืองมองซูซีมู่แวบหนึ่ง จากนั้นค่อยค่อยผ่อนความเร็วของรถให้ช้าลง ท้ายสุดจอดรถห่างจากด้านหน้าของโล่เฟยเอ๋อเมตรหนึ่ง
รถหยุดลง ซูซีมู่ก็ได้สติกลับมา สายตาเย็นชากวาดมองไปที่โจวเฉิง
โจวเฉิงลูบจมูก กระแอ้มไอสองทีแล้วพูด “อะแฮ่มอะแฮ่ม …รถดับกะทันหัน”
ซูซีมู่เม้มปาก ไม่พูดอะไร
โล่เฟยเอ๋อนึกไม่ถึงว่าเธอจะโชคดีขนาดนี้ โบกรถคันแรก เขาก็จอดเลย
สองมือของเธอลูบแขนที่หนาวจนขนลุกขนพอง จากนั้นเดินไปที่ด้านหน้ารถเบนซ์สีดำคันนั้นที่หยุดอยู่ ยกมือขึ้นเคาะหน้าต่างฝั่งคนขับ
ต่อมา กระจกรถก็ลดลง เผยให้เห็นหน้าชายหนุ่ม
“สวัสดี คือฉันขอติดรถไปด้วยได้ไหม”
ตอนที่โจวเฉิงมองเห็นโล่เฟยเอ๋อ ก็ตกใจอย่างแรงจริง ๆ
คู่หมั่นของประธานซูไม่ใช่ควรจะอยู่ในโรงแรมรอเริ่มพิธีงานแต่งเหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อีกทั้งยัง… กระเซอะกระเซิงยืนโบกรถอยู่ข้างถนน
เห็นผู้ชายตรงที่นั่งคนขับไม่พูด โล่เฟยเอ๋อก็ถามซ้ำอย่างเบาเบา “ได้..ไหม”
เพราะว่าหนาวมาก ปากของเธอกำลังสั้น
โจวเฉิงทนไม่ได้ที่จะปฏิเสธ โล่เฟยเอ๋อ ลังเลหลายวิ แล้วพยักหน้า “ขึ้นมาสิ” ในขณะที่พูดเขาก็ยืนมือไปกดปลดล็อคประตู
“ขอบคุณ” โล่เฟยเอ๋อยิ้มและขอบคุณ จากนั้นถอยหลังไปสองก้าว ยืมมือเปิดประตูหลัง
“คุณอย่า..” ตอนที่โจวเฉิงเห็นการกระทำของโล่เฟยเอ๋อ อยากจะห้ามเธอ แต่กลับไม่ทันซะแล้ว
ประตูเบาะหลังเปิดออก สิ่งที่สะท้อนเข้าม่านตาของโล่เฟยเอ๋อคือรองเท้าหนังสีดำที่ทำด้วยงานฝีมือของผู้เชียวชาญ
ที่นั่งเบาะหลังยังมีคนนั่งอยู่ โล่เฟยเอ๋อแอบด่าตัวเองที่บุ่มบ่าม จากนั้นก้มหน้าขอโทษอีกฝ่าย “ขอโทษด้วย ฉันไม่รู้ว่า…ฮัดเช้ย…”
พูดไม่ทันจบ โล่เฟยเอ๋อก็จามออกมาแรงๆที่หนึ่ง ถ้าไม่ไช่เพราะเธอเอามือปิดปากได้เร็ว เกรงว่าเธอจะพ่นน้ำลายไม่น้อยลงบนร่างกายของอีกฝ่าย
เดิมทีซูซีมู่ก็ไม่พอใจเล็กน้อยที่โจวเฉิงตัดสินใจเอาเองยอมให้ผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถ กลับคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้อยากจะพยายามนั่งที่เบาะหลัง กระทั่งเกือบจะจามใส่ตัวของเขา
ในตาของเขาฉายแววตาเย็นชา เขาค่อยค่อยหันหน้าหนี เตรียมจะปฏิเสธผู้หญิงคนนี้ไม่ให้ขึ้นรถ ตอนที่เขามองเห็นด้านหน้ามีหัวที่มีขนดกสั่นดิกๆ เขาก็พูดอะไรไม่ออก
เขาเม้มปาก สายตามองไปที่ตัวเธออย่างลังเล ตอนที่เห็นบาดแผลบนแขนและบนขาของโล่เฟยเอ๋อ คิ้วอันสวยงามของเขาก็ขมวดเล็กน้อย
“คุณชาย ขอโทษด้วย…” โล่เฟยเอ๋อไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเป็นเวลานาน ลังเลสักครู่ ก็ขอโทษอีกที
ซูซีมู่ พูด ‘อึม’ คำหนึ่ง ถือว่าตอบรับ
ได้ยินซูซีมู่ตอบกลับอย่างเย็นชาขนาดนี้ โล่เฟยเอ๋อพูดแขวะในใจ จะโกรธอะไร ไม่ใช่เกือบจะจามใส่ตัวคุณเหรอ แน่นอนว่าเธอไม่มีทางพูดความคิดของเธออกมา ที่จริงตอนนี้เธอยังต้องของติดรถของเขา
และโจวเฉิงเห็นฉากนี้ ก้นบึ้งของหัวใจก็รู้สึกกลัวในภายหลัง เมื่อกี้เขาเกือบคิดว่าประธานซูจะต่อว่าโล่เฟยเอ๋อ จากนั้นทิ้งเธอไว้ข้างถนน
ยังดี ประธานซู ยินยอม โจวเฉิงแอบโล่งอก จากนั้นพูดกับโล่เฟยเอ๋อ “คือ.. คุณหนู คุณนั่งข้างคนขับสิ”
ชีวิตน้อย ๆ ของผมคิดเพื่อเธอ เธออยู่ห่างประธานซูปะ
“โอ้…ได้” โล่เฟยเอ๋อพยักหน้า ยังคงก้มหน้าปิดประตูรถ จากนั้นอ้อมหน้ารถ ถึงอีกฝั่งเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ แล้วนั่งในรถ
อุณหภูมิในรถสูง โล่เฟยเอ๋อที่หนาวจนตัวแข็งรู้สึกสบาย เกือบอยากจะครวญครางออกมา
เมื่อกี้โล่เฟยเอ๋อยืนอยู่นอกรถ โจวเฉิงเพียงแค่คิดว่าเธอลำบากเล็กน้อย ตอนนี้เธออยู่ในรถ เขาเพิ่งตื่นตกใจเธอไม่เพียงลำบาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า
ชุดกระโปรงบนตัวเธอฉีกขาด บนแขนและขามีบาดแผลไม่น้อย บางรอยแผลยังลึกมาก…
คุณหนูโล่คนนี้ทำไมถึงทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้ไปได้
ราวกับรู้สึกสังเกตุเห็นสายตาของโจวเฉิง,โล่เฟยเอ๋อก็หันมามอง ยิ้มจางๆ “ขอบคุณ”
“ไม่ต้องเกรงใจ” โจวเฉิงชำเลืองมองซูซีมู่ที่กระจกมองหลังอย่างเคอะเขิน ถ้าไม่ใช่เพราะประธานซูยอมรับโดยปริยาย ถึงเขาจะยินยอม ก็ไม่มีประโยชน์
โจวเฉิงเก็บสายตากลับมา ทั้งสตาร์ทรถทั้งถาม “โล่……” เพิ่งพูดคำว่า‘โล่’ออกมาได้คำหนึ่ง โจวเฉิงพบว่าไม่ถูก รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “คุณหนู คุณจะไปที่ไหน”
ไปไหน วางกุญแจกับกระเป๋าอยู่ในโรงแรม ที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ตอนนี้ก็กลับไม่ได้ สำหรับบ้านตระกูลโล่ แน่นอนว่ากลับไปไม่ได้
นึกถึงบ้านตระกูลโล่ ,โล่เฟยเอ๋อก็คิดถึงอารมณ์เย็นชาของบิดาที่ต้องการให้เธอแต่งงาน สายตาของเธอมืดลง สักพักถึงพูดออกมา “ถ้าเป็นไปได้ คุณช่วยไปส่งฉันที่ชุมชนปี้ไหในเขตตะวันออกได้ไหม แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่ทางผ่านพวกคุณ ก็ปล่อยฉันลงข้างทางก็ได้” พูดเสร็จ สายตาของโล่เฟยเอ๋อก็มองออกไปด้านนอกหน้าต่างกระจกรถ
“พวกเรา…” โจวเฉิงเตรียมกำลังจะตอบโล่เฟยเอ๋อ ก็ถูกเสียงริงโทนโทรศัพท์เสียงหวานขัดจังหวะ
หลังจากสิบกว่าวินาที เสียงที่เยือกเย็นก็ดังขึ้น “มีเรื่องเหรอ”
น้ำเสียงแม้ว่าจะเยือกเย็น แต่กลับน่าฟังจริงจริง
นึกไม่ถึงว่าน้ำเสียงของคนด้านหลังที่หยิ่งยโส จะไพเราะขนาดนี้ โล่เฟยเอ๋ออดไม่ได้ที่แปลกใจ ค่อยค่อยใช้สายตาที่เดิมทีมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง หันมามองกระจกมองหลัง
สิ่งที่สะท้อนเข้าม่านตา คือใบหน้าอันหล่อเหลาที่ละเอียดลออ จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง มีชีวิตชีวาหล่อเหลาจนทำให้คนตกตะลึง
แสงไฟในรถส่องบนตัวเขา วาดเขาทั้งตัวเหมือนภาพเสก็ตช์ที่เลือนลาง ทำให้เขาดูเหมือนเทวดาที่ตกลงมาสู่โลกมนุษย์ แต่กลับไม่แปะเปื้อนโลกมนุษย์
เทวดาที่ตกลงมาสู่โลกมนุษย์ แต่กลับไม่แปะเปื้อนโลกมนุษย์เหรอ ทำไมเธอถึงประเมินค่าผู้ชายที่โคตรหยิ่งยโสคนนี้ สูงขนาดนี้ รุ่นพี่กู้ถึงเป็นผู้ชายที่มีค่าสูงที่สุดในใจของเธอ
ฮึ เธอจะต้องหาข้อบกพร่องบางอย่างบนตัวเขา สายตาของโล่เฟยเอ๋อก็มองไปที่กระจกมองหลังอีกครั้ง
หน้าตาสมบูรณ์แบบ…
แต่งกายธรรมดาแต่กลับมีรสนิยม
แม้แต่ผิวพรรณก็ดีมาก…
ตอน 3
บทที่3
โล่เฟยเอ๋อหลับไปไม่นาน ก็ถูกหซิวหชูเฉียวปลุกให้ตื่น
“เฟยเอ๋อ ที่บริษัทมีประชุมเช้า ฉันออกไปก่อนนะ ชุดที่เธอจะใส่อยู่บนหมอน ฉันวางกุญแจไว้บนตู้บนหัวเตียง หลังจากเธอเลิกงานก็สามารถมาได้เลย”
“อึม…โอเค” โล่เฟยเอ๋อตอบกลับประโยคหนึ่งอย่างงัวเงีย จากนั้นหลับต่อ
รอให้เธอตื่นมาอีกครั้ง ก็ปาเข้าไปแปดโมงแล้ว
เธอสวมใส่ชุดที่หซิวหชูเฉียวเตรียมไว้ให้เธออย่างรีบเร่ง จากนั้นนั่งรถแท๊กซี่ไปทำงานที่บริษัท
เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน วันนี้ทั้งวันโล่เฟยเอ๋อไม่เป็นอันทำอะไร เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานบ่อย ๆ ถูกหลินยี่ที่เป็นพี่ของเธอด่าอย่างยับเยิน
“โล่เฟยเอ๋อ เธอดูสิเธอวาดอะไรของเธอ สมองเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เส้นนี้สามารถสอดคล้องกับมาตฐานการตัดอัญมณีได้ไหม เหมาะสมไหม”
“ขอโทษคะ…” โล่เฟยเอ๋อรู้ดีว่าตัวเองผิด แล้วขอโทษเขาไม่หยุด
แต่หลินยี่ไม่ฟัง ด่าโล่เฟยเอ๋อ “อย่าคิดว่าเธอเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านการออกแบบเครื่องประดับแล้วจะคิดว่าตัวเองเก่งกาจมาจากไหน เข้าบริษัทดี้ก้วนแล้วเธอต้องเชื่อฟัง ถ้าแม้แต่วาดภาพก็ไม่เชื่อฟังกัน เธอก็รีบไสหัวออกไปจากบริษัทดี้ก้วน…”
โล่เฟยเอ๋อก้มหน้า ปล่อยให้เธอด่าว่า สุดท้ายด้านบนแจ้งให้หลินยี่ไปประชุม เธอจึงหยุดด่า
ที่จริงแล้วโล่เฟยเอ๋อแค่วาดรูปผิดแค่แผ่นเดียว เดิมทีไม่ควรถูกหลินยี่ด่าชุดใหญ่ขนาดนี้
ที่โล่เฟยเอ๋ออนาถขนาดนี้เป็นเพราะอีกกคน ถังหซิวฉี
ถังหซิวฉีเป็นเพื่อนร่วมชั้นและเป็นรูมเมทของโล่เฟยเอ๋อตอนอยู่มหาลัย พูดตามหลักแล้วความสัมพันธ์น่าจะดี แต่ถังหซิวฉีกลับก่อปัญหาให้โล่เฟยเอ๋อเต็มๆสี่ปี แม้แต่โล่เฟยเอ๋อเองยังรู้สึกอธิบายไม่ได้
หลังจาที่เธอสมัครเข้าทำงานบริษัทดี้ก้วน แล้ว ถังหซิวฉีก็มาสมัครทำงานด้วย เดิมทีคิดว่าตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้น ไม่ใช่รูมเมทกันแล้ว เธอไม่คบค้าสมาคมกับถังหซิวฉี เขาน่าจะไม่สร้างปัญหาให้เธออีก
หลินยี่เป็นพี่เลี้ยงของโล่เฟยเอ๋อเดิมทียังค่อนข้างชอบโล่เฟยเอ๋อ ต่อมาถูกถังหซิวฉียั่วยุหลายครั้ง แล้วก็ต่อว่าโล่เฟยเอ๋อตามอำเภอใจ
แต่ไหนแต่ไรมาโล่เฟยเอ๋อเข้มงวดมาตลอด น้อยมากที่จะเกิดข้อผิดผลาด วันนี้ไม่เป็นอันทำอะไร ถูกหลินยี่พบเข้า
โล่เฟยเอ๋อ ถอนใจ เดินไปห้องน้ำ
เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นเงารูปร่างอันสวยงาม กำลังยืนแต่งหน้าอยู่หน้ากระจกของอ่างล้างมือ
คือถังหซิวฉี
โล่เฟยเอ๋อคิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นเดินข้างๆถังหซิวฉี เปิดก๊อกน้ำ บีบสบู่เหลวล้างมือบนอ่า
ล้างมือ จากนั้นล้างมือให้สะอาด
ถังหซิวฉีถือแป้งรองพื้นตบที่หน้าเบาๆ สายตามองโล่เฟยเอ๋อผ่านกระจก “โล่เฟยเอ๋อ อารมณ์ถูกด่าเป็นอย่างไรเหรอ”
โล่เฟยเอ๋อรู้อยู่แล้วว่าเป็นแผนของถังหซิวฉี แต่ได้ยินถังหซิวฉีพูดแบบนี้แล้ว การเคลื่อนไหวในมือยังคงหยุดชั่วคราว เพียงแค่ชั่วครู่ ไม่นานก็กลับเป็นปกติ “ถังหซิวฉีเธอนอกจากจะใช้กลอุบายต่ำตมพวกนี้แล้ว เธอยังสามารถทำอะไรได้เหรอ”
“แก…” ถังหซิวฉีจ้องโล่เฟยเอ๋ออย่างดุร้าย
โล่เฟยเอ๋อล้างฝองสบู่ในมือจนสะอาดอย่างใจเย็น ปิดก๊อกน้ำ หยิบกระดาษทิชชู่ หลังจากเช็ดมือเสร็จ ก็โยนกระดาษทิ้งลงในถังขยะ จากนั้นหมุนตัวเดินจากไป
ถังหซิวฉีเห็นโล่เฟยเอ๋อจะเดินหนี เธอโยนพัฟแป้งในมือของเธอลงกับพื้นอย่างแรง จากนั้นหันไปเรียกโล่เฟยเอ๋อ ,“โล่เฟยเอ๋อ。”
โล่เฟยเอ๋อหยุดเดิน แต่ไม่ได้หันหน้ากลับ “ยังมีธุระอะไร”
มุมปากของถังหซิวฉีโค้งงอแสยะยิ้ม จากนั้นเดินไปตรงหน้าของโล่เฟยเอ๋อ พูดอย่างหาเรื่อง “โล่เฟยเอ๋อ คืนนี้นัดเธอไปคลับดี้เหา เธอจะไปไม่ไป”
“ทำไมฉันต้องไป” โล่เฟยเอ๋อถามกลับประโยคนี้จบ ก็คิดจะเดินอ้อมถังหซิวฉีจากไป
ถังหซิวฉีพูดอย่างรู้สึกเสียดาย “รุ่นพี่กู้ให้ฉันนัดเธอ เธอไม่ไปก็แล้วแต่”
ได้ยิน ‘รุ่นพี่กู้’สามคำนี้ โล่เฟยเอ๋อก็หยุดเดินทันที หันหน้ามองไปยังถังหซิวฉี “เธอพูดว่ารุ่นพี่กู้ให้เธอพูดกับฉันเหรอ”
“ใช่สิ เมื่อคืนรุ่นพี่กู้โทรหาเธอ แต่โทรไม่ติด ฉันมีน้ำใจบอกเธอแทนเขา เธอจะไปไหม” ในสายตาของถังหซิวฉีมีรอยยิ้มที่แปลกประหลาด
ตามที่โล่เฟยเอ๋อเข้าใจถังหซิวฉี แน่นอนว่าเธอไม่ได้ใจดีขนาดนี้ แต่ถ้ารุ่นพี่กู้เชิญเธอไปจริง ๆ ละ โล่เฟยเอ๋อกัดฟัน พูด ‘ไป’คำหนึ่ง
“สามทุ่ม คลับดี้เหา,ห้อง1112” ถังหซิวฉีมองโล่เฟยเอ๋อด้วยรอยยิ้มที่มีเล่ห์นัย จากนั้นออกจากห้องน้ำเหมือนนกยูงที่ภาคภูมิใจ
หลังจากที่ออกมาจากห้องน้ำ โล่เฟยเอ๋อถือกระดาษวาดรูปเตรียมจะวาดรูปใหม่
แต่ในหัวของโล่เฟยเอ๋อเอาแต่คิดเรื่องที่ถังหซิวฉีพูดกับเธอ ดังนั้นจึงไม่มีกระจิตกระใจวาดภาพ สุดท้ายก็เอากระดาษวาดภาพโยนทิ้งไว้ด้านข้าง มองแสงแดดด้านนอกหน้าต่าง สติหลุดลอย
เธอยังจำได้ชัดเจน วันนั้นเป็นวันแรกของการรายงานตัวเข้ามหาวิทยาลัยของเธอ
วันนั้น เธอได้พบกับกู้ชิงหลัน และวันนั้นเธอก็ชอบเขา
แต่ไหนแต่ไรมาเธอเป็นคนที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง ไปโรงเรียนแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ต้องให้คนที่บ้านค่อยไปรับส่ง วันนั้นวันเปิดเรียนพอดีกับฝนตกหนัก ตอนที่เธอออกจากบ้านลืมพกร่ม ดังนั้นตอนที่เข้าไปในโรงเรียน เธอตากฝนตัวเปียกเกือบเหมือนลูกหมาตกน้ำ
เดิมทีเธอคิดว่าไหน ๆ ก็เปียกแล้ว รอดำเนินการขั้นตอนเข้าเรียนให้เสร็จ ค่อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอพัก ดังนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็ลากกระเป๋าไปอย่างนั้น เดินไปท่วมกลางสายฝน
เดินไปเดินไป ทันใดนั้นเหนือศีรษะของเธอก็มีร่มกางมาหนึ่งคัน
เธออึ้งไปหลายวิ หันหน้า ก็มองเห็นใบหน้าอันหล่าเหลาที่ดูอบอุ่น
เขาต้องรู้ว่าเธอเป็นนักเรียนใหม่ เขาอาสาสมัครช่วยพาเธอไปสำนักวิชาการทำขั้นตอนเรื่องเข้าเรียน จากนั้นก็พาเธอไปส่งที่หอพักอีก
ต่อมาบังเอิญมีโอกาส โล่เฟยเอ๋อถึงรู้ว่าเขาคือผู้ที่มีอิทธิพลที่มีชื่อเสียงมากในมหาวิทยาลัย
เพราะว่าชอบกู้ชิงหลัน เธอเข้าร่วมชมรมเหมือนกันกับกู้ชิงหลัน เพียงเพื่อให้ได้เข้าใกล้ชิดเข้า เธอสืบถามเกี่ยวกับความชอบของ กู้ชิงหลัน แม้กระทั่งเลือกลงวิชาเรียนของกู้ชิงหลัน เพียงเพื่อถ้ามีโอกาสได้คุยกัน สามารถมีหัวข้อสนทนาร่วมกันกับเขา
ตอนแรกเธอแค่แอบมองเขาอยู่ไกล ๆ มีครั้งหนึ่งเขาดูออกว่าเป็นเธอ พวกเขานับวันถึงเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น
เพราะมีหัวข้อสนทนาร่วมกัน พวกเขาไปห้องสมุดด้วยกัน พวกเขาเดินไปด้วยกันบนเส้นทางที่เงียบสงบในมหาวิทยาลัย พวกเขาอยู่ด้วยกันบนดาดฟ้าของตึกเทคโนโลยี …
เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา รู้ว่าเขาไม่มีแฟน เพื่อนเพศหญิงที่สนิทที่สุดก็มีแค่เธอ เธออยากจะสารภาพ
แต่สารภาพต้องใช้ความกล้า ทุกครั้งที่คำพูดถึงปาก เธอก็พูดไม่ออก ความรู้สึกนั้นก็เหมือนกับน้ำอุณหภูมิเก้าสิบเก้าองศา ขาดแค่อุณหภูมิเดียวก็จะเดือด แต่อุณหภูมิเดียวนั้นยังไงก็ไม่เพิ่มขึ้นมา
ก็เป็นแบบนี้ ผ่านไปสามปี
แก่กว่าเขาปีหนึ่ง เขากำลังจะจบการศึกษา เธอทำใจยอมรับไม่ได้จริง ๆ
ในคืนนั้นก่อนเขาเรียนจบ เธอไปหาเขาที่หอพักของเขา อยากจะสารภาพกับเขา แต่วันนั้นเขาไปร่วมปาร์ตี้กับเพื่อนร่วมชั้นแล้ว ไม่อยู่
เธอหมดหวังอย่างที่สุด สุดท้ายไปที่ดาดฟ้าของตึกเทคโนโลยีที่เขาและเธอไปด้วยกันบ่อยที่สุด
ตอนที่อยู่ถึงเที่ยงคืน เขากลับหาเธอเจอ
ดูเหมือนว่าเขาจะดื่มเหล้าไปแล้วนิดหน่อย เขาเรอเหล้าแล้วพูด เฟยเอ๋อ ฉันตามหาเธอตั้งนาน
เขามองสายตาของเธอ อ่อนโยนอย่างไม่มีเหตุผล มีอาการเคลิ้มเมาเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็กอดเธอไว้ กอดเอวของเธอแน่น แนบกับหูของเธอแล้วร้องเพลงหนึ่งด้วยเสียงต่ำ
เพราะดื่มเหล้า พูดไม่ค่อยชัดเจน เธอได้ยินเพียงแต่เลือนราง มีประโยคหนึ่ง ‘หลายปีมานี้มีแสงแห่งกาลเวลาของเธอ ส่องสว่างความโดดเดี่ยวของฉัน…’
คืนนั้น กู้ชิงหลันเมาหนักมาก เพลงก็ร้องไม่จบ ซบบนตัวของโล่เฟยเอ๋อหลับไป
ท้ายสุดโล่เฟยเอ๋อก็โทรหาเพื่อนที่หอพักของกู้ชิงหลัน ให้พวกเขามารับเขากลับไป
ทุกครั้ง เธอนึกถึงสายตาที่เขามองเธอ นึกถึงเพลงที่เขาร้อง หมดใจของเธอก็สั่น
หลังจากเรียนจบ ระหว่างกู้ชิงหลันกับเธอนอกจากยังไม่ได้เจาะหน้าต่างกระดาษชั้นนั้นอย่างเป็นทางการ พื้นฐานก็เหมือนคนเป็นแฟนกัน
เขางานยุ่ง เธอการเรียนยุ่ง เจอกันน้อยลง แต่ติดต่อทางวีแชทหากันเกือบทุกวัน
วันก่อนเธอเรียนจบ เขายังพูดในวีแชทว่า รอเธอเรียนจบแล้ว เขาจะมีเซอร์ไพรส์ให้เธอ หรือว่าที่พูดก็คือคืนนี้เหรอ
นึกถึงตรงนี้ สีหน้าของโล่เฟยเอ๋อเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างมาก มุมปากค่อยๆยิ้มขึ้นมา
ตอน 4
บทที่4
เพราะเมื่อคืนนัดกันไว้กับลู่ยู่แล้ว ดังนั้นสองทุ่มตรง เขามาถึงห้องที่จองไว้ในคลับดี้เหาตรงเวลา
เพิ่งเข้าไป ก็เห็นบนโซฟาหนังแท้สไตล์ยุโรป มีผู้ชายสวมชุดสูทใส่รองเท้าหนังนั่งอยู่หลายคน ในอ้อมแขนของผู้ชายหลายคน ยังคงพึ่งพาเด็กสาวสวย อายุราว ๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี เนื้อหนังอ่อนนุ่มจนราวกับสามารถคั่นเอ