ตอน 2
The-Rtask_ider-สิงห์นักบิด-พิชิตใจ-นายหน้าหวาน
บทที่ 2
ปี้นน…ปี้นน...
“ตกลงจะคุยกันอีกนานมั๊ยคะคุณ ฉันต้องไปทำงานนะคะ”
ปี้นน...ปี้น...
พี่เขาถูกบีบแตรใส่รัวๆ เลยครับ เอาไงดีวะจะวิ่งหนีไปเลยของก็อยู่กับพี่เขาแล้ว
"ขึ้นมาสิก๊อปพี่ไม่พาไปฆ่าหรอก เร็วๆ ครับ เขาบีบแตรไล่เราแล้ว"
ผมจำใจต้องขึ้นนั่งซ้อนท้ายบิ๊กไบค์ชายนิรนามอย่างขัดไม่ได้
"พี่รู้ชื่อก๊อปได้ไงอ่ะ ก๊อปยังไม่ทันได้บอกพี่เลยนะครับ" ผมถามพี่เขาแบบงงๆระหว่างทางที่นั่งซ้อนท้ายไปโรงเรียน
"ก็บอกอยู่นี่ไง"
กรูบอกตอนไหนวะ ผมพึมพำเบาๆ ตามด้วยการเกาหัวอย่างไม่เข้าใจจนถึงบางอ้อ
"อ๋อ!!..."
"ก็ก๊อปเรียกแทนตัวเองว่าก๊อปอย่างโน้น ก๊อปอย่างนี้ ไม่รู้ว่าชื่อก๊อปก็แปลกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า (หัวเราะ)" พี่เขาพูดพลางหัวเราะชอบใจเล่นเอาผมเขินเลยสิครับงานนี้
"แฮ่! ^o^"
หลังจากที่ผมขึ้นไปซ้อนท้ายพี่เขาทำให้ผมรู้ว่า พี่เขาตัวใหญ่มาก แต่ไม่ถึงกับบึ้กนะ ก็หุ่นนักกีฬานี่แหละครับ ทำไมพี่เขาตัวหอมจังวะ ต้องเป็นน้ำหอมจากนอกแน่เลย เฮ้ย!! ผมไม่ได้ตั้งใจจะดมตัวเขานะครับ ตัวพี่เขาหอมจริงๆ ไม่เชื่อมาซ้อนท้ายพี่เขาดูสิครับ แฮ่ๆ
"กอดแน่นๆ พี่จะซิ่งแล้วนะครับ"
อะไรของพี่แกวะแค่นั่งซ้อนท้ายต้องกอดด้วยเหรอจะหลอกแตะอั๋งกรูป้ะวะ อีกอย่างรถจะแรงซักแค่ไหนครับพี่!! ไม่ทันที่ผมจะคิดจบเจ้าบิ๊กไบค์คันโตก็ออกตัวอย่างแรงจนผมไม่ทันตั้งตัว
"เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ บอกให้กอดไว้แน่นๆ ถ้าพี่คว้าตัวไม่ทันจะเป็นไงเนี่ย!?"
ขณะที่พี่เขากำลังบ่นแบบได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างตามแรงลมที่มากระทบหน้าผมอยู่ตลอด ผมรู้สึกว่าหัวใจมันหล่นหายตั้งแต่บิ๊กไบค์ออกตัวแล้ว อาการมือเย็นจากการตกใจค่อยๆ ดีขึ้นกว่าก่อนหน้าที่ผมนั่งซ้อนท้ายพี่เขาโดยไม่กอดเอวตามคำสั่ง หลังจากที่พี่เขาเพิ่งคว้าแขนผมไว้ทันจนไม่หล่นจากเบาะท้ายให้รถยนต์อีกเป็นสิบคันเหยียบตาย ถ้าพี่เขาคว้าแขนผมไม่ทันเมื่อซักครู่นี้ผมคงเป็นผีที่หน้าตาดีเฝ้าถนนอยู่ตรงนั้นเป็นแน่ เกือบตายแล้วยังห่วงหล่ออีกเนาะกรู
‘ขอบคุณนะครับพี่’ ผมขอบคุณพี่เขาในใจ อ้าว!! แล้วพี่เขาจะได้ยินมั๊ยวะเนี่ย ทำไมไม่พูดไปวะกรู
"เป็นอะไรยังตกใจอยู่หรอเห็นหน้าซีดๆ ไหวมั๊ย?" พี่เขาถามพลางมองกระจกส่องหลังผมเลยพยักหน้าแทนคำตอบ
"พี่ขอโทษนะเอามือมานี่ ด้านหน้าถนนโล่งแล้วพี่จะขับเร็วขึ้นจะได้ถึงโรงเรียนก่อนแปดโมง…"
พี่เขาพูดพลางเอื้อมมือมาจับมือผมไปกอดที่เอวพี่เขาทั้งสองข้าง ซ้ำยังกุมมือผมไว้แน่นเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ‘ทำไมกรูรู้สึกแปลกๆ ตอนที่กอดเอวพี่เขาวะ ทั้งที่ลมกระทบตัวกับใบหน้าแรงพอสมควร แทนที่กรูจะรู้สึกหนาวหรือเย็นเพราะแรงลมแต่กรูกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกหรือเป็นเพราะพี่เขาตัวใหญ่เลยดูเป็นที่กำบังลมที่มากระทบตัวกรูวะ บลาๆๆ... กรูเป็นไรเนี่ย??’ ผมครุ่นคิดกับอาการที่กำลังเกิดขึ้นภายในใจอย่างฟุ้งซ่านตลอดเส้นทางไปโรงเรียน เราต่างเงียบกันทั้งคู่โดยไม่มีใครพูดอะไรต่อเลย แต่ถึงจะคุยกันก็คงฟังกันไม่รู้เรื่องก็เล่นขับซะอย่างกับอยู่สนามแข่งอย่างไรอย่างนั้น ส่วนมือใหญ่นั้นก็ยังคอยกุมบนมือผมไม่วาง
จนกระทั่ง....
"ก๊อป...ก๊อป...ถึงโรงเรียนแล้วครับ..."
ผมงัวเงียตื่นขึ้นจากการถูกเขย่าแขน ก่อนที่ผมจะค่อยๆ ยกหน้าขึ้นจากแผ่นหลังกว้างโดยที่แก้มนุ่มๆ ของผมซบอยู่บนนั้นไม่รู้ว่านานแค่ไหน ผมลืมตาขึ้นสำรวจสิ่งรอบตัว ‘กรูรอดแล้วเหรอเนี่ย คิดว่าตื่นขึ้นมาอีกทีจะต้องอยู่ในห้องมืดๆ ที่ไหนไม่รู้ซะแล้ว’ คิดไปไกลเลยกรู
"เป็นยังไง ไหวมั๊ย ให้พี่ไปส่งข้างในเอามั๊ย ก๊อปจะได้ไม่ต้องเดินเยอะดูแล้วหน้ายังซีดๆ อยู่เลยนะครับ...."
พี่เขายิงคำถามเป็นชุดเลยครับ ‘ให้กรูตอบบ้างเถอะคนเพิ่งตื่นนะโว้ย!! สมองกรูยิ่งประมวลผลช้าอยู่ด้วย’ ผมแอบโวยวายในใจ
"เอ่อ…เออ..." ผมกำลังจะตอบพี่แกครับแต่…
"ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าห้องพยาบาลอยู่ทางไหนครับ พอดีน้องเหมือนจะเป็นลมครับ"
เฮ้ย!! กรูไม่ได้จะเป็นลมกรูเพิ่งตื่นคร้าบ... ผมอยากจะเสยปลายคางพี่เขาสักหมัดหลังจากที่พี่เขาถามทางไปห้องพยาบาลจากอาจารย์เวรหน้าประตูทางเข้าโรงเรียนด้วยท่าทีร้อนรน
"ใครเหรอครับ?" เสียงอาจารย์เอ่ยถามก่อนจะเดินมาทางผม
"อ้าว! คุณกรพัฒน์เป็นอะไรหรอครับ ไหวมั๊ยครับ?" ทันทีทีอาจารย์รู้ว่าเป็นผมก็รัวคำถามใส่ผมเป็นชุดไม่ต่างจากพี่เขาเลยครับ
"อาจารย์เรียกผมว่านายก๊อป เหมือนคนอื่นก็ได้ครับอย่าเรียกผมแบบนั้นเลยนะครับ..."
"ไม่ได้หรอกครับ คุณกรวีแม่ของคุณ..."
ไม่ทันที่อาจารย์จะพูดจบผมทำมือเป็นสัญญาณว่าห้ามพูด อาจารย์เลยหยุดพูดไป ‘เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ เป็นไปได้ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมเป็นใคร ลูกใคร ทำไม ยังไงอะไรแบบนั้นครับ ผมกลัวว่าคนหล่อๆ อย่างผมจะไม่ปลอดภัย คิดไปนั่น
ตอน 3
บทที่ 3
"เปล่าครับอาจารย์ ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ ครับ ผมเพิ่งตื่นเฉยๆ พอดีลมมันเย็นรถนั่งสบายเลยเผลอหลับไปครับ ผมเข้าโรงเรียนก่อนนะครับ..." อาจารย์ไม่ทันได้ตอบอะไรผม ถูกผมพูดใส่เป็นชุดคืนเสียก่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า (หัวเราะ)
"เดี๋ยวพี่เข้าไปส่งข้างในนะ ก๊อปจะได้ไม่ต้องเดิน" พี่เขาพูดจบก็ขับบิ๊กไบค์เข้าโรงเรียนโดยที่ผมไม่ทันได้ปฏิเสธอะไรสักคำ
เอ๊ะ!! นิสัยแบบนี้มันเหมือนใครวะ อ๋อ!! เหมือนกรูนี่เอง...จิ๊บหายละ!!
รถบิ๊กไบค์คันโตค่อยๆ เข้าสู่ตัวโรงเรียนสหศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ อาคารเรียนน้อยใหญ่ถูกปลูกสร้างเรียงรายอย่างเป็นระเบียบตามมาตรฐานสากล ISO 9010 เฮ้ย!! ไม่ใช่แหละ
ผมยกแขนดูนาฬิกาขึ้นดูเหลืออีก 10 นาทีจะแปดโมงพอดี ผมคอยชี้ทางให้พี่เขาไปยังจุดที่ผมกับเพื่อนๆ นั่งประจำคือใต้ต้นมะขามที่มีอายุราวๆ 80 ปีเห็นจะได้ ใต้ต้นมะขามนั้นก็มีโต๊ะม้าหินอ่อนจัดตั้งเรียงเป็นแถวรอบต้นมะขาม ซึ่งม้าหินอ่อนที่ผมนั่งนั้นจะมีความพิเศษอยู่คือ จะมีนามสกุลของผมสลักไว้กลางโต๊ะขนาดเท่าเหรียญบาท ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็นนะครับ ปี๊เล่าว่าเห็นมันถูกสลักไว้ตั้งแต่รุ่นที่ปี๊เรียนแล้ว โดยไม่มีประวัติว่าใครเป็นคนสลักไว้
บรรยากาศขณะนั้นกลุ่มนักเรียนก็นั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ ตามม้าหินอ่อนตัวประจำของพวกเขา เมื่อรถบิ๊กไบค์คันโตเสียงดังค่อยๆ วิ่งผ่าน สาวๆ นักเรียนทั้งแท้และเทียมต่างส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดไม่ขาดสายตลอดทางไปยังม้าหินอ่อนตัวประจำที่กลุ่มผมนั่ง ลองคิดภาพตามดูนะครับว่าหนุ่มชุดหนัง ใส่หมวกกันน็อกนั่งค่อมบิ๊กไบค์คันโตทุกอย่างเป็นสีดำหมดมันจะดูคลาสสิกและเท่ห์ขนาดไหน แล้วยังมีหนุ่มน้อยตัวเล็กในชุดนักเรียนสีขาวกางเกงสีน้ำเงินขาสั้น ผมสีน้ำตาลทองส่งผลให้ใบหน้าดูกระจ่างขาวใสมากขึ้น ทั้งที่เป็นคนผิวขาวอยู่แล้ว ตาสีน้ำตาลอ่อน ขนตายาวเรียงเป็นแพรสวยสีดำขลับ จมูกโด่งเป็นสันสไตล์ลูกครึ่งเกาหลี ปากรูปกระจับดูจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อ พวงแก้มมีเลือดฝาดดูสดใสและมีโครงหน้าสวยหวานเกินความเป็นชายอย่างผมนั่งซ้อนท้ายอยู่ มีหรอจะไม่กรี๊ดตาม เอ๊ะ!! คนที่ผมบรรยายเมื่อกี้ผมเองใช่มั๊ย!! ไม่นะ.. ไม่...ผมออกจะดูหล่อมาดแมนแฮนด์ซั่มจะตาย (ใครบอกกรูวะ??)
เมื่อถึงที่หมายก็โต๊ะม้าหินอ่อนแหละครับ รถบิ๊กไบค์หยุดจอดข้างฟุตบาทที่กลุ่มเพื่อนผมนั่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน
"เชี้ย!! ก๊อปมาแล้วโว้ยย เฮ้ย!!???"
ทุกคนในโต๊ะต่างพากันงง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผมก็ค่อยๆ ลงจากบิ๊กไบค์คันโตอย่างระวังเต็มที่ เพราะกลัวตก ‘รถเชี้ยอะไรวะแม่งโคตรสูงเลย’ ผมพึมพำกับตัวเองในใจตามเคย จังหวะนั้นขาอันสั้นของผมดันไปเกี่ยวกับเหล็กที่จับตรงเบาะท้ายเจ้าบิ๊กไบค์เข้า…
"เฮ้ยระวัง!!" เสียงไอ้เชี้ยเก่งร้องอุทานขึ้นซะดังลั่นพลอยทำให้ได้ยินเสียงสาวๆ ร้องอุทานไปตามๆ กัน
"เป็นไรมั๊ย เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ..."
พี่เขาถามขึ้นขณะที่ผมหลับตาปี๋ คิดว่าหัวแตกชัวร์ ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นภาพที่ปรากฏตรงหน้าผมกลับเป็นใบหน้าชายหนุ่มรูปหล่อ แววตาอ่อนโยนส่งมายังผมจนรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วง ผมเหมือนตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะซึ่งใบหน้านั้นอยู่ห่างจากหน้าผมแค่คืบแล้วผมก็ได้สติกลับคืนเพราะ...
กรี๊ด...กรี๊ด...
“น่ารักจังเลย...”
“จะจูบกันแล้ว..."
เสียงสาวๆ ต่างพากันส่งเสียงกรี๊ดจนผมได้สติคืนมา ก็พบว่าร่างของผมอยู่บนตักพี่เขาโดยมีแขนและมือใหญ่คอยประคองให้ส่วนหัวเชิดขึ้นจนหน้าจะติดกับหน้าพี่เขาแล้ว ที่สำคัญพี่เขายังไม่ได้ลงจากเจ้าบิ๊กไบค์เลย แปลว่าผมถูกพี่เขาคว้าตัวมาอุ้มตอนจะหน้าทิ่มจากรถคันนี้ใช่มั๊ย!! พี่เขาทำได้ไงอ่ะตัวผมเล็กขนาดนั้นเลยเหรอ
"เอ่อ...เอ่อ...ไม่เป็นไร คะ...ครับ..."
ทำไมมันรู้สึกแปลกๆ วะ?? ผมถามกับตัวเองอีกครั้งก่อนจะรีบบอกพี่เขาให้วางผมลง
"พี่วางผมลงเถอะ...ครับ... ผมไม่ได้เป็น..อะ...ไรแล้ว...คะ...ครับ..." ผมกลายเป็นคนติดอ่างไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
"โอเค ไหวนะครับ?" พี่เขาเอ่ยถามอย่างห่วงใยยิ่งทำให้ผมรู้สึกแปลกในความรู้สึกมากขึ้นไปอีก
"ครับ" ผมตอบด้วยความรู้สึกคล้ายอาการเขินตรับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอาการเขินหรือเปล่า ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
"ทำไมตัวก๊อปเบาจัง เบามาก แบบนี้พี่อุ้มสบายเลย" พี่เขาพูดพลางค่อยๆ ประคองผมลงยืนกับพื้นพร้อมกับส่งยิ้มออกแนวเจ้าเล่ห์ให้ผม
"ขอบคุณนะครับพี่ที่ช่วยก๊อปไว้ สองรอบแหละ แฮ่ๆ" ผมขอบคุณพลางหัวเราะแก้เขิน นี่เก็บอาการสุดๆ แล้วนะ เกิดมาไม่เคยเขินจริงจังแบบนี้สักที
"ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ยินดีช่วย"
พี่เขาพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข เฮ้อ คิดว่าผมมีความสุขด้วยมั๊ย สาวๆ มองกันเต็มไปหมดแล้วไอ้ก๊อป ดีกรีหนุ่มหน้าหวานที่สาวๆ ต่างคลั่งไคล้กัน พวกเขาจะคิดกันยังไงครับเนี่ย
'เหอะ...คงจะได้อุ้มไอ้ก๊อปอีกหร๊อกพี่เอ๊ยย!!! นี่จะตกรถเฉยๆ นะ' ผมคิดในใจด้วยอารมณ์ฉุน พอหันมาทางเพื่อนเชี้ยทั้งสองคนก็ยืนเอ๋อแดกอยู่ครับ ผมเลยต้องเข้าไปตบกบาลมันคนละทีเพื่อเรียกสติ
ตอน 4
บทที่ 4
ผัวะ...ผัวะ...
“โอ๊ย!! มรึงทำเชี้ยอะไรวะไอ้ก๊อป พวกกรูเจ็บนะโว้ยย!! " มันบ่นให้ผมหลังได้สติกลับมาครบถ้วน
"แทนที่พวกมรึง...มรึง...จะเข้าไปช่วยกรูกลับมายืนเอ๋อแดกกันเนี่ยนะ ห๊า!!"
"เออ กรูขอโทษก็มันตกใจนี่หว่า" ไอ้แว่น เพื่อนซี้อันดับหนึ่งของผมครับ ไปไหนไปกัน แต่ผมออกตังค์นะ นี่คือฉายาของมั