ตอน 2
หัวใจของปฐพี
บทที่ 2 การกลับชาติมาเกิด
จางยวี่โหร่วค่อยๆก้มหัวลง ดวงตาทั้งสองคนเบิกขึ้นทันที ลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงสด ดวงตาของนางแสบร้อน
ที่นี่เป็นทางเข้าสู่นรกงั้นเหรอ? ตอนเด็กได้ยินคุณย่าพูดว่า หลังจากที่คนตายไปแล้ววิญญาณก็จะไปสู่นรก ที่นั่นเต็มไปด้วยดอกลิลลี่แมงมุมสีแดงกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อชี้นำทางดวงวิญญาณที่ผ่านมา
เมื่อถึงเวลาที่ข้ามผ่านสะพานไน่เหอ ดื่มซุปเมิ่งโผ กระโดดลงไปแม่น้ำว่างชัวก็จะสามารถลืมอดีตที่ผ่านมาได้ และหมุนเวียนกลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง
ไม่ ข้าจะลืมไม่ได้ ในใจของนางมีความเคียดแค้นอันมหาศาลขนาดนั้น และยังมีชีวิตของคนในตระกูลจางอีก 72 ชีวิต แม้ตายนางจะไม่มีวันลืม!
บทที่นางมองดูคนที่นางรักถูกตัดศีรษะและนางไม่สามารถทำอะไรได้เลย ความเจ็บปวดเช่นนั้นไม่สามารถแสดงออกมาด้วยคำพูดได้เลย
นางโกรธแค้นมาก ก่อนที่จะตายไม่สามารถฆ่าสัตว์ร้ายอย่างเป่ยจื่อห้าวเพื่อแก้แค้นให้กับตระกูลจางของนางด้วยมือตัวเองได้!
ทันใดนั้นก็มีเสียง “ แกร๊ก ” ดังขึ้นมาและประตูถูกเปิดออกในทันที จากนั้นสาวใช้ตัวเล็กสวมชุดสีชมพูมวยผมสองข้างคนหนึ่งเดินเข้ามา
จางยวี่โหร่วมองดูนาง ขอบตาแดงกล่ำอย่างอดไม่ได้ นั่นคือเสี่ยวเฟิงสาวใช้ข้างกายของนาง
เสี่ยวเฟิงเติบโตมากับนางตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะเป็นเจ้านายกับคนรักใช้ แต่ก็ผูกพันกันดั่งพี่น้องและภักดีต่อนางอย่างยิ่ง
นางแต่งงานกับคนสัตว์ร้ายเป่ยจื่อห้าว เสี่ยวเฟิงก็ยังอยู่ข้างๆนางไม่ห่างไปไหนเหมือนสินสอดทองหมั้น ต่อมานางถูกใส่ร้ายจนเข้าคุก เสี่ยวเฟิงก็ถูกจ้าวซินซินจับได้ตัวขณะที่กลับไปแจ้งข่าวให้ตระกูลจางทราบเพื่อช่วยนาง และถูกทุบตีจนตายต่อหน้าต่อตาของนาง ถึงแม้จะตายนางก็ยังกัดฟัดไว้ไม่เอ่ยปากพูดและไม่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเลยสักนิด และก่อนหน้าที่นางจะตายก็ยังกำชับกับนางอีกว่าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
นางคงจะตายแล้วอย่างแท้จริง ถึงสามารถได้เห็นหน้าเสี่ยวเฟิงอีกครั้ง
เพียงแค่ท่าทางของเสี่ยวเฟิงในตอนนี้ เหตุใดจึงดูเหมือนย้อนกลับไปบทที่อายุสิบสามสิบสี่ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างแปลกประหลาดเกินไป หรือว่า ทั้งหมดนี้เป็นความฝันของนางกัน?
นางเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อ ในตอนนั้นเอง นางถึงจะสังเกตเห็นเค้าโครงภายในห้อง ล้วนมีม่านสีแดงแขวนอยู่ทุกหนทุกแห่ง บนเตียงมีคำอวยพรที่ตัดด้วยกระดาษสีแดงติดอยู่และผ้าห่มบนเตียงก็เป็นสีแดงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นห้องแต่งตัวของเจ้าสาวห้องหนึ่ง เมื่อมองดูก็รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดก็คือ พบว่าบนตัวของตัวเองสวมชุดแต่งงานสีแดงสดอยู่!
“ โธ่ คุณหนู ท่านหยิบผ้าคลุมหน้าลงมาทำไมรึเจ้าคะ นี่คือข้อห้ามเลยนะ ขบวนเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวของตำหนักสามใกล้จะถึงแล้ว เมื่อมาถึงก็ต้องขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ท่านจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะเจ้าคะ! ” เสี่ยวเฟิงเห็นนางหยิบผ้าคลุมหน้าสีแดงวางไว้บนหัวและรีบวิ่งมาอย่างเร่งรีบ
จางยวี่โหร่วงุนงง ตำหนักสาม ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว? นางจับข้อความสำคัญในนั้นได้อย่างรวดเร็ว
“ เจ้าบอกว่าขบวนเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวของตำหนักสาม หมายถึงสัตว์ร้ายเป่ยจื่อห้าวคนนั้นกำลังจะมา? ”
เห็นได้ชัดว่านางทำให้สาวใช้คนนั้นตกใจไม่น้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมา และยื่นมือไปปิดปากนางย่างรวดเร็ว “ คุณหนู ท่านกำลังพูดอะไรเจ้าคะ องค์ชายสามจะเป็นสามีของท่านอยู่แล้ว ท่านดูหมิ่นเขาเช่นนี้ได้อย่างไร? ”
ในที่สุดนางก็เข้าใจ ที่แท้นางย้อนกลับมาเมื่อห้าปีก่อน! เห็นได้ชัดว่าเมื่อห้าปีก่อนนางใส่ผ้าคลุมปักพู่และมงกุฎฟีนิกซ์ออกเดินทางจากตระกูลจางไปแต่งงานกับเป่ยจื่อห้าวในวันนั้น
ที่นี่เป็นห้องส่วนตัวของนาง เพียงแค่ถูกจัดแต่งให้เป็นห้องเจ้าสาว ถึงทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยเช่นนั้น
ในตอนนั้นนางยังไม่รู้จักใบหน้าที่แท้จริงของสัตว์ร้ายตัวนี้และยังรักเขาอย่างตายใจ จนถึงขนาดจินตนาการถึงชีวิตที่มีความสุขหลังจากที่ได้แต่งงานกับเขาอย่างสาวน้อยขี้อาย
นางเกลียดเป่ยจื่อห้าว และยิ่งเกลียดตัวนางเอง ทำไมตอนนั้นถึงไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นแผนชั่วของเป่ยจื่อห้าวที่สร้างขึ้นมา
ถ้าหากเป่ยจื่อห้าวแค่ต้องการจัดการกับนางอย่างเรียบง่ายและฆ่านางได้โดยที่ไม่มีใครรู้อย่างสมบูรณ์ สาเหตุเดียวก็คือเขาต้องการยืมมือนางใส่ความตระกูลจาง และเมื่อนางยอมรับความผิดทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้น ตระกูลจางก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นคนที่ทำลายตระกูลจางอย่างแท้จริง ก็คือตัวนางเอง
สายตาของจางยวี่โหร่วฉายแววไปด้วยความเกลียดชัง นางเคยพูดไว้ หากชาติหน้ามีจริงแม้เป็นผีก็จะไม่ยอมปล่อยเขาไป
ในเมื่อสวรรค์ปล่อยให้นางกลับมามีชีวิตอีกครั้งย้อนไปในอดีต เช่นนั้นก็ถึงเวลาที่นางจะเอาคืนชีวิตสุนัขของเป่ยจื่อห้าวด้วยมือของตัวนางเอง
ในตอนนั้นจู่ๆก็มีอีกคนเดินเข้ามาจากประตูเพียงคนเดียว อายุประมาณสิบห้าหสิบหกปี ดูอ่อนโยนและบอบบาง สายตาของจางยวี่โหร่วก็ค่อยๆคมชัดขึ้น
จ้าวซินซิน!
แม้นางตายก็จะไม่มีวันลืมผู้หญิงคนนี้!
นางเป็นเพียงแค่บุตรสาวของผู้พิพากษาเมืองเล็กๆ แต่กลับเข้าใจประจบประแจงจนได้รับความไว้วางใจจากนาง และถือว่านางเป็นน้องสาว มีสิ่งของที่ดีอะไรก็ล้วนมาแบ่งปันให้กับนาง จน...รวมไปถึงสามีของนาง
มองดูเป่ยจื่อห้าวที่ได้ลืมคำสาบานระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไปตั้งนานแล้วในตอนนั้น นางสนมแต่ละคนเข้ามาในพระราชวัง จ้าวซินซินเป็นเดือดเป็นร้อนแทนนางและทนไม่ได้ที่เห็นนางโดนรังแก จึงยอมเข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนนางโดนไม่ขอชื่อหรือยศตำแหน่งใดใด ทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งใจ จนช่วยชีวิตนางท่ามกลางอันตรายเมื่อบทที่นางถูกใส่ร้ายอยู่หลายครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไป นางเชื่อใจจ้าวซินซินมากยิ่งขึ้นและไม่มีสิ่งใดที่ไม่พูดคุยกับนาง การแบ่งปันสามีกับผู้หญิงหลายคนนางก็อดทนแล้ว แล้วน้องสาวที่ดีของนางทำไมจะทำให้ไม่ได้? จ้าวซินซินก็ได้เป็นพระสนมเอกจริงๆและยังสามารถเป็นมือซ้ายมือขวาของนางอีก จ้าวซินซินช่วยนางให้มีอำนาจยืนอยู่ภายในวังได้ แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนชั่วร้าย
ในฐานะของจ้าวซินซินสามารถได้เป็นเจี๋ยยวีโดยไม่ถูกบังคับและยังได้รับการปกป้องจากนางฮองเฮา จึงทำให้นางนั่งอยู่บนบัลลังก์นางสนมเอกได้อย่างมั่นคง จ้าวซินซินสำนึกในบุญคุณนั้นและคอยอยู่ข้างกายนางทุกวัน ช่วยให้คำแนะนำกับนางพูดคุยปัญหาความกลัดกลุ้มใจ เวลาผ่านไปนางก็ยิ่งพึ่งพาอาศัยจ้าวซินซินมากขึ้นเรื่อยๆ
นางก้าวอย่างมั่นคงทุกก้าวภายในตำหนักนางสนมและคอยระมัดระวังทุกคน แต่กลับไม่เคยระมัดระวังนางเลยสักนิด
เมื่อนึกถึงเรื่องในคุกวันนั้น จ้าวซินซินบอกกับนางบทที่กำลังจะไปว่า “จางยวี่โหร่ว คนที่ท่านควรจะเกลียดไม่ใช่ข้า แต่เป็นเป่ยจื่อห้าว ตระกูลจางมีอำนาจมากมาย เขาจะปล่อยให้ท่านให้กำเนิดทายาทสืบทอดบังลังก์ได้อย่างไร เช่นนั้นผืนแผ่นดินของหนานหชู่ ก็จะตกไปอยู่ในมือของตระกูลจางโดยตรงไม่ใช่หรือ? ”
นางจะมาหวังดีเตือนนางได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าต้องการจะเชือดเฉือนใจของนางให้แหลกสลายอย่างโหดเหี้ยม และทำให้นางรู้สึกว่าแม้จะตายก็ตายอย่างสิ้นหวัง
จ้าวซินซินยังบอกนางอีกว่า เป่ยจื่อห้าวสัญญากับนางตั้งนานแล้วว่า ตราบใดที่นางสามารถช่วยเขากำจัดตระกูลจางได้ เขาก็จะมอบตำแหน่งให้นางเป็นฮองเฮา ไม่แปลกใจเลยที่นางจะตาบอดเพราะความโลภเช่นนั้น
นางเพียงแค่ฉลาดมาทั้งชีวิตแต่กลับสับสนเพียงชั่วขณะ เป่ยจื่อห้าวมีนิสัยหวาดระแวง โหดเหี้ยมไร้ความปราณี ตอนแรกตระกูลจางช่วยให้เขาขึ้นครองบัลลังก์เขายังตอบแทนอย่างความปราณีเช่นนี้ จ้าวซินซินที่รู้ความลับของเขามากมายเช่นนั้น เขาจะยังปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยอย่างงั้นหรือ?
ทันใดนั้นจ้าวซินซินก็รู้สึกถึงสายตาเย็นชาจ้องมองมาที่นาง ใจของนางสั่นเทา แต่ขณะที่หันกลับมามองอีกครั้ง ก็เหมือนว่าความรู้สึกทั้งหมดเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่ความเข้าใจผิด
นางหัวเราะและก้าวมาข้างหน้า “ พี่ยวี่โหร่ว วันนี้พี่ช่างงดงามจริงๆ องค์ชายสามช่างมีวาสนายิ่งนักที่ได้แต่งงานกับพี่ที่สวยงดงามเช่นนี้ หลังจากที่พี่ได้เป็นพระชายา ก็อย่าลืมข้านะ ”
ตอน 3
บทที่ 3 อ๋องชิงผิงแต่งงาน
จางยวี่โหร่วยิ้มเยาะอยู่ในใจ ปากหวานราวกับคมดาบราดน้ำผึ้ง ใครจะไปนึกว่าจิตใจที่ชั่วร้ายเช่นนี้จะซ่อนอยู่ในภายใต้รูปลักษณ์ที่อ่อนแอ ต่อให้ในใจอยากจะฉีกร่างกายของนางเป็นชิ้นๆมากแค่ไหน แต่ภายนอกนางกลับไม่แสดงท่าทีใดใด
“ เจ้าสวยดั่งดอกไม้จิตใจงดงามบริสุทธิ์เช่นนี้ จะต้องได้แต่งงานกับคนที่ปรารถนาเป็นแน่ ”
จ้าวซินซินใช้ผ้าเช็ดน้ำตาและแสร้งทำสีหน้าเศร้าใจ “ ได้ยินมาว่าองค์ชาสามรูปงามไร้ที่ติและมีความสามารถเป็นเลิศ ได้แต่งงานกับสามีแบบนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่ผิดหวังแล้ว ข้าจะโชคดีอย่างท่านพี่ได้อย่างไรกัน ”
ก่อนหน้านี้นางร้องไห้กับตัวเองว่าท่านพ่อเตรียมจะให้นางแต่งงานกับลูกชายของขุนนางคนหนึ่ง ท่านชายคนนั้นหน้าตาอัปลักษณ์ก็แล้วไป แต่ภายในจวนยังมีเมียน้อย 18 คน หลังจากที่ได้แต่งไปจะต้องรู้สึกน้อยใจแน่ หลังจากที่นางรู้ก็รีบให้ท่านปู่จางไท่ซือของตัวเองออกหน้ากดเรื่องนี้ให้เงียบลง และยังบอกอีกว่าหากหลังจากนี้นางจางยวี่โหร่วแต่งงานออกเรือนไปก็จะพานางไปด้วย ทนดูนางถูกใครรังแกไม่ได้
นางมานึกถึงในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าจ้าวซินซินต้องการให้นางพาตัวเองแต่งงานกับตำหนักสามด้วย!
แต่กลับไม่คิดว่าในครั้งนี้จางยวี่โหร่วจะพูดอย่างเย็นชา “ ดังนั้นนะ การเป็นคนต้องมีคุณค่าในตัวเอง อย่าไปดึงดันในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง หากปรารถนาสูงเกินไปจะทำให้ได้รับผลลัพธ์ตรงกันข้ามและเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์ ”
จ้าวซินซินใบหน้าซีดเผือก นางหมายความว่าอย่างไรกัน กำลังดูถูกว่านางฐานะต่ำต้อยไม่คู่ควรที่จะแต่งงานกับสามีที่ดีเหรอ?
เมื่อดูท่าทางของจ้าวซินซินในตอนนี้แล้ว ในใจของนางยิ้มเยาะ ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
“ เจ้าอย่าได้เข้าใจความหมายของข้าผิดไปเลย ข้าแค่ทอดถอนใจกับโชคชะตาของตัวเองเท่านั้น ลูกสาวที่แต่งงานออกเรือนไปก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออก หลังจากที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ไม่สามารถคอยอยู่ข้างๆปรนนิบัติดูแลพ่อแม่และคนที่รักเหมือนเช่นตอนนี้ได้อีก พอคิดถึงเรื่องนี้ ข้าก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ”
จ้าวซินซินบิดผ้าเช็ดหน้าที่มือเข้าหากันด้วยความอิจฉา นางได้แต่งงานกับโอรสของฮ่องเต้ ต่อไปก็เป็นราชนิกุลของราชวงศ์และอาจจะได้เป็นฮองเฮาของแผ่นดิน นี่คือฐานะที่นางไม่สามารจะไปอิจฉาได้เลย แต่ตอนนี้นางกลับพูดถึงความเสียใจอะไรกัน
แต่ทว่าจ้าวซินซินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย คำพูดของจางยวี่โหร่วเมื่อครู่นี้ทำให้นางตกใจกลัวมาก คิดว่านางมองอะไรออกแล้วเริ่มจะรำคาญนาง ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ดีไป
ดังนั้นนางจึงพูดประจบประแจงขึ้นมาทันที “ ท่านพี่มีฐานะเป็นถึงคุณหนูผู้สูงส่งเพียงคนเดียวของตระกูลจาง หลานสาวสุดที่รักของจางไท่ซือ ถึงแม้หลังจากนี้พี่จะแต่งงานกับองค์ชายสาม อยากจะกลับบ้านมาเยี่ยมญาติก็สามารถมาได้ทุกเวลา อีกทั้งองค์ชายสามก็ยังจะมากับท่านพี่ด้วย ”
จางยวี่โหร่วไม่มีพี่น้องผู้หญิง นางมีพี่ชายห้าคน ดังนั้นนางจึงปฏิบัติต่อจ้าวซินซินในฐานะน้องสาวแท้ๆ มองดูท่าทางบอบบางน่ารักของนางจึงดูแลเป็นพิเศษ แต่พอมองดูหน้าตาของนางในตอนนี้แล้ว จางยวี่โหร่วรู้สึกเพียงแค่ความสะอิดสะเอียน และอยากจะเปิดเผยใบหน้าจอมปลอมของนางจนแทบจะทนไม่ไหว
ไม่เป็นไร ทุกอย่างสามารถค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ นางจะเอาทุกอย่างที่จ้าวซินซินเคยทำมาทั้งหมด คืนกลับไปให้นางสิบเท่าร้อยเท่า ทำให้นางได้เข้าใจอย่างดีว่าอะไรคือรสชาติของการตายทั้งเป็น หากจะประหารชีวิตของนางในตอนนี้ จะไม่ดูถูกนางเกินไปหน่อยเหรอ?
เสี่ยวเฟิงที่ยุ่งอยู่ตลอดวิ่งเข้ามาอีกครั้ง และเห็นว่าพวกนางสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ผ้าคลุมหน้าของจางยวี่โหร่วก็ยังไม่ได้คลุม จึงรีบเร่งในทันที “ คุณหนูนี่มันเวลาอะไรกันแล้วเจ้าค่ะ องค์ชายสามมาถึงแล้ว ท่านชาย ท่านหญิงกับญาติๆทุกคนกำลังรออยู่ พวกท่านให้บ่าวมาช่วยประครองคุณหนูออกไปตอนนี้แล้ว ”
เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นมาแล้ว พอนึกถึงเป่ยจื่อห้าว จางยวี่โหร่วก็ตัวสั่นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ นิ้วของนางประสานกำหมัดแน่น
เป่ยจื่อห้าว! เขาไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของนาง แต่ยังทำร้ายครอบครัวของนางทั้งตระกูล ความเกลียดชังที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกแม้ตายนางก็ไม่มีวันลืมนี้ แทบรอที่จะควักหัวใจของสัตว์ร้ายตัวนั้นเมื่อเขาเข้าประตูมาไม่ไหวแล้ว นางจะไม่มีวันแต่งงานกับเขาอีกเด็กขาด
แต่ฮ่องเต้ได้ประกาศพระราชโองการแต่งงานแล้วและก็ถึงเวลาที่จะต้องขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว หากนางยกเลิกงานแต่งในตอนนี้ก็เท่ากับขัดพระราชโองการ ตอนนี้นางควรจะทำอย่างไรดีล่ะ?
ทันใดนั้น ก็มีเสียงขบวนแห่เกี้ยวรับตัวเจ้าสาวดังมาจากทางทิศตะวันตก จางยวี่โหร่วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ วันนี้ยังมีคนแต่งงานงั้นเหรอ? ”
ได้ยินเช่นนั้น บนใบหน้าเล็กๆของเสี่ยวเฟิงก็ปรากฏสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมาทันที นางเพียงแค่ถามว่าวันนี้มีใครแต่งงานแค่ประโยคเดียว เหตุใดจึงทำให้นางตกใจจนมีท่าทางแบบนี้?
สีหน้าของจ้าวซินซินก็ซีดเผือกอย่างเห็นได้ชัด “ วันนี้เป็นวันที่อ๋องชิงผิงแต่งงาน โธ่...ช่างน่าสงสารแม่นางคนนั้นจริงๆ! ”
ในใจจางยวี่โหร่วสั่นเทา ความทรงจำชาติที่แล้วกำลังจะกลับมา
นางคิดออกแล้ว บทที่นางแต่งงานกับเป่ยจื่อห้าวยังมีขบวนเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวอีกขบวนหนึ่งจริงๆ
เพียงแต่นางไม่รู้แน่ชัดว่าใครที่แต่งงานวันเดียวกันกับนางในตอนนั้น ทั้งหัวใจของนางกำลังตกอยู่ในความสุขที่ได้แต่งงานกับเป่ยจื่อห้าว ความคิดเรื่องของอ๋องชิงผิงนั้นจึงเลือนรางมาก
ในตอนนั้นดูเหมือนว่าจะมีท่านอ๋องชิงผิงท่านหนึ่ง เพียงแต่ถูกส่งไปประจำที่ชายแดนเป็นเวลาหลายปี ถึงแม้นางจะเป็นฮองเฮามาห้าปี ก็ไม่เคยได้เจอหน้าเขาเลยสักครั้ง
เมื่อเห็นนางพูดถึงชื่อของเขา ทั้งสองคนก็ตกใจจนกลายเป็นแบบนี้ จางยวี่โหร่วจึงแปลกใจเล็กน้อย “ การแต่งงานไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรยินดีหรอกหรือ เหตุใดพวกเจ้าจึงมีท่าทางเช่นนี้? ”
“ คุณหนู ท่านฐานะสูงส่ง ทั้งยังได้รับความเอ็นดูจากท่านจางไท่ซือ แน่นอนว่าไม่รู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ท่านอ๋องชิงผิงคนนั้นเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเราหนานหชู่ อายุเพียงแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้น มีวีรกรรมในการรบอย่างโดดเด่น ฮ่องเต้จึงพระราชทานยศท่านอ๋องให้แก่เขา ดูแลดีกว่าองค์ชายเหล่านั้นอีก ภายในพระที่นั่ง ฮ่องเต้ทรงอนุญาตยกเว้นให้สองคนที่ไม่ต้องคุกเข่าเคารพเป็นพิเศษ ท่านแรกคือท่านปู่จางไท่ซือของคุณหนู อีกท่านหนึ่งก็คืออ๋องชิงผิง ”
ท่านอ๋องชิงผิงคนนี้เก่งกาจขนาดนั้นเชียว เหตุใดนางถึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาในชาติก่อนเลยล่ะ? หรือว่าหลังจากที่นางกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง บางสิ่งบางอย่างได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป?
จางยวี่โหร่วไตร่ตรองดูก็รู้สึกปล่อยวางเล็กน้อย นางสามารถกลับชาติมาเกิดได้ เดิมทีแล้วก็คือการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ถึงแม้เรื่องราวอื่นๆจะไม่เหมือนเดิมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ ในเมื่อท่านอ๋องชิงผิงเก่งกาจเช่นนี้ เช่นนั้นการได้แต่งงานกับเขาก็ควรจะเป็นเรื่องที่มีความสุขมากไม่ใช่หรือ เหตุใดพวกเจ้าถึงพูดว่าหญิงสาวคนนั้นน่าสงสารล่ะ? ”
“ ถึงแม้ท่านอ๋องชิงผิงจะชื่อเสียงโด่งดัง แต่ในเมืองหลวงนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าท่านอ๋องชิงผิงหน้าตาอัปลักษณ์ ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้ามาตลอด ฆ่าคนจนเป็นนิสัย มีโรคเรื้อรังติดตัว หากบ้าคลั่งขึ้นมาไม่เพียงแต่ฆ่าคน แต่ยังกินเนื้อและดื่มเลือดของมนุษย์อีก ก่อนหน้านั้นเขาเคยแต่งพระชายามาหลายคนแล้ว และถูกยิงตายภายในเจ็ดวันหลังจากแต่งงานเข้าเรือน ฉายาท่านอ๋องชิงผิงกินภรรยานี้นั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกคนล้วนพูดว่าพระชายาสองสามคนที่ตายไปนั้นถูกเขาทรมานจนตาย การได้แต่งงานกับเขาก็หมายความว่าเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่ประตูนรกไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ”
จางยวี่โหร่วฟังจบก็ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวแต่อย่างใด หืม...ประตูนรก? นางแต่งงานกับเป่ยจื่อห้าว ถึงจะเรียกว่าเข้าสู่ประตูนรกอย่างแท้จริง นางมีประสบการณ์มากมายในชาติที่แล้วและยังเห็นการตายอย่างน่าอนาถของคนในตระกูล 72 คนด้วยตาตัวเอง ยังมีความน่ากลัวอย่างอื่นที่น่ากลัวมากกว่านี้อีกไหม?
ในชาตินี้ นางจะต้องเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเองและเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตระกูลจางให้ได้ ทำให้คนที่รังแกนาง ดูถูกนาง ทำร้ายนางเหล่านั้นชดใช้อย่างเจ็บปวด
“ เช่นนั้นทุกคนที่พูดว่าพระชายาสองสามคนตายอย่างทรมาน มีใครเคยเห็นด้วยตาตัวเองบ้างไหม? ”
“ เรื่องนั้น...บ่าวจะรู้ได้อย่างไรกัน ล้วนแต่ได้ยินมาทั้งนั้น ” เสี่ยวเฟิงรีบส่ายหัว
จางยวี่โหร่วยิ้มเบาๆ “ ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ข่าวลือ สิ่งที่ไม่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้ก็คือคนชั่วที่ดูจริงใจและเที่ยงธรรม แต่คนที่ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อยแต่ภายในเห็นแก่ตัวเล่านั้นถึงจะเป็นความน่ากลัวที่แท้จริง ”
ในตอนนั้นเองไม่รู้ว่านางรู้สึกผิดไปหรือเปล่า จ้าวซินซินจับมือของนางอย่างสั่นเทาเบาๆ หากไม่หวาดผวา นางก็ไม่เป็นถึงเช่นนี้
นางยอมทีจะแต่งงานกับผีกินคน ดีกว่าต้องเห็นใบหน้าจอมปลอมน่าสะอิดสะเอียนของเป่ยจื่อห้าวอีก
ดังนั้นนางต้องคิดหาวิธี ถ้าหากนางจำไม่ผิดหลังจากที่นางขึ้นไปบนเกี้ยวเจ้าสาว ทั้งสองขบวนดูเหมือนจะไปทางทิศตะวันออกด้วยกัน หลังจากเดินทางไปตลอดสิบลี้ถึงจะแยกจากกัน ขบวนหนึ่งไปทางตำหนักสามทางตะวันออกเฉียงเหนือ อีกขบวนหนึ่งเลี้ยงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
จางยวี่โหร่วจับผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ในครั้งนี้ไม่ว่าจะต้องพยายามใช้วิธีใดก็ตาม นางก็ต้องเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองให้ได้
ตอน 4
บทที่ 4 สลับตัวตนกัน
หน้าห้องโถงตำหนักตระกูลจางประดับตกแต่งด้วยโคมไฟ จางไท่ซือและพ่อแม่ของจางยวี่โหร่ว พี่ชายและพี่สะใภ้ทุกคนล้วนออยู่กันที่นั่นเรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ใบหน้าของจางไท่ซือไม่ได้แสดงออกถึงสีหน้าที่มีความสุขเลย แต่กลับมีความกังวลใจเล็กน้อย
ในตอนแรกเดิมทีเขาไม่ได้เห็น