ตอน 3
พายุรักแห่งเม็ดทราย
บทที่ 3
“วันนี้รับอะไรดีคะเจ้าชาย”
เจ้าของร้านอาหารไทยรูปร่างอ้วนท้วนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ไปนิดรีบกุลีกุจอมาให้การต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่ได้แวะเวียนมาชิมอาหารไทยเลิศรส
“น้ำพริกปลาทูเน้นผักสด ต้มย้ำกุ้ง ไข่เจียวกุ้งสับแล้วก็ข้าวสวยร้อนๆ มาสักโถ”
เจ้าชายซารีฟร์สั่งรายการอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยเมนูอาหารที่จัดพิมพ์ยาวเหยียดนับสิบๆ หน้า รายการอาหารที่สั่งล้วนเป็นเมนูโปรดที่ตัวเขามักอ้อนให้ท่านแม่ทำให้ทานเสมอสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
อาหารไทยเป็นอาหารเลิศรสไม่ว่าชนชาติไหนได้ลิ้มลองแล้วก็มีอันต้องติดใจในรสชาติที่จัดจ้านเผ็ดร้อนทุกรายไป และถึงแม้จะเป็นเจ้าชายแห่งประเทศอัลนูรีนประเทศในดินแดนตะวันออกที่มีละอองเม็ดทะเลทรายเกินครึ่งของประเทศ แต่เจ้าชายซารีฟร์ผู้ที่มีเลือดไทยครึ่งตัวก็นิยมชมชอบอาหารไทยมากเป็นพิเศษแทบจะมากกว่าอาหารพื้นเมืองอาหารหลักในประเทศอัลนูรีนด้วยซ้ำไป
“ราชิต อาดิล พวกเจ้าพากันนั่งลงแล้วก็สั่งอาหารทานได้แล้ว”
เจ้าชายซารีฟร์เอ่ยสั่ง ราชิต รุสดี อัฟซาและอาดิล ฮาดี รอซีด์ สององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีที่ได้เดินทางมาคอยอารักขาความปลอดภัยให้กับเจ้าชายหนุ่มแห่งราชวงศ์อัลนูรีนนับตั้งแต่ได้เดินทางมาพำนักศึกษาอยู่ที่อเมริกา
“พวกกระหม่อมยังไม่หิว พระองค์ทานองค์เดียวเถอะพะยะค่ะ”
ราชิต รุสดี อัฟซา องครักษ์เอกหล่อเข้มเป็นผู้เอ่ยตอบแทนเพื่อนรักที่ยืนนิ่งหันหน้าไปทางประตูร้านอาหารเพื่อคอยระแวดระวังภัยให้กับเจ้าเหนือหัวของพวกตน
“นั่งลง!...แล้วพากันสั่งอาหารมาทานเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าจะบอกว่าไม่หิวได้ไงตั้งแต่เช้าพวกเจ้าทานกาแฟแค่คนละแก้วไม่ใช่หรือ”
เจ้าชายซารีฟร์สั่งเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบจ้องมององครักษ์ทั้งสองเขม็งส่งสายตาบังคับให้ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะอาหารอีกตัวที่อยู่ติดๆ กัน
“พะยะค่ะ ทานกาแฟไปคนละแก้ว”
องครักษ์ราชิตอ้อมแอ้มตอบรู้สึกซาบซึ้งใจที่เจ้าเหนือหัวใส่ใจเรื่องการกินอยู่ของพวกตนและราษฎรปวงผองชาวอัลนูรีนเสมอมา เจ้าชายซารีฟร์ไม่เคยถือพระองค์ไม่ว่าเจ้าชายจะทานอาหารเลิศรสที่โรงแรมหรูมากเพียงใด เหล่าองครักษ์ที่คอยติดตามอารักขาราวกับเงาติดตามตัวก็ได้ทานอาหารที่ไม่ต่างจากผู้ที่เป็นเจ้าเหนือหัว
ราชิตและอาดิลต่างก็รีบทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วรับเมนูจากเจ้าของร้านมาเปิดดูรายการอาหารก่อนจะพากันสั่งอาหารประเภทจานเดียวคนละจาน
“ข้าวผัดปูจานหนึ่ง” ราชิตสั่งอาหารจานด่วนซึ่งอาดิลเพื่อนรักก็รีบเอ่ยบอกเด็กเสริฟทันทีเหมือนกัน
“เราเอาด้วยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำหลายอย่าง”
ภยันตรายที่มีอยู่รอบด้านการถูกลอบสังหารถูกปลงพระชนม์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า องครักษ์ที่คอยทำหน้าที่อารักขาจึงจำเป็นต้องตื่นตัวคอยระวังภัยให้กับเจ้าแห่งชีวิตตลอดเวลา
เจ้าชายซารีฟร์ได้ยินเมนูอาหารที่เหล่าองครักษ์ได้สั่งเด็กเสริฟก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างอ่อนใจ รู้ว่าองครักษ์ที่ภักดีทั้งสองต้องการทานอาหารให้เสร็จเร็วไวเพื่อกลับไปทำหน้าที่อารักขาตนเหมือนดังเดิม
“เดี๋ยว!” เจ้าชายองค์รองแห่งทะเลทรายได้เรียกเด็กเสริฟไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินไปส่งรายการอาหารให้กับพ่อครัว
“เพิ่มซุปถ้วยใหญ่มาอีกถ้วย ผัดผักรวมแล้วก็เอาไข่เจียวร้อนๆ มาด้วย” เจ้าชายซารีฟร์รอจนเด็กเสริฟเดินพ้นไปแล้วจึงได้หันมาต่อว่าองครักษ์ไม่จริงจังนัก
“กินข้าวแค่คนละจานจะอิ่มได้อย่างไร พวกเจ้าตัวออกจะใหญ่โตต้องการพลังงานมาก ทีหลังให้สั่งอาหารมากินให้อิ่ม”
“กระหม่อมกับอาดิล ไม่อยากใช้เวลาในการทานข้าวมากเกินไปพะยะค่ะ” ราชิตตอบตามความเป็นจริงที่ตนเองและอาดิลเพื่อนรักต่างก็คิดเช่นนี้เสมอ
“เฮ้อ!...ราชิต อาดิล พวกเจ้าไม่ต้องระวังภัยให้เรามากถึงเพียงนี้ก็ได้ ที่นี่บอสตันน่ะ ไม่มีใครบ้าถ่อสังขารมาฆ่าเราถึงที่นี่หรอก”
ด้วยรู้ความหมายที่องครักษ์เอกทั้งสองได้เอ่ยออกมาอย่างแจ่มแจ้ง เจ้าชายซารีฟร์จึงได้คัดค้านความคิดความอ่านของอีกฝ่ายเสียงแข็ง
“หามิได้พะยะค่ะ อันตรายนั้นมีไปทั่วทุกแห่งที่พระองค์ได้เดินทางไป พวกกระหม่อมไม่อยากละหลวมในเรื่องการทำหน้าที่คอยอารักขาพระองค์”
อาดิล ฮาดี รอซีด์ เป็นผู้เอ่ยค้านเจ้าเหนือหัวบ้าง การได้รับความไว้วางใจคัดเลือกฝึกฝนให้เป็นองครักษ์เอกคอยอารักขาเจ้าชายแห่งราชวงศ์อัลนูรีนถือว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดของบุรุษชาติอาหรับ และก่อนที่เขากับราชิตจะเดินทางมาที่เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์พร้อมๆ กับเจ้าชายหนุ่ม เจ้าชายฮารีฟร์ อัล ริฟาอีลส์ ประมุขแห่งประเทศอัลนูรีนได้เรียกให้พวกตนไปเข้าเฝ้าและสั่งกำชับให้คอยดูแลอนุชาของพระองค์เป็นอย่างดี
“พวกเจ้าคงถูกท่านพี่ฮารีฟร์สั่งกำชับให้คอยดูแลเราไม่ให้คลาดสายตาใช่มั้ย”
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยถึงเชษฐานั้นเต็มไปด้วยความจงรักภักดีที่น้องคนหนึ่งจะสามารถมอบให้กับผู้เป็นเชษฐาได้ทั้งชีวิต
“พะยะค่ะ เจ้าชายฮารีฟร์ทรงให้กระหม่อมกับอาดิลเข้าเฝ้าและสั่งเน้นย้ำให้พวกกระหม่อมดูแลพระองค์เป็นอย่างดีพะยะค่ะ”
ราชิตเอ่ยตอบตามความเป็นจริง เจ้าชายฮารีฟร์ผู้ที่เป็นเชษฐาทรงเป็นห่วงอนุชาที่อาศัยอยู่ต่างบ้านต่างถิ่นมากเป็นพิเศษ
ตอน 4
บทที่ 4
“ท่านพี่ทำราวกับว่าเราเป็นเด็กชายซารีฟร์วัย 10 ขวบยังไงยังงั้น”
เจ้าชายองค์รองแห่งแผ่นผืนทะเลทรายเอ่ยแซวเชษฐาผู้อยู่ห่างไกลคนละถิ่นแดนด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มรู้ว่าเชษฐาผู้เสียสละนั้นทรงเป็นห่วงตนมากเพียงใด
“เจ้าชายฮารีฟร์ทรงเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์มาก ด้วยเกรงว่าเอ่อ...เจ้
ตอน 5
บทที่ 5
“กระหม่อมทั้งสองซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์กับเจ้าชายฮารีฟร์ยิ่งนัก ยอมสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อปวงผองมวลชนชาวอัลนูรีน”
ราชิตเอ่ยชมเจ้าเหนือหัวอย่างซาบซึ้งรู้ดีว่าเจ้าชายฮารีฟร์และเจ้าชายซารีฟร์นั้นได้เสียสละเพื่อราษฎรมากเพียงใด ตลอดทั้งวันตลอดทั้งคืนตลอดทั้งชีวิตลมหายใจของเจ้าชายทั้งสองพ