ตอน 2
นาร้าย
บทที่ 2 : หนี
อรรรีบร้อนคว้าธนบัตรเฉดม่วงให้คนขับรถแท็กซี่ ไม่ไยดีส่วนต่างที่เหลือเกือบครึ่งจากมิเตอร์
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองคว้ากระเป๋าเป้ขนาดย่อม สมบัติติดตัวเพียงชิ้นเดียวที่ออกแบบด้วยรูปทรงจีโอเมตริกสีดำแมตต์มูลค่าเกือบสามหมื่นก่อนเปิดประตูรถวิ่งเข้าสนามบิน
เขาลุกลนกวาดสายตาหาเคาน์เตอร์เช็คอินสีเดียวกันกับเงินค่าโดยสารเมื่อครู่
แถว A
หัวใจเต้นโครมครามราวกับมันกำลังพยายามกระดอนให้ถึงคอหอย อรรไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวซ้ายแลขวา ได้แต่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ตัวเลขสมาร์ตวอตช์บนข้อมือบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง เหลืออีกชั่วโมงนิด ๆ กว่าประตูทางออกขึ้นเครื่องจะปิดลง
ชายหนุ่มไม่กล้าวิ่ง ยังสืบเท้ายาว ๆ ไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง สีหน้าไร้สิ่งผิดปกติ ภายใต้ความเรียบเฉยเป็นธรรมชาติ มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนอยากหายตัวไปให้ถึงปลายทางเสียเดี๋ยวนั้น
“ขอพาสปอร์ตด้วยครับ”
พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินยิ้มกว้างอัตโนมัติเมื่อรับโทรศัพท์มือถือที่ปลดล็อกหน้าจอเอาไว้เรียบร้อย บนหน้าจอแสดงข้อมูลของตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน
แต่ละวันเขาเห็นผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบ หากหนุ่มหน้าใสเอวสอบตรงหน้ากลับตรึงสายตาจนไม่อาจละไปไหนได้
ผู้ชายอะไรอย่างกับหลุมดำ ไม่ว่าชายหรือหญิงถ้าได้เคลื่อนเข้าใกล้ คงยากจะหลุดพ้นแรงดึงดูดมหาศาล!
“นี่ครับ”
อรรเผลอเกร็งกล้ามเนื้อตามสัญชาตญาณเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองประเมินขณะยื่นหนังสือเดินทางให้
“คุณ…”
“อรรแถ้งครับ”
พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินเลิกคิ้ว เช็กตัวสะกดภาษาอังกฤษ Anthaeng แล้วช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่มอีกครั้ง
“ชื่อเท่ดีนะครับ”
“พระองค์กลมกล้องแกล้ง เอวอ่อนอรอรรแถ้ง
ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม บารนี ฯ”
อรรเอ่ยโคลง ๒ จากเรื่องลิลิตพระลอออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยจินตภาพของมารดาผู้มีใจรักในการอ่าน เมื่อคลอดลูกชายคนแรกและคนเดียว บทคารมเสาวรจนีชมโฉมพระลอจึงเป็นตัวเลือกแรกในการใช้ตั้งชื่อให้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน
เมื่ออรรเข้าโรงเรียน เขากลายเป็นขวัญใจครูภาษาไทยทันที แต่การถูกเพื่อนล้อว่า ‘ไอ้แท่งทอง’ บ่อยเข้า เขาจึงพลอยเกลียดชื่อของตัวเองไปด้วย กระทั่งได้อ่านลิลิตพระลอในตำราเรียนภาษาไทยตอนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เมื่อมีใครแสดงอาการพิศวงกับชื่อนี้ เด็กหนุ่มมักท่องโคลง ๒ ที่ว่าให้อีกฝ่ายงงเป็นไก่ตาแตก
เห็นพวกนั้นทำหน้าตาเหลอหลาแล้วตลกดี
“ไม่มีสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องนะครับ”
อรรส่ายหน้าพลางยื่นมือรับหนังสือเดินทางกับบอร์ดดิงพาสที่พนักงานหนุ่มยื่นให้ แล้วหมุนตัวมุ่งหน้าสู่พื้นที่ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศทันที
พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินมองตามแจ็กเกตสีครีมจากคอลเล็กชั่น Métiers d’Art(1) ปีล่าสุด ดูท่าคำว่า ‘เพศสภาพ’ ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งสถานะสำหรับการแต่งตัวของชายหนุ่ม
อรรหยิบแบรนด์สำหรับผู้หญิงมาใส่กลับดูเหมาะเจาะลงตัว สมกับคำว่ายูนิเซ็กซ์อันหมายถึงเหมาะสมทั้งชายและหญิง แฝงนัยแห่งการปลดแอก ความอิสระ และการรื้อความเสมอภาคทางเพศผ่านการแต่งกายอีกด้วย
ที่สำคัญเหล่านักวิจัยต่างเห็นพ้องกันว่าสตรียุคใหม่มีแนวโน้มจะเลือกเพศชายที่มีใบหน้าไม่ ‘แมน’ จนเกินไปมาเป็นคู่ครอง
ไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรอก นี่ถ้าไม่ติดว่าเขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ คงขอไลน์ไม่ก็เบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว
พนักงานหนุ่มทำหน้าละห้อยพลางนึกเสียดาย
“คุณอรร!”
เสียงคนขับรถอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง
ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง เผลอกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้กระทั่งผ่อนลมหายใจแรง ความชื้นของเหงื่อบนฝ่ามือเหนียวเหนอะ
เขาอุตส่าห์ปืนกำแพงบ้าน วิ่งออกมาเรียกแท็กซี่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ทำไมคนที่บ้านถึงได้รู้เร็วขนาดนี้
ยิ่งคนขับรถเห็นพ่อของเขาดั่งเจ้าชีวิต ไม่แคล้วตะบึงออกมาลากตัวชายหนุ่มกลับไปเข้าพิธีวิวาห์แน่ ๆ
หนีออกจากบ้านครานี้อรรตัดสินใจปุบปับ ด่านตรวจหนังสือเดินทางขาออกก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม ขืนปล่อยให้ทุกอย่างพังทลายลงตรงนี้ ผู้รับเคราะห์จะเป็นตัวเขาเองที่ต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต
“คุณอรรกำลังจะขึ้นบันไดเลื่อนเข้าไปจุดตรวจกระเป๋าแล้ว”
ตอนนั้นเอง ลูกน้องของพ่ออีกคนวิ่งตามคนขับรถมา ชายหนุ่มหน้าถอดสีทันที
กว่าจะผ่านคิวสแกนยาวเหยียดเป็นหางว่าว สมุนของพ่อคว้าตัวเขาทันแน่
ทว่าหนุ่มรูปงามฉายาพระลอเจเนเรชันแซดจะยอมถูกจับขึ้นเขียงง่าย ๆ ได้อย่างไร
ไม่มีทางเสียละ!
อรรผินหน้าดูที่มาของเสียงแวบหนึ่ง เห็นลิ่วล้อสองคนวิ่งถึงเคาน์เตอร์สายการบินแล้ว แม้จะห่างออกไปพอสมควรแต่ยังวางใจไม่ได้
ต้องรีบหนี!
เนื้อแท้แล้วชายหนุ่มเป็นพวกสุทรรศนนิยม
คนในครอบครัวรู้ดีว่าอรรไม่เหมือนใคร แม้บิดาเป็นคนร่างใหญ่เสียงดุดูมีอำนาจ และไม่ค่อยคลุกคลีกับลูกชายเท่าไรนัก แต่รอยยิ้มมักปรากฏบนใบหน้าเสมอเมื่อครั้งที่อรรเป็นไอ้หนูทำไม คอยถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน
กระนั้น เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เต็มตัวขนาดนี้ เขาจึงไม่อยากจะเชื่อว่าแนวคิดอนุรักษ์นิยมยังคงหยั่งรากลึก ฝังแน่นในความคิดของพ่อ โดยเฉพาะตรรกะที่ว่า ‘หน้าที่’ ของผู้ชายกับผู้หญิงคือ ต้องแต่งงานมีครอบครัว สืบพันธุ์สร้างลูกหลานเท่านั้น
ไร้ซึ่งเพศทางเลือกอื่น!?
ช่างเป็นปัญหาโลกแตกระดับคลาสสิกในชีวิตเก้งกวางเสียนี่กระไร
ทันทีที่เขาเป็นอักษรศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม พ่อก็เริ่มคะยั้นคะยอให้เขาแต่งงานทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเพศวิถีลูกชายตัวเองเป็นอย่างไร
‘ไม่เห็นพาสาวมาบ้านแนะนำให้พ่อรู้จักบ้างเลย’
‘เมื่อไรจะแต่งงานเสียที’
การถามเซ้าซี้เช่นนี้อย่างมากก็แค่ก่อความรำคาญให้บัณฑิตหมาด ๆ คนนี้เท่านั้น ทว่าเหมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมตอนนั่งกินมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาเมื่อคืนวาน
‘พ่อทาบทามลูกสาวเพื่อนที่รู้จักในแวดวงธุรกิจให้แล้วนะ วันไหนอรรว่างพ่อจะพาไปแนะนำให้รู้จัก รับรองว่าน่ารัก ฉลาด คุณสมบัติพร้อม ขนาดพ่อเห็นพ่อยังชอบเลย’
‘พ่อก็รู้นี่ว่ารสนิยมของผมเป็นแบบไหน อีกอย่างถ้าพ่อชอบเด็กคนนั้นมาก ทำไมไม่แต่งเองเสียเลยล่ะ’
‘ตาอรร!’
มารดามองลูกชายอย่างเป็นกังวล เอ่ยเสียงเบากับสามี ‘คุณคะ ตาอรรเพิ่งจะเรียนจบเอง ไม่เห็นต้องรีบร้อน…’
‘ผมไม่ได้ชอบผู้หญิง!’ อรรโพล่ง โมโหจนตัวสั่น ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน ‘พ่อกับแม่ก็รู้ทั้งรู้ ยังจะบังคับผมให้แต่งงานบังหน้าอีกอย่างนั้นเหรอ’
เพียะ!!
เมื่อเห็นรอยนิ้วบนแก้มใสของลูกชาย ความเป็นพ่อของเขาถูกทำร้ายเป็นแผลฉกรรจ์ด้วยมือของตัวเอง
แต่เล็กจนโตขลาไม่เคยลงไม้ลงมือกับตาอรร
จริงอยู่ที่ว่าอารมณ์คือความคิด แต่ความคิดที่เผลอไผลเมื่อครู่ได้ก่อความรู้สึกและความรวดร้าวขึ้นในอก
ความต้องการ ความเกลียด ความกลัว ความชิงชัง ขลารับรู้สิ่งเหล่านี้จากสายตาของสังคมมาชั่วชีวิต รับรู้ได้ลึกถึงกล้ามเนื้อและกระดูก และไม่ใช่การรับรู้เพียงในใจเท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่ขลาเป็นห่วงลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ในเมื่อพลั้งมือกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปแล้ว ย่อมต้องยอมรับอาการหัวใจสลาย มันเหมือนอาการบาดเจ็บทางกายที่ลึกลงไปในร่าง เลือดตกใน เป็นรอยแผลถูกกรีดที่ไม่มีวันสมาน
‘ชักจะเลอะเทอะใหญ่แล้ว’
‘พ่อ…’ กมลารั้งแขนอันสั่นสะท้านของสามี
ผิวแก้มอรรยังคงชาหนึบ
ชายหนุ่มวางช้อนกับส้อมลง ริมฝีปากบางเม้มแน่นบูดบึ้ง วิ่งขึ้นห้องไม่สนใจอาการขึ้งโกรธของบิดา
ค่านิยมของนักธุรกิจก็อีหรอบนี้ ชอบใช้การแต่งงานสร้างเครือข่าย สยายปีกทางธุรกิจ มองเห็นแต่ผลประโยชน์จนไร้ความรู้สึก
ยังดีอยู่หน่อยที่พ่อของอรรยังไม่ถึงขั้นหวาดกลัวคำว่า ‘เกย์’ อย่างไม่มีเหตุผล หากเป็นอย่างพวกโฮโมโฟเบียที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเหล่านั้น ชีวิตเขาคงลำบากกว่านี้มาก
อรรหับประตูห้องนอน วิ่งไปบีบคอตุ๊กตาหมีที่ทำจากผ้า velboa สีเหลืองนวลตัวใหญ่จากญี่ปุ่น แล้วกระหน่ำกำปั้นลงปลายจมูกของมันจนบู้บี้
‘พ่อขอโทษนะเหลืองอ๋อย…’
หลังชายหนุ่มฮึดฮัดอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ รู้สึกผิดขึ้นมาจึงลูบหัวตุ๊กตาเป็นเชิงขอโทษ
เขาเอนกายลงบนเตียง สูดลมหายใจลึกก่อนมุ่นคิ้วปิดเปลือกตา
อรรรู้สึกเพียงดวงตาเริ่มแสบร้อนยากทานทน ในที่สุดน้ำตาก็รินล้นออกมาอีกคำรบ
ทั้งที่เรียนจบมหาวิทยาลัยก็นับว่าโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่การที่อรรพยายามประวิงเวลา งอแงไม่ยอมสานต่อธุรกิจของครอบครัวเสียที ในสายตาผู้ใหญ่คงเป็นพฤติกรรมของเด็กเอาแต่ใจ และตอนนี้ ความอดทนอันยาวนานของบิดาเขาคงสิ้นสุดลงแล้ว ถึงได้รีบจัดแจงหาสาวน้อยมาให้เขาดูตัวแบบนี้
ชายหนุ่มเองก็พอรู้อยู่เลา ๆ ว่าพ่อไม่ได้กลัวคำครหาจากคนอื่นเท่าไรหรอก แต่ความมั่งคั่งที่สั่งสมมากับมือจะให้สิ้นสุดลงที่รุ่นเขาได้อย่างไร
แผนการใช้ลูกชายหน้าตาดีเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ เพื่อแลกเปลี่ยนกับโอกาสขยายธุรกิจจึงเริ่มขึ้น
และนั่นทำให้อรรตระหนักว่าถึงเวลาที่เขาควรเคลื่อนไหวเสียที
หนุ่มหน้าใสกลิ้งตัวบนเตียงกลับไปกลับมา พยายามหาทางออกให้กับตัวเอง
‘เฮ้อ…ถ้ามีหนุ่มนิสัยดีข้างกายสักคนไปจนแก่เฒ่าก็คงดี’
อรรคว้าเจ้าเหลืองอ๋อยมากอดไว้แนบอก
ใช่ว่าอายุปูนนี้แล้วไม่เคยมีหนุ่มเข้ามาจีบ แต่รายไหนรายนั้น คุยกันคำสองคำ ออกเดตกันวันสองวันก็ชวนขึ้นเตียงเสียแล้ว
ด้วยความที่เป็นเกย์หนุ่มผู้ยึดมั่นในความสัมพันธ์ระยะยาว อยากได้ความรักที่ดีและมั่นคง เมื่อเจอแต่เก้งเจ้าชู้ผู้กระเหี้ยนกระหือรือ การถือพรหมจรรย์ ‘อย่างไม่ตั้งใจ’ จึงดำเนินมาตลอดจนถึงตอนนี้
อรรยกหัวคิ้วคล้ายนึกอะไรดี ๆ ออก ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งรับบทโศกอย่างดาวพระศุกร์ ถึงไม่เคยออกจากบ้านไปไหนไกล ทว่าเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
เรียวนิ้วแตะหน้าจอมือถือ เปิดแอปพลิเคชันจองตั๋วเครื่องบินเจ้าประจำทันที
การตกลงใจเมื่อคืนเป็นผลให้ชายหนุ่มร้อนรนก้าวเท้ายาว ๆ ขึ้นบันไดเลื่อนทีละสองในยามนี้
เพราะมัวแต่เหลียวมองลิ่วล้อของพ่อ จังหวะนั้นเอง แก้มของอรรจึงกระทบเข้ากับแผ่นหลังคนด้านหน้า
“ว้าก…”
หนุ่มน้อยไหวตัวทันทีด้วยความตกใจ โงนเงนตามจังหวะบันไดเลื่อนสองสามทีกระทั่งเสียสมดุล ชายเอวสอบหลับตาปี๋ ในหัวมีความคิดเพียงอย่างเดียวคือเตรียมใจรับแรงกระแทกตรงท้ายทอย
จู่ ๆ รู้สึกถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวรอบเอวเขาเอาไว้ได้ทัน
อรรเปิดเปลือกตาขึ้นข้างหนึ่ง ใจยังคงหวาดเสียวจนหัวหมุนตาลาย
ผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งโน้มตัวเอื้อมแขนโอบเขาเอาไว้ได้ทัน โชคดีที่เขายืนมั่นคงเหนือพื้นเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นคงหน้าคะมำลงไปด้วยกันทั้งคู่
ขั้นบันไดพาร่างอรรเคลื่อนเข้าหาแผงอกชายตรงหน้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
หนุ่มแปลกหน้าจ้องอรรเงียบ ๆ
ผมด้านข้างถูกตัดสั้น ด้านบนไว้ยาวถูกเซ็ตเอาไว้ดูมีวอลุ่ม เผยให้เห็นโครงหน้าชัดเจน คิ้วเข้มตาคม ดำสนิทลึกล้ำอย่างบุรุษเพศ ยิ่งไรหนวดบาง ๆ ใต้ปลายจมูกโด่งเป็นสันนั้นช่างคมคาย สอดรับกับประกายไร้เดียงสาแบบเด็กหนุ่มที่เจืออยู่บางเบา
หล่อฉิบ…
“ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ”
เขาหยักยิ้มตรงมุมปากน้อย ๆ แล้วถาม
“ม…ไม่เป็นอะไรครับ”
อรรเบือนหน้าออกด้านข้าง ไม่อย่างนั้นปลายจมูกต้องชนเข้าหน้าอีกฝ่ายแน่ ๆ
ก็รู้อยู่ว่าตรงนี้เป็นบันไดเลื่อน ยังจะยืนนิ่งอยู่ได้ อย่างกับตั้งใจไม่ยอมถอย รอให้เขาเคลื่อนตัวเข้าไปในอ้อมกอดอย่างไรอย่างนั้น
“ก้าวขาไม่มองข้างหน้าแบบนี้ จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ นะครับ” เขายิ้มพลางถอยหลัง วงแขนที่โอบเอวยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายออก
สำเนียงและการเลือกใช้คำไทยฟังแล้วมีเสน่ห์ แม้ผิวชายหนุ่มไม่ได้ผ่องเหมือนคนกรุง หากก็คล้ำเข้มดูคมคาย
ผิวแทนผมดำแบบนี้ น่าจะเป็นคนอยู่ใกล้ชายทะเล
อรรเผลออมยิ้ม จังหวะหัวใจยังคงกระชั้นถี่ต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครู่ หากไม่รู้ว่าเพราะกลัวจะถูกลากตัวกลับบ้าน หรือเพราะอยู่ในอ้อมกอดตาคิ้วเข้มนี่กันแน่
“เมื่อไหร่จะปล่อยผมสักที”
ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือตบแผ่นหลังส่งสัญญาณ อีกฝ่ายจึงยอมปล่อยให้เขาเป็นอิสระ
รอยยิ้มบางยังคงประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของผู้มีพระคุณ เขามองหน้าอรรสลับกับมองไปทางด้านหลัง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคุณอรร ถ้าไม่ยอมกลับไปกับผม นายท่านเอาผมตายแน่”
อรรได้สติทันที รีบหันกลับไปมอง ถึงกับเบิกตาโตอ้าปากค้าง
เคาน์เตอร์สายการบินแถวต่าง ๆ เริ่มมีคนเข้ามาต่อแถวเช็คอิน แม้จำนวนคนยังไม่มาก แต่สายตาทุกคู่ต่างจ้องมาที่เขาด้วยท่าทีสนอกสนใจ
ให้ตายเถอะ!
อรรรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าขมวดเกร็งจนแข็งทื่อ
นี่ทุกคนในสนามบินต่างเห็นเขายืนกอดกับไอ้หนุ่มหน้าคมกันหมดแล้วอย่างนั้นหรือ!?
ก้นกบพระลอยุค 4.0 ผ่าวร้อนดุจไฟลน อาการกระดากอายทำให้เขาอยากมลายกลายเป็นผงให้รู้แล้วรู้รอด
อรรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหนุ่มผิวแทน ร่ำร้องขอความช่วยเหลือ แต่จนแล้วจนรอดกลับไร้วี่แววว่าชายคนนี้จะขยับทำอะไรแม้สักอย่าง หัวคิ้วที่ยกสูงส่ออาการสงสัยค่อย ๆ คลายลง นัยน์ตาคมฉายอารมณ์ขันอย่างปิดไม่มิด
“คุณอรร!”
คราวนี้ไรขนผู้ถูกเรียกพร้อมใจกันลุกขึ้นมาทั้งตัว ชายหนุ่มออกวิ่งไม่คิดชีวิต ยื่นบอร์ดดิงพาสให้พนักงานสองคนที่ยืนขวางอยู่อย่างลวก ๆ ก่อนห้อเข้าจุดตรวจกระเป๋า
เรื่องอะไรจะให้จับตัวกลับไปง่าย ๆ มีหวังถูกขังไว้ในห้องจนกว่าจะถึงฤกษ์แต่งงานแน่นอน
เขาคงไม่ต่างอะไรกับพ่อวัวพันธุ์ดีที่จับขังในคอก มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอวันผลิตทายาท ดำรงเหล่ากอแก่โลกเสรีนิยมจอมปลอมใบนี้ให้คงอยู่สืบไป
และอรรไม่มีวันยอมตกอยู่ในสภาพแบบนั้นแน่
ชายหนุ่มโยนกระเป๋าลงถาด ผลักมันเข้าเครื่องสแกน เสียงตะโกนระคนเสียงวิ่งตึงตังขึ้นบันไดตามหลังมาเล่นเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ชายหนุ่มยืนกางแขนอันสั่นเทาให้เจ้าหน้าที่ตรวจหาโลหะอีกครั้งหลังผ่านเครื่องตรวจแบบฟูลบอดี้ ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่อึดใจ หากหนุ่มน้อยยังไม่อาจวางใจ หมุนกายเช็กดูว่าบรรดาลิ่วล้อวิ่งตามขึ้นมาถึงตรงไหนแล้ว
จู่ ๆ ปลายจมูกสัมผัสเข้าริมฝีปากนุ่มนิ่มของใครสักคน
“นี่คุณอีกแล้วเหรอ”
อรรไม่ใส่ใจ เสตามองข้ามไหล่ร่างที่เพิ่งช่วยเขาไว้เมื่อครู่ สมุนของพ่อสองคนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจบอร์ดดิงพาสขวางไว้ จึงได้แต่โวยวายมองละห้อยละเหี่ยมายังชายหนุ่ม
ในหัวเกิดความคิดทะเล้นขึ้นมาอย่างหนึ่ง ถ้าพ่อรู้คงกินข้าวไม่ลงไปสามวันเจ็ดวัน
“ผู้โดยสารที่มาก่อนเชิญเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เลยค่ะ”
ชายหนุ่มไม่นำพา ตะโกนบอกคนขับรถที่กำลังพยายามฝ่าด่านเจ้าหน้าที่เข้ามาลากตัวเขากลับบ้าน
“ฝากบอกพ่อด้วย ว่าผมหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชาย”
อรรหยักมุมปากเยาะ ใช้สองมือคว้าหมับเข้าที่ปรางแก้มชายแปลกหน้า ล็อกเอาไว้ไม่ให้เขาหันหนีได้ง่าย ๆ ก่อนบรรจงจดริมฝากลงไปอย่างแน่บแน่น
ร่างสูงเบิกตาโพลง ประกายวิบวับในดวงตาเขาบ่งอาการของผู้ชายที่ไม่เคยจูบกับใครมาก่อน
…ไม่ต่างอะไรกับอรร
ผู้เริ่มกิริยาน่าขวยเขินต่อหน้าธารกำนัลมากมายในสนามบินตอนนี้
เชิงอรรถ :
(1)เมติเยร์ ดาร์ต คือ กระแสของคอลเล็กชั่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตและฝีมือชั้นครู
ตอน 3
บทที่ 3 : เกาะมรกต
อรรยกมือขึ้นลูบอกหลังทรุดลงบนที่นั่งติดหน้าต่าง
เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองสั่นสะท้านแปลก ๆ ไม่เหมือนตอนวิ่งหนีออกจากบ้านเมื่อเช้า
ทั้งที่ตั้งใจแหย่ให้สมุนพ่อตกใจเล่นเฉย ๆ ไม่รู้ทำไมกลับเป็นเขาที่เป็นฝ่ายหวิวไหวอยู่ในอก พยายามเค้นหาความหมายของอาการแต่คว้าได้เพียงน้ำเหลว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้กับใครสักคน
ชายหนุ่มเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง สายตาจับเส้นตัดระหว่างผืนหญ้าเขียวขจีกับท้องฟ้าสีคราม
เสียงกุกกักยังคงดังต่อเนื่องตรงทางเดินระหว่างแถว ผู้โดยสารต่างทยอยเข้านั่งตามหมายเลขบนบอร์ดดิงพาสของตัวเอง
ดีที่เขาได้วินโดวซีต จะได้งีบสักหน่อย เมื่อคืนมัวแต่คิดจนไม่เป็นอันนอน เมื่อได้เห็นทัศนียภาพสบายตาหนังตาจึงหรี่ปรือจวนจะปิด
ผู้ชายคนหนึ่งเดินชนที่นั่งริมทางเดินจนศีรษะอรรหลุดจากกำปั้นหลวม ๆ ที่เท้าอยู่ตรงขมับ
“ขอโทษสักคำก็ไม่มี”
อรรจุปากไม่สบอารมณ์ กำลังจะเคลิ้มหลับดันมีมารผจญ พอชายคนนั้นเดินผ่านไป ผู้ที่เดินตามมาด้านหลังยิ่งทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกผิดจังหวะ
นี่เขาจะไปบาหลีเหมือนกันหรือนี่
ผู้ชายที่อรรมอบจูบแรกในชีวิตให้มองมาทางนี้ตาไม่กะพริบ
เขายกมุมปากพร้อมเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นสูง คล้ายริมฝีปากพริ้มพรายนั้นนึกขำกับวิธีแก้ปัญหาของชายหนุ่ม หรือไม่ก็กำลังหัวเราะเยาะคนสติไม่เต็มเต็งอยู่ในใจ
ตอนเขาจ้ำอ้าวออกมาเมื่อครู่ ชายคนนี้ยังตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ไม่ใช่หรือ เจอกันอีกทีกลับดูเหมือนกำลังจ้องจะเอาคืนยังไงยังงั้น
อรรแสร้งเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง
“ทำอะไรไว้ไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยเหรอ”
อรรหันขวับ พ่อคิ้วหนาตาคมทรุดกายลงที่นั่งติดกัน
โอย…โลกนี้มันชักจะกลมเกินไปแล้ว
ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน ในหัวคิดหาคำขอโทษพลางค่อย ๆ ผินหน้าไปหาคนที่เขาสร้างความเดือดร้อนให้
สิ่งที่เห็นคือดวงตาเปล่งประกายมีชีวิตชีวา ก่ออาการยุบยิบขึ้นในทรวงพิลึก เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เหมือนสายลมอบอุ่นไล้ผิวชวนให้พริ้มหลับ ช่างเป็นห้วงแสนละมุนน่าลุ่มหลง
“ขอโทษครับ ที่จู่ ๆ ผมคว้าคุณมาจูบแบบนั้น ที่จริงผมแค่…”
“รู้หรือเปล่าว่าผมต้องเสียจูบแรกให้กับเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”
“อายุยี่สิบสองแล้ว ไม่ใช่เด็กที่ไหนสักหน่อย” อรรอ้อมแอ้มเถียงข้าง ๆ คู ๆ “อีกอย่าง นั่นก็เป็นจูบแรกของผมเหมือนกัน”
ชายหนุ่มยกหัวคิวอีกครั้ง ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบาง “ผมแก่กว่าคุณสองปี” เขาเว้นวรรคครู่หนึ่ง ไม่รู้ต้องการจะสื่ออะไร “ทะเลาะกับที่บ้านมาเหรอ”
อรรกวาดตามองโดยรอบ ไม่แน่ว่าผู้โดยสารลำนี้อาจเห็นเหตุการณ์บ้าบิ่นเมื่อครู่ เมื่อเห็นคนอื่นนั่งนิ่งไม่มีทีท่าจะใส่พวกเขา ชายหนุ่มจึงผงกศีรษะ ก้มหน้างุด
ทว่าสายตาซุกซนกลับไม่อยู่นิ่ง อรรลอบมองโครงต้นขาใต้กางเกงยีนพอดีตัวของอีกฝ่าย เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงถนัดตา เอวเรียวจนจินตนาการถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาได้เลยทีเดียว
“ที่บ้านมีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อย”
“ถ้านิดหน่อยจริงคงไม่หนีออกมาแบบนี้หรอก จริงไหม” จังหวะการพูดของหนุ่มผิวเข้มเปี่ยมด้วยความหนักแน่น
อรรเงยหน้า เอ่ยตรงไปตรงมา “ถูกจับคลุมถุงชนน่ะ”
“หมายความว่าอะไร”
“ถูกจับแต่งงานโดยไม่สมัครใจน่ะ” อรรบีบปลายนิ้วพลางอธิบายอย่างน่าสงสาร “ผมลืมไปว่าคุณไม่ใช่คนไทย จะว่าไปคุณก็พูดภาษาไทยเก่งเหมือนกันนะ”
“เคยมาเรียนที่นี่น่ะ” หนุ่มหน้าคมเริ่มเห็นอกเห็นใจ “เมืองไทยอนุญาตให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้แล้วเหรอ”
“ได้ข่าวว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตแล้วละ”
อรรเห็นชายหนุ่มผุดสีหน้าไม่เข้าใจจึงอธิบาย
“พระราชบัญญัติ หรือ the act of legislation น่ะ ถึงพวกเขาจะบอกว่าเป็นแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อนำไปสู่การสมรสเท่าเทียม แต่ผมก็ไม่เห็นว่าพ.ร.บ.คู่ชีวิตจะเท่าเทียมกับการสมรสของชายหญิงที่ตรงไหน เพราะคำว่า ‘คู่ชีวิต’ ไม่ได้ถูกบัญญัติมีอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ คำที่ใช้ก็เป็นคำใหม่ คู่ชีวิตเลยไม่ได้รับการปกป้องดูแลและรับสิทธิ์เหมือนคู่สมรส”
หนุ่มตาคมพยักหน้า น้ำเสียงแฝงความเศร้าสร้อย
“สิทธิ์ขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์คือ การสร้างความเท่าเทียม สร้างคนให้เท่ากันในสังคม บางทีผมก็แอบหวังอยู่ลึก ๆ เหมือนกันนะ ว่าสักวันบ้านเกิดผมจะเป็นแบบนั้นบ้าง”
“ที่แบบนั้นมีแต่ยูโทเปียเท่านั้นแหละ”
“ฟังดูแล้วเหมือน ‘คนรุ่นใหม่’ ยังคงต้องทนทุกข์ในโครงสร้างคร่ำครึ ในขณะที่ ‘คนรุ่นเก่า’ พยายามใช้วิถีอนุรักษ์นิยมควบคุมและจัดการสังคมโดยพ.ร.บ.ที่ว่า”
ชายหนุ่มยิ้มอ่อน
“ว่าแต่…คิดดีแล้วหรือ”
อรรตามคำถามไม่ทัน จึงเพ่งมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของหนุ่มข้างกายตรง ๆ
เขาขยายความ “สมัยนี้การจะหลบลี้หนีหน้าเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก ถ้าจะออกตามหาใครสักคนเดี๋ยวเดียวก็เจอ อินเทอร์เน็ตโยงใยซอกซอนไปทุกที่ ยิ่งหนีไปต่างถิ่น สถานที่ยิ่งเล็กมากเท่าไหร่ คนแปลกหน้ายิ่งถูกสังเกตได้ง่าย”
อรรถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขาลืมคิดถึงเรื่องพวกนี้ไปจริง ๆ
“ไม่ต้องพูดถึงการอยู่ระยะยาว หนีออกจากบ้านมาแบบนี้คงเป็นความคิดปุบปับ ไหนจะค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะเรื่องวีซ่า ถ้าจำไม่ผิดคนไทยอยู่บาหลีได้แค่เดือนเดียว”
“ผมรู้ตัวนะว่าเป็นคนประเภทหุนหันพลันแล่นอย่างคุณว่า เอาเป็นว่าผมอยากไปพักสมองสักสองสามอาทิตย์ก็แล้วกัน ถึงผมจะเพิ่งเรียนจบ ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง”
ชายหนุ่มยิ้มแหย ยอมรับว่าคราวนี้ตัวเองสะเพร่าเหลือเกิน
“คุณกลัวการแต่งงานมากกว่าตกระกำลำบากในต่างถิ่นขนาดนั้นเชียว?”
หนุ่มคิ้วเข้มเสตามอง รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยนหากแฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง กระทั่งหลอมละลายหินอัคนีได้อย่างไม่ยากเย็น
“ก็ผมไม่ได้รักเขานี่” อรรกัดริมฝีปาก
“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่สเปกคุณเหรอ”
ชายหนุ่มถึงกับกลั่นขำไม่อยู่ มิน่าเล่าเขาถึงพูดถึงการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน “เป็นผู้ชายก็ดีน่ะสิ แต่นี่ผมถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงต่างหากล่ะ”
หนุ่มหน้าคมเลิกคิ้ว เขาวิเคราะห์คุณหนูเบื้องหน้าต่ำไป แม้เพิ่งพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยยังถือว่าใหม่ต่อโลกอันฉ้อฉลใบนี้เหลือเกิน ทว่าความกล้าหาญและซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเองช่างมากมายเกินรูปโฉมโนมพรรณ
“ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง”
อรรนึกถึงอนาคตทีไร มักดูกระวนกระวายเคร่งเครียด ปกติแล้วเขามักปล่อยให้ทุกอย่างลอยล่องไปตามสายธารแห่งกาลเวลา ตราบใดที่ยังคิดหาทางออกไม่ได้
กระนั้นดวงตายังคงทอประกายถึงความหวัง เป็นเอกลักษณ์ของนักสู้…นักสู้ที่ไม่มีวันยอมแพ้ต่อขวากหนามอะไรง่าย ๆ
เขาหวังว่าสักวัน ‘ความรัก’ จะไม่ได้ผูกติดกับเพศสภาพอีกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วการตกหลุมรักใครสักคน เราแค่มองหัวใจของคนที่เรารัก และเขารักเราก็พอไม่ใช่หรือ
“ถ้ามัวแต่กังวลคงคิดหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้”
หนุ่มนั่งเคียงพยายามสรรคำมาปลอบ ทว่าเสียงที่เปล่งยิ่งทำให้อรรนิ่วหน้า จึงลองเปลี่ยนวิธีพูดใหม่
“ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นคนกล้าบ้าบิ่นจนมองข้ามเหตุผล แต่เท่าที่ได้คุยกัน คุณเป็นคนฉลาดนะ ถึงจะอายุยังน้อย ใสซื่อไร้เดียงสาไปหน่อย”
อรรหลุดขำแห้ง ๆ กลอกตารอบหนึ่ง
“ขอบคุณสำหรับคำชม”
ชายหนุ่มเบือนหน้าไปทางหน้าต่างอีกครั้งด้วยไม่รู้จะคุยอะไรต่อ ที่สำคัญ เขาไม่อยากแสดงอาการหวิวไหวจนอีกฝ่ายมองออก
ตอนนี้ทัศนวิสัยด้านนอกปลอดโปร่ง ปุยเมฆกลุ่มใหญ่ดูงดงามไม่ต่างกับทะเลหมอกภูชี้ฟ้า
“จะมองอีกนานไหม”
อรรยังคงรับรู้สายตาชายแปลกหน้าที่จ้องมา จะว่าอึดอัดก็ไม่ใช่ เป็นความรู้สึกคล้ายถูกพลังงานลึกลับดูดเข้าสู่แดนสนธยา
“ถ้าอย่างนั้น…”
“งั้น?”
“ยังไงคุณก็ยังไม่วางแผนว่าจะทำอะไรที่บาหลีอยู่แล้ว สนใจไปทำงานที่วิลล่าญาติผมไหม” หนุ่มตาคมยังคงจับจ้องขณะยื่นข้อเสนอ
“ผมก็แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง อยู่ดี ๆ คุณจะอยากช่วยผมทำไม”
อรรเลิกคิ้วสูง แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ในสมองโกลาหลเหมือนใยเมฆที่ขมวดเป็นก้อนกลมฟูฟ่องอยู่ด้านนอก
หากคิดให้ดีมันก็จริงอย่างเขาว่า อรรยังคิดไม่ออกเลยว่าจะไปทำอะไรที่บาหลี เขาเลือกจุดหมายนี้เพียงเพราะมีเที่ยวบินตรง ตอนเครื่องออกก็ใกล้เคียงกับเวลาที่เขาตั้งใจหนีออกจากบ้านที่สุดเท่านั้นเอง
หนำซ้ำเขายังไม่รู้เลยว่าสุดหล่อคนนี้มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรือเปล่า ความอ่อนเพลียจากการอดหลับอดนอนตั้งแต่เมื่อคืนฉุดการไตร่ตรองให้ตื้อมึน ยากจะวิเคราะห์ความหมายในแววตาร่ายระยิบบนสีหน้าเรียบเฉยนั้น
“ขนาดชื่อคุณผมก็ยังไม่รู้จักเลย ไม่ได้กะจะหลอกผมไปขายใช่ไหม”
“warm-glow effect”
“ให้ตายเถอะ พูดภาษาคนหน่อยได้ไหม ถึงผมเป็นเด็กอักษรศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ศัพท์เฉพาะทางทุกแขนงนะ”
“ภาษาเศรษฐศาสตร์น่ะ ใช่ว่าผู้ถูกช่วยเหลือได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว” รอยยิ้มบางเบาแฝงความขี้เล่น ส่งกลิ่นอายแห่งความอ่อนโยนละมุนละไม
“นั่นปะไร หวังประโยชน์แอบแฝงจริงด้วย”
“สิ่งตอบแทนของผู้หยิบยื่นน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์คือ ‘ความรู้สึกดี’ ไง ผมเชื่อว่ายิ่งเราเอื้อเฟื้อไม่ว่าจะมากน้อย ชีวิตของเราก็ยิ่งดีมากขึ้นไปอีก อีกอย่างผมนับถือความกล้าของคุณ”
“กล้าที่จะหนีออกจากบ้านเนี่ยนะ”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“เปล่า กล้าที่จะยอมรับความรู้สึก ไม่ยี่หระต่อการแสดงถึงอัตลักษณ์ของตัวเอง และการที่คุณไม่ยอมถูกคลุมถุงชนกับผู้หญิงคนนั้น ลึก ๆ แล้วเพราะคุณไม่อยากหลอกผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิตกระมัง”
อรรพยักหน้า
“นั่นแหละความกล้าที่ผมนับถือ ขนาดตัวผมเองยังไม่มีความกล้าเท่าคุณเลย” ดาวในดวงตาหม่นแสงลงเล็กน้อย
“งั้นก็ขอบคุณคุณมาก มีอะไรทำดีกว่าอยู่เฉย ๆ แล้วฟุ้งซ่าน จะได้ไม่รบกวนเงินเก็บด้วย”
“ดานู”
“ภาษาอะไรอีกล่ะ”
“ภาษาบาหลี ชื่อผมเอง”
“ผมชื่ออรร” หนุ่มเอวสอบจงใจเลี่ยงคำว่าแถ้ง “ยินดีที่ได้รู้จักครับเจ้านาย” เขายื่นมือออกไป รอให้อีกฝ่ายจับตอบ
“ตอนนี้คนดูแลวิลล่าคือป้าสะใภ้กับลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่ผม แต่รับรองว่าฝากให้ได้”
อรรยิ้มให้ดานูก่อนพิงศีรษะกับแผ่นอะคริลิกใสตรงช่องหน้าต่างอย่างง่วงงุน
เขารู้สึกถึง ‘เสรีภาพ’ บนผืนฟ้ากว้าง ปุยเมฆขาวที่คั่นกลางระหว่างสีครามเข้มของมหาสมุทรตัดกับเฉดฟ้าพาสเทลด้านบนลดทอนความขุ่นข้องไปได้อักโข ความหนักอึ้งที่เคยกดทับหัวใจเริ่มผ่อนคลาย
อรรค่อย ๆ ม่อยเคลิ้มไปตามจังหวะเคลื่อนไหวอันเฉื่อยชาของกลุ่มไอน้ำด้านนอก เมื่อความเครียดบรรเทา เสียงหึ่งของเครื่องยนต์ไอพ่นที่เคยดังระเรี่ยโสตก็เริ่มแผ่วลงไปโดยไม่รู้ตัว
Ladies and Gentlemen.
We are now descending to Ngurah Rai International Airport. Please return to your seat and fasten your seat belts.
ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ
ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติงูระฮ์ ไร ผู้โดยสารกรุณานั่งประจำที่ และรัดเข็มขัดที่นั่งด้วยครับ
ดานูมองภาพยอดเขาที่พยายามเผยโฉมให้เห็นตรงช่องว่างระหว่างเมฆขาว เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อได้ยินกัปตันประกาศลงจอด
อรรรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากล้อที่เพิ่งแตะรันเวย์ แสงแดดยามบ่ายทะลวงผ่านกลุ่มเมฆกระทบเปลือกตาจนต้องหยี
อากาศหน้ามรสุมดูอึมครึมประหนึ่งเจ้าบ้านไร้อัชฌาสัย แสดงสีหน้าบูดบึ้งไม่ยอมต้อนรับเขาสู่ดินแดนแห่งทวยเทพแห่งนี้
“หลับสบายไหม”
เสียงละไมดังขึ้นข้างหูจนชายหนุ่มตกใจตื่น พบว่าศีรษะตัวเองซุกอยู่ในซอกคอของดานู
อรรกระเด้งตัวนั่งหลังตรงทันที อาการสะลึมสะลือทำให้ต้องอยู่นิ่ง ๆ เพื่อปรับดวงตาให้ชินกับแสงจ้า ก่อนกวาดมองไปโดยรอบ
หญิงคนหนึ่งที่นั่งติดทางเดินระหว่างแถวเสตามองชายทั้งสองแล้วผุดยิ้ม เธอคงคิดว่าเขาเป็นแฟนหนุ่มของดานูกระมัง
ดานูใช้กำปั้นทุบหัวไหล่ตัวเองเบา ๆ
“ขอโทษที เผลอหลับไม่รู้ตัวเลย” อรรยกปลายนิ้วชี้เกาขมับแก้เขิน
“ไม่บอกก็รู้”
อรรเปิดยิ้มกว้างกลบเกลื่อน “เดี๋ยวนวดให้นะครับเจ้านาย”
“ไม่เป็นไร ออมแรงไว้ทำงานเถอะ” ดานูสัพยอก ลุกขึ้นเดินตามผู้โดยสารคนอื่นที่กำลังทยอยเข้าสะพานเทียบเครื่องบิน
อรรคว้ากระเป๋าวิ่งตามหลัง ลมเย็นเยียบพัดกรูเกรียวแทรกเข้ามาตามช่องว่างกันสาดจนต้องลูบแขนป้อย หากภาพวาดสีสันจัดจ้านจากหมู่บ้านกามาซันที่แขวนใต้เพดานทรงคลื่นนั้น ช่วยให้ชายหนุ่มสดชื่นขึ้นไม่น้อย
“ยินดีต้อนรับสู่เกาะมรกต”
ดานูเอ่ยพร้อมรอยยิ้มแสนสะดุดตา ใบหน้าสะอาดหมดจนทำให้คนที่เดินผ่านไปมาใจสั่นได้ไม่ยาก เขาผายมือชี้สิ่งปลูกสร้างอันเป็นเอกลักษณ์
อรรหรี่ตาทอดมองออกไปไกล หุบเขาเขียวชอุ่มดูกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมแบบฮินดูแฝงไว้ด้วยความความบริสุทธิ์และเงียบสงบ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ในสภาพเดิมได้เช่นนี้ สมกับฉายารัตนชาติล้ำค่า
โครก…
“ไม่สบายหรือ”
ดานูถามเมื่อเห็นอรรนิ่วหน้า ลูบท้อง พลางจด ๆ จ้อง ๆ ตัวเลขบนสมาร์ตวอตช์
“บ่ายสองแล้ว…”
“หิว?”
อรรพยักหน้าแกน ๆ นึกเคืองตัวเองที่งำความรู้สึกไว้ไม่ค่อยจะมิด
ตอน 4
บทที่ 4 : วิปลาส
ลมพายุครืนครั่นระดมซัดบานหน้าต่างวิลล่าหรูในรีสอร์ต ‘มาจาลัน’ จนแทบจะพังครืน กระแทกกรอบจนเกิดเสียงเสียดประสาทถี่ยิบ
สายฟ้าแตกแขนงเป็นริ้วแวบวาบดุจใยแมงมุมลอยเหนือฟากฟ้า เสียงกัมปนาทลั่นสะเทือนตามด้วยม่านฝนคลี่ลงคลุม เซมินยัก ย่านชานเมืองติดทะเลอีกแห่งของบาหลี พื้นที่นี้เป็นที่นิยมอย