ตอน 3
เชลยรักแห่งเม็ดทราย
บทที่ 3
อานีสต์คันปากหยิกๆ อยากเอ่ยถามเหตุผลแต่เมื่อมองสบตากับดวงตาคมกริบที่ถลึงตาห้ามทำให้ไม่กล้าหลุดปากถาม
“กระหม่อมจะหาประวัติของหญิงงามผู้นี้มาให้เร็วที่สุดพะยะค่ะ”
เจ้าชายฮารีฟร์พยักหน้ารับพลางหันมาต่อว่าแกมสั่งสอนหญิงสาวแสนสวยที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผละเดินจากไป
“เจ้าโชคดีที่เจอคู่กรณีอย่างเรา ถ้าหากเป็นคนอื่นเขาคงไม่ยอมความง่ายๆ”
“โชคร้ายไม่ว่าสิ”
นีราพรรณงึมงำสวนกลับทันทีที่ชายชาติชาวอาหรับต่อว่าไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ ถึงแม้ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้นี้จะไม่เรียกค่าเสียหายแต่เธอก็ถูกเขาต่อว่าแกมด่ากลายๆ เสียยับ
เจ้าชายฮารีฟร์ส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายกับท่าทางที่บ่งบอกให้รู้ว่าดื้อด้านอยู่ไม่น้อย นัยน์ตาสีดำคมกริบทอดสายตาจ้องมองใบหน้างามลออเพื่อประทับไว้ในดวงใจจากนั้นก็ผละไปขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรออกมา
นีราพรรณมองตามบุรุษชาติอาหรับหล่อเข้มด้วยสายตางงๆ กับท่าทีของอีกฝ่าย ตะกี้ต่อว่าเธอทั้งถ้อยคำและสายตาจนเธอตัวสั่นหน้าซีดแต่บทจะผละจากไปก็เล่นเดินหนีไปดื้อๆ ทำเอาเธอตามอารมณ์ไม่ทัน
หญิงสาวละสายตาจากบุรุษหนุ่มรูปงามแล้วหยิบนามบัตรขอตนมาหนึ่งใบจากนั้นก็ยื่นให้ชายหนุ่มอีกคนที่เธอคาดเดาว่าอาจเป็นเลขาของคู่กรณี
“นามบัตรของน้ำเหนือ...เอ่อ...ของดิฉันค่ะ”
นีราพรรณรีบเปลี่ยนสรรพนามของตน ลืมไปว่าเธอยังไม่สนิทสนมกับบุรุษชาติชาวอาหรับเหล่านี้มากถึงขนาดให้เรียกชื่อเล่นของเธอได้
อานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์รับนามบัตรมาอ่านในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวแสนสวยแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ อย่างต้องการผูกมิตร
“คุณชื่อนีราพรรณหรือครับ”
“ค่ะ เอ่อ...ถ้าคุณไม่รังเกียจะชื่อเล่นน้ำเหนือก็ได้ค่ะ”
นีราพรรณยิ้มหวานให้อีกฝ่ายรู้สึกโล่งอกขึ้นเมื่อได้พูดคุยกับชายผู้นี้ที่มีท่าทางเป็นมิตรกว่าคนที่เป็นเจ้านาย
อานีสต์ หยิบนามบัตรจากเสื้อสูทยื่นให้กับหญิงสาวแล้วเอ่ยแนะนำตัวด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ยินดีที่ได้รู้จักน่ะครับ ผมอานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์เป็นองครักษ์ของเจ้าชายฮารีฟร์ อัล ริฟาอีลส์”
“ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณ...”
นีราพรรณชะงักคำพูดไม่รู้จะเรียกชื่อองครักษ์หนุ่มผู้นี้ด้วยชื่อไหนดีเพราะชื่ออีกฝ่ายค่อนข้างยาวเหยียดจนเธอจำไม่ได้
อานีสต์หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยอนุญาตให้หญิงสาวเรียกชื่อต้นของตนเองได้
“เรียกผมว่าอานีสต์ก็ได้ครับ ถ้าจะเรียกเต็มๆ ตามชื่ออาหรับผมว่าคงจะยาวไปหน่อย”
“ขอบคุณค่ะคุณอานีสต์ น้ำเหนือขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้คุณกับเอ่อ...กับเจ้าชายต้องเสียเวลา”
นีราพรรณปรายตามองไปยังบุรุษหนุ่มที่นั่งรออยู่ในรถเบ็นซ์คันงามแต่สิ่งที่เธอมองเห็นผ่านกระจกรถคือแผ่นหลังแข็งแกร่งในชุดสูทสากลที่นั่งตรงแด่วไม่ไหวติง
อานีสต์ยิ้มอบอุ่นให้หญิงสาวที่มีชื่อเล่นแบบไทยๆ แถมยังไพเราะอีกต่างหาก
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณน้ำเหนือไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดีแล้ว ถ้าไงผมคงต้องขอตัวก่อน”
“คุณอานีสต์คะ น้ำเหนือไม่สบายใจเรื่องค่าซ่อมรถ ถ้าไงให้น้ำเหนือรับผิดชอบได้หรือเปล่า ยังไงน้ำเหนือก็ผิดเต็มๆ ที่ขับรถมาชนคุณอานีสต์”
นีราพรรณร้องขอด้วยน้ำเสียงทุกข์ร้อน ถ้าหากเป็นคนอื่นคงดีใจที่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องค่าซ่อมรถ แต่สำหรับเธอแล้วยังรู้สึกผิดอยู่ดีที่ปล่อยให้คู่กรณีรับผิดชอบค่าซ่อมแต่เพียงฝ่ายเดียว
“คุณน้ำเหนืออย่ากังวลเลยครับ ถ้าหากเจ้าชายปฏิเสธเรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีใครไปบังคับฝืนใจเจ้าชายฮารีฟร์ได้หรอกครับ”
อานีสต์จับความรู้สึกที่เป็นกังวลของหญิงสาวได้จึงแย้มยิ้มให้อีกฝ่ายได้สบายใจ เขาค่อนข้างถูกชะตากับหญิงสาวผู้นี้เอามากๆ นอกจากจะกล้ารับผิดแล้วยังรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วย
“ถ้าคุณอานีสต์ยืนยันแบบนี้น้ำเหนือคงไม่กล้ารบเร้าอีก”
“อานีสต์!...เจ้าจะเลิกคุยกับเธอได้หรือยัง“
เจ้าชายฮารีฟร์กดกระจกรถลงพร้อมกับตะโกนเรียกองครักษ์เอกด้วยภาษาอาหรับ
“ผมคงต้องขอตัวก่อนน่ะครับ ท่าทางเจ้าชายอารมณ์เริ่มไม่ดีแล้ว”
อานีสต์ยิ้มแห้งๆ ให้หญิงสาวที่ถูกชะตาตั้งแต่แรกพบพลางเอ่ยขอตัวอย่างรีบเร่งด้วยรู้ว่าน้ำเสียงที่ตะโกนเรียกค่อนข้างดังของเจ้าชายฮารีฟร์นั้นเต็มไปด้วยกระแสแห่งความไม่พอใจเอาอย่างมาก
“เดินทางโดยปลอดภัยนะคะคุณอานีสต์”
นีราพรรณเอ่ยอวยพรบุรุษชาติอาหรับพออีกฝ่ายโค้งคำนับให้พร้อมกับรอยยิ้มแล้วเดินจากไปเธอก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ จริงๆ แล้วคนที่สมควรอวยพรให้เดินทางโดยปลอดภัยควรจะเป็นองครักษ์อานีสต์เสียมากกว่า
เมื่อรถเบ็นซ์คันงามใหม่เอี่ยมเคลื่อนที่ออกไปจนลับสายตาแล้วนีราพรรณจึงได้เดินเข้าไปสำรวจความเสียหายรถของตนเองบ้าง พอได้เห็นร่องรอยความเสียหายทำเอาลมแทบใส่ งานนี้ได้เสียค่าซ่อมรถเป็นหมื่นแน่
หญิงสาวเดินโผเผเข้าไปนั่งในรถพลางซบหน้ากับพวงมาลัย ใบหน้างามเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหมองเศร้า วันนี้เป็นวันวิปโยคหรืออย่างไร เริ่มตั้งแต่เช้าก็มีเรื่องทุกข์ใจให้ทะเลาะกับมารดา พอออกมาจากบ้านก็มาเจออุบัติเหตุบนท้องถนนอีก เธอซบหน้านิ่งกับพวงมาลัยเป็นเวลานานหลายนาที พอเงยหน้าขึ้นเห็นตัวเลขเวลาบนหน้าปัดรถยนต์ก็ทำให้ต้องร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ
ตอน 4
บทที่ 4
“แย่แล้วเก้าโมงครึ่งแล้ว เลยเวลาประชุมมาเกือบชั่วโมง ป่านนี้คณะกรรมการได้บ่นตายแน่เลย”
นีราพรรณบ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้งพร้อมกับสตาร์ทรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้หัวสมองคิดถึงแต่เรื่องงานและคำแก้ตัวที่จะเอ่ยขอโทษกับบรรดาคณะกรรมการโรงแรมที่ต้องนั่งรอเธอคนเดียวเป็นเวลานานนับชั่วโมง...
อาน
ตอน 5
บทที่ 5
“เสร็จจากการทำธุระที่เมืองไทยแล้วพระองค์จะกลับอัลนูรีนเลยใช่มั้ยพะยะค่ะ”
“อืม...อาจจะเป็นเช่นนั้น จริงๆ แล้วเราอยากไปเยี่ยมซารีฟร์ที่อเมริกาก่อน ถ้าหากสถานการณ์ในอัลนูรีนไม่ร้อนระอุมากเกินไปเราอาจไปเยี่ยมซารีฟร์ก่อนที่จะกลับอัลนูรีน”
เจ้าชายซารีฟร์ อัล ริฟาอีลส์ ได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายในระด