ตอน 2

เชลยรักแห่งเม็ดทราย

บทที่ 2

นีราพรรณขมวดคิ้วโก่งงามดุจคันศรเข้าหากันยุ่งด้วยไม่รู้ว่าบุรุษชายชาติที่เธอมั่นใจว่าต้องเป็นชาวอาหรับสองคนนี้กำลังสนทนากันว่าอย่างไร

“ขอโทษอีกครั้งนะคะ ดิฉันยอมรับผิดทั้งหมด เดี๋ยวดิฉันโทรเรียกบริษัทประกัน”

“ไม่ต้อง!...ไม่จำเป็น! ถ้าหากขับรถไม่เป็นทีหลังก็อย่ามาขับบนถนนที่เต็มไปด้วยยวดยานแบบนี้อีก”

มือบางที่กำลังล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายมีอันต้องหยุดชะงักกลางอากาศ ใบหน้าหวานเนียนลออมีอันต้องหน้าม้านเมื่อเจอถ้อยคำปฏิเสธห้วนๆ ต่อว่าดุเดือดโดยไม่ถนอมน้ำใจกันสักนิด

“นี่คุณ!...การที่ฉันขับรถชนคุณใช่ว่าจะทำให้คุณมีสิทธิ์มาต่อว่าฉอดๆ แบบนี้นะ”

นีราพรรณชักโมโหชายชาติชาวอาหรับผู้นี้ เขาต่อว่าเธอได้เธอก็ว่าเขาได้เช่นเดียวกัน เรื่องอะไรจะยอมให้คนที่เพิ่งพบเห็นกันครั้งแรกมาด่าแค่ฝ่ายเดียว

“แล้วถ้าเจ้าขับรถเป็นและก็เคารพกฎจราจรหัดมองสัญญาณไฟอุบัติเหตุก็คงไม่เกิดขึ้น”

เจ้าชายฮารีฟร์ยังต่อว่าคู่กรณีไม่ได้หยุด ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองสาวสวยที่ยืนหน้าซีดด้วยความรำคาญ เขาเบื่อที่สุดที่ต้องมาเจอกับคนใช้รถใช้ท้องถนนโดยไม่เคารพกฎจราจร การอยู่ในเมืองไทยแค่เพียงไม่กี่วันทำให้เขาพบเจอผู้คนที่ทำผิดกฎจราจรอยู่มาก มีทั้งมอเตอร์ไซด์ที่ขับย้อนศร รถยนต์ที่ขับฝ่าไฟแดงหรือบรรดาพวกที่ชอบแซงซ้ายปาดหน้าโดยไม่เปิดไฟให้สัญญาณ

นีราพรรณหน้าเสียเมื่อถูกอีกฝ่ายเอ่ยต่อว่าสั่งสอนอีกชุดใหญ่ ถ้าหากเธอไม่ใจลอยและมีสมาธิในการขับรถสักนิดก็คงไม่ทำให้เกิดอุบัตเหตุขึ้น ดีที่ว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บไม่เช่นนั้นสถานการณ์คงได้แย่กว่านี้อีก

คู่กรณีทั้งสองไม่ทันได้โต้คารมกันต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิ่งเข้ามาอำนวยความสะดวกและเจรจาให้ทั้งสองช่วยเคลื่อนรถออกจากบริเวณเพื่อให้รถคันอื่นสามารถเคลื่อนที่ออกไปได้

อานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์เดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับเข้าชิดไหล่ทางเพื่อเปิดให้รถคันหลังซึ่งเป็นรถของหญิงสาวแสนสวยคู่กรณีได้เคลื่อนที่ออกจากบริเวณสี่แยกไฟแดงบ้าง

“เรียกประกันหรือยังครับ”

เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสองไม่จำเพาะเจาะจงลงที่ใครคนใดคนหนึ่ง

“ไม่ต้องหรอกเราเคลียร์กันได้ ขอบคุณมาก”

เจ้าชายฮารีฟร์ตอบเสียงราบเรียบริมฝีปากสีสดไม่แพ้ผู้หญิงกระตุกยิ้มบางๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจวัยค่อนคนที่ดู เป็นมิตรกับผู้ใช้รถใช้ถนนอยู่มาก

“ถ้าตกลงกันได้ก็ดีแล้วน่ะครับ มีปัญหาก็ค่อยๆ คุยกัน ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ครับ”

เจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสทั้งอายุและหน้าที่การงานได้เอ่ยพูดลอยๆ ไม่รู้ว่าเอ่ยสั่งสอนคู่กรณีทั้งสองคนหรือว่าเอ่ยสั่งสอนประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินปัญหา สติปัญญาอันชาญฉลาดที่มีอยู่ก็กลับเก็บนิ่งไว้ให้ขึ้นสนิม...

“ขอบคุณคุณตำรวจมากนะคะ”

นีราพรรณยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้อาวุโส ใบหน้างามลออแย้มยิ้มบางๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่พอหันมาสบตากับดวงตาสีดำคมกริบดุจพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเขม็งหญิงสาวก็รีบหุบยิ้มทันที

“เอ่อ...คุณจะเอารถไปซ่อมที่อู่แถวไหนคะ ดิฉันยินดีจ่ายค่าซ่อมให้ทั้งหมด”

นีราพรรณเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อบุรุษหนุ่มชาวอาหรับหล่อเหลาผู้นี้ไม่ยอมเรียกประกันให้มาเคลียร์ปัญหาเรื่องค่าซ่อมรถ

เจ้าชายฮารีฟร์ถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นรอยยิ้มหวานๆ ที่หญิงสาวคู่กรณีของตนได้แย้มยิ้มให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาหลุบสายตามองเวลาบนนาฬิกาข้อมือเรือนแพงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยจากเวลาที่นัดหมายไว้กับคณะกรรมการโรงแรมมาเกือบชั่วโมงแล้วจึงโบกมือว่อนตัดบทตัดปัญหาทุกอย่าง รถพังแค่นี้เขามีปัญญาซ่อมไม่จำเป็นต้อง

ให้ผู้หญิงมาจ่ายเงินให้

“ไม่ต้อง เจ้าซ่อมแค่รถของเจ้าก็พอ ทีหลังขับรถก็หัดระวังกว่านี้บ้าง”

เจ้าชายฮารีฟร์ สั่งสอนหญิงสาวอีกครั้งพลางหันไปกวักมือเรียกองครักษ์ให้เข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับออกคำสั่งเป็นภาษาอาหรับเพื่อให้เข้าใจกันแค่สองคน

“สืบมาหน่อยสิว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหน”

อานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์เบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินคำสั่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากเจ้าชายผู้หล่อเหลาเย่อหยิ่งอย่างเจ้าชายฮารีฟร์

“พระองค์สนใจเธอหรือพะยะค่ะ”

อานีสต์กระซิบถามแผ่วเบาด้วยภาษาเดียวกัน การที่เจ้าชายฮารีฟร์ สนใจหญิงสาวที่เพิ่งพบเจาะเจอกันแค่ไม่กี่วินาทีมากเป็นพิเศษจนสั่งให้สืบเสาะหาประวัติสร้างความแปลกใจให้กับองครักษ์อย่างเขาเป็นอย่างมาก

“ใช่...อานีสต์ เราสนใจเธอ เจ้าว่าแปลกไหมเราสนใจหญิงสาวคนนี้มาก แล้วเจ้าอย่าบังอาจมาถามว่าเพราะเหตุใด ทำตามที่เราสั่งก็พอ”

เจ้าชายฮารีฟร์หันมาถลึงตาใส่องครักษ์เอกครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบตามความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจจนเขาเองก็อดแปลกใจไม่ได้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้กับหญิงสาวที่เพิ่งพบกันแค่เพียงไม่กี่วินาที เขารู้แค่ว่าเวลาเข้าใกล้หญิงสาวแสนงดงามผู้นี้จะมีกระแสบางอย่างที่แผ่เข้ามากระทบทั่วกายใจจนทำให้เรือนร่างของเขาสั่นสะท้าน

ตอน 3

บทที่ 3

อานีสต์คันปากหยิกๆ อยากเอ่ยถามเหตุผลแต่เมื่อมองสบตากับดวงตาคมกริบที่ถลึงตาห้ามทำให้ไม่กล้าหลุดปากถาม

“กระหม่อมจะหาประวัติของหญิงงามผู้นี้มาให้เร็วที่สุดพะยะค่ะ”

เจ้าชายฮารีฟร์พยักหน้ารับพลางหันมาต่อว่าแกมสั่งสอนหญิงสาวแสนสวยที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผละเดินจากไป

“เจ้าโชคดีที่เจอคู่กรณีอย่างเรา ถ้าหากเป็นคนอื่นเขาคงไม่ยอมความง่ายๆ”

“โชคร้ายไม่ว่าสิ”

นีราพรรณงึมงำสวนกลับทันทีที่ชายชาติชาวอาหรับต่อว่าไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ ถึงแม้ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้นี้จะไม่เรียกค่าเสียหายแต่เธอก็ถูกเขาต่อว่าแกมด่ากลายๆ เสียยับ

เจ้าชายฮารีฟร์ส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายกับท่าทางที่บ่งบอกให้รู้ว่าดื้อด้านอยู่ไม่น้อย นัยน์ตาสีดำคมกริบทอดสายตาจ้องมองใบหน้างามลออเพื่อประทับไว้ในดวงใจจากนั้นก็ผละไปขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรออกมา

นีราพรรณมองตามบุรุษชาติอาหรับหล่อเข้มด้วยสายตางงๆ กับท่าทีของอีกฝ่าย ตะกี้ต่อว่าเธอทั้งถ้อยคำและสายตาจนเธอตัวสั่นหน้าซีดแต่บทจะผละจากไปก็เล่นเดินหนีไปดื้อๆ ทำเอาเธอตามอารมณ์ไม่ทัน

หญิงสาวละสายตาจากบุรุษหนุ่มรูปงามแล้วหยิบนามบัตรขอตนมาหนึ่งใบจากนั้นก็ยื่นให้ชายหนุ่มอีกคนที่เธอคาดเดาว่าอาจเป็นเลขาของคู่กรณี

“นามบัตรของน้ำเหนือ...เอ่อ...ของดิฉันค่ะ”

นีราพรรณรีบเปลี่ยนสรรพนามของตน ลืมไปว่าเธอยังไม่สนิทสนมกับบุรุษชาติชาวอาหรับเหล่านี้มากถึงขนาดให้เรียกชื่อเล่นของเธอได้

อานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์รับนามบัตรมาอ่านในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวแสนสวยแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ อย่างต้องการผูกมิตร

“คุณชื่อนีราพรรณหรือครับ”

“ค่ะ เอ่อ...ถ้าคุณไม่รังเกียจะชื่อเล่นน้ำเหนือก็ได้ค่ะ”

นีราพรรณยิ้มหวานให้อีกฝ่ายรู้สึกโล่งอกขึ้นเมื่อได้พูดคุยกับชายผู้นี้ที่มีท่าทางเป็นมิตรกว่าคนที่เป็นเจ้านาย

อานีสต์ หยิบนามบัตรจากเสื้อสูทยื่นให้กับหญิงสาวแล้วเอ่ยแนะนำตัวด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

“ยินดีที่ได้รู้จักน่ะครับ ผมอานีสต์ ดามาสต์ ซาบิลซ์เป็นองครักษ์ของเจ้าชายฮารีฟร์ อัล ริฟาอีลส์”

“ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณ...”

นีราพรรณชะงักคำพูดไม่รู้จะเรียกชื่อองครักษ์หนุ่มผู้นี้ด้วยชื่อไหนดีเพราะชื่ออีกฝ่ายค่อนข้างยาวเหยียดจนเธอจำไม่ได้

อานีสต์หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยอนุญาตให้หญิงสาวเรียกชื่อต้นของตนเองได้

“เรียกผมว่าอานีสต์ก็ได้ครับ ถ้าจะเรียกเต็มๆ ตามชื่ออาหรับผมว่าคงจะยาวไปหน่อย”

“ขอบคุณค่ะคุณอานีสต์ น้ำเหนือขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้คุณกับเอ่อ...กับเจ้าชายต้องเสียเวลา”

นีราพรรณปรายตามองไปยังบุรุษหนุ่มที่นั่งรออยู่ในรถเบ็นซ์คันงามแต่สิ่งที่เธอมองเห็นผ่านกระจกรถคือแผ่นหลังแข็งแกร่งในชุดสูทสากลที่นั่งตรงแด่วไม่ไหวติง

อานีสต์ยิ้มอบอุ่นให้หญิงสาวที่มีชื่อเล่นแบบไทยๆ แถมยังไพเราะอีกต่างหาก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณน้ำเหนือไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดีแล้ว ถ้าไงผมคงต้องขอตัวก่อน”

“คุณอานีสต์คะ น้ำเหนือไม่สบายใจเรื่องค่าซ่อมรถ ถ้าไงให้น้ำเหนือรับผิดชอบได้หรือเปล่า ยังไงน้ำเหนือก็ผิดเต็มๆ ที่ขับรถมาชนคุณอานีสต์”

นีราพรรณร้องขอด้วยน้ำเสียงทุกข์ร้อน ถ้าหากเป็นคนอื่นคงดีใจที่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องค่าซ่อมรถ แต่สำหรับเธอแล้วยังรู้สึกผิดอยู่ดีที่ปล่อยให้คู่กรณีรับผิดชอบค่าซ่อมแต่เพียงฝ่ายเดียว

“คุณน้ำเหนืออย่ากังวลเลยครับ ถ้าหากเจ้าชายปฏิเสธเรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีใครไปบังคับฝืนใจเจ้าชายฮารีฟร์ได้หรอกครับ”

อานีสต์จับความรู้สึกที่เป็นกังวลของหญิงสาวได้จึงแย้มยิ้มให้อีกฝ่ายได้สบายใจ เขาค่อนข้างถูกชะตากับหญิงสาวผู้นี้เอามากๆ นอกจากจะกล้ารับผิดแล้วยังรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วย

“ถ้าคุณอานีสต์ยืนยันแบบนี้น้ำเหนือคงไม่กล้ารบเร้าอีก”

“อานีสต์!...เจ้าจะเลิกคุยกับเธอได้หรือยัง“

เจ้าชายฮารีฟร์กดกระจกรถลงพร้อมกับตะโกนเรียกองครักษ์เอกด้วยภาษาอาหรับ

“ผมคงต้องขอตัวก่อนน่ะครับ ท่าทางเจ้าชายอารมณ์เริ่มไม่ดีแล้ว”

อานีสต์ยิ้มแห้งๆ ให้หญิงสาวที่ถูกชะตาตั้งแต่แรกพบพลางเอ่ยขอตัวอย่างรีบเร่งด้วยรู้ว่าน้ำเสียงที่ตะโกนเรียกค่อนข้างดังของเจ้าชายฮารีฟร์นั้นเต็มไปด้วยกระแสแห่งความไม่พอใจเอาอย่างมาก

“เดินทางโดยปลอดภัยนะคะคุณอานีสต์”

นีราพรรณเอ่ยอวยพรบุรุษชาติอาหรับพออีกฝ่ายโค้งคำนับให้พร้อมกับรอยยิ้มแล้วเดินจากไปเธอก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ จริงๆ แล้วคนที่สมควรอวยพรให้เดินทางโดยปลอดภัยควรจะเป็นองครักษ์อานีสต์เสียมากกว่า

เมื่อรถเบ็นซ์คันงามใหม่เอี่ยมเคลื่อนที่ออกไปจนลับสายตาแล้วนีราพรรณจึงได้เดินเข้าไปสำรวจความเสียหายรถของตนเองบ้าง พอได้เห็นร่องรอยความเสียหายทำเอาลมแทบใส่ งานนี้ได้เสียค่าซ่อมรถเป็นหมื่นแน่

หญิงสาวเดินโผเผเข้าไปนั่งในรถพลางซบหน้ากับพวงมาลัย ใบหน้างามเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหมองเศร้า วันนี้เป็นวันวิปโยคหรืออย่างไร เริ่มตั้งแต่เช้าก็มีเรื่องทุกข์ใจให้ทะเลาะกับมารดา พอออกมาจากบ้านก็มาเจออุบัติเหตุบนท้องถนนอีก เธอซบหน้านิ่งกับพวงมาลัยเป็นเวลานานหลายนาที พอเงยหน้าขึ้นเห็นตัวเลขเวลาบนหน้าปัดรถยนต์ก็ทำให้ต้องร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ

ตอน 4

บทที่ 4

“แย่แล้วเก้าโมงครึ่งแล้ว เลยเวลาประชุมมาเกือบชั่วโมง ป่านนี้คณะกรรมการได้บ่นตายแน่เลย”

นีราพรรณบ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้งพร้อมกับสตาร์ทรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้หัวสมองคิดถึงแต่เรื่องงานและคำแก้ตัวที่จะเอ่ยขอโทษกับบรรดาคณะกรรมการโรงแรมที่ต้องนั่งรอเธอคนเดียวเป็นเวลานานนับชั่วโมง...

อาน

ปลดล็อกตอน 4
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อดำเนินเรื่องราวต่อไป ทุกตอนที่ปลดล็อกคือแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ยอดเหรียญคงเหลือ: 0 เหรียญ