ตอน 1
เจ้าชายของฉัน
บทที่1
1.คนตายกับคน..
แคว้นอันเป็นแคว้นที่ได้ชื่อว่าเป็นปึกแผ่นมั่นคง และมั่งคั่งอย่างที่สุด แต่เรื่องทั้งหมดนี้ หาได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับชาวบ้านในแถบหุบเขาต้
าซานเลย
หุบเขาอันสลับซับซ้อนนี้
เป็นที่หลบซ่อนของบรรดานกและสัตว์ป่าหลากหล
ายสายพันธุ์มากมายนับไม่ถ้วน
ทำให้ผู้คนแทบไม่กล้าเข้าไปเยือน
แม้กระทั่งพรานป่าฝีมือฉมัง
ก็ยังต้องเข้าไปเป็นกลุ่ม กลุ่มละสองคนบ้าง
สามคนบ้าง
บางครั้งบางคราพวกเขาอาจต้องฝังร่างไว้ในปาก
ของเหล่าหมาป่า
ดังนั้นผู้คนที่กล้าย่างกรายเข้าไปจริง ๆ จึงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
บรรดาชาวบ้านที่ตั้งรกรากในแถบเชิงเขา ต่างต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ
ส่วนใหญ่พึ่งพิงผืนดินเนื้อที่ไม่กี่หมู่เพื่อเลี้ยงดูคน
ทั้งครอบครัว กล่าวได้ว่าหากผู้ใดไม่ทำไร่
ก็ย่อมไม่มีกิน ถึงกระนั้น
พืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ส่วนใหญ่ ยังต้องถูกแบ่งไปจ่ายภาษีอีกปีไหนจะมีกินหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับสวรรค์เมตตาเป็นสำคัญ
อีกไม่ช้า
ก็จะถึงเวลาหิมะตกหนักปกคลุมหุบเขาอีกครา
แต่ละครอบครัวล้วนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ปัญหาการขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ลามเลียไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
บ้านหลังเล็กแสนคับแคบ
ซ้ำยังปิดทึบมีช่องให้ลมเข้าเล็กน้อยหลังหนึ่ง ปรากฏเสียงสตรีก่นด่าดังลอดมาจากในบ้าน
“ลองคิดดูสิ
เมื่อถึงยามหิมะปกคลุมไปทั่วภูเขา เราจะไม่มีอะไรยาไส้ไปสามถึงสี่เดือนเลยนะ เพลานี้ทั้งบ้าน เหลือข้าวอยู่เพียงครึ่งไห พลางกวาดกระดาษและแท่นหมึกบนโต๊ะลงพื้น
แล้วอย่างนี้จะอยู่รอดต่อไปไหวรี ท่านก็เอาแต่วาดรูปอยู่นั่นแหละ
กู้หรูเฟิงท่านจะทำตัวเป็นคุณชายตระกูลสูงไปถึ งไหน!” ฝ่ายหญิงตวาดแว้ด
จนน้ำหมึกสาดกระเซ็นไปทั่ว
มิหนำซ้ำแท่นหมึกยังแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆอีกด้ว
ย
บุรุษร่างผอมบาง มีนามว่ากู้หรเฟิงเขามีใบหน้าซูบขาวซีด
แถมบนใบหน้าปรากฏรอยแผลเป็นเด่นชัด ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นสายสีดำตั้งตรง แต่ถึงกระนั้นที่หว่างคิ้วยังปรากฏความสง่างาม ให้เห็นอยู่รางๆ
เมื่อชายหนุ่มเห็นข้าวของที่ถูกกวาดกระจายลง น ให้รู้สึกปวดใจนัก ใคร่อยากจะเก็บขึ้นมา ทว่าในเสี้ยวเวลานั้น
ความปวดร้าวเสียดแทงพลันวาบขึ้นมาบนขา ประหนึ่งถูกเข็มทิ่มแทงนับพันเล่ม ทำให้ชายหนุ่มอดนิ่วหน้าไม่ได้ แต่ทั้ง
ๆที่เจ็บปวดสุดแสน
ก็ยังสามารถมองเห็นเค้าหน้าหล่อเหลาคมคายนั้น ได้ องคาพยพทั้งห้าก็แสนวิจิตร
ซึ่งเป็นความงดงามที่ไม่ควรปรากฏให้เห็นในหมู่บ้ านชายขอบแห่งนี้เลย ชายหนุ่มหายใจหอบ “ข้าคิดวาด 2 ภาพนี้ แล้วจะลองเอาไปเร่ขายดู เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาซื้ออาหารได้บ้าง”
หญิงสาวส่งสายตาดูแคลนไปให้
“ภาพวาดนี่มีประโยชน์อันใด? เอาไปกินเอาไปดื่มก็ไม่ได้
ช่างโง่เง่าเต่าตุ่นอะไรเยี่ยงนี้
ทำไมข้าถึงได้แต่งกับคนที่ไม่ได้เรื่องอย่างท่านได้
นะ?!”
กู้หรูเฟิงมีสีหน้าหม่นหมอง
คุณชายผู้สูงศักดิ์ ยามนี้ช่างไร้ค่ายิ่งนัก เขาเอ่ยอย่างอัดอั้น “เช่นนั้นแล้ว ก่อนเจ้าแต่งให้ข้า
ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าข้าทำไร่ไม่เป็น อีกทั้งยังสุขภาพไม่ดี.”
“ว่าอย่างไรนะ เอาแต่กล่าวหาข้า ตัวท่านเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
ยังจะมาตำหนิข้าอีกรึ?”
ฝ่ายภรรยาทำหน้านิ่วส่งสายตาเย็นชาไปให้ เดิมทีนางได้ชื่อว่าเป็นคนอ่อนหวานน่ารักมาแต่กำเ นิด แต่ถ้าได้โกรธขึ้นมาละก็ ดวงตาจะเหลือกขวาง ใบหน้าดูคล้ายนางมารร้าย ช่างข่มขวัญผู้คนยิ่งนัก
ชายหนุ่มก้มหน้า
ด้วยความเบื่อหน่ายเหลือแสน “หากเจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะให้เจ้าไป”
“เพ้ย ”
ท่านนี่…วาจาเน่าเหม็นน่าละอายเช่นนี้ ก็ยังกล่าวออกมาได้ ข้าแต่งให้ท่านแล้ว ร่วมเรียงเคียงหมอนกับท่านแล้ว ท่านจะให้ข้าแต่งออกไปกับใครได้อีกรีว!”หญิงสาวแสนคับแค้นใจ นางนั่งแปะลงบนพื้น พลางร่ำไห้เสียงดัง “สวรรค์ช่างไม่มีตาจริง ๆ ไยถึงส่งบุรุษไร้ค่าเช่นนี้มาเป็นสามีข้าด้วย? มิหนำซ้ำยังไม่รู้จักรับผิดชอบ แต่งกับข้าแล้ว ก็ยังทำผิดต่อข้า! ปล่อยให้ข้าอดมื้อกินมื้อ!
ซ้ำยังจะทิ้งข้าไปอีก
ไม่แปลกใจเลยที่เห็นท่านมักชอบส่งสายตาให้เซีย งเช่าที่ลานหลังบ้าน คิดจะหาคนใหม่ละสิ!”
ฝ่ายภรรยาเอาแต่ร่ำไห้
และพร่ำรำพันต่าง ๆนาๆ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยาม
ยังมีบุคคลอีกผู้หนึ่ง อยู่ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย ผู้นั้นคือหลิ่วเจิน แน่นอนยามนี้ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นเธอ เพราะว่าเธออยู่ในรูปวิญญาณนั่นเอง
ตอน 2
บทที่2
2.สตรีขี้โมโห..
เดิมทีหลิ่วเจินเป็นแพทย์คนหนึ่งจากยุคสมัยปัจจุบั
น
ที่ช่วยชีวิตคนไข้เป็นเวลาสามวันติดต่อกันโดยไม่
หยุดพัก จวบจนกระทั่งในวันที่สาม
เมื่อมีคนไข้อีกคนถูกส่งตัวมายังห้องฉุกเฉิน
เธอถึงพลันตระหนักได้ว่า
ผู้ที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั่นคือตนเอง
เมื่อทบทวนดูอย่างละเอียด ก็นึกว่าตนเองคงสับสนไปหน่อย
ขนาดตายแล้วก็ยังคิดช่วยชีวิตคนอีก
พอหัวเราะขำตัวเองเสร็จ
หญิงสาวก็เดินออกมาจากโรงพยาบาลโดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังไม่รู้ว่าตัวเองเดินมานานแค่ไหนแล้ว หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเดินลึกเข้าไปในหุ บเขาแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงมาโผล่ในบ้านน้อยหลังนี้ในยุคโบราณ
เมื่อลองคำนวณดูน่าจะราวๆครึ่งเดือนได้ ที่เธอได้เฝ้ามองดูผู้หญิงที่มีชื่อเดียวกับตนตรงหน้
านี้
ผู้ซึ่งเอาแต่ก่นด่าบุรุษนามว่ากู้หรูเฟิงไม่หยุดหย่อน
สตรีนางนี้เป็นคนที่นี่ บิดามารดาสิ้นแล้ว
ครอบครัวมีที่ดินสามหมู่ จึงสามารถหาเลี้ยงชีวิตมาได้
เมื่อเห็นว่าตนเองอายุชักมากขึ้น จึงคิดมองหาสามี
ประกอบกับบังเอิญไปเจอกู้หรูเฟิงที่อดอยากร่อนเ ร่เดินผ่านมา ก็บังเกิดความคิดไม่ซื่อ คอยตามตื้อ และถึงกับใช้แผนสกปรก
หลอกให้ผู้อื่นสูดยาสลบ
กระทั่งตนเองซึ่งยังมิได้เปลื้องอาภรณ์ ก็โดนยาสลบตามไปด้วย
แม้ว่ายังมิได้มีพิธีแต่งงานกัน ทว่าหลิ่วเจินก็ป่าวประกาศไปทั่ว จนคนทั้งหมู่บ้านคิดว่านางกับกู้หรูเฟิงเป็นสามีภรร ยากันแล้วจริง ๆ
กู้หรูเฟิงทำงานใช้แรงงานไม่เป็น
ร่างกายอ่อนแอปวกเปียกขาดความแข็งแกร่ง
สิ่งที่พอทำได้
ก็คืองานที่ใช้ความสามารถในแขนงศิลปะทั้งสี่
อันได้แก่ พิณเพลง หมากล้อม เขียนอักษร
วาดภาพ
อีกทั้งยังชอบอ่านตำราที่ติดตัวมาเป็นอันมากด้วย ชายหนุ่มนั้นมีสุขภาพย่ำแย่อย่างที่สุด
คราออกไปตัดฟื้น ตันไม่ทันระวังตัวให้ดี
จึงหกล้มจนขาหักข้างหนึ่ง
อันที่จริงฝ่ายหญิงรับรู้ปัญหาเหล่านี้มาก่อนแล้ว
กู้หรูเฟิงมิเคยปิดบังนางแม้แต่น้อย
ล้วนบอกให้นางรู้ครบถ้วน
คราแรกที่เห็นฝ่ายชาย
นางก็ปรารถนาในตัวเขาทันที
ดูคล้ายนางจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อกับอีกฝ่ายอย่างล้นเ
หลือ อะไรที่ฝ่ายชายทำไม่ได้
นางก็หลับหูหลับตา เอาแต่พูดว่าไม่เป็นไร
อนิจจา รอจนภายหลังแต่งงานกันไปแล้ว ถึงได้ค้นพบว่าชายที่ตนแต่งด้วยไร้ประโยชน์สิ้นดี มิหนำซ้ำยังต้องมาแบ่งอาหารให้กินอีก เมื่อฤดูหนาวมาถึง นางคงยากดำรงชีวิตต่อไปได้ ช่างเป็นการหาเหาใส่หัวโดยแท้
ฝ่ายหญิงเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ พูดได้ว่าตอนกู้หรูเฟิงมา นางสุดแสนใจดี
ไม่เคยสนใจว่าคุณชายผู้นี้เป็นใคร
ที่บ้านร่ำรวยหรือไม่
ภายภาคหน้าก็มิได้คิดว่าตนจะบินขึ้นไปเกาะยอด
ไม้เปลี่ยนฐานะกลายเป็นหงส์
เต็มใจอยู่อย่างเจียมตัว แต่พอตนเองเริ่มไม่มีจะกินเข้าจริง ๆ
ก็มักระบายโทสะกับอีกฝ่ายอยู่เสมอ
หลิ่วเจินในรูปวิญญาณค่อนข้างเห็นใจกู้หรูเฟิง แม้เป็นคุณชายที่ตระกูลประสบเคราะห์กรรม ทว่าก็ยังพอมีเงินเหลืออยู่ในมือบ้าง ช่างโชคร้ายนักที่เงินทั้งหมดในมือ โดนฝ่ายหญิงผลาญเสียจนเกลี้ยง ผู้หญิงคนนี้เป็นต้นเหตุแห่งหายนะโดยแท้ เอหรือบางที
มิใช่ว่ากู้หรูเฟิงยังมีเงินที่แอบเก็บซ่อนดเอาไว้ โดยไม่บอกให้ใครรู้อีกนะ
ผู้หญิงคนนั้นกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที นางเดินตรงไปหอบม้วนตำราไม้ไผ่ทั้งหมดที่วางก องอยู่ตรงมุมห้อง โยนเข้าไปในเตาไฟ พลางร้องตะโกนก้อง
“มาดูตำราไร้ประโยชน์ที่เจ้าชอบอ่านทั้งวันพวกนี้ สิ!”
กู้หรูเฟิงหน้าเปลี่ยนสีไปทันที ชายหนุ่มกระเสือกกะสนลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ล้มกลิ้งลงพื้นทันใด เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมา พลางกล่าวอ้อนวอน “ไม่นะ นั่นคือของที่บิดาข้าทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ตระกูลข้าสิ้นชีพหมดแล้ว
เหลือเพียงตำราไม่กี่เล่มนี้เท่านั้น
ฝ่ายหญิงหาได้สนใจคำอ้อนวอนไม่ ยังคงปล่อยให้ตำราถูกเผาต่อไป “เกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า! ตำราผุพังพวกนี้ ทำให้บ้านนี้อุ่นขึ้นมาทันทีเลย ช่างสบายดีแท้ !”
อากาศในห้องอุ่นขึ้นทุกขณะ แถมด้วยควันไฟลอยขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ขณะหนังสือกำลังถูกเผาในเตา ฝ่ายหญิงได้โยนถ่านเข้าไปอีกสองก้อน ธรรมดาเรื่องนี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอันใด ทว่าหลิ่วเจินกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เวลานี้ประตูหน้าต่างล้วนปิดทึบ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านลอยคลุ้งไปทั่ว โดยไม่มีทางระบายออก ซึ่งเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายดีๆนี่เอง โดยเฉพาะถ่านด้อยคุณภาพในยุคโบราณ สิ่งนี้ทำให้เกิดกลุ่มควันหนาแน่นเป็นพิเศษ
เป็นดังคาด หลังเผาถ่านไปสักพัก ฝ่ายหญิงได้ลุกยืนขึ้น และแล้วก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา นางก้าวเดินได้เพียงสองก้าว ก็ล้มจึงลงบนพื้นทันที
ดวงตาผู้หญิงนางนั้นได้แต่มองกู้หรูเฟิงที่ล้มนอน กลิ้งบนพื้น นางลุกขึ้นยืนไม่ไหว
ได้แต่คลานไปเท่านั้น พอถึงตอนนี้
หญิงสาวหมดเรี่ยวแรงสิ้น ทำได้เพียงแต่นอนรอความตาย
ตอน 3
บทที่3
3.สิ่งที่ต้อง
หลิ่วเจินเฝ้าดูเหตุการณ์ด้วยความไม่สบายใจ หญิงสาวจึงเบือนหน้าหนี ทว่าทันใดนั้น ก็รู้สึกเหมือนมีแรงสายหนึ่งฉุดตนไว้ไม่ปล่อย และร่างทั้งร่างก็โดนดูดเข้าไป
ตอนนี้นางเป็นแค่วิญญาณ ยังจะสามารถทำอะไรได้เล่า
เมื่อไม่สามารถทนมองต่อไปได้อีก
เจ็บจัง
นางเปิดเปลือกตาด้วยความงุนงง
แล้วลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดสายตาสะเปะสะปะไปรอบ ๆ พลันเห็นกู้หรูเฟิงนอนสลบอยู่ที่เดิม จึงคิดเดินไปที่นั่น
หวังช่วยคนที่กำลังนอนหมดสติอยู่
นางหาใช่คนโง่ไม่
พูดได้ว่าเป็นคนฉลาดมากคนหนึ่ง หญิงสาวพลันตระหนักบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบแบกชายผู้นี้ไปนอนบนเตียงโดยไว ซ้ำยังเร่งเปิดหน้าทุกบานโดยด่วน
หมอกควันหนาที่คละคลุ้ง จึงจางลงไปมาก
ยามนี้นางช่วยชีวิตได้หนึ่งคนแล้ว แต่ออกจะงุนงงสับสน เพราะยามนี้ในบ้านมีเพียงกู้หรูเฟิงคนเดียวเท่านั้น
ไม่เห็นหญิงนางนั้นที่มีชื่อแซ่เดียวกับตนเองอยู่เล
ย
และการที่สามารถแบกคนได้แทนที่จะทะลุผ่านร่า งไป สามารถชี้ชัดได้ข้อหนึ่ง
เมื่อเดินไปเงียบๆตรงหน้าคันฉ่องบานเล็กหนึ่งเดีย
วในมุมหนึ่งของบ้าน เป็นดังที่คาด
คันฉ่องทองแดงที่ค่อนข้างมัวซัว
ทว่ายังพอมองเห็นภาพสะท้อน ที่ตรงกลางคันฉ่องนั้น
ปรากฏใบหน้าหญิงสาวที่อ่อนหวานน่ารัก
แต่เยือกเย็น ยามไม่พูด
ดวงตาดูเหลือกเล็กน้อยเจือร้ายนิดๆ
ถึงแม้หลิ่วเจินผู้เป็นแพทย์ได้ตายไปแล้ว
แต่ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า
ตนเองจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เนื่องจากอายุขัยที่โลกนั้นได้หมดลงแล้ว ทว่าตอนนี้นางกลับได้ชีวิตคืนมาในร่างของสตรีแ
สนร้ายกาจผู้นี้
ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ก็ตามในเมื่อมาแล้ว
นางก็ได้แต่ทำใจให้เยือกเย็นเพียงเท่านั้น
บ้านหลังเล็กผุพังโกโรโกโส
ซึ่งตัวบ้านมีเนื้อที่น้อยกว่า 40 ตารางหมี่ ข้าวครึ่งไห และชายทุพลภาพคนหนึ่ง คือสิ่งที่หลิ่วเจินครอบครองอยู่ในขณะนี้
ภารกิจเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปก็คือ การหาวิธีอยู่รอดจนผ่านพ้นเหมันต์ฤดูครานี้ เพราะความหนาวอันทารุณใกล้จะมาเยือนในไม่ช้ านี้แล้ว
ยังมีเวลาเหลืออีกครึ่งเดือนก่อนจะประสบความห นาวสุดแสนหฤโหด
และยังพอมีเวลาอีกเล็กน้อยสำหรับการเตรียมการ ยามนี้สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนก็คือชายผู้นี้
หลิ่วเจินช่วยพยุงเขานอนดีๆ
จากนั้นจึงห่มผ้าให้เขาด้วยผ้าห่มที่มีผืนเดียวในบ้า น เมื่อเอามืออังที่หน้าผากชายหนุ่ม
ก็พบว่าร้อนเป็นไฟ ดูท่าไข้จะขึ้นสมอง
หญิงสาวรีบไปต้มน้ำโดยไวในเมื่อมาแล้ว
นางก็ได้แต่ทำใจให้เยือกเย็นเพียงเท่านั้น
บ้านหลังเล็กผุพังโกโรโกโส ซึ่งตัวบ้านมีเนื้อที่น้อยกว่า 40 ตารางหมี่ ข้าวครึ่งไห และชายทุพลภาพคนหนึ่ง คือสิ่งที่หลิ่วเจินครอบครองอยู่ในขณะนี้
ภารกิจเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปก็คือ การหาวิธีอยู่รอดจนผ่านพ้นเหมันต์ฤดูครานี้ เพราะความหนาวอันทารุณใกล้จะมาเยือนในไม่ช้ านี้แล้ว
ยังมีเวลาเหลืออีกครึ่งเดือนก่อนจะประสบความห นาวสุดแสนหฤโหด
และยังพอมีเวลาอีกเล็กน้อยสำหรับการเตรียมการ ยามนี้สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนก็คือชายผู้นี้
หลิ่วเจินช่วยพยุงเขานอนดีๆ
จากนั้นจึงห่มผ้าให้เขาด้วยผ้าห่มที่มีผืนเดียวในบ้า น เมื่อเอามืออังที่หน้าผากชายหนุ่ม ก็พบว่าร้อนเป็นไฟ ดูท่าไข้จะขึ้นสมอง
หญิงสาวรีบไปต้มน้ำโดยไวเคราะห์ดีที่พอมีฟืนเหลืออยู่บ้าง พอน้ำเดือดก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นลงจนอุ่น
จึงนำมาป้อนคนไข้
หลังจากปิดประตูหน้าต่างเสร็จแล้ว หญิงสาวจึงถอดอาภรณ์ของกู้หรูเฟิงออก
แค่เห็นแวบแรก
ก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้ทำงานใช้แรงหนักๆไม่ได้
ร่างกายเขาผ่ายผอมและซีดขาวอย่างที่สุด บนร่างนอกจากรอยแผลที่เหลือไว้เพราะขาหัก ก็ไม่มีบาดแผลอื่นใดอีก เขามีช่วงไหล่ที่กว้าง มีโครงร่างกายเป็นทรงสามเหลี่ยมคว่ำ ขายาวเรียวงาม สะโพกสอบ ดูสูงเพรียว
ถึงจะบาดเจ็บอยู่
ก็แทบปิดบังความงามที่มีอยู่มิได้
หลิ่วเจินเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่น
เช็ดตัวอีกฝ่ายไม่หยุด
ซ้ำยังเอาผ้าเช็ดหน้าอีกผืนวางซับบนหน้าผากเพื่อ ลดไข้อีกด้วย
เมื่อไข้ไม่สูงมากแล้ว
วิธีทำให้ตัวเย็นลงดีที่สุดก็คือ การให้คนไข้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ และยังต้องคอยเช็ดตัวให้เป็นระยะ ๆ ด้วย
กว่ากู้หรูเฟิงจะฟื้นคืนสติ
ก็ปาเข้าไปเช้าวันใหม่แล้ว
นอกจากผ้าห่มผืนหนาที่คลุมกายแล้ว ตัวเขามีแต่ตัวเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์
ชายหนุ่มรู้สึกอับอายอยู่บ้าง
รีบกระเสือกกะสนลุกขึ้นนั่ง
จึงได้เห็นหลิ่วเจินกำลังยุ่งมือเป็นระวิงอยู่
ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากกำลังต้มโจ๊ก
“ตื่นแล้วรี?”
หลิวเจินประคองถ้วยโจ๊กส่งให้ชายหนุ่ม
“กินเองไหวไหม”
กู้หรูเฟิงไม่ยื่นมือมารับ ทั้งไม่กล่าวอันใด ทว่าท้องชายหนุ่มกลับส่งเสียงร้องประท้วง
นางไม่ถือสา เหตุผลทั้งมวลก็เพราะ เจ้าของเดิมของร่างนี้ทำเรื่องร้ายกาจเกินรับได้มา ก่อนหญิงสาวตักโจ๊กขึ้นมา
แล้วยื่นจ่อถึงปากอีกฝ่าย “ก่อนหน้าข้าทำผิดไป ข้าไม่ควรกระทำเยี่ยงนั้นเลย
โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
“ไม่จำเป็น เป็นข้าที่ไร้ความสามารถเอง”กู้หรูเฟิงมีสีหน้าหม่นหมอง พลางหลุบตาลงต่ำ ขนตาชายหนุ่มงอนยาวละเอียดเป็นแพมองดูคล้า ยพัดอันเล็กๆ ชายหนุ่มรู้สึกขมขื่นใจ นิ้วมืออันเรียวยาวสั่นน้อย ๆ เขายังคงปฏิเสธโจ๊ก แล้วเอ่ยเสียงเนื้อย “ในบ้านมีข้าวไม่พอกิน เจ้ากินก่อนเถิด ข้าไม่หิว”
0