ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

เมียที่เคยรัก

บทที่1

เสียงน้ำไหล......”

เซี่ยหลิงหลิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงไหลของน้ำ

เธอขยี้ตาด้วยอาการสะลึมสะลือก่อนจะมองไปรอบๆ

ไร้ข้อสงสัยนี่คือห้องสวีทสุดหรูในโรงแรม

ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตานุ่มๆนั้นถูกโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบบนผ้าปูเตียงนั้นมีแก้วไวน์คว่ำอยู่เลอะเป็นวงสีแดงกระจกของห้องน้ำเป็นกระจกผิวด้านแบบโปร่งใสจนสามารถมองเห็นร่างผอมเพรียวที่อยู่ด้านใน

นี่มัน......

เซี่ยหลิงหลิงสับสนมากกว่าเดิม

เมื่อคืนเธอนั่งอ่านบทความที่เต็มไปด้วยจุดบกพร่องเกี่ยวกับเรื่องการย้อนเวลาไปเข้าร่างเดิมในอดีตยังไม่ทันจะได้วิจารณ์ก็ดันหลับไปซะก่อนใครเล่าจะคิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เป็นโรงแรมแบบนี้แถมยัง......กำลังเปิดห้องอยู่ด้วย?

เซี่ยหลิงหลิงลุกขึ้นนั่งรู้สึกถึงความผผิดปกติขึ้นมาในทันใดในฐานะที่เกิดมาเป็นหนึ่งในหญิงสาวผู้มีหน้าอกแบนราบแต่บัดนี้กลับรู้สึกความหนักอึ้งที่หน้าอกฝ่าเท้าเหยียบอยู่บนรองเท้าส้นแหลมที่น้อยครั้งจะได้สวมใส่ขาคู่เรียวยาวนั้นเหยียดตรงอยู่ข้างเตียงแต่ตรรงหัวเข่ากลับไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นที่ได้มาจากสมัยเธออายุเพียงหกขวบ

“......”

เธอเหยียดแขนตัวเองดูอย่างไม่เชื่อสายตาดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไขว้เขว

นิ้วมือเรียวยาวผิวขาวนุ่มนวลเหมือนไร้กระดูกเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลและบำรุงรักษามาอย่างดีทัสีเล็บไล่ระดับสีช่างดูประณีตสวยงามเนื้อตรงส่วนนิ้มนั้นนุ่มนิ่มผิวขาวดุจหิมะจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างง่ายดาย

เกิดในครอบครัวที่เพียบพร้อมงานบ้านไม่เคยได้แตะเป็นคนสวยนี่คือความประทับใจแรกของเซี่ยหลิงหลิง

เธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะเปิดกล้องหน้าขึ้นมา

การแต่งตาของหญิงสาวที่อยู่ในจอโทรศัพท์นั้นหนาจนเหมือนคนขอบตาดำเดิมทีขนตาก็ยาวอยู่แล้วแต่ก็ยังจะติดขนตาปลอมเพิ่มเข้าไปการแต่งหน้าสไตล์ฝรั่งที่ดูเกิดเหตุคอนแทกต์เลนส์สีม่วงสีปากแดงแจ๋เหมือนคุณป้าแก่ๆผมหยิกหย็อยดูโบราณๆแต่ภายในสภาพแย่ๆแบบนี้ก็ไม่อาจะบดบังใบหน้าอันงดงามนั้นได้

เพียงแต่ว่ารสนิยมทางความงามนั้นน่าเกลียดจนต้องยกนิ้วให้

หญิงสาวที่อยู่ในจอโทรศัพท์นั้นเบิกตากว้างสีหน้าดูตื่นตระหนกสีคอนแทกต์ที่ดูเกินจริงนั้นทั้งสวยทั้งตลก

เซี่ยหลิงหลิงเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาช้าๆ

นี่มัน......

ไม่ใช่หน้าของเธอนี่นา!!!

โทรศัพท์หล่นลงพื้นดังตุ๊บชายหนุ่มผู้ที่เดินออกมาจากห้องน้ำก็บังเอิญเห็นฉากนี้พอดีรูปร่างหน้าตาของเขายังดูเด็กอายุราวๆยี่สิบต้นๆใบหน้าของเขาสามารถพูดได้ว่ามีความงดงามแม้จะมีผ้าเช็ดตัวมาบดบังก็ยังสามารถเห็นรูปร่างที่เพอร์เฟคนั้นได้อย่างชัดเจน

เขาจ้องมองมาที่เซี่ยหลิงหลิงองศาการยกขึ้นของมุมปากนั้นดูเย้ยหยันและเย็นชาแต่สายตานั้นดูคุ้นเคยและความรักความเสน่หา

“ฉันอาบเสร็จแล้วเราจะเริ่มกันเลยมั้ย?”

เซี่ยหลิงหลิงชะงักไป:“เริ่มอะไร?นายเป็นใคร?”

อีกฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเริ่มอดทนไม่ไหวเดินตรงไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

“ทำไมหากเธอหย่ากับเฉิงรุ่ยแล้วได้เงินมาก็จะทำเป็นเหมือนไม่รู้สักฉันแล้วอย่างงั้นเหรอ?”

“เราตกลงกันไว้ว่าถ้าได้เงินมาแล้วจะแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ?”

“เธอคงไม่ได้กำลังรู้สึกผิดหรอกใช่มั้ย?”

เขาถือว่าเป็นนักล่าฝีมือดีคนหนึ่งเลยทีเดียวรู้ว่าในทุกๆครั้งหากใช้วิธีปลุกเร้าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแบบนี้ก็จะสามารถทำให้อีกฝ่ายยอมศิโรราบได้อย่าง่ายดายยอมใช้เสียงออดเสียงอ้อนปรนนิบัติดูแลเขาอย่างดีจนถึงขั้นทำให้ยอมเสนอเรื่องการแต่งงานออกมาได้

เพียงแต่ว่าเซี่ยหลิงหลิงที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ได้ขี้ประจบประแจงอย่างที่เขาคิด

เซี่ยหลิงหลิงจ้องมองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบๆความคิดเริ่มสับสนวุ่นวาย

ไม่จริงหน่า

นี่มันเป็นฉากนึงในหนังสือย้อนอดีตที่อ่านเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ!

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า《เกิดใหม่ถึงก่อนหมั้น》เป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือแนวย้อนอดีตนางเอกในหนังสือเล่มนี้นั้นมีรักเดียวคือเฉิงรุ่ยแต่เป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้เพื่อตามหาความรักเธอจึงละทิ้งจูหม่าผู้ที่เอาใจใส่และอ่อนโยนในวันงานหมั้นเธอแอบหนีออกไปยังเมืองเฉิงรุ่ยนั้นอยู่

แต่ในความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเฉิงรุ่ยแต่กลับพบว่าอีกฝ่ายนั้นนอกจากหน้าตาแล้วนอกนั้นก็ไม่มีอะไรดีเลยเคยผ่านการหย่ามาแล้วครั้งหนึ่งแถมยังมีท่าทีที่เย็นชาและมักจะทำเหมือนไม่สนใจอะไรในตัวเธอเลย

ความฝันของนางเอกแตกสลายในขณะเดียวกันจูหม่าในผันตัวเองเข้าสู่วงการE-sportsทรัพย์สินนับหมื่นล้านมองไปยังหน้าจอทีวีก็เห็นภาพจูหม่าควงแขนคนรักด้วยใบหน้าอิ่มสุขนางเอกก็รู้สึกใจสลายก่อนฆ่าตัวตายเพราะสิ้นหวัง

แต่เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งนางเอกกลับพบว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน

กลับไปอยู่ในจุดที่ยังไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

นางเอกสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่คิดร้ายอีกจะกอดขาของจูหม่าเอาไว้ให้แน่นใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข!

......

......

และเซี่ยหลิงหลิงกลับกลายมาเป็นหนึ่งในนางรองตัวร้ายคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอ

คำบรรยายเกี่ยวกับนักแสดงตัวนี้ในหนังสือนั้นมีไม่มากนักบอกไว้เพียงว่าเธอเป็นคนจนที่รักความสบายทั้งโง่ทั้งร้ายกาจกับไป๋เยว่กวางเฉิงรุ่ยนั้นก็แต่งงานกันเพราะคำสัญญาแต่ไม่ได้มีความรักต่อกันหลังจากหย่าร้างกันชีวิตของเธอก็พังทลายมีจุดจบที่น่าอนาถใจอยากจะกลับไปแต่งงานอีกครั้งก็ถูกนางเอกหัวเราะเยาะเย้ยอย่างสมเพช

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเธอถึงทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนี้ได้นั้นทันใดนั้นเซี่ยหลิงหลิงก็นึกขึ้นมาได้ว่าในคำโฆษณาตัวใหญ่ๆเขียนอยู่บนหนังสือเล่มนี้

อยากจะวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ก็ต้องทะลุมิติมาเป็นนางรองตัวร้าย!

ต้องทะลุมิติมาเป็นนางรองตัวร้าย!

นางรอง!

เฮ้ย!

นี่มันเป็นจุดประสงค์ร้ายของผู้เขียนนี่นา!

หากเธอจำไม่ผิดล่ะก็ฉากนี้คือช่วงที่ดำเนินมาถึงช่วงหลังจากที่เธอหย่าร้างกับเฉิงรุ่ยแล้วและมันคือจุดเริ่มต้นของครึ่งหลังของชีวิตอันโหดร้ายของนางรอง

เซี่ยหลิงหลิงเกิดอาการขนลุกซู่ขึ้นมา

เธอไม่อยากก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนั้นเธอจะหย่าไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อมองดูการแสดงความขัดขืนของเซี่ยหลิงหลิงจนพอแล้วเฉินฝังคนรักของเธอก็เริ่มจะหมดความอดทนถามเธอไปว่า:“เธอจะถ่วงเวลาไปถึงเมื่อไหร่?”

เซี่ยหลิงหลิงดึงสติกลับมาก่อนจะถามไปด้วยท่าทีตื่นกลัว:“ฉันยังไม่ได้หย่าใช่มั้ย?”

เฉินฝังมองเธอด้วยสายตาเยือกเย็น:“เธอบอกว่ากลับไปก็จะทำเรื่องเซ็นต์หย่าทันทีไม่ใช่หรือไง?”

งั้นแสดงว่ายังไม่ได้เซ็นต์

เซี่ยหลิงหลิงยึดตัวตรงรองเท้าส้นแหลมที่ความสูงสิบเซนติเมตรนั้นทำให้ทรงตัวยากเธอจึงถอดส้นสูงคู่นั้นโยนทิ้งไปแล้วหยิบเอารองเท้าสลิปเปอร์ของทางโรงแรมขึ้นมาสวมทำท่าทีเตรียมเดินออกจากห้อง

เฉินฝังรีบวิ่งเข้าไปตัดหน้าเพื่อขวางเซี่ยหลิงหลิงเอาไว้:“เธอจะไปไหน?”

“ฉันจะไม่หย่าเราจบกันแค่นี้โอเค๊?”เซี่ยหลิงหลิงขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเขาแต่อีกฝ่ายก็กลับคว้าเธอเอาไว้ได้

เฉินฝังแรงเยอะกว่าเธอไม่สามารถต่อกรได้จนถูกอีกฝ่ายจับโยนกลับไปที่เตียงอีกครั้ง

“ทำไมเดี๋ยวนี้หัดทำตัวงี่เง่าแล้วเหรอ?”มือนึงของเขาวางพาดอยู่ข้างเตียงอีกมือก็คว้าไปที่เข็มขัดน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน“หรือว่าเธอชอบรสชาติอื่นแล้ว?”

สายตาของทั้งคู่ประสานกันอยู่ใกล้ชิดกันมาก

แต่เฉินฝังกลับมองเห็นเพียงความเฉยจากใบหน้าที่งดงามซะจนเขาแทบทนไม่ไหวนั้น

“นี่”

“แม่นายไม่เคยสอนนายมาก่อนเหรอว่าไม่ควรทำหยาบคายแบบนี้กับผู้หญิง?”

เมื่อสิ้นเสียงปุ๊บหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็ยกเท้าขึ้นมาเตะไปยังกล่องดวงใจของเขาสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันทีทั้งเขียวทั้งดำเจ็บปวดทรมานจนตัวขดตัวงอก่อนจะกุมเป้าตัวเองไว้แล้วคุกเข่าลงไปนั่งกองกับพื้น

เซี่ยหลิงหลิงรีบคว้าเอาเสื้อคลุมและกระเป๋าจากนั้นก็หยิบเอาแบงค์ร้อยหยวนจำนวนนึงโยนไปบนตัวของเขา

“ค่าเปิดห้องหากนายคิดว่ามันยังไม่พอล่ะก็เดี๋ยวฉันจะโอนผ่านอาลีเพย์ให้”

“เธอ!”

ค่ำคืนอันแสนมืดมนความแน่นหนานั้นเทียบเท่าหมึกดำพายุฝนอันเหน็บหนาวพัดกำจัดสิ่งสกปรกบนป่าเหล็ก

เซี่ยเหลิงหลิงยืนอยู่หน้าทางเข้าโรงแรมกระจกขนาดใหญ่สะท้อนร่างที่อยู่ในชุดกระโปรงลูกไม้ตัวสั้นของเธอเหมือนถูกเปิดเผยสายอาชีพที่เธอทำอยู่ดึงดูดสายตาจากผู้ชายที่อยู่ใกล้ๆให้พาเหร่มองเธอรีบติดกระดุมเสื้อจนครบจัดทรงคอเสื้อเรียบร้อย

เธอเปิดแผนที่บ้านขึ้นมาในโทรศัพท์ก่อนจะเรียกแท็กซี่

ที่อยู่นั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่นักเซี่ยหลิงหลิงนั่งอยู่แถวหลังในใจก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรต่อดีแม้จะมีความสับสนอยู่ภายในใจเหมือนกำลังเอาตัวรอดจากเส้นตายแต่เธอก็ยังคงต้องบังคับให้ตัวเองสงบจิตสงบใจลง

อยู่ๆก็ทุละมิติมาอยู่ในโลของหนังสือยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่เธอต้องเตรียมตัวเอาไว้

ชู้รักเฉินฝังส่งข้อความมาทางโทรศัพท์มาเรื่อยๆอย่างบ้าคลั่งเซี่ยหลิงหลิงขี้เกียจจะตอบกลับเขาบล็อกไปเลย

คนขับรถเลี้ยวเข้าซอย:”ถึงแล้วครับ”

ทุกอย่างเหมือนอย่างที่ในหนังสือเขียนไว้เฉิงรุ่ยไม่ได้ร่ำรวยเหมือนผู้ชายในหนังสือเล่มอื่นๆที่เขียนเอาไว้บ้านอยู่ในตัวเมืองการเดินทางสะดวกสบายแต่ก็ไม่ได้ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีขนาดนั้น

ชุมชนขนาดเล็กนี้น่าจะมีอายุราวๆสิบกว่าปีได้ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ใหม่อะไรแต่ยังดีที่สภาพแวดล้อมนั้นทำได้ดี

ฝนก็ยังคงตกลงมาปรอยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเซี่ยหลิงหลิงไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองอะไรยกกระเป๋าหลุยส์ขึ้นมาบังฝนไว้ในตอนนี้เธอคิดเพียงแค่ว่าไม่อยากให้เมคอัพบนใบหน้าของเธอนั้นหลุดจนทำให้ผู้คนต้องตกใจกลัว

ในกระเป๋ามีกุญแจโชคดีที่ไม่ได้เป็นล็อคแบบดิจิตอลไม่อย่างงั้นล่ะก็อย่าหวังว่าเธอจะได้เข้าไปข้างใน

ตัวบ้านไม่ได้ใหญ่นักราวๆแล้วน่าจะไม่ถึงร้อยตารางวาเซี่ยหลิงหลิงเปิดไฟเพื่อให้เห็นทุกอย่างตรงหน้ามันถูกแบ่งออกเป็นสองห้องสองฝั่งประตูของห้องห้องนึงถูกเปิดอ้าอยู่ส่วนอีกห้องนึงนั้นถูกปิดไว้สนิทภายในห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้นั้นเต็มไปด้วยของใช้ของผู้หญิงไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าทั้งสองคนไม่มีทางนอนบนเตียงเดียวกันแน่นอน

เซี่ยหลิงหลิงเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ที่ดูปกติที่สุดขึ้นมาเปลี่ยนแล้วนั่งลงบนเก้าอี้หยิบที่เช็ดเครื่องสำอางขึ้นมาเช็ดหน้าในขณะที่เธอกำลังยุ่งอยู่นั้นเสียงกลอนประตูก็ดังขึ้นก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก

ร่างสูงผอมเดินเข้ามาภายในห้องเซี่ยหลิงหลิงทำใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแต่กลับต้องชะงักไป

เธอคิดไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในหนังสือถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าเขามีเพียงแค่ใบหน้าที่หล่อเหลาไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้กลายเป็นแสงสว่างของไป๋เซวียนเซวียนไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงใจแข็งอย่างนางเอกจะยังจดจำและอาลัยอาวรณ์เขาได้ไม่ลืมใช้เวลาตั้งกี่ปีเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองย้อนกลับไปบ้าง

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงประตูนั้นมีรูปร่างผอมสูงหมวกของเสื้อฮู้ดนั้นเปียกโชกเพราะตากฝนใบหน้าซี๊ดขาวเพราะความหนาวเย็นซองเอกสารที่อยู่ในมือนั้นถูกปกป้องรักษาเอาไว้อย่างดีดูสะอาดสะอ้านไม่มีเปียก

เขากดสายตาลงต่ำก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะ

ผมสีดำสนิทนั้นเปียกน้ำไปบางส่วนทำให้ผมดูยุ่งเหยิงแต่มันกลับขับให้ผิวยิ่งดูขาวขึ้นไปอีกเขามีดวงตาหงส์ในแบบที่พบเห็นได้ยากลักษณะตาเรียวยาวเปลือกตาดูปรือเล็กน้อยดูๆไปแล้วมีความอบอุ่นไร้พิษภัยและเหมือนมีความง่วงนอนตลอดเวลาราวกับว่าไม่ใส่ใจกับสิ่งต่างๆรอบตัว

กรอบหน้าที่คมชัดริมฝีปากดูเบาบางเดิมทีแล้วควรจะเป็นลักษณะที่ดูงดงามแบบก้าวร้าวแต่เพราะดวงตาคู่นั้นทำให้ทุกอย่างดูซอฟ์ทลงมาได้มากอย่างน่าอัศจรรย์

เซี่ยหลิงหลิงเกิดอาการอึ้งไปเล็กน้อยทันใดนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าทำไมเฉิงรุ่ยถึงไม่คิดที่จะกลับไปตามหาตามง้อนางเอกใบหน้าแบบนี้ยังมีผู้หญิงคนไหนจะสวยเทียบเท่าได้อีกเหรอ?

“......”

เฉิงรุ่ยไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เซี่ยหลิงหลิงกำลังคิดอยู่ภายในใจในขณะที่เซี่ยหลิงหลิงกำลังจับจ้องเขาอยู่นั้นเขาก็ได้เดินเข้ามายืนหยุดอยู่ที่ประตูห้องนอนเปิดซองใส่เอกสารแล้วหยิบเอาใบสัญญาขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะตั้งแต่เริ่มจนจบก็ไม่แม้แต่จะสบตากับเธอตรงๆ

มีเอกสารข้อตกลงการหย่าร้างวางอยู่บนโต๊ะสองชุดหากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เขาก็คงจะไม่กลับถึงบ้านดึกขนาดนี้

สายตาของเซี่ยหลิงหลิงมองตามเฉิงรุ่ยไปจนกระทั่งเขาเดินเข้าไปในห้องครัว

“แอ๊ด”

ตู้เย็นถูกเปิดออกเฉิงรุ่ยหยิบเอาถ้วยบะหมี่ออกมาด้วยท่าทีคุ้นเคยเขายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผมเผ้าเปียกชุ่มเสื้อฮู้ดสีดำที่เปียกชุ่มตัวนั้นแค่มองก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นแล้วเขายืนหันหลังให้เซี่ยหลิงหลิงในระยะไกลกระเบื้องสีขาวตู้เย็นสีขาวเตาทำอาหารสีดำร่างที่อยู่ในชุดสีดำทั้งชุดถูกรวมเข้ากับโลกสีขาวดำราวกับไม่ใช่มนุษย์

มองไปที่แผ่นหลังของเขาเซี่ยหลิงหลิงก็ลุกขึ้นยืน

“ฉันจะไม่หย่าแล้ว”

ตอน 2

ตอนที่2 คนนั่งกินข้าวพร้อมกัน เซี่ยหลิงหลิง ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่า “การค้นหาจะรู้ตัวตนของฉัน จากนั้นก็นำเสนอข้อมูลของนายทั้งหมดงั้นเหรอ?”

เฉิงรุ่ย ไปขี้มะเขือม่วงมาช้าๆ

“อาจจะใช่”

“น่ากลัวจัง ฉันต้องจะปิดGPRS ก่อนดีกว่า”

น่ากลัวน่ากลัว ฉันจะต้องปิด ตำแหน่งในโทรศัพท์ก่อน

เซี่ยหลิงหลิง จะรู้ได้ไงว่านี่คือโปรแกรมน้อยๆที่ เฉิงรุ่ย เป็นคนทำเอง แต่แค่ใช้ที่โทรศัพท์เธอเท่านั้น ข้อมูลของ ลิซท์ ที่เยอะขนาดนี้ก็มีแต่เธอคนเดียวที่จะมีสิทธิ์แบบนี้

คนที่ทำเรื่องนี้นิ่งเฉยมาก ไม่มีความกลัวที่ถูกจับได้แม้แต่น้อย

เซี่ยหลิงหลิง ถามว่า “วันตรุษจีนวางแผนอะไรไว้ไหม?”

เธอกำลังจะบอกว่าอีก 2-3 วันไปซื้อของที่ห้างไหม ถึงแม้จะเป็นสองคนก็คงจะกินอาหารข้ามปีอะไรหน่อย

เฉิงรุ่ย ที่กำลังกินข้าวอยู่ก็หยุดกิน

เขาพูดชัดๆว่า “ออกไปเล่นนอกเถอะ”

เซี่ยหลิงหลิง “ฮะ??”

เมื่อก่อน เฉิงรุ่ย ไม่เคยเล่นงานข้ามปีอะไรเลย สำหรับเรื่องนี้เขาไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้น แต่ปีนี้มีเรื่องที่สำคัญมากๆที่จะต้องทำ ถ้าปกติให้ เซี่ยหลิงหลิง ออกจากบ้านเธอจะไม่ยอมแน่ ในวันต่างๆใช้ข้ออ้างแบบนี้เหมาะสมที่สุดละ

อยู่ดีๆก็ถูกเชิญ และ เซี่ยหลิงหลิง ก็ไหวพริบทัน “นายคงไม่ถือว่าเป็นการเชิญไปเดทมั้ง เร็วเกินไปหรือเปล่า ไม่ค่อยดีมั้ง?”

เฉิงรุ่ย ทำหน้า หรือพวกเราไม่ค่อยออกไปด้วยกันหรอ? ตาของเขามองไปทางเซี่ยหลิงหลิงสักแป๊บจากนั้นเขาพูดต่อว่า “ก็แค่ออกไปเล่นไม่ต้องมีความเครียดก็ถือว่าเป็นโบนัสของพนักงานละกัน”

“มีที่ไหนพนักงานออกไปเที่ยวกับเจ้านายสองต่อสอง......” เซี่ยหลิงหลิง พูดพล่ำๆๆ

“พวกเราไม่เหมือนกัน” เฉิงรุ่ย พูด

“ทุกคนก็มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันนะหรอ?” เซี่ยหลิงหลิง ต่อคำพูดของเขาทันที

เฉิงรุ่ย“……”

เฉิงรุ่ย “นายก็ไม่ต้องมองหน้าฉันเลย ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเล่นมุกไม่เป็น”

การเชิญของ เฉิงรุ่ย ไม่ได้เป็นทางการ แต่คุ้มค่าที่จะต้องคิด แต่ถ้าเป็นเวลาปกติ เซี่ยหลิงหลิง จะปฏิเสธได้นอน อะไรจะไปพัฒนาความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แค่คิดก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว เธอไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

แต่ตอนนี้ทั้งสองอยู่ในช่วงที่กำลังคุ้นเคยกับซึ่งกันและกันอยู่ เซี่ยหลิงหลิง ก็เลยตกลงกับ เฉิงรุ่ย เธอเคยตกลงกับ เฉิงรุ่ย ว่าจะลองดู

เพราะอยู่ที่บ้านดูรายการข้ามปีก็ไม่ค่อยสนุก ออกไปเล่นยังจะดีกว่า

วันตรุษจีนของทุกปีก็จะกินข้าวที่บ้าน แต่ปีนี้จะออกไปในช่วงฤดูนี้ก็จะดูสนุกหน่อย ความสนุกที่จะมาถึงทำให้ เซี่ยหลิงหลิง ลืมเรื่องที่โทรศัพท์และ otebook ของตัวเองมีไวรัสเข้า

เฉิงรุ่ย นั้นจองตั๋วเรียบร้อยแล้วอีก 2 วันก็จะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวแล้ว

สถานที่ที่ไปนั้นก็ยังเป็นสถานที่ที่มีหิมะปกคลุมไปหมด มีเจ็ทสกีพร้อม รวมถึงสนามเด็กเล่น ดูแล้วน่าจะสนุกมาก

เซี่ยหลิงหลิง ก็เริ่มคาดหวังขึ้นมาทันทีแล้ว

ออกไปเที่ยวก็ต้องเอาของไปมาก เสื้อผ้าของฤดูหนาวพร้อมกับที่ใส่ด้านใน ผ้าปิดปากและผ้าพันคอพร้อมอุปกรณ์ที่ให้ความอบอุ่นอีกมากมาย ไม่นานกระเป๋าเดินทางก็เต็มไปด้วยของหมดแล้ว ของ เซี่ยหลิงหลิง เก็บต่อไม่ได้แล้ว เธอก็เลยมองไปทาง เฉิงรุ่ย ที่มีแต่กระเป๋าสะพายแล้วพูดว่า “เอากระเป๋าเดินทางอีกอันเถอะ ถึงเวลานายเป็นคนถือ”

เฉิงรุ่ย ตอบตกลง

บทที่ทั้งสองไปถึงที่สนามบิน ยังไม่ค่อยมีคนเยอะนัก เซี่ยหลิงหลิง ทำการเช็คอินต่างๆเสร็จ ในมือก็เหลือแต่กระเป๋าใบเล็กๆ อารมณ์ของเธอดีมาก ส่วน เฉิงรุ่ย นั้นอยู่ด้านหลังของเธอหลังจากที่ผ่านการตรวจสอบอยู่ เซี่ยหลิงหลิงหันหลังแล้วพูดว่า “เดี๋ยวฉันจะไปห้องน้ำในทำอะไรเสร็จก็รออยู่ที่นี่นะ”

“OK”

หลังจากที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยเสร็จ เซี่ยหลิงหลิง ก็ไปที่ห้องน้ำ เฉิงรุ่ย ที่กำลังต่อแถวอยู่ก็เดินตาม

คนที่ตรวจสอบความปลอดภัยคือผู้หญิง เธอแอบมองไปที่หน้าของ เฉิงรุ่ย จากนั้นหน้าของคนตรวจก็แดงไปหมดเลย

บทที่เธอตรวจร่างกายของ เฉิงรุ่ย ไม่กล้าไปแตะต้องตัวเขาและในตอนนี้ก็มีพนักงานอีกคนพูดว่า “เป็นพาวเวอร์แบงค์หรอ ถ้ามีของก็ต้องเอาออกมา จะต้องไปตรวจดูอีกรอบ”

อาจจะเป็นบทที่ เซี่ยหลิงหลิง เก็บของแล้วลืมพาวเวอร์แบงค์ไว้

เฉิงรุ่ย เดือนเข้าไปแล้วเปิดกระเป๋าเดินทาง

ภายใต้สายตาของพวกเขา กระเป๋าเดินทางถูกเปิด ด้านในเต็มไปด้วยจำพวกเสื้อในและกางเกงใน ถ้าไม่ใช่เพราะ เฉิงรุ่ย ไหวพริบทันก็คงจะมีกระโปรงสายเดี่ยวร่วงลงมา

สายตาของพนักงานดูแปลกประหลาด อาจจะคิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนหนึ่งกลับมีของใช้ของผู้หญิงมากขนาดนี้......

ผู้หญิงที่ตรวจความปลอดภัยหน้าซีดไปหมด สายตาที่มองไปทาง เฉิงรุ่ย ก็เปลี่ยนไป คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นคนที่โรคจิต!

เฉิงรุ่ย ที่อยู่ข้างๆหาของในกองเสื้ออย่างเงียบๆ สุดท้ายก็หาพาวเวอร์แบงค์เจอ

ระหว่างนี้สถานการณ์ในตอนนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและทุกคนก็ทำตัวไม่ถูก

……

เซี่ยหลิงหลิง ไปห้องน้ำกลับมา บทที่กลับมาพบว่า เฉิงรุ่ย ไม่ผ่านการตรวจสอบ เซี่ยหลิงหลิง มองไปรอบๆ ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้แปลกๆ

เธอรอไห้ เฉิงรุ่ย ลากกระเป๋าเดินทางมา ถึงจะถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

เฉิงรุ่ย“ฮึม?”

“รู้สึกว่าสายตาที่พวกเขามองนายแปลกมาก” อยู่ดีๆ เซี่ยหลิงหลิง ก็คิดอะไรได้และสีน่าดูจริงจังขึ้นมาทันทีแล้วถามเบาๆว่า “เป็นไปได้ไหมที่พวกเขารู้ตัวตนจริงของนายแล้ว!”

เฉิงรุ่ย ตอบอย่างนิ่งเฉยว่า “เป็นไปไม่ได้”

......มากที่สุดก็แค่ผู้ชายที่ชอบแต่งตัวผู้หญิงถูกเปิดเผยทั้งนั้นแหละ

ตอน 3

บทที่3

เซี่ยหลิงหลิงตื่นเช้ามาก

ท้องฟ้าดูสดใสท้องฟ้าที่อากาศเย็นจัดนั้นมีดาวประดับอยู่เพียงไม่กี่ดวงฝนที่ตกลงมาทั้งคืนนั้นทำให้อากาศที่สูดเข้าไปเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเปียกชื้น

เซี่ยหลิงหลิงเปิดหน้าต่างออกสัมผัสกับอากาศที่เย็นสดชื่นผู้คนที่ตื่นมาในเวลานี้มีไม่เยอะนักมีความสงบแถมด้วยความผ่อนคลายการนอนอยู่บนเตียงที่แปลกที่แปลกทางเดิมทีแล้วเซี่ยหลิงหลิงคิดว่าตัวเองจะนอนไม่หลับซะอีกไม่คิดว่าเพียงแค่ลืมตาท้องฟ้าก็สว่างแล้วยังดีที่มีเสียงนาฬิกาปลุกคอยปลุกให้เธอตื่น

เรื่องที่ต้องทำในวันนี้มีเยอะมากไม่ใช่เวลาของการนอนขี้เกียจอยู่ในห้อง

เซี่ยหลิงหลิงสวมรองเท้าสลิปเปอร์ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออกไปขณะเดียวกันก็มีร่างผอมสูงเดินออกมาจากห้องครัวพอดีทำเอาเธอตกใจแทบแย่

เฉิงรุ่ยถือแผ่นขนมปังชีสแห้งๆอยู่สองชิ้นและนมอีกหนึ่งกล่องดูๆไปแล้วนั้นไร้ซึ่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพเขาไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆต่อการมีตัวตนอยู่ของเซี่ยหลิงหลิงก่อนจะเดินเข้าห้องสมุดไปอย่างเชื่องช้า

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้กินมื้อค่ำเซี่ยหลิงหลิงก็ได้แต่ส่ายหัวก่อนจะเรียกเขาเอาไว้:“เช้าๆแบบนี้นายอยากจะกินอาหารประเภทไข่หรือพวกบะหมี่อูด้งมั้ย?”

เฉิงรุ่ยชะงักเท้า

สายตาของเขาจับจ้องไปยังตำแหน่งที่เซี่ยหลิงหลิงยืนอยู่ไฟในห้องรับแขกไม่ได้เปิดไว้ดวงตาสีดำคู่นั้นเหยียดยาวแต่มันมีความงดงามในแบบที่ดูขี้เกียจสายตาแบบนั้นที่ส่งกลับมาทำให้เซี่ยหลิงหลิงเริ่มรู้สึกตัวว่าเหมือนว่าตัวเองจะพูดเยอะไม่นิดนึง

เจ้าของร่างน่าจะทำกับข้าวไม่เป็นมือที่ดูละเอียดอ่อนเหมือนหยกคู่นั้นจะเคยเปิดเตาทำครัวได้ยังไงกัน

เล็บที่ทำมาอย่างสวยงามแต่ก็ดูเทอะทะทำอะไรไม่สะดวกเซี่ยหลิงหลิงจึงใช้น้ำยาล้างเล็บล้างมันจนสะอาดก่อนจะตัดเล็บให้สั้นลงมันถึงจะดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงขึ้นมาหน่อย

เซี่ยหลิงหลิงยืนตัวแข็งทื่อ

แย่แล้วเธออาจจะดูมั่นใจจนลืมตัวจนทำให้เฉิงรุ่นเริ่มสงสัยในตัวเธอหรอกนะ

ในขณะที่เธอกำลังรู้สึกผิดคิดไตร่ตรองว่าควรทำยังไงต่อไปดีเฉิงรุ่ยก็ชูสามนิ้วขึ้นมา

เซี่ยหลิงหลิง:“?”

เฉิงรุ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบเนิบ:“ไข่สามฟอง”

เซี่ยหลิงหลิง:“......”

ทอดไข่,แฮม,ขนมปัง,อุ่นนมโดยใช้เตาไมโครเวฟจนอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเซี่ยหลิงหลิงทานข้าวเช้าได้ไม่เยอะนักทำออกมาเยอะเกินไปอาจจะทำให้อาหารเหลือได้แต่ใครจะไปคิดอาหารที่เหลือถูกเฉิงรุ่ยทานจนหมดเกลี้ยง

ระดับความเร็วในทานอาหารของเขาไม่ได้เร็วมากนักแต่ก็ทานไปเยอะพอสมควรในขณะที่เซี่ยหลิงหลิงกำลังตกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือการที่เฉิงรุ่ยทานอาหารที่เหลือจนหมดเกลี้ยง

เฉิงรุ่ยมองเซี่ยหลิงหลิงอย่างเงียบๆ

“......ไม่มีแล้ว”เซี่ยหลิงหลิงกลัวว่าเข้าทานมื้อเช้าเข้าไปเยอะขนาดนี้อาจจะทำให้เกิดอาการจุกและท้องอืพดได้

เธอชอบทำอาหารแต่สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการล้างจานเฉิงรุ่ยค่อนข้างนิ่งสงบนอกจากจะไม่รู้สึกโกรธแล้วก็ยังช่วยเก็บถ้วยชามของทั้งสองคนไปล้างอย่างว่าง่าย

เซี่ยหลิงหลิงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

.......

การที่วันนี้เธอตื่นแต่เช้าตรู่มาก็เพราะตั้งใจจะเปลี่ยนแนวทางใหม่เซี่ยหลิงหลิงมีข้อคิดเห็นต่อเสื้อลูกไม้และเสื้อลายเสือดาวที่อยู่เต็มตู้เสื้อผ้านี้คนหน้าสวยๆแบบนี้ใส่อะไรไม่ใส่ไปใส่แต่เสื้อโป๊ๆเปิดโชว์เนื้อหนังอะไรก็ไม่รู้ดูเปลืองเนื้อเปลืองตัวเสียดายหุ่นสวยๆนี่ซะจริงๆ

แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกรับไม่ได้ที่สุดก็คือผมลอนมาม่าทรงนี้เซี่ยหลิงหลิงจึงลงมือจัดกับทรงผมก่อนเป็นอันดับแรก

เธอมาถึงร้านซาลอนเมื่อก้าวเข้าร้านร่างของเธอก็ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนนึงที่นั่งอยู่ในร้าน

หญิงสาวที่ดันประตูเข้ามาสวมเสื้อโค้ทตัวยาวกางเกงลำรองขากว้างรองเท้าส้นเตี้ยใบหน้าของเธอดูละเอียดอ่อนงดงามแทบจะไม่ต้องแต่งหน้าเลยมีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปส์สีแดงอ่อนๆดวงตาสองชั้นกลมโตคู่นั้นสาดส่องเข้าไปภายในร้านพลิ้วไหวเปรียบเสมือนคลื่นลอยไปลอยมาไม่รู้จะหยุดอยู่ที่จุดไหนทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกคันไม้คันมือ

ทันใดนั้นก็มีคนทักทายขึ้นมาในทันทีถามเธอ:“ต้องการจะทำอะไรคะ?มามามาเชิญนั่งก่อนนะคะ”

เซี่ยหลิงหลิงนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนจะตอบ:“อยากจะหมักผมเล็มปลายออกนิดหน่อยแล้วก็อยากจะดัดลอนใหญ่ๆให้มีวอลลุ่มค่ะ”

“ได้ค่ะได้ค่ะ!”

ช่างทำผมในร้านได้แต่ชมเรื่อยๆว่าผมของเซี่ยหลิงหลิงทั้งหนาทั้งสุขภาพดีเซี่ยหลิงหลิงจึงได้แต่ยิ้มตอบอ่อนๆแต่ไม่ได้พูดอะไรคำชมของอีกฝ่ายนั้นก็แอบแฝงไปด้วยความอิจฉาแม้จิตใจจะฟุ้งซ่านแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรเยอะ

พวกเข้าคลุกคลีกับผู้คนมานับไม่ถ้วนเซี่ยหลิงหลิงที่มีลักษณะท่าทางเย็นชาจะต้องมีตัวตนที่ไม่ธรรมดาแน่นอนเกิดพูดจงพูดจาอะไรผิดหูไปก็คงจะเป็นเรื่องแน่ๆ

การตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อมาเสียเงินเสียเวลาในร้านทำผมนั้นได้ผลลัพธ์ที่ดีเซี่ยหลิงหลิงจัดทรงผมยาวๆของเธอก็จะจ่ายเงินด้วยความรู้สึกพึงพอใจก่อนเดินออกจากร้านไป

เซี่ยหลิงหลิงรู้สึกอารมณ์ดีมากๆ

ทีแท้แล้วการที่ไม่ต้องทำงานแต่ก็ยังมีรายได้ให้ใช้ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้นี่เองเมื่อได้แบบนั้นแล้วเซี่ยหลิงหลิงก็ตั้งใจว่ามื้อค่ำวันนี้จะทำกับข้าวหลายๆอย่างหน่อยปรนนิบัติเขาสักหน่อยอย่างน้อยก็เพื่อให้กระชับมิตรของเราทั้งคู่

เซี่ยหลิงหลิงไม่ได้ตั้งใจว่าจะใช้เงินจนหมดเธอเปิดสมุดบัญชีเล่มใหม่ตั้งใจว่าจะเอาเงินบางส่วนมาฝากทุกเดือน

เฉิงรุ่ยไม่มีทางเลี้ยงเธอไปตลอดชีวิตแบบนี้หรอกเซี่ยหลิงหลิงคิดล่วงหน้าไว้หมดแล้วรอจนถึงวันที่เฉิงรุ่ยได้เจอกับผู้หญิงที่เขาชอบเธอก็จะได้เดินจากไปพร้อมกับเงินออมได้อย่างมีความสุขไปอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพไม่สูงมากหากเป็นแบบนี้ไม่ว่จะเป็นการทำงานหรือการซื้อบ้านก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล

เซี่ยหลิงหลิงหิ้วกระเป๋าเดินเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยท่าทีสบายๆและในขณะเดียวกันด้านหน้าเธอก็มีหญิงสาววัยรุ่นสองคนเดินตรงมาพอดีคนหนึ่งมีสีหน้าและรอยยิ้มที่ดูประจบแจงช่วยคนที่เดินนำหน้าถือแก้วกาแฟอีกคนการแต่งหน้านั้นเต็มไปด้วยความประณีตใบหน้ายิ้มแย้มดวงตาดูอ่อนโยน

พวกเขาเดินไปคุยไปมองหน้ากันไปทั้งสองพูดแล้วก็เงยหน้าขึ้นแล้วทั้งคู่ก็เดินเตะสายต่ของเซี่ยหลิงหลิงพอดี

พวกเขามีท่าทีตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

เซี่ยหลิงๆพยักหน้าให้อย่างเกรงใจก้าวขึ้นบันไดก่อนจะเดินดุ่มๆเข้าห้างไประหว่างทางนั้นไม่เพียงแต่ผู้หญิงสองคนนั้นหลายๆคนต่างก็หยุดเดินเพื่อมองเธอแวบนึง

“โห......พี่หลิวฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยสง่าขนาดนี้มาก่อนเลย”หญิงสาวที่ถือแก้วกาแฟเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอิจฉา“พี่ดูผิวพรรณนั่นสิละเอียดจนแทบจะบิดน้ำไหลออกมาได้เลยทั้งๆที่แทบจะไม่ได้แต่งหน้าเลยแล้วดูหุ่นห้างนั่นสิอื้อหืม......”

จู่ๆก็รู้สึกได้ว่าใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ข้างๆหยางหลิวนั้นเริ่มจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เธอเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังชื่นชมผู้หญิงอีกคนว่าสวยต่อหน้าคนฝั่งตัวเองจนเธอเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาในทันที:“เอ่อฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ!พวกพี่ต่างก็มีความสวยในแบบของตัวเองเธอเปรียบเสมือนกุหลาบที่สง่างามส่วนพี่เหมือนดอกลิลลี่สีขาวพวกพี่สวยคนละสไตล์กัน”

หลิวหยางพอจะอนูโลมให้กับชื่อๆนั้นได้เธออมยิ้มขึ้นมาเบาๆชำเลืองมองไปที่นักศึกษาฝึกงานที่ยืนอยู่ข้างตัวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน:“ไม่เป็นไรหรอกคนสวยมีเยอะแยะไปหากต้องมานั่งเรียงลำดับ1,2,3ก็คงจะทำให้เกิดความลำบากใจแย่”

นักศึกษาฝึกงานถอนหายใจอย่างโล่งอก:“พี่หลิวใจดีจังเลยค่ะ!”

หลิวหยางเหยียดยิ้ม:“ไปกันเถอะงานยังไม่เสร็จเลยนะ”

เธอละสายตาออกไปแต่กลับมีความรู้สึกคับข้องใจขึ้นมา

น่าแปลก......ทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นๆกับแผ่นหลังนั่น?แต่ถ้าหากว่าเคยเจอผู้หญิงสวยๆขนาดนั้นเธอก็น่าจะจำอะไรได้บ้างแหละ

เธอเป็นใครกันแน่นะ

เซี่ยหลิงหลิงไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเธอได้เริ่มเข้าสู่โหมดการลองและซื้อเสื้อผ้าแล้ว

แม้ว่าเสื้อที่เธอสวมอยู่จะดูเรียบง่ายธรรมดาทั่วไปแต่ก็ล้วนเป็นของมีแบรนด์ทั้งนั้นบวกกับกระเป๋าชาแนลที่ถืออยู่ในมือท่าทางดูดีเพียงแค่เซี่ยหลิงหลิงเดินก้าวเข้าร้านก็ถูกจับจ้องด้วยสายตาของพนักงานภายในร้านพวกเขาเริ่มทำการแนะนำเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่อย่างกระตือรือร้นเซี่ยหลิงหลิงลองพลิกดูป้ายราคาสินค้าเมื่อเห็นเลขศูนย์จำนวนหลายๆหลักแล้วเธอก็แอบตกใจเล็กน้อย

เธอแค่ต้องการซื้อเสื้อผ้าทั่วๆไปไม่จำเป็นต้องแพงมากเริ่มแรกพนักงานที่ให้คำแนะนำก็ยังดูกระตือรือร้นอยู่จนเมื่อเห็นสายตาของเซี่ยหลิงหลิงที่จับจ้องไปทางแผนกสินค้าลดราคาสินค้าที่ถืออยู่ในมือก็ไม่ได้แพงอะไรรอยยิ้มของพวกเธอก็ค่อยๆหายไป

แต่ถึงอย่างไรพนักงานเหล่านี้ก็ยังมีคุณสมบัติที่ดีในการบริการอยู่ความกระตือรือร้นค่อยๆหายไปและไม่ได้มีการเดินประกบเซี่ยหลิงหลิงต่อแล้วซึ่งนั่นทำให้เซี่ยหลิงหลิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

เธอซื้อเสื้อผ้าได้สำเร็จราบรื่นเมื่อลองใส่ดูแล้วสายตาของพนักงานขายก็วิ้งวับขึ้นมาทันทีก่อนจะชื่นชมเธอด้วยความอิจฉา

“เสื้อตัวนี้มันเลือกเจ้าของนะคะถ้าหุ่นดีแบบนี้ก็ใส่สวยเลยล่ะค่ะ!”

แน่นอนว่าคนที่ถูกชมต้องรู้สึกดีใจอยู่แล้วเซี่ยหลิงหลิงพูดขอบคุณพร้อมยิ้มหวาน

เวลานัดใกล้เข้ามาแล้วเซี่ยหลิงหลิงหิ้วถุงช็อปปิ้งสองใบขึ้นแท็กซี่ไปที่ร้านกรีนไอส์แลนด์คาเฟ่เธอเดินลงจากแท็กซี่และบังเอิญเห็นพ่อไก่อ่อนหน้าซื่อเฉินฝังวันนี้เฉินฝังมาในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตกับเสื้อกั๊กสีน้ำตาลกาแฟรูปร่างผอมบางดึงดูดสายตาสาวๆที่เดินผ่านให้หน้าแดงไปตามๆกัน

เซี่ยหลิงหลิงกระซิบกับตัวเองจะว่าดูดีก็ดูดีอยู่หรอกแต่ถ้าเทียบกับเฉิงรุ่ยแล้วเขาก็ดูดรอปไปเลย

เธอเดินตรงเข้าไปแล้วเรียกเฉินฝังจากด้านหลัง

เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมือข้างนึงของเฉินฝังล้วงกระเป๋าพร้อมหันกลับมาด้วยท่าทีเยือกเย็นแต่เมื่อหันมาเห็นเซี่ยหลิงหลิงก็ถึงกับตกตะลึง

เขารู้สึกประหลาดใจในตอนแรกหลังจากนึกขึ้นได้ว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้คือใครดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องไปที่เซี่ยหลิงหลิงเงยหน้าสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยความยากลำบาก:“เธอคือ......เซี่ยหลิง?”

เซี่ยหลิงหลิงจำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบชื่อนี้หากออกไปพบเจอหนุ่มๆก็มักจะเรียกแทนตัวเองว่าเซี่ยหลิง

กับเฉินฝังเองก็เช่นกัน

“ฉันเอง”เธอเดินชิดเข้าไปหนึ่งก้าวดวงตากลมโตที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มนั้นสามารถสะกดคนมองเข้าไปได้

เฉินฝังกลืนน้ำลายลงคอที่แหบแห้งนั้นก่อนจะยืนอึ่งไปครู่ใหญ่

แม้ว่าพวกเขาจะรู้จักกันมาสักระยะแล้วแต่เซี่ยหลิงก็รู้สึกภูมิใจกับการแต่งหน้าสไตล์ยุโรปของเธอมากพูดยังไงก็ไม่ยอมลบเมคอัพพวกนั้นออกยิ่งไม่ยอมให้เฉินฝังมาแตะต้องใบหน้าของเธอเฉินฝังรู้ว่าผิวพรรณที่อยู่ภายใต้เมคอัพหน้าๆเหล่านั้นจะต้องดูสวยมากแน่ๆแต่เมื่อเขามองใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของคนทุถูกความโลภครอบงำจนหน้ามืดตามัวเห็นใบหน้าโง่เง่าที่ตกอยู่ในความมึนเมาของเธอแล้วความอยากของเขาก็ลดลงทันที

อย่าว่าแต่เรื่องสัมพันธ์ลึกซึ่งเลยเพียงแค่เขาได้เห็นขนตาปลอมที่ดูเหมือนขนแมงมุมนั่นแล้วก็รู้สึกรังเกียจแล้ว

หากไม่ใช้เพราะเซี่ยหลิงจะได้ครอบครองเงินล้านในมือเขาก็ไม่มีทางมาเสียเวลากับเธอได้นานขนาดนี้แต่แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะนอกจากว่าเธอจะไม่หย่าแล้วเธอยังเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้อีก!

เฉินฝังกัดฟันพูด:“ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ค่อยรู้จักเธอสักเท่าไหร่”

เซี่ยหลิงหลิงเดินเฉียดผ่านเขาไปสายตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่น้ำเสียงกลับดูห่างเหิน:“ตลกน่าดูเหมือนว่านายจะไม่เคยรู้จักฉันมาก่อนด้วยซ้ำ”

“......”

ภายในห้องนั้นมีหญิงสาวที่แต่งตัวดูหรูหรานั่งอยู่สองคนคนแรกคือหลีอวี๋นอีกคนคือซุนหลันหลีอวี๋นก็คือเพื่อนสนิทที่แนะนำเซี่ยหลินหลินให้เฉิงฝันรู้จักในตอนแรกพวกเธอรู้จักกันได้เพราะเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกันถ้าเทียบกันแล้วสองคนนั้นเป็นพวกผู้ดีใจกว้างมือเติบเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีสังคมและก็ไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่จึงดิ้นรนอยากจะคบหาสมาคมกับคนที่อยู่ใน“ระดับ”เดียวกัน

แต่ใครจะไปรู้ที่พวกเขามาก็เพื่อจะมาเยาะเย้ยดูเรื่องตลกก็แค่นั้น

เมื่อเซี่ยหลิงหลิงเดินเข้าห้องไปทั้งสองก็ถึงกับชะงัก:“คุณผู้หญิงท่านนี้ไม่ทราบว่าคุณคือ......”

“จำฉันไม่ได้จริงๆเหรอเนี่ย?”เซี่ยหลิงหลิงยืนพิงอยู่ตรงประตู

เฉินฝังที่เดินตามหลังก็เดินหน้าตึงเข้าห้องมาดูเหมือนจะกลับสู่โหมดปกติแล้วกลับกลายเป็นหญิงสาวสองคนนั้นที่ตะลึงจนเอามือขึ้นมาปิดปากไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเซี่ยหลิงที่หยาบคายคนนั้นจริงๆแต่เมื่อสังเกตดูดีๆอีกทีทุกๆอย่างบนใบหน้านั้นคล้ายคลึงกันมากจริงๆ

หลีอวี๋นรีบลุกขึ้นยืนในทันใดก่อนจะแค้นรอยยิ้มออกมา:“หลิงหลิงเธอนั่งลงก่อนสิดูเธอซิไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันก็สวยขึ้นขนาดนี้”

“ฉันไม่เข้าไปแล้วล่ะยืนตรงนี้กำลังดีอย่างน้อยก็เลี่ยงคนเข้าใจผิดแล้วเอาฉันไปนินทา”

คนสองคนที่ไม่รู้ว่าลับหลังเอาเรื่องไปนินทากี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วถึงกับสะดุ้งหลีอวี๋นชูมือแข็งทื่อขึ้นกลางอากาศก่อนจะยิ้มหัวเราะไปพร้อมๆกับฉัน

“เป็นไปได้ยังไงกันใครจะไปนินทาอะไรล่ะ”

เซี่ยหลิงหลิงขี้เกียจจะสนใจเธอแล้วเธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วทิ้งบอมพ์ไว้

“ฉันจะไม่หย่าแล้ว”

“ว่าไงนะ!”สีหน้าของทั้งสามคนเปลี่ยนไปในทันที

จ้องมองดูสีหน้าที่เสแสร้งนั้นถูกเปิดเผยออกมาหญิงสาวที่พิงปรูตูอยู่ถึงกับแสยะยิ้มออกมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ:“พอดีเลยที่มาเนี่ยก็เพื่อจะมาบอกเลิกเฉินฝังและหวังว่าหลังจากนี้เขาจะไม่มารบกวนฉันอีก”

“นี่มัน......”พวกเขามองหน้ากันเลิกลักไม่มีใครยอมเอ่ยอะไรออกมามีเพียงเฉินฝังที่ยืนมองเซียหลิงหลิงอยู่เงียบๆจ้องเซี่ยหลิงหลิงด้วยสายตาที่เยือกเย็นโดยไม่พูดอะไร

“ทำไมล่ะเห็นว่าฉันจะไม่หย่าแล้วก็เลยรู้สึกไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ?”เซี่ยหลิงหลิงถาม

“เปล่าๆแค่สงสัยว่าทำไมถึงปุบปับขนาดนี้ล่ะ?”

พวกเขาต่างก็สับสนมึนงงในการเปลี่ยนแปลงที่กระทันหันของเซี่ยหลิงหลิง

เซี่ยหลิงหลิงถอนหายใจ:“มันก็เป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดมันออกมาอ่ะนะหลีอวี๋นทำไมเธอถึงได้ไม่จริงใจขนาดนี้ล่ะเธอแนะนำคนที่ไม่มีไร้น้ำยาแบบนี้มาให้ฉันได้ยังไงกัน?”

หลีอวี๋ตะลึงจนอ้าปากค้าง:“อะอะไรนะ?”

“หากไม่มีปัญญาจะทำก็อย่าพยายามทำในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้จริงมั้ย”เซี่ยหลิงหลิงชำเลืองมองเฉินฝังด้วยสายตาผิดหวังจากนั้นพวกเธอทั้งสองก็ถึงกับพูดไม่ออก

เฉินฝังโกรธจนหน้าแดง:“......”