ตอน 1
ขอให้คุณรักใคร่
บทที่1 ความเป็นความตายบนเตียง
เดือนกันยายน ที่เพิ่งจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในเมืองAยังคงร้อนระอุ เสียงของจักจั่นที่อยู่บนกิ่งต้นไม้อันเขียวชอุ่มนั้นร้องดังไม่หยุด.......ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศอันแสนซึมเศร้าเช่นนี้ ให้ความรู้สึกราวกับฝนกำลังจะตก
ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องผ่าตัดสูตินรีเวชในโรงพยาบาล เขามีหน้าตาอันหล่อเหลา อวัยวะบนใบหน้ามีความโดดเด่นยิ่งนัก ดวงตากลมโตราวกับลูกพีช แววตาของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เขามีชื่อว่า หลี่เวยอัน อายุ28ปี เป็นทนายหนุ่มที่เปิดสำนักงานกฎหมายอยู่ในเมืองAแห่งนี้
เสียงฝีเท้าเดินไปเดินมาวนเวียนอยู่หน้าห้องผ่าตัดไม่รู้ตั้งกี่รอบ
ทันใดนั้นที่ประตูห้องผ่าตัดเปิดออกมา พยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาจากทางด้านใน แววตาของพยาบาลดูมีความกังวลเป็นอย่างมาก แล้วจึงเอ่ยถามออกมา "ญาติของเวินหน่วน ใครคือญาติของคุณเวินหน่วนคะ?"
"ผม....ผมเองครับ"
หลี่เวยอันเดินไปยังด้านหน้า ด้วยความร้อนใจ "คุณพยาบาลครับ เวินหน่วนเป็นอย่างไรบ้างครับ ลูกคลอดออกมาแล้วใช่ไหม?"
"สถานการณ์ของคนป่วยไม่ค่อยดีนักค่ะ อารมณ์ไม่มั่นคง แล้วก็ไม่ยอมออกแรงเลยค่ะ หากยังเป็นเช่นนี้เกรงว่าจะมีเลือกออกซึ่งค่อนข้างจะอันตราย เราจึงจำเป็นต้องผ่าคลอดแทน" พยาบาลยื่นใบการผ่าตัดส่งให้เขา "การผ่าตัดทางครอบครัวจะต้องเซ็นชื่อด้วย คุณคือสามีของเธอใช่ไหมคะ?รบกวนเซ็นชื่อให้ด้วยค่ะ"
"ครอบครัว?"
หลี่เวยอันรู้สึกลังเล
"อะไรหรือคะ?คุณไม่ใช่ครอบครัวของเธอหรือ?" พยาบาลสังเกตเห็นความลังเลในสายตาของผู้ชายคนนี้ จึงเอ่ยถามขึ้น "หากคุณไม่ใช่ ขอให้คุณรีบช่วยแจ้งครอบครัวหรือญาติของเธอให้หน่อยนะคะ ตอนนี้เธอยังอยู่ในภาวะอันตรายมาก จะต้องรีบทำการผ่าตัด รอไม่ได้"
พยาบาลเอ่ยทิ้งไว้ดังนั้น แล้วหันหลังกลับเข้าไปในห้องผ่าตัด
ชายที่ยืนอยู่ตรงประตูหน้าห้องแววตาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเย็นชา มือทั้งสองกำหมดแน่น
ทำไมไม่เป็นเขาที่เป็นสามีของเวินหน่วน ทำไมถึงเป็นไอ้คนเลวคนนั้นที่ไม่เคยเห็นคุณค่าเธอเลย?
นัยน์ตาอันแดงก่ำของเขา ทำให้เขาล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา แล้วกดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาไม่อยากจะโทรออกไปมากที่สุด
เสียงสัญญาณดังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนรับสาย จนกระทั่งเขากดโทรออกไปเป็นครั้งที่เจ็ด ในที่สุดเขาก็โทรติดเสียที
ปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นด้วยน้ำเสียงฉอเลาะ “ตอนนี้คุณเจียงอี้อยู่กับฉัน กรุณาอย่ารบกวนเราค่ะ...”
“เรียกให้เจียงอี้มารับสายเดี๋ยวนี้” ประโยคที่พูดออกไป หลี่เวยอันตวาดออกมาจนเส้นเลือดที่ผุดขึ้นบนหน้าผากแทบจะระเบิด
ผู้หญิงปลายสายดูเหมือนกับจะตกใจมาก เอ่ยบอกเขาไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “คุณเจียงคะ เขาจะคุยกับคุณ...”ประมาณสิบวินาทีต่อมา ปลายสายก็เปลี่ยนเป็นเสียงของผู้ชายดังขึ้นแทน เสียงโทนต่ำน่าฟังแต่กลับฟังดูติดรำคาญเอ่ยดังขึ้น"ว่ามาสิ โทรหาผมมีอะไร?"
"เจียงอี้ คุณมันโง่ เวลาแบบนี้คุณยังไปมั่วกับคนอื่นอยู่ได้อีกหรือ คุณรู้ไหมว่าตอนนี้เวินหน่วนอยู่โรงพยาบาลกำลังจะคลอดลูกของคุณอยู่ คุณรู้ไหมว่าเธอคลอดยาก แล้วคุณรู้ไหมว่าตอนนี้เธอจะต้องผ่าตัดด่วน?"
ปลายสายนั้นเงียบไปเพียงไม่กี่วินาที ก็ตอบกลับมาด้วยเพียงเสียงหัวเราะอันแสนเย็นชานั่น "เธอคลอดลูก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม?"
คำพูดนี้ทำให้หลี่เวยอันรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก หากเจียงอี้อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ เขาคงจะต่อยเขากลับไปอย่างไม่ลังเล และจะเตะไปที่จุดที่กำเนิดชีวิตเขามา ให้ตลอดชีวิตนี้เขาไม่ต้องมีลูกได้อีกเป็นคนที่สอง
แต่เวินหน่วนยังอยู่ในห้องผ่าตัด เธอต้องการให้เจียงอี้เซ็นชี่อยินยอมในการผ่าตัดครั้งนี้เพื่อชีวิตของเธอ
หลี่เวินอันจึงกล่าวต่ออย่างอดทน "เจียงอี้ ถือว่าผมขอร้องคุณ มาที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหม? พวกเราอยู่ที่แผนกสูตินรีเวชโรงพยาบาลในเมือง เวินหน่วนต้องการลายเซ็นต์ของคุณ ผมขอล่ะ นี่เธอกำลังจะคลอดลูกของคุณนะ ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัด เธออาจจะต้องตาย..."
"ผมบอกไปแล้ว เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับผม ใครจะเกิดใครจะตาย ไม่เกี่ยวอะไรกับผมทั้งนั้น เพราะถึงอย่างไร เธอก็เป็นฆาตกรอยู่ดี...."
ตอน 2
บทที่2 เธอเป็นฆาตกร
ชายที่อยู่ในปลายสายเอ่ยอย่างไร้ความรู้สึกใดๆ คำพูดทุกคำล้วนเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลี่อันเวยจึงตวาดกลับด้วยความโมโห "เวินหน่วนไม่ใช่ฆาตกร เธอไม่ได้ฆ่าเวินซิน.."
"หยุดพูดซะ ห้ามพูดถึงเวินซินกับผม พวกคุณมันไม่มีสิทธิแม้แต่จะเอ่ยชื่อเธอ"
แล้วปลายสายก็วางสายไปทันที มีแต่เพียงเสียงสัญญาณดังขึ้น
หลี่เวยอันแทบจะเป็นบ้า เมื่อโทรกลับไปอีกครั้ง กลับมีแต่เสียงที่บ่งบอกว่าเขาปิดเครื่องไปแล้วตอบกลับมา
ปึง เขาเขวี้ยงโทรศัพท์มือถือลงพื้นอย่างแรง รู้สึกโมโหจนได้ใช้เท้าเหยียบไปมาอยู่แบบนั้น
แต่ไม่ว่าเขาจะระบายความโกรธออกมาอย่างไร นั่นก็เป็นเพียงแค่โทรศัพท์มือถือ เพราะถึงอย่างไรเจียงอี้ก็ไม่มาอยู่ดี แต่เวินหน่วน เธอต้องการลายเซ็นยินยอมจากเขา
บนเตียงในห้องผ่าตัด เวินหน่วนนอนลืมตากัดฟันอย่างเจ็บปวดด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่บนเตียง หน้าผากของเธอเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ราวกับกำลังอยู่ในห้องอบซาวน่าอย่างไรอย่างนั้น
คิ้วของเธอได้รูป แววตาดูใสสะอาดบริสุทธิ์ จมูกได้รูป ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่ขาดเลือดเสียจนซีดเซียว
คุณหมอมาพูดกับเธออยู่ตรงข้างๆหู "คุณต้องออกแรงหน่อยนะ ถ้าคุณไม่ช่วยกันออกแรง ไม่เพียงแต่เด็กจะไม่ออกมา แต่แม้กระทั่งชีวิตของคุณเองก็จะอันตรายไปด้วย"
ออกแรง?
เวินหน่วนหัวเราะออกมา รอยยิ้มของเธอซีดเซียวราวกับดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรยช่างดูอ้างว้างเหลือเกิน
เธอไม่มีแรงเหลือแล้ว แล้วจะเอาแรงมาจากไหนกัน?
ชีวิตนี้ของเธอ เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีในการรักเจียงอี้ไปหมดแล้ว แต่เขากลับกล่าวหาว่าเธอเป็นฆาตกร ไม่ยอมแม้แต่คิดจะรักเธอ และยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่เคยเชื่อเธอเลยซักนิด
คนที่เธอให้ความรักทั้งหมดไป กลับเกลียดเธอเข้ากระดูกดำ เป็นเรื่องที่น่าตลกเสียจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสมเพชและให้ความรู้สึกน่าเศร้ามากเช่นกัน...
จริงๆแล้ว เธอกับเจียงอี้เดิมทีไม่ควรจะมีลูกด้วยกันเสียด้วยซ้ำ เจียงอี้ไม่ได้รักเธอ แต่เขากลับบังคับขืนใจเธอ นั่นเป็นเพราะเขาเกลียดเธอ เขาอยากจะให้เธอทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต
เธอคงลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตว่า เจียงอี้คนที่เขาไม่ได้รักเธอ หรือแม้กระทั่งไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆกับเธอ บังคับขืนใจเธอ ร่างกายของเธอรู้สึกราวกับอยากจะฉีกขาดออกจากกันเสียให้ได้ นั่นทำให้เธอรู้สึกถึงความอัปยศอดสูกับตัวเองยิ่งนัก
น้ำตาหยดลงมาทางหางตาของเธอ อยู่บนเตียงคลอดด้วยความหนาวเหน็บ หัวใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
พยาบาลยังคงตะโกนบอกเธอ “ออกแรงหน่อยค่ะ ถ้าคุณไม่ออกแรงเลย จะเป็นอันตรายนะคะ”
เวินหน่วนไม่อยากจะออกแรงต่ออีกแล้ว เพราะเธอเองก็ไม่มีแรงเหลือแล้วแม้แต่นิดเดียว
เธอหลับตาลงแล้วเอ่ยกับหมออย่างไรเรี่ยวแรง “ฉันต้องการเพียงลูก ขอให้ลูกฉันปลอดภัย ช่วยลูกฉันด้วยนะคะ...”
น้ำเสียงที่ดูสงบเงียบนั้น ก็ช่างสงบเหลือเกิน
เธอดูราวกับกำลังจะนอนรอความตายอย่างเห็นได้ชัด
เก็บลูกไว้ให้เจียงอี้ก็พอแล้ว
หากเธอตายอยู่บนเตียงคลอดแบบนี้ เจียงอี้คงจะไม่เกลียดเธอแล้วใช่ไหม? เธอเองก็จะได้ไม่ต้องติดค้างอะไรกับเขาอีก ในชาตินี้ถือว่าเขาทั้งสองคนไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว
เวินหน่วนรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนแม้แต่จะพูดออกมาเธอยังแทบไม่มีแรง เธอค่อยๆหลับตาลง
ราวกับเธออยู่ในความฝันที่แสนจะยาวนาน ในความฝันที่เวินซินยังคงมีชีวิตอยู่ พวกเขายังคงเป็นคู่พี่น้องฝาแฝดที่รักกัน
ส่วนเจียงอี้ก็เป็นรุ่นพี่ที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่นบทที่เธอเข้ามัธยมต้น และพวกเขาก็อยู่โรงเรียนเดียวกันจนถึงมัธยมปลาย
เธอชอบเจียงอี้มาตั้งแต่ตอนอายุสิบสี่ แต่เจียงอี้กลับเขียนจดหมายรักให้กับพี่สาวของเธอ เวินซิน...
บทที่เธอรู้ว่าคนที่เจียงอี้ชอบนั้นคือเวินซินพี่สาวของเธอ ไม่ใช่เธอนั้น เธอก็ได้แต่ทนเก็บความรู้สึกของเธอไว้ ทำเพียงได้แค่แอบรักเขาอย่างเงียบๆเพียงเท่านั้น
เจี้ยงอี้ที่หลังจากกลับมาจากเรียนต่อที่ต่างประเทศขณะนั้นเขาอายุ28ปี เมื่อเขากลับมาสิ่งแรกที่เขาทำนั่นก็คือขอเวินซินที่ขณะนั้นอายุ26ปีแต่งงาน
เขาหาคนทำอัญมณีเป็นแหวนเพชรที่สวยที่สุดมอบให้กับเวินซิน ดอกกุหลาบจำนวนเก้าพันกว่าดอกล้อมรอบตัวของเธอไว้เช่นนั้น
ตอนนั้น เวินหน่วนคาดหวังเหลือเกินว่าอยากให้คนที่เขาขอแต่งงานเป็นตัวเธอเอง ใบหน้าที่เหมือนกัน แต่เธอกลับชอบในความต่ำต้อยธรรมดาๆแบบนั้น ชอบที่จะไม่ต้องเป็นที่สังเกตของคนอื่น
ตอน 3
บทที่3 ฉันไม่ใช่ฆาตกร
เวินซินรับแหวนของเจียงอี้ไป แต่ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวันเธอกลับหายตัวไปเสียก่อน
เวินซินทิ้งจดหมายไว้หนึ่งฉบับ ในจดหมายมีแต่คำขอโทษเต็มไปหมด แล้วบอกว่าเธอกับเจียงอี้ไม่เหมาะสมกัน ขอให้พ่อกับแม่ยกโทษให้เธอด้วย
เมื่อครอบครัวของเธอเห็นจดหมายที่เธอทิ้งไว้เช่นนั้นทำเอาพวกเขาแทบเป็นบ้า พวกเขาไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปบอกกับครอบครัวของเจียงอี้ เพราะครอบครัวของเขาเป็นนักธุรกิจลำดับต้นๆของเมืองAแห่งนี้ หากบอกพวกเขาไปว่าเวินซินหายตัวไปแล้วนั้น พวกเขาคงจะต้องรู้สึกขายหน้าเป็นอย่างมากแน่ๆ แต่ระหว่างพวกเขาสองครอบครัวยังมีเรื่องธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ ครอบครัวของเวินซินก็กลัวจะเสียโอกาสนั้นด้วยเช่นกัน
หลังจากการคิดพิจารณาแล้วนั้น บิดาของเวินหน่วนก็หาแนวทางโดยการให้เวินหน่วนแฝงตัวเป็นเวินซินเพื่อแต่งงานกับเจียงอี้ไปก่อน และเมื่อหาตัวเวินซินเจอแล้วสองพี่น้องค่อยสลับตัวกันกลับคืน
เวินหน่วนเองก็ลังเลอยู่นาน จนก่อนหน้าที่จะแต่งงานเพียงสองชั่วโมง เธอถึงได้รับปากว่าจะปลอมตัวเป็นเวินซินแล้วแต่งงานกับเจียงอี้
ที่เธอรับปากสวมรอยเป็นเวินซินเพื่อแต่งงานกับเจียงอี้นั้น ไม่ใช่เพียงเพราะแค่จะกู้หน้าให้กับครอบครัวของเธอเท่านั้น แต่อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่อยากเห็นเจียงอี้หาเวินซินไม่เจอในวันแต่งงานของเขาแล้วต้องมีท่าทางสิ้นหวัง
เวินหน่วนได้แต่งงานกับเจียงอี้ เขาสวมแหวนเพชรอันวาววับลงบนนิ้วนางของเธอ แล้วจูบที่หน้าผากของเธอพลางกล่าวกับเธอว่า “เวินซิน ผมสัญญาว่าจะทำให้คุณมีความสุขตลอดไป”
เวินหน่วนขอบตาร้อนผ่าน ในใจเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีด เจียงอี้ใช้ริมฝีปากจูบน้ำตาของเธอเบาๆ เขาคิดว่านี่คงเป็นน้ำตาแห่งความสุขของเธอ
หลังจากงานแต่งงาน เวินหน่วนใช้ข้ออ้างที่ว่าตัวเองไม่สบายเพื่อหลบหน้าเจียงอี้
เธอเองคิดว่าจะหาเวินซินเจอในไม่ช้า แล้วถึงเวลานั้นพวกเธอสองคนก็สลับตัวกัน
แต่เธอไม่คิดเลยว่าที่เธอเพิ่งจะแต่งงานกับเจียงอี้ไปเพียงวันที่ห้า แต่สิ่งที่เธอรอคอยนั้นกลับเป็นร่างไร้วิญญาณของเวินซิน
เวินซินถูกฆ่า ตายอย่างน่าเวทนา ศพถูกไฟเผา เสียจนจำหน้าจำตาไม่ได้ หากไม่ใช่เป็นเพราะหลักฐานที่ทิ้งไว้อยู่ในสถานที่นั้น ก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นเวินซิน
การตายของเวินซินกระทันหันราวกับฟ้าผ่า ครอบครัวของเวินหน่วนต้องเละเป็นโจ๊กแน่ๆ เรื่องใหญ่เช่นนี้พวกเขาจะปิดบังเจียงอี้ได้อย่างไรกัน?
เมื่อเจียงอี้รู้ความจริงเรื่องที่เวินหน่วนปลอมมาเป็นเวินซินแล้วแต่งงานกับเขา แล้วยิ่งเห็นร่างไร้วิญญาณของเวินซินที่ถูกฆาตกรรมเช่นนั้น เขาราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจนตรอก จึงพุ่งไปบีบคอของเวินหน่วน แม้กระทั่งปลายนิ้วของเขาก็แทบจะจิกเข้าไปที่ผิวหนังของเธอแล้วด้วย
“ทำไม ทำไมคุณต้องหลอกผม?”
“คุณหลอกผมทำไม?”
เจียงอี้ย้ำคำถามนั้นกับเวินหน่วน
เวินหน่วนรู้สึกหายใจไม่ออก เธอรู้สึกว่าวินาทีนั้นเหมือนเธอกำลังจะตาย เจ็บปวดเหลือเกิน
“ถ้าคุณบอกผมเร็วกว่านี้ว่าเวินซินหนีไป ผมก็จะไปตามหาเธอ และถ้าผมไปตามหาเธอ ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ เวินหน่วน คุณเป็นฆาตกร...”
แววตาของเจียงอี้แดงกล่ำ ราวกับมีไฟลุกขึ้นมาที่อยากจะแผดเผาเวินหน่วนให้มอดเป็นขี้เถ้า
เวินหน่วนไม่คิดเลยว่าเวินซินจะต้องมาตายแบบนี้
สิ่งที่ทำให้เธอคิดไม่ถึงไปอีกนั่นก็คือ เธอไม่รู้ว่าเจียงอี้ไปรู้มากจากที่ไหนเรื่องที่เธอแอบรักเขามาโดยตลอด
เจียงอี้ราวกับคนบ้าดึงผมเธอแล้วเหวี่ยงเธอลงไปที่พื้นอย่างแรง จ้องมองเธอแล้วพูดกับเธอว่า “การตายของเวินซิน คุณหนีไม่พ้นหรอกคุณต้องรับผิดชอบ เพราะคุณเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
เขาพูดกับเธอ“คุณรักผมขนาดนั้นเลยหรือ? เพื่อให้ได้แต่งงานกับผม ถึงกับต้องฆ่าพี่สาวแท้ๆของตัวเองได้อย่างไร?”
เขาพูดกับเธอ“เวินหน่วน ผมจะเอาคุณเข้าคุกด้วยตัวของผมเอง”
เขาพูดกับเธฮ “ชีวิตนี้ผมจะทำให้คุณได้ลิ้มลองกับความยากลำบาก...”
คำพูดทุกคำราวกับเป็นมีดกรีดลงกลางใจของเธอ แม้แต่คำพูดที่จะโต้แย้งเขากลับไปเธอกลับพูดออกมาไม่ได้เลย เพราะเธอรู้ว่าถึงพูดไป เขาก็คงไม่เชื่อเธออยู่ดี
คืนนั้น ไม่มีความอ่อนโยน อีกทั้งยิ่งไม่มีแม้แต่ความสงสารหรือเห็นอกเห็นใจ มีเพียงแต่ความเกลียดชังและความโกรธแค้น เขาบีบคางเธอเพื่อให้มองหน้าเขา หัวเราะด้วยความเย็นชาแล้วจึงเข้าไปในร่างกายของเธอ