ตอน 1
กาลเวลาพิสูจน์ใจนาย
บทที่ 1 การบุกรุกของชายแปลกหน้า
“แต่งงาน”
จันวิภาตกตะลึง สายตาถลึงมองไปยังสตรีวัยกลางคนที่ร่างกายสวมใส่ชุดกี่เพ้าอันหรูหราอยู่ต่อหน้า แม่เลี้ยงของเธอ....มะลิวัลย์
“ใช่แล้ว” มะลิวัลย์พูดอย่างน่าเบื่อหน่าย “พ่อของเธอเห็นว่าอายุอานามเธอก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว น่าจะต้องหาคู่แต่งงานที่เหมาะสมได้แล้ว”
“ให้ฉันหาคู่แต่งงานปีนี้ฉันพึ่งจะอายุยี่สิบปีเต็มเองนะ” จันวิภาร้องตระโกน คาดไม่ถึงเลยว่าตนเองที่พึ่งจะได้กลับบ้านมานั้น จะถูกมะลิวัลย์มอบ “ของขวัญ” ให้ชิ้นใหญ่ขนาดนี้เสียแล้ว
ตกลงเธอมีแผนอะไรกันอยู่
จันวิภาพูดถากถาง “งั้นน้ามะลิกำลังพูดว่า พ่อหาคนแบบไหนให้ฉันหรือควรจะพูดว่า น้ามะลิช่วยหาคนแบบไหนให้ฉันกัน”
มะลิวัลย์ยิ้มแล้วพูดอย่างเยือกเย็น “ฉันไม่กลัวที่จะบอกเธอหรอก คู่หมั้นของเธอก็คือประธานของบริษัทตะวันกรุ๊ปจำกัด ท่านสุมิตรด้วยฐานะของพวกเรา ที่ได้แต่งงานเข้าบ้านวิบูลย์ธนภัณฑ์ได้ มันเป็นเกียรติของเรานี่นะ พ่อของเธอต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหนถึงจะสามารถตะกายขึ้นไปหาคู่แต่งงานอย่างนี้ได้ เธอควรจะรักษาโอกาสนี้ไว้ซะนะ”
หึ ถ้าหากว่ามีเรื่องดีอย่างนี้จริงๆ มะลิวัลย์จะยกให้เธอง่ายๆแบบนี้หรือเกรงว่าในนั้นยังมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่อีก
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ฉันจะไม่แต่งงานด้วย”
“เธอจะไม่แต่งงานเกรงว่าจะเป็นพ่อเธอคนแรกที่ไม่เห็นด้วยตระกูลวิบูลย์ธนภัณฑ์ไม่ใช่ว่าเธออยากจะแต่งก็แต่ง ไม่อยากแต่งก็ไม่แต่งได้นะ ผลที่ตามมาจากการถอนหมั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวอย่างเธอจะสามารถรับผิดชอบได้ไหว”
“ในเมื่อฉันรับผิดชอบไม่ไหว งั้นฉันจะไปพูดกับพ่อด้วยตัวเอง” หลังจากจันวิภาพูดจบ จึงยกเท้าขึ้นเพื่อต้องการที่จะก้าวเดินออกไป
“ตอนนี้พ่อของเธอกำลังพักฟื้นร่างกายอยู่ ไม่ควรที่จะไปรบกวน ยิ่งกว่านั้นสภาพร่างกายของพ่อเธอไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ถ้าเธอยังกตัญญูอยู่ล่ะก็ อย่าไปทำให้พ่อของเธอโกรธนักเลย อย่างนี้จะทำให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น หากว่าเธอไม่แต่งงาน ใครจะรู้ว่าเขาอาจจะโกรธจนอาการทรุดลงไปอีก เมื่อถึงเวลานั้นพวกเธอสองพ่อลูกจะแยกจากกันตลอดกาล แล้วอย่ามาโทษฉันที่ไม่เตือนเธอก็แล้วกัน”
“คุณน้าขู่ฉันหรอ” จันวิภาโกรธเสียแล้ว
“หึ ฉันขู่เธอแล้วยังไงถ้าเธอไม่แต่งงาน ฉันจะทำให้เธอไม่ได้เห็นหน้าพ่อเธออีกเลย เอาล่ะ ฉันขี้เกียจที่จะพูดกับเธอแล้ว ตอนนี้เธอยังมีเวลาเหลืออยู่สามวันในการที่จะแต่งงานเข้าตระกูลวิบูลย์ธนภัณฑ์ เธอคิดทบทวนดูสักหน่อยแล้วกัน”
พูดจบ มะลิวัลย์จึงได้แยกตัวออกไป
จันวิภายังคงยืนงุนงงอยู่ที่เดิม เหลือเวลาอยู่เพียงแค่สามวันก็จะต้องแต่งงานเข้าตระกูลวิบูลย์ธนภัณฑ์แล้วหรือ
รีบร้อนอะไรเช่นนี้ ภายในนั้นจะต้องมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
……
บาร์เฟลิร์ท ติ้ง
เมื่อคิดว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้าแล้ว ก็เกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้นมาในจิตใจของจันวิภา เธอนั่งดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มอยู่คนเดียวที่เคาท์เตอร์บริการเครื่องดื่มในบาร์ และรอเพื่อน ซี้กนกอรกับพัชรีที่กำลังเดินทางมา จู่ๆเธอก็รู้สึกทั่วทั้งตัวไม่มีแรงขึ้นมาซะอย่างงั้น.....
ไม่ ความรู้สึกเช่นนี้มันผิด
จันวิภาออกแรงจนรู้สึกได้ถึงแสงวูบวาบที่อยู่ในหัว คิดขึ้นมาได้ทันทีว่าแก้วไวน์ที่อยู่ด้านข้างแก้วนั้นไม่ใช่แก้วของเธอ.....เป็นของใครกันใครกันที่ใส่ยาให้เธอดื่ม
ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรมากมาย จันวิภาจึงได้หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ไปยังโรงแรมที่อยู่ชั้นบนของบาร์ และต้องการห้องพักห้องหนึ่ง
พึ่งจะเข้าไปถึงห้องพัก ยังไม่ทันที่จะได้เปิดไฟ จันวิภาก็รู้สึกได้ถึงอาการร้อนลุ่มไปทั่วทั้งตัว เมื่อกำลังครุ่นคิดอยู่ จึงได้ยินเสียง “เอี๊ยด” ประตูของห้องพักได้ถูกคนจากข้างนอกเปิดเข้ามาเสียแล้ว จากนั้นก็ได้มีเงาคนคนหนึ่งแฉลบตัวเข้ามา
“ใครกัน” จันวิภาที่ได้ยินเสียงกระโดดอย่างตกใจ
ใครบุกเข้ามาในห้องพักของเธอกัน
“เธอ......”
เสียงที่ทุ้มต่ำและยั่วยวนเสียงหนึ่งดังตามมา คนคนนั้นขยับเข้ามาประชิดใกล้ แล้วจับจันวิภาเข้ามาสู่อ้อมกอดของตนเอง.....
ตอน 2
บทที่ 2 ร่างกายที่ร้อนลุ่ม
“นายเป็นใครปล่อยฉันนะ”
“อีกเดี๋ยว ผมจะให้เธอรู้ว่าผมเป็นใคร”
ผู้ชายที่ร่างกายสูงใหญ่ บทที่ก้มศีรษะของเขาลงมาพูด ลมที่ร้อนผ่าวได้โชยจากด้านในปากมาสัมผัสกับเรือนร่างของจันวิภา จนทำให้เธอรู้สึกคันคอขึ้นมายิบๆ
พระเจ้า นี่มันสถานการณ์อะไรกันผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่
“สารเลว นายคิดจะทำอะไร รีบปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” จันวิภาดิ้นรน เพื่อต้องการที่จะหนีออกจากอ้อมกอดของผู้ชายคนนี้
“เธอว่านอนสอนง่ายที่สุดเลยเด็กน้อย” ชายคนนั้นยื่นมือออกมาลูบไปบนคอที่เรียวยาวของเธออย่างนุ่มนวล น้ำเสียงแหบแห้งแต่ไพเราะ ทำให้อดไม่ได้เลยที่จะเคลิบเคลิ้ม
จันวิภาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที แม้ว่าเธอไม่เคยผ่านเรื่องนี้มาก่อน แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้จะต้องเกิดอะไรขึ้น
“ถ้านายกล้าแตะฉันแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ ฉันจะไม่จบกับนายแน่ สารเลว รีบปล่อยฉันไปเดียวนี้” จันวิภาออกแรงดิ้นรนร่างกาย
“จะไม่จบกับผม เธอจะทำอะไรงั้นหรอ” สุมิตรกระดกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเย้าหยอก
ไม่รอให้จันวิภาตอบกลับ สุมิตรเอนกายลงไปทางด้านหน้า ผลักเธอไปเข้ายังมุมของกำแพงห้อง
จันวิภาตกใจจนถึงขีดสุด จึงกรีดร้องออกมา วินาทีต่อมา ผู้ชายคนนั้นยืดแขนออก จันวิภาถูกยกตัวขึ้นมา แล้วโยนเธอลงบนเตียงขนาดใหญ่
จันวิภาเป็นดั่งปลาที่กำลังดิ้นอยู่ กำลังจะพลิกตัวออกไป แต่ก็ถูกร่างกายของผู้ชายคนนั้นกดทับเธอเอาไว้อย่างหนักหน่วง ทำให้เธอไม่สามารถที่จะหนีไปไหนได้อีก และไม่มีแรงที่จะขัดขืน......
ชายคนนั้นจูบจนหายใจไม่ออก ทำให้เสียงกรีดร้องทั้งหมดทั้งมวลของจันวิภาถูกกลืนหายไปจนไม่เหลือ.....
หลังจากเหตุการณ์นั้น.....
หยดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาจากเบ้าตา จันวิภาถลึงตาจ้องมองเขาแล้วกัดฟันจนแน่น อาศัยเพียงแสงที่เล็ดลอดออกมาจากผ้าม่านเพื่อต้องการที่จะมองหน้าตาของผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าเธอให้ชัดเจน แต่มันค่อนข้างที่จะมืดไปเสียหน่อย จึงมองไม่เห็นอะไรเลย เพียงแค่รู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าเขาแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด และเป็นผู้ชายที่โหดเหี้ยม
“นายเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนี้”
“หึหึ....” ผู้ชายยิ้มอย่างนุ่มนวล มือข้างหนึ่งลูบคลำไปที่แก้มของเธออย่างอ่อนโยน “น่าสนใจจริงๆ ท่าทีเมื่อกี้นี้ทำได้ไม่เลวเลยจริงๆ”
“ป๊าบ”เธอตบไปยังมือข้างหนึ่งที่ไม่อยู่นิ่งของผู้ชายคนนั้น จันวิภารีบลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ตระโกนออกมาด้วยความโมโห “ฉันถามนายว่า นายเป็นใครกันแน่”
“เอาใจผมสิ แล้วผมจะบอกเธอ ว่าผมเป็นใคร” สุมิตรกล่าว พร้อมกับเตรียมยื่นมือออกไปดึงจันวิภาให้เข้ามาอยู่ข้างกายของตนเอง
ไร้ยางอายถ่อยสถุล
“สารเลว ใครอยากจะเอาใจนายกัน” คลำหาเสื้อผ้าที่ตกลงอยู่บนพื้น จากนั้นจันวิภาจึงได้ห่อผ้ากับตัวเองเอาไว้จนแน่น
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เธอจะต้องหนีออกไปให้ได้ และจะไม่มาพักที่นี่อีกอย่างเด็ดขาด
เหมือนกับว่าจะคาดเดาความคิดที่อยู่ในใจของจันวิภาได้ ชายคนนั้นจึงหัวเราะออกมา ในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยการหยอกล้อและยั่วเย้า ราวกับว่าเขาเป็นราชาที่สามารถควบคุมทุกอย่างที่นี่ไว้ได้ทั้งหมด “เธอคิดว่าเธอจะหนีออกไปได้งั้นหรอหญิงน้อย ทางที่ดีที่สุดผมแนะนำให้เธอก็คือ เอาความคิดที่งี่เง่านี่ทิ้งไปซะ”
นิ้วมือลูบคลำไปที่ริมฝีปากที่เบาบางของตนเอง ชายคนนั้นพูดต่อไปด้วยรอยยิ้ม “หน้าตาที่ดุร้ายนี่ไม่เหมาะกับเธอเลย เธอเมื่อกี้นี้ ก็น่ารักมากอยู่แล้ว........”
คำพูดของเขา มีความหมายแฝง.......
“สารเลว”
จันวิภาร้องตระโกนเสียงดังกึกก้อง แม้ว่าภายนอกเธอจะดูอ่อนแอ แต่ทว่ากลับไม่ใช่ผู้หญิงที่ฝ่ามือไม่สามารถบีบไก้ให้ตายได้ ด้วยความโกรธ จึงคว้าเอาถ้วยอะไรสักอย่างที่อยู่ข้างกายขึ้นมาแล้วโยนมันออกไปอย่างรุนแรง
ในความมืดมิด ชายคนนั้นหลบหลีกถ้วยที่ท่าทางดูเหมือนจะอันตรายนั่นได้อย่างง่ายดาย ยกคิ้วขึ้นและต้องการที่จะลวนลามจันวิภาต่อ แต่ทว่ารอยยิ้มของเขายังไม่ทันที่จะได้ยิ้มออกมา จู่ๆก็ได้มีอาการปวดท้องฉับพลันขึ้นมา
“เธอ คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้า.....”
“มีอะไรที่ฉันจะไม่กล้าล่ะ” จันวิภาขัดจังหวะคำพูดของเขา แล้วดึงขาที่เรียวยาวของตนเองกลับมา ฟังเสียงร้องโหยหวนของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ แล้วจึงพูดอย่างโหดเหี้ยมออกมาในทันที “คนที่สมองมีแต่อสุจิแบบนาย ก็ควรที่จะถูกสั่งสอนด้วยบทเรียนดีๆอย่างนี้”
พูดจบ จึงได้ฉวยโอกาสชั่วพริบตาที่ฝ่ายชายเจ็บปวดจนยากจะทานทน จันวิภารีบสวมใส่เสื้อผ้า เปิดประตู แล้วจึงวิ่งออกไป
เมื่อเห็นเธอกำลังวิ่งออกไป สุมมิตรขมวดคิ้วขึ้นมาทันที ตำหนิอย่างไม่พอใจเป็นที่สุด “เธอ หยุดซะ ไม่อนุญาตให้หนีออกไป”
“ไม่หนีก็โง่แล้ว” จันวิภามองดูเขา แล้วพูดอยากล้ออย่างจริงจัง “ฉันจะบอกนายให้ครั้งหนึ่งนะ แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของฉัน แต่ก็รู้ได้ว่าสิ่งที่นายแสดงออกมานั้น มันโคตรจะ.....ต่ำ.....ทราม”
พูดจบ ก็ออกไปทันที
หลบหนีออกจากโรงแรม หายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่ง หลังจากจันวิภาสงบจิตใจลงได้ ถึงลูบคลำไปบนบริเวณลำคอของตนเองเป็น ประจำ แต่ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับมีแต่เพียงความว่างเปล่า ทำให้เธอชักงันขึ้นมาทันที
“พระเจ้าหยกโบราณของฉันล่ะนั่นเป็นหยกประจำตระกูลที่พ่อทิ้งไว้ให้ฉันนะ”
โรงแรม
มันจะต้องหล่นอยู่ในโรงแรมแน่นอน
แต่.....เธอจะไปเอากลับมาได้อย่างไรล่ะ
ผู้ชายคนนั้นยังอยู่ในโรงแรม
เมื่อคิดถึงชายคนนั้น หยดน้ำตาของจันวิภาก็กลั้นไว้ไม่ได้ที่จะล่วงไหลลงมา ครั้งแรกของเธอ.....ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้.....
และแม้แต่รูปร่างของชายคนนั้นก็ยังเห็นไม่ชัดอีก......
ตอน 3
บทที่ 3 รับเธอเป็นภรรยา มันไม่เหมาะสม
ในห้องของโรงแรม ร่างกายของสุมิตรเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ครึ่งตัว ขมวดคิ้วแล้วมองตรงไปยังด้านนอกของหน้าต่าง
“สมชัย”
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายหัวโล้นใส่ชุดสูทคนหนึ่งได้เดินเข้ามาจากทางด้านนอกของประตู พูดด้วยความเคารพ “บอส ท่านฟื้นแล้ว”
“ตรวจสอบชัดเจนแล้วครับ คือสุชัญญาจากบริษัทปินเฮกรุ๊ป” สมชัยกล่าวด้วยสีหน้าที่อึมครึม พูดอย่างโมโหว่า “ครั้งที่แล้วเขากับบริษัทของเราได้แข่งขันกันประมูลโครงการจัดซื้อของรัฐบาลล้มเหลว คงจะวางแผนให้ท่านมีเรื่องอื้อฉาว ครั้งนี้คงมีคนใส่ยาปลุกเซ็กลงไปในแก้วไวน์ของท่าน และหาโอกาสเพื่อที่จะใส่ร้ายท่าน”
“เจ้าพวกนั้นยังจัดเตรียมนักข่าวไว้เตรียมพร้อมอย่างดี แค่รอพาดหัวข่าวของวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะทำลายบริษัทตะวันกรุ๊ปของพวกเรายังดีที่ท่านไม่ได้เป็นไปตามทางของมัน ออกมาจากห้องที่ถูกจองไว้ล่วงหน้า ปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นดีใจเก้อ”
มุมปากกระดกขึ้นอย่างชั่วร้ายอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาของสุมิตร มันช่างเป็นสีที่อึมครึมเป็นอย่างมาก “ชุชัญญาคนนี้ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาโลกของธุรกิจที่โสมม คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้าวางแผนใส่ร้ายฉัน ถ้าไม่จัดการมันสักหน่อย เขาก็จะคิดจริงๆว่าฉันสุมิตรคนนี้เป็นคนธรรมมะธรรมโมล่ะซิ หึ”
สมชัยแหงนหน้าขึ้นมามองสุมิตร “บอส ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรครับ”
ค่อยๆลูบวนบนแหวนที่อยู่บนนิ้วโป้งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ มุมปากของสุมิตรยิ้มกระดกขึ้นมาด้วยท่าทางที่ดูอันตราย พูดอย่างเย็นชา “ให้มันจบไปเลย”
สำหรับวิธีการที่โหดร้ายในการจัดการกับผู้คนเช่นนี้ เหมือนกับว่าสมชัยจะคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เขาพยักหน้าตอบครับ “ครับ”
พูดจบ สมชัยคิดออกอะไรขึ้นมาทันที จึงพูดอย่างเร่งรีบ “ บอสครับ ผู้หญิงที่ท่านต้องการนั้น ตระกูลวีระนนท์ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว และเซ็นสัญญาลงในเอกสารเรียบร้อยแล้วครับ”
สมชัยพูดไปพลางส่งมอบเอกสาร ฉบับหนึ่งให้
สุมิตรกวาดสายตามองอย่างเยือกเย็น แต่ไม่ได้รับเอาไว้ มือของเขาถือเสื้อเชิ้ตพาดเอาไว้อยู่บนร่างกายของตนเอง เขาพูดออกคำสั่ง “ไปตรวจสอบให้หน่อยว่าใครเป็นคนจองห้องพัก A308ห้องนี้ ฉันต้องการหาผู้หญิงคนนั้น”
“ครับ”
หลังจากที่สมชัยได้รับคำสั่งและออกไป สุมิตรจึงพบว่ามีเหรียญหยกโบราณอยู่ใต้หมอน เนื้อเป็นสีเขียวมรกต ไร้ตำหนิ มองดูเพียงครู่เดียวก็สามารถรู้ได้ว่ามันมีคุณภาพที่ดีเยี่ยม
สุมิตรก้มตัวลงหยิบยกโบราณขึ้นมา แล้วมองดูอย่างใจจดใจจ่อ ริมฝีปากยกขึ้นมายิ้มอยู่เล็กน้อย จากนั้นจึงเก็บมันเอาไว้
นี่คงเป็นของผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ
พอคิดดู เขาก็นึกถึงหญิงสาวคนนั้นได้ขึ้นมาทันที รสชาติของเธอช่างวิเศษจริงๆเลย เขาจะต้องหาเธอให้พบอย่างแน่นอน
หลังจากออกจากโรงแรม สุมิตรได้พบชายหนุ่มรูปงามในชุดลำลอง เขากำลังพิงประตูรถเฟอร์รารี่และโบกมือให้ตนเอง
ยักคิ้วขึ้นแล้วยิ้มออกมา สุมิตรเดินไปอยู่ข้างๆธนภาค ยกมือขึ้นมาแล้วตบไปยังไหล่ของเขา พูดอย่างสนิทสนม “นายกลับประเทศมาตอนไหนเนี่ย ไม่บอกฉันสักคำ”
“พึ่งจะลงจากเครื่องวันนี้ตอนเช้า ได้ยินมาว่านายอยู่ที่นี่ ก็เลยมาดูสักหน่อย”
ต่างจากความเยือกเย็นและโหดร้ายของสุมิตร บนใบหน้าที่หล่อเหลาของธนภาค มักจะแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน เป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์ สงบและสง่างาม จนทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฝากคำสั่งให้คนข้างหลังเสร็จ สุมิตรก็ได้ขึ้นไปนั่งบนรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ของธนภาค แล้วพูดจาหยอกล้อออกมาด้วยรอยยิ้ม “มิลินยังโหยหานายอยู่นะ นายกลับมาอย่างนี้ ไม่กลัวว่าเธอจะรีบตามมาหาหรือไง”
“นายล้อฉันเล่นอีกแล้ว” ธนภาคคาดเข็มขัดนิรภัย พร้อมด้วยพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่นายเถอะ ฉันได้ยินเรื่องของนายมาแล้ว ว่ากันว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเร้าใจมาก”
“น่าเร้าใจแน่นอน” สุมิตรยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้าย “ฉันไปพบกับแมวป่าตัวหนึ่งเข้า มันมีทั้งฟันและเขี้ยวเล็บ แต่ความรู้สึกนั้น ... มันช่างวิเศษมาก”
แต่ไหนแต่ไรมาข้างกายของสุมิตรก็ไม่เคยที่จะขาดสาวสวยอยู่แล้ว แต่เห็นได้อย่างยากยิ่งที่เขาจะสนใจผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้กลับเกิดความสนใจต่อผู้หญิง ทำให้ธนภาครู้สึกแปลประหลาดจริงๆ
แต่ทว่า พอคิดถึงแผนการของสุมิตรแล้ว ธนภาคจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม “นายจะจัดการกับคุณหนูของบ้านวีระนนท์อย่างไง นายมีแผนที่จะรับเธอเป็นภรรยาจริงๆงั้นหรอ”
“รับเธอเป็นภรรยา” สุมิตรยิ้มออกมาอย่างเย็นชา พูดอย่างเหยียดหยาม “ลูกสาวของนางแพศยานั่น ไม่มีทางคู่กันได้”
เสียงของเครื่องยนต์ดังตามมาติดๆ รถสปอร์ตออกจากท่าไปแล้ว ทั้งสองมือของธนภาคประคองพวงมาลัยอยู่ พูดอย่างเอาจริงเอาจัง “บุญคุณความแค้นของคนรุ่นก่อน ทำไมจะต้องทำต่อกันมาด้วยคุณหนูของบ้านวีระนนท์ไม่ได้รู้อะไรด้วยเลย เธอเป็นผู้บริสุทธิ์ และฉันได้ยินมาว่า เธอเป็นนักเรียนระดับท๊อป บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก และไม่เป็นอย่างที่นายจินตนาการเอาไว้เลย”
“ลูกสาวของนางแพศยาจะไปมีความบริสุทธิ์ตรงไหนกัน” สุมิตรมองไปที่ทิวทัศน์ที่หลบอยู่ด้านนอกหน้าต่างไม่หยุดหย่อน สีหน้าไร้ซึ่งอารมใดๆ แต่ความเย็นชาในน้ำเสียงกลับทำให้ดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง“มีแม่เป็นอย่างนี้ลูกก็ไม่แตกต่างกันหรอก แม้จะเป็นสาวบริสุทธิ์ ก้ไม่น่าสงสาร”