ตอน 2
ภรรยาของศัตรู
บทที่2
อันอี่เจ๋อ: เพศชาย
รายละเอียด: สูง หล่อ รวย
รายละเอียดเพิ่มเติม: ซูเจี๋ยนจงเกลียดจงชังไอ้คนจำพวกสูง หล่อ รวยแบบนี้ที่สุด
ความเกลียดชังที่ซูเจี๋ยนมีต่ออันอี่เจ๋อนั้น ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังศึกษาในมหาวิทยาลัยกันอยู่
ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมที่อยู่ในรายชื่อหนึ่งในสามอันดับแรกของประเทศ มหาวิทยาลัยS ย่อมทำให้ผู้คนต้องแหงนหน้ามองด้วยความชื่นชมอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า เนื่องเพราะสถานะที่ได้ติดอยู่ในสามอันดับแรกของประเทศในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นี่ด้วยเช่นกัน มหาวิทยาลัยS แห่งนี้จึงได้ทำให้บรรดานิสิตนักศึกษาชายทั้งหลายต้องตกอยู่ในสภาพหดหู่ห่อเหี่ยว ซูเจี๋ยนเองย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาก็เป็นเพียงนักศึกษาปริญญาตรีแสนธรรมดาคนหนึ่งท่ามกลางคนโดดเด่นมากหน้าหลายตาในมหาวิทยาลัยอันโด่งดังแห่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษแต่อย่างใด
ตลอดสี่ปีที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ซูเจี๋ยนเคยชอบผู้หญิงทั้งหมดสามคน
สองคนในนั้น แสดงออกว่าการเอาใจใส่ของเขา จำพวกการส่งร่มให้ในวันฝนตกหรือการส่งอาหารให้ในวันหิมะตกอะไรเทือกๆ นั้นล้วนแต่ทำให้พวกเธอรู้สึกซาบซึ้งตื้นตันใจเอามากๆ แล้วจากนั้นก็ปฏิเสธเขาตรงๆ
“ขอโทษจริงๆ ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
“อ้อ งั้น-งั้นเหรอ….”
มีคนหนึ่งที่สัญญากับเขาว่าจะ‘ลองคุยๆ กันดู’ แต่แล้วเพียงไม่ถึงสองเดือน ก็บอกเลิกเขาซะงั้น
“ขอโทษนะ แต่เราเลิกกันเถอะ ฉันรู้สึกว่าเราสองคนเข้ากันไม่ค่อยได้เลย”
“อ่า ไม่นี่ ฉันรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดีออก ไม่งั้นก็ลอง….”
“ขอโทษ… ฉันชอบคนอื่นไปแล้วล่ะ”
“……”
หลังจากนั้น ซูเจี๋ยนถึงได้รู้ว่าผู้หญิงสองคนที่ปฏิเสธเขาด้วยประโยค “ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว” แล้วก็หญิงสาวที่บอกเลิกเขาด้วยประโยค “ฉันชอบคนอื่นไปแล้วล่ะ” แล้วก็ตีปีกจากไปทั้งที่เพิ่งจะเริ่มเดทกันได้แปปเดียวนั่น ล้วนแต่เลือกชอบผู้ชายคนเดียวกัน ชื่อของมันคนนั้นก็คือ‘อันอี่เจ๋อ’ ผู้ชายคนนี้ก็คือศัตรูคู่แค้นของซูเจี๋ยนตั้งแต่ชาติปางก่อน พูดอย่างหยาบคายก็คือว่า ไอ้หนุ่มหน้าขาวสารเลวที่จงใจเพ่งเล็งและขโมยผู้หญิงที่ซูเจี๋ยนชอบไปโดยเฉพาะ ก็คืออันอี่เจ๋อคนนี้เอง
อันที่จริง ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ว่าซูเจี๋ยนจะไม่เคยได้ยินชื่ออันอี่เจ๋อมาก่อน
แม้ว่าจะศึกษาอยู่คนละสาขาวิชากัน แต่เรื่องที่ภาควิชาคณิตศาสตร์มีคนที่โดดเด่นมากอยู่คนหนึ่งชื่อว่าอันอี่เจ๋อนี้ เขาเคยได้ยินมาบ้าง ทั้งยังได้ยินว่าคนๆ นี้เก่งกาจรับมือยาก ยังมีข่าวลือมาอีกว่าฐานะและอิทธิพลทางครอบครัวของเจ้าเด็กนี่ก็ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่สลักสำคัญอะไร นอกเสียจากจะยิ่งเป็นการส่งเสริมสกิลล่อลวงหญิงสาวด้วยใบหน้าหล่อเหลานั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดคือเจ้าผู้ชายคนนี้ยังเรียนเก่งจนถึงขั้นได้รับรางวัลอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เลยไปเข้าตาท่านศาสตราจารย์ผู้มากประสบการณ์ทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่งเข้า อีกทั้งในงานปาร์ตี้ยามเย็น[1]ก็ยังโชว์ความสามารถออกมาได้อย่างน่าประทับใจ นำพาสาวน้อยคลั่งรักให้ตกหลุมพรางไปเป็นแฟนคลับเขาคนแล้วคนเล่า แถมยังพ่วงด้วยตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาเข้าไปอีก ต่อให้เขาไม่อยากโด่งดังไม่อยากมีชื่อเสียงก็คงเป็นไปได้ยากมากแล้ว
สาวๆ ในคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เจ้านี่ไม่เพียงแต่จะล่อลวงหญิงสาวจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้นให้ตกหลุมรัก ยังลามปามไปถึงเหล่าสาวงามชั้นเลิศในวิทยาลัยศิลปศาสตร์จากบริเวณข้างเคียงโดยรอบทั้งหมด ล้วนแต่ถูกเขาล่อลวงจนหลงใหลได้ปลื้มกันไปทีละคนสองคน ผู้ชายที่เอาแต่ฉกฉวยแย่งชิงทรัพยากรของเพื่อนร่วมชาติไปไม่หยุดหย่อนแบบนี้ ย่อมต้องเป็นศัตรูร่วมอันดับหนึ่งของบรรดานักศึกษาชายทั้งหมด!
ในอดีต ซูเจี๋ยนเพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์อันเลื่องระบือของอีกฝ่าย แล้วก็ได้พบเห็นเขาผ่านๆ ตาครั้งเดียวเท่านั้น ไม่เคยได้มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงแต่อย่างใด ส่วนตอนนี้ก็….. แน่นอนว่าเขายังไม่เคยได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับอีกฝ่ายสักนิด! ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกที่ว่าตนเองได้เคยถูกศัตรูที่ทรงพลังอย่างยิ่งจัดการเสียจนพ่ายแพ้ราบคาบโดยไม่อาจแม้แต่จะได้แตะถูกอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ความจริงข้อนี้ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกอัปยศอดสูจนเกินไปแล้ว! ตั้งแต่นั้นมา ซูเจี๋ยนเองก็ได้เริ่มสาปแช่งอันอี่เจ๋อไปพร้อมๆ กับเหล่าสหายนักศึกษาชายผู้ร่วมชะตากรรมทั้งหลาย: ขอให้นายกับผู้หญิงพวกนั้นจงเป็นญาติพี่น้องกัน! เป็นญาติพี่น้องกันให้หมด!
หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว ซูเจี๋ยนก็ได้เข้าร่วมเป็น‘พนักงานไอทีต๊อกต๋อย’ ไปพร้อมๆ กับคนกลุ่มใหญ่อย่างภาคภูมิ รับเอาสมญานาม‘ลิงกังเขียนโค้ด’[2] มาโดยสมบูรณ์แบบ สำหรับอันอี่เจ๋อนั้น นอกจากเรื่องที่ว่าเขาได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งแล้ว ซูเจี๋ยนก็ไม่รับรู้เรื่องอื่นใดอีก
คนสองคนที่เดิมทีชั่วชีวิตนี้ไม่ควรจะโคจรมาเกี่ยวข้องกันได้เลย ไม่คาดว่าหลังจากต่างฝ่ายต่างจบการศึกษาไปแล้ว กลับได้มาพบเจอกันในสถานการณ์ที่เหมือนกับบทละครเช่นนี้
ซูเจี๋ยนนึกอยากจะฮัมเพลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน: โชคชะตาอ่า! แกนี่ช่างเป็น‘ม้าลึกลับในตำนาน’ ที่ตัวใหญ่ทรงพลังแบบนี้อยู่เสมอเลยสิน้า! เคราะห์กรรมอ่า! แกเองก็เป็น‘ม้าลึกลับในตำนาน[3]’ ที่แสนมหัศจรรย์อยู่เสมอเลยจริงจริ๊ง!
……………………………….
ฝ่ายผู้ชายคนนั้นก็กำลังก้าวขาเดินเข้ามาอย่างมั่นคง
ซูเจี๋ยนเองก็จ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้นคู่อาฆาตคนนี้ด้วยความตื่นตัวระแวดระวัง และยังมีความขมขื่นขุ่นเคืองปะปนอยู่
“เป็นอะไรไป” ศัตรูคู่แค้นเก่ากำลังมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนลึกซึ้ง ต่อให้เป็นผู้ชายก็ยังต้องเกิดความรู้สึกชื่นชมต่อน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลเอาใจใส่ของคนๆ นี้ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ซูเจี๋ยนครุ่นคิดอย่างเคียดแค้น: เจ้าเด็กนี่ใช้น้ำเสียงและแววตาแบบนี้นี่เองมาล่อลวงสาวน้อยพวกนั้น! ถ้าฉันต่อยมันซักหมัดเป็นการแก้แค้นสำหรับความเกลียดชังตลอดหลายปีที่ผ่านมานั่นตอนนี้เลย จะทำให้ฉันสบายใจขึ้นได้บ้างรึเปล่านะ
เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบ อันอี่เจ๋อก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย: “เจี๋ยนเจี่ยน?”
ซูเจี๋ยนพลันตัวสั่นสะท้านขึ้นมาคราหนึ่ง เจี๋ยนเจี่ยน? เรียกแบบนี้มันแบ๊วเกินไปแล้ว! ความรู้สึกสยิวกิ้วจนขนแขนพากันตอบสนองด้วยการลุกพรึ่บพั่บตั้งแต่ข้อศอกลามไปยันนิ้วหัวแม่เท้านี่มันคืออะไรน่ะเหรอ? มันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่คุณต้องมาได้ยินชื่อเล่นน่ารักๆ ในวัยเด็กที่แม่ชอบเรียกถูกเรียกออกมาจากปากศัตรูหัวใจอย่างกะทันหันน่ะสิ!
ซูเจี๋ยนตวาดตอบอย่างกราดเกรี้ยว: “ฉันไม่ใช่เจี๋ยนเจี่ยนของคุณ!”
“งั้นเธอเป็นใคร”
“ฉัน….”
เชิงอรรถ
[1] ปาร์ตี้ยามเย็น เป็นงานปาร์ตี้ที่นักศึกษาจัดขึ้นกันเอง มักจะมีเวทีกิจกรรมบางอย่าง มหาวิทยาลัยจีนมักจะจัดงานปาร์ตี้แบบนี้ขึ้นมาบ่อยๆ คล้ายงานบอลหรืองานประกวดดาวเดือนจากแต่ละคณะของมหาวิทยาลัยในไทยอะไรเทือกๆ นั้น
[2] ลิงกังเขียนโค้ด เป็นศัพท์แสลง ใช้เรียกโปรแกรมเมอร์ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ แต่ได้เงินเดือนน้อยนิด
[3] ม้าลึกลับในตำนาน ม้าในที่นี้ก็คือคำว่าม้า (马) ตัวเดียวกับในคำว่า‘เช่าหนี่มา’ (草泥马/ 肏你妈)
เดิมทีเขาก็คิดจะตอบกลับไปว่า ‘ฉันคือซูเจี๋ยนอีกคน’ แต่พอจะอ้าปากพูด ก็พลันตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวเองตอนนี้ขึ้นมาได้ เวรเถอะ เกือบลืมไปแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพหญิงสาวผมยาวหน้าอกตู้มคนหนึ่ง ต่อให้แท้จริงแล้วตัวเขาเองจะประสบอุบัติเหตุ กลับมาเกิดใหม่กลายเป็นผู้หญิง เรื่องจริงเหล่านี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดเผยให้ชาวบ้านรับรู้กันทั่วไปได้สักหน่อย ใต้ร่มเงาอันสูงส่งของลัทธิมาร์กซิส-เลนิน ยังมีแนวคิดของท่านประธานเหมาและหลักการของเติ้งเสี่ยวผิง ทั้งสามอย่างนี้รวมกันแถมตบท้ายด้วยเรื่องตรรกะเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์ของยุคสมัยที่พัฒนาแล้วเข้าไปอีก ทฤษฎีวิทยาศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 21 ที่น่ารังเกียจนี่ได้ปฏิเสธการคงอยู่ของไสยศาสตร์ภูตผีทั้งมวลอย่างเด็ดขาดสุดๆ เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในโลกนิยายแฟนตาซีผีสางของเด็กสาวไร้เดียงสาบนหน้าเว็บเทียนหยาเหลียนเผิงกุ่ยฮว่า [4] เท่านั้นแหละ พูดออกไปจะมีใครเชื่อถือ?
หรือต่อให้มีใครเชื่อเป็นตุเป็นตะเข้าจริงๆ หลังจากคนพวกนั้นพบว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่ตายไปแล้วคนหนึ่ง แต่กลับฟื้นขึ้นมากลายเป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่ง คนพวกนั้นจะมองเขายังไง? ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือเขาถูกจับไปขังไว้ในกรงเหมือนอยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง ได้รับกล้วยเลี้ยงดูประทังชีวิตไปวันๆ สร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้ผู้คน หรือไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกจับไปกักขังไว้ในห้องทดลอง เสียสละตัวเองเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์โดยการถูกสังเวยไปอยู่บนเตียงผ่าตัด! หรือบางทีเขาอาจจะได้ไปอยู่ในรายการโชว์งมงายลวงโลกสักตอนหนึ่งเช่นรายการ《เจาะลึกวิทยาศาสตร์》ในช่องของสาธารณรัฐ : ‘ฟื้นตื่นขึ้นมาจากอุบัติเหตุรถชน พบว่าตัวเองตายไปแล้วและได้มาเกิดใหม่ น่าทึ่งยิ่งกว่าคือจากที่เป็นชายกลับกลายเป็นผู้หญิงไปทั้งตัว! นี่คือการวิวัฒนาการตามธรรมชาติหรือว่าเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติกันแน่? รายการ《เจาะลึกวิทยาศาสตร์》ของเราจะแถลงไขปริศนานี้ให้คุณเอง—แท้จริงแล้วเมื่อยี่สิบเก้าปีก่อนนั้น คุณแม่ซูได้ให้กำเนิดเด็กหญิงสติไม่ดีคนหนึ่ง!’
ดูเหมือนจะเหลือทางเลือกเดียวแล้ว นั่นก็คือ‘ความจำเสื่อม’
ซูเจี๋ยนแค่นเสียง: “ฉันจำได้ที่ไหนกันล่ะ”
อันอี่เจ๋อจ้องมองเขาแน่วนิ่ง: “งั้นเธอรู้จักฉันรึเปล่า”
ไม่รู้จักได้เหรอ? หน้าตานายก็ไม่ได้เปลี่ยนไปซักนิด ฉันยังจะจำไม่ได้ได้ยังไง ไอ้ผู้ชายที่ทำให้สี่ปีในรั้วมหา’ลัยของฉันเป็นได้แค่นักศึกษาปริญญาตรีโสดสนิทเหี่ยวแห้งคนหนึ่ง แถมหลังเรียนจบมาแล้วก็ยังตามมาหลอกหลอนไม่เลิกรา…. คนที่เคยเป็นศัตรูหัวใจ ตัวหายนะอันดับหนึ่งแบบนี้ ฉันจะไม่รู้จักนายได้ยังไง?
ซูเจี๋ยนถลึงตากลมกว้างใส่เขาอีกครั้ง “ฉันจะไปรู้จักได้ยังไง!”
“ฉันคืออันอี่เจ๋อ”
ฉันรู้อยู่แล้วว่านายมันคืออันอี่เจ๋อ! ตัวอักษรสามพยางค์นี่แค่ได้ยินก็ชวนให้โมโหทุกครั้งนั่นแหละ!
“เธอก็คือซูเจี๋ยน”
หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ! ป๊ะป๋าคนนี้ไม่ใช่ซูเจี๋ยน! เอ่อไม่สิ ป๊ะป๋าก็คือซูเจี๋ยนนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ซูเจี๋ยนบ้านแกว้อยย! ป๊ะป๋าคนนี้เดินไม่เปลี่ยนชื่อนั่งไม่เปลี่ยนแซ่ ชื่อหลักก็คือซูเจี๋ยน ชื่อเล่นวัยเด็กก็คือ‘เสี่ยวเจี๋ยนเจี่ยน’ (เจี๋ยนเจี่ยนน้อย) คนในเรียกฉันว่า‘เป๋าต้าน’ (ไข่ล้ำค่า) ส่วนคนนอกเรียกฉันว่า‘ต้าเอ๋อร์ตัวถูถู’! (ถูถูใบหูใหญ่)
“ถ้าเธอลืมไปแล้วจริงๆ งั้นฉันจะเป็นคนบอกเธอเอง ฉันก็คือสามีของเธอ”
“อ๊ะ–”
จู่ๆ ซูเจี๋ยนก็รู้สึกว่าไม่อาจทนข่มกลั้นต่อไปได้อีก ทันใดนั้น ความตื่นตระหนกกราดเกรี้ยวขุ่นแค้นทั้งหมดทั้งมวลหลังจากได้ฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่ก็พลันระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน เป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
“อ๊ะ–อั๊ดชิ้วววว!!”
การจามของซูเจี๋ยนครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและกึกก้องอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่อันอี่เจ๋อที่อึ้งงันตาค้างไป แม้แต่คุณหมอที่ถูกพยาบาลคนนั้นเรียกมาและเพิ่งเปิดประตูเข้ามาถึงก็ชะงักค้างไปทั้งร่างเช่นกัน
อันอี่เจ๋อค่อยๆ หันไปมองคุณหมอ กล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “คุณหมอ ภรรยาฉันดูเหมือนจะหลงลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว”
ซูเจี๋ยนลอบเย้ยหยันอยู่ในใจ: เฮอะ ป๊ะป๋าคนนี้ไม่เคยลืมซักเรื่องเดียว! อย่าได้หวังว่าป๊ะป๋าคนนี้จะลืมว่าแกหยามเกียรติทารุณทำร้ายฉันไว้ยังไงบ้าง! ตอนนี้ป๊ะป๋าก็แค่ต้องกล้ำกลืนความแค้นไว้ก่อนเพื่อรอทำการใหญ่ในวันข้างหน้า รอจนมีโอกาสได้แก้เผ็ดก่อนเถอะ จะแย่งสาวของแกมา จะล้างอายให้หมด —— เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ตอนนี้ด้วยตัวตนที่ป๊ะป๋าเข้ามาสิงอยู่….ก็ไม่ใช่ว่าเป็นการขโมยเมียของเจ้าอันอี่เจ๋อมาแล้วหรอกเหรอ? การล้างอายครั้งนี้นับว่ามาได้เหมาะเจาะจริงๆ วะฮ่ะฮ่าฮ่าฮ่า!…..เอ่อ เดี๋ยว! เวร ไม่ใช่ละ! แย่งแฟนมันมาก็เป็นเรื่องนึง แต่กลายเป็นแฟนมันซะเองแบบนี้นี่คนละเรื่องกันเลยนี่หว่า! นี่มันสุดยอดของความขายขี้หน้าชัดๆ! อ๊ากก! คว่ำโต๊ะแม่ม!(╯°□°)╯︵┻━┻
คุณหมอทำการตรวจสอบข้อมูลของซูเจี๋ยนอย่างละเอียด เขาไม่ได้พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คุณหมอได้เห็นแล้วว่าสีหน้าของซูเจี๋ยนนั้นแปรเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างลิงโลดยินดีกับขุ่นแค้นโศกสลด ดูแล้วแปลกประหลาดพิลึกอย่างมาก ดังนั้นคุณหมอจึงเกิดอาการลังเลขึ้นมาทันที
“คุณผู้ชายอัน ผลการตรวจระบุว่าร่างกายของคุณผู้หญิงอันไม่มีอะไรผิดปกติครับ”
“แล้วทำไมเธอถึงจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง”
“คุณผู้หญิงอันตกอยู่ในสภาวะหมดสติมาหลายวัน อาจเป็นไปได้ว่าที่ศีรษะถูกกระทบกระเทือนเข้าจากอุบัติเหตุรถชน จึงกลายเป็นสูญเสียความทรงจำชั่วคราว อีกเดี๋ยวผมจะจัดให้คุณผู้หญิงอันเข้ารับการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกที คุณผู้ชายอันวางใจได้เลยครับ”
เห็นทั้งคุณหมอคุณพยาบาลพากันเดินออกไป ทิ้งเขากับอันอี่เจ๋อไว้เพียงลำพังในห้องพิเศษ ซูเจี๋ยนได้แต่ขบคิดในสมองอย่างเร่งรีบ พยายามหาวิธีการที่เหมาะสมมารับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า
ก่อนอื่นเลย อย่างแรกก็คือว่าเขาฟื้นตื่นขึ้นมาหลังจากประสบอุบัติเหตุรถชน พบว่าตัวเองกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว และคนอื่นที่ว่านั่นก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง อีกทั้งผู้หญิงคนนี้ยังเป็นภรรยาของอันอี่เจ๋อ แม้เหตุที่อุบัติขึ้นนี้จะน่าตื่นตระหนกจนแทบตกตาย แต่ก็เป็นความจริงอันจริงแท้แน่นหนาราวกับตะปูตอกตรึงลงบนแผ่นเหล็ก ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
อย่างที่สอง เขาไม่สามารถบอกความจริงกับใครได้ เพราะผลกระทบที่จะตามมานั้นร้ายแรงเกินคาดเดา เขาไม่อาจแบกรับความเสี่ยงนี้ได้
ผลลัพธ์ก็คือ เขาได้แต่ต้องเสแสร้งทำเป็นความจำเสื่อมไปแบบนี้ และจากนี้เป็นต้นไป ก็จะต้องใช้ชีวิตในฐานะหญิงสาว‘ซูเจี๋ยน’
ตอนนี้ เขาอยู่ในสภาพขาหัก นอกจากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาของศัตรูหัวใจที่ชั่วร้ายของเขาแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ข้อมูลอย่างอื่นของซูเจี๋ยนของตระกูลอันคนนี้อีกเลย ดังนั้น เขาได้แต่ต้องพึ่งพาอาศัยเบาะแสเดียวที่ตัวเองรับรู้นี้ไว้ ถึงอย่างไรตัวเขาตอนนี้ก็ไม่มีสถานะใดๆ ไม่มีที่ไป ทั้งยังไม่มีเงินไม่มีอาหาร มีเพียง‘สัมมี’ คนนี้ให้พึ่งพาอาศัยเท่านั้น
ดังนั้น ต่อให้เขาจะอยากถ่มเลือดในปากขึ้นฟ้าสักแค่ไหน หรืออยากจะชกหน้าเจ้าอันอี่เจ๋อนั่นสักเพียงใด ก็ได้แต่ต้องสำนึกไว้ให้มั่น ว่าเหนือศีรษะตัวเองยังมีดาบคมกริบแขวนห้อยรอคอยไว้อยู่
……………………………….
“คุณ….เป็นสามีของฉันจริงๆ เหรอ” ซูเจี๋ยนลอบครุ่นคิดอย่างเงียบงัน นึกถึงสีหน้าท่าทางของเหล่าสาวน้อยไร้เดียงสาที่เคยได้พบเห็นมาในทีวีจาก ชีวิตประจำวัน ทั้งยังพยายามกระพือขนตาปริบๆ ทำตัวให้ดูใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อันอี่เจ๋อพยักหน้ารับ
“ถูกต้องตามกฎหมายรึเปล่า? แบบว่า มีทะเบียนสมรส?”
อันอี่เจ๋อพยักหน้าอีกครั้ง
ซูเจี๋ยนได้แต่สบถอยู่ในใจ ครุ่นคิดด้วยสีหน้าแข็งค้างไร้ความรู้สึก : ช่วงเวลาแบบนี้ คงได้แต่ต้องปั้นหน้ายิ้มไปก่อนแล้ว
ดังนั้นเขาจึงฝืนยิ้มเหยเกออกมา: “งั้น เราแต่งงานกันมานานแค่ไหนแล้ว”
“หนึ่งเดือน”
ทันใดนั้นรอยยิ้มเหยเกของซูเจี๋ยนก็แทบไม่อาจคงไว้บนใบหน้าได้อีก หนึ่งเดือน? นี่ก็หมายความว่า สองคนนี้เพิ่งจะแต่งงานกันเองไม่ใช่เหรอ? แม่มเอ๊ย! ทำไมอุบัติเหตุมันไม่เกิดให้เร็วขึ้นกว่านี้อีกซักนิด! ถ้าเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่เดือนก่อน เขาก็ไม่ต้องแต่งงานกับเจ้าตัวน่ารังเกียจอันอี่เจ๋อนี่แล้วไม่ใช่รึไง? ไหนเลยจะต้องมากลายเป็นภรรยาของศัตรูหัวใจตัวฉกาจแบบนี้กันเล่า!?
ซูเจี๋ยนขุ่นแค้นจนแทบกลั้นใจตายอยู่รอมร่อ ทว่าอันอี่เจ๋อกลับนิ่งงันไป จากนั้นก็ทรุดกายลงนั่งข้างเตียง อันอี่เจ๋อจ้องเขม็งมองเขาด้วยสายตาเคร่งขรึมจริงจัง: “นี่เธอนึกอะไรไม่ออกเลยจริงๆ?”
ต้องถูกจ้องมองด้วยแววตาดำสนิทเข้มลึกแบบนั้นเข้า ยามที่กำลังพยายามปิดบังความลับช็อคโลกอยู่แบบนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองของซูเจี๋ยนจึงแข็งทื่อไปเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งยังเบนสายตาหลบลงต่ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ: “ฉันพูดจริง ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”
อันอี่เจ๋อยังคงจ้องมองเขาแน่วนิ่ง: “หมอบอกแล้วว่า เธอน่าจะฟื้นตัวได้ภายในสองวัน”
ซูเจี๋ยนครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงค่อยถามออกมาตรงๆ: “แล้วถ้าความทรงจำของฉันไม่มีวันกลับมาล่ะ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกแล้ว?”
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง อันอี่เจ๋อก็กล่าวตอบ “งั้นก็ไม่เป็นไร ฉันจะคอยบอกทุกเรื่องที่เธออยากรู้ให้เอง”
———————————
เชิงอรรถ
[4] หน้าเว็บเทียนหยาเหลียนเผิงกุ่ยฮว่า (天涯的莲蓬鬼话版) เหลียนเผิงกุ่ยฮว่า เป็นหัวข้อย่อยในหน้าเว็บนิยายเทียนหยา รวบรวมงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องประหลาดพิสดารเหนือธรรมชาติทั้งหลายแหล่
ตอน 3
บทที่3
อันอี่เจ๋อไม่ได้รั้งอยู่นานนัก เพียงกล่าวถ้อยคำเรียบง่ายออกมาสองประโยค แล้วก็จากไป
ซูเจี๋ยนนอนแผ่หราอยู่บนเตียง นึกทบทวนบทสนทนาเมื่อครู่ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หลุดปากพูดอะไรออกไป จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างไรก็ตาม ด้วยบางสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ เขาจึงรู้สึกอยู่เสมอว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
หลังจากนอนนิ่งอยู่อีกพักใหญ่ จู่ๆ ซูเจี๋ยนก็อุทานดัง‘อ๊ะ’ ออกมา เขารู้แล้วว่าอะไรผิดปกติ! คู่รักข้าวใหม่ปลามันไงล่ะ! อันอี่เจ๋อกับสาวน้อยซูเจี๋ยนคนนี้เพิ่งแต่งงานกันได้เดือนเดียวเองไม่ใช่รึไง? ไม่ใช่ว่าช่วงเวลานี้ควรจะต้องทำตัวติดหนึบรักใคร่กันเป็นตังเมหรอกเหรอ? ภรรยาได้รับบาดเจ็บทั้งยังสูญเสียความทรงจำไปแบบนี้ ทำไมอันอี่เจ๋อถึงดูใจเย็นได้ปานนั้น? ไม่กลัวว่าภรรยาจะหลงลืมตัวเอง แล้วหลังออกจากโรงพยาบาลก็ไปตกหลุมรักชายอื่นบ้างหรือไง?
ซูเจี๋ยนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่นาน แต่จากนั้นก็คลายหัวคิ้วออกแล้วยกมุมปากยิ้มเยาะหยัน ไม่ว่ายังไง คราวนี้เจ้าอันอี่เจ๋อก็โชคร้ายแน่แล้ว ในเมื่อคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้เป็นตัวเขาเอง เป็นซูเจี๋ยนเวอร์ชั่นผู้ชาย เรื่องที่จะไปตกหลุมรักชายอื่นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้แซ่ซูคนนี้ก็จะปรับตัวตามความชอบของตัวเอง เจอสาวๆ สวยน่ารักก็ต้องถูกดึงดูดใจเป็นธรรมดา ตอนที่พบว่าภรรยาทอดทิ้งตัวเอง หันไปชอบสาวงามคนอื่น อันอี่เจ๋อจะไม่ระเบิดโทสะออกมาได้ยังไงไหว?
นึกถึงปฏิกิริยาตอบสนองของอันอี่เจ๋อในอนาคต ซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่า เรื่องการสลับร่างเกิดใหม่แบบฟ้าผ่าครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว!
……………………………….
หลังลืมตาตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่ซูเจี๋ยนกระทำก็คือควานคลำหน้าอกของตัวเอง
จากนั้นจึงได้ค้นพบความจริงอันน่าโศกเศร้า ว่าแผงอกที่ควรจะกำยำของตัวเองกลับยังคงมีก้อนเนื้อนุ่มนิ่มอิ่มเต็มอยู่เช่นเคย เขาเฝ้าภาวนาให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายน่าอนาถตื่นหนึ่ง ทว่าความเป็นจริงกลับยังทำให้เขาอยากวิ่งชนกำแพงอยู่เหมือนเดิม
เวรตะไล! ก่อนหน้านี้เวลาฝันถึงเงินห้าล้าน ตื่นมาทีไรก็มีแต่น้ำลายเปียกไปครึ่งหมอนเหลือให้ดูต่างหน้า แล้วทีไอ้ฝันโศกนาฏกรรมขมขื่นแบบนี้ ทำไมตื่นขึ้นมาแล้วมันยังเป็นโศกนาฏกรรมอยู่เหมือนเดิมล่ะ! [1]
ซูเจี๋ยนเอาหัวกระแทกหมอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าสูญเสียความทรงจำไปจริงๆ ก็คงดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาคอยสู้รบปรบมือกับความขมขื่นโศกเศร้ากับความเป็นจริงที่ตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นภรรยาของศัตรูหัวใจของตัวเอง….
ซูเจี๋ยนไว้อาลัยให้ตัวเองอย่างเงียบงัน แล้วทันใดนั้นในใจก็ตึงเครียดขึ้นมา ไม่นะ! ปวดฉี่!
กล่าวได้ว่าการตื่นนอนตามธรรมชาติแบบนี้ ก็เป็นการตื่นขึ้นมาเพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มแน่นไปด้วยของเหลวนั่นเอง…..
ยังดีที่ห้องพิเศษซึ่งซูเจี๋ยนพักอยู่นั้นค่อนข้างมีระดับ ไม่เพียงแต่จะตกแต่งภายในมาอย่างสวยงาม ยังมีห้องน้ำส่วนตัวให้ด้วย แม้ว่าท่อนขาไปจนถึงฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาพไม่สะดวกแบบนี้ ซูเจี๋ยนก็ยังไม่เต็มใจจะให้ใครมาช่วยจัดการเรื่องส่วนตัวให้ เขาจึงไม่ได้เรียกคุณพยาบาล ทว่ากลับขยับกายลงจากเตียงไปด้วยตัวเอง แล้วก็มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำด้วยความยากลำบากกินแรงอยู่บ้าง
เขาล้วงมือเข้าไปใต้กางเกงด้วยความเคยชิน ผลลัพธ์ก็คือล้วงควักอยู่นานกลับไม่อาจดึงอะไรออกมาได้สักอย่างเดียว สัมผัสอันว่างเปล่าเตียนโล่งเช่นนี้ทำให้ซูเจี๋ยนแข็งค้างไปทั้งร่าง หลังจากได้สติก็ตระหนักถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของตนเองขึ้นมาได้ ภายในของซูเจี๋ยนได้แต่ร่ำไห้จนน้ำตาแทบหลั่งไหลเป็นสายธาร อ่า วันเวลาอันทรงเกียรติที่ได้ยืนชิ้งฉ่องอย่างภาคภูมินั้น ได้จากไปแบบไม่หวนกลับมา อ่า ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว…..
ซูเจี๋ยนนั่งลงไปบนฝารองนั่งด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซูเจี๋ยนได้จัดการธุระส่วนตัวประเภทนี้ด้วยวิธีการเช่นนี้ จากเดิมที่ควรจะได้จัดการปัญหาด้วยท่วงท่ายืนตรง ลำพังแค่ความรู้สึกยากลำบากนี่ก็เหมือนกับหญิงสาวที่ได้เติบใหญ่หลังสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วไม่มีผิด อึดอัดกระวนกระวายจนท้องไส้พลันบิดเป็นเกลียวเหมือนเปียถัก
และแล้ว ยามเช้าของซูเจี๋ยนก็ผ่านพ้นไปด้วยความสิ้นหวังเวิ้งว้างอย่างไร้จุดสิ้นสุดเช่นนี้เอง
โชคดีที่ตอนเที่ยงมีแขกกลุ่มหนึ่งเข้ามาเยี่ยม
เป็นกลุ่มนักเรียนและเพื่อนร่วมงานของซูเจี๋ยนคนที่เป็นเจ้าของร่างนั่นเอง ด้วยข้ออ้างเรื่องความจำเสื่อม ซูเจี๋ยนจึงจัดการรับมือพวกเขาได้ไม่ยากนัก ในขณะเดียวกัน เขาก็เก็บเอาข้อมูลพื้นฐานของเจ้าของร่างคนนี้มาได้อย่างง่ายดาย ซูเจี๋ยนพบว่าสาวงามคนนี้เป็นอาจารย์สอนนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนในตัวเมืองนี่เอง ทั้งยังสอนเรื่องวรรณกรรมและอักษรจีนเสียด้วย กล่าวได้ว่าเจ้าของร่างนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอักษรศาสตร์ ทั้งเรียบร้อยและสง่างาม สมเป็นกุลสตรีอย่างที่สุด ปัญหาคือตอนนี้เรือนร่างอันอ่อนโยนนุ่มนวลของกุลสตรีที่ว่ากลับถูกจับจองด้วยจิตวิญญาณบุรุษเพศหยาบกระด้างดวงหนึ่ง แม้ตอนมัธยมปลายเกรดวิชาวรรณกรรมของซูเจี๋ยนจะนับได้ว่าไม่ย่ำแย่ ทว่าในฐานะผู้ชายที่เรียนวิทยาศาสตร์ เขาย่อมไม่ได้ใส่ใจในเรื่องภาษาหรืออักษรจีนสักเท่าไหร่ สำหรับเขา สิ่งเดียวที่ใฝ่หาเช้ากลางวันเย็นทั้งยังเชื่อมโยงกับสาขาวิชาอักษรที่พอจะนึกออกก็คือกลุ่มสาวงามที่เรียนเอกอักษรเท่านั้น เพียงนึกไปว่าตัวเองต้องเป็นคนนำเด็กๆ ทั้งชั้นเรียนท่องบท ‘จือฮูเจ๋อเหย๋’ [2] ซูเจี๋ยนก็รู้สึกปวดขาที่สามในจินตนาการขึ้นมาแล้ว
สิ่งเดียวที่พอจะปลอบประโลมจิตใจเขาได้ก็คือ ในกลุ่มนักเรียนที่มาเยี่ยมนั้น มีเด็กสาวหลายคนที่หน้าตาหมดจดน่ารักพอดูทีเดียว ทั้งยังร่าเริงสดใสตามประสาวัยรุ่น พอให้ผู้ชายที่อายุเข้าใกล้เลขสามอย่างเขาได้เยียวยาหัวใจให้กระชุ่มกระช่วยขึ้นมาได้เล็กน้อย ก่อนจะต้องไปเผชิญหน้ากับอาชีพการงานอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้าของตัวเองในอนาคตอันใกล้
……………………………….
หลังแขกที่มาเยี่ยมกลับไปแล้ว ห้องผู้ป่วยก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ซูเจี๋ยนอดไม่ได้ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
แม้ว่าข้ออ้างความจำเสื่อมนี้จะใช้การได้ดี แต่การจะแสร้งทำเป็นผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างบริสุทธิ์ใจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งยังต้องกระทำในสถานะที่เป็นอาจารย์สอนเด็กนักเรียนแบบนี้อีก ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงได้แต่ต้องสะกดข่มจิตวิญญาณความเป็นบุรุษเพศอันหยาบกระด้างของตัวเองลงไป แล้วเพียรพยายามวางตัวเป็นกุลสตรีผู้มากความสามารถด้านวรรณกรรมและอักษรคนหนึ่ง
คิดมาถึงตรงนี้ ยิ่งนึกถึงว่าต่อจากนี้ตัวเองต้องมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางของ‘กุลสตรีผู้มากความสามารถด้านอักษร’ ซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกเวิ้งว่างว่างเปล่าขึ้นมาเต็มอกอย่างไม่อาจห้าม ตอนนี้เขาถึงได้รู้ ว่าที่แท้แล้วชีวิตหนุ่มเนิร์ดขี้แพ้ของตัวเองในวันเก่าๆ นั้นงดงามเพียงใด…..
ฉับพลันในสมองของซูเจี๋ยนก็คล้ายมีแสงสว่างวาบขึ้นมา : ใช่แล้ว ฉันไม่เคยนึกถึงเส้นทางนี้มาก่อนนี่นา บางทีอาจจะมีวิธีสลับวิญญาณกลับไปร่างเดิมก็ได้!
แม้ว่าแนวคิดเช่นนี้จะค่อนข้างพิสดารพันลึกเกินจริงอยู่บ้าง แต่เรื่องพิสดารพันลึกแบบนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง งั้นจะเปลี่ยนร่างกลับไปอีกครั้งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะหน่อย! อย่าว่าแต่แผ่นดินจีนอันยิ่งใหญ่ของเรายังเต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่ามากมาย มีประวัติศาสตร์อารยธรรมกว้างขวางลึกซึ้งยาวนานมาถึงห้าพันปี ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิธีจัดการกับปัญหาพวกนี้!
พอนึกได้แบบนี้แล้ว ซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกว่าทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยขวัญกำลังใจและพละกำลังขึ้นมา ไม่อาจอดรนทนรอต่อไปได้อีก รีบกดกระดิ่งเรียกคุณพยาบาลเข้ามาด้วยความตื่นเต้นทันที
“คือฉันอยากรู้ว่า คนที่ประสบอุบัติเหตุพร้อมกันกับฉันตอนนั้น อาการเขาเป็นยังไงบ้างคะ เขายังอยู่ในโรงพยาบาลรึเปล่า”
“คุณหมายถึงคนขับรถแท็กซี่ที่คุณนั่งมาใช่มั้ยคะ ดูเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสพอดูเลยค่ะ แต่โชคดีที่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่ ฉันหมายถึงรถคันที่ชนเข้ากับฉันนั่นน่ะ มีหนุ่มหล่อคนนึงนั่งอยู่ในรถคันนั้นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างแล้ว เขาอยู่ห้องไหนเหรอคะ”
คุณพยาบาลเอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ: “เหมือนจะมีอยู่นะคะ แต่ฉันจำได้ว่าคนนั้นเขาถูกส่งออกจากโรงพยาบาลเราไปแล้วค่ะ เพราะได้รับบาดเจ็บมาสาหัสมาก เขาทนอยู่ในโรงพยาบาลได้แค่วันสองวัน ชีวิตเขาก็ช่วยไว้ไม่ได้แล้วค่ะ”
ในสมองซูเจี๋ยนพลันมีเสียงวิ้งดังก้อง แบบนี้ก็เท่ากับว่า เขาตายไปแล้วใช่มั้ย? ร่างกายเดิมของเขา ได้ตายไปแล้วงั้นเหรอ?
ทันใดนั้นซูเจี๋ยนรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก ถึงแม้ตลอดยี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา เขาจะเป็นเจ้าเนิร์ดกากๆ ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันอะไรสักอย่างเดียว แถมยังชอบก่นด่าชีวิตอันห่อเหี่ยวหดหู่ของตัวเองอยู่บ่อยๆ ทั้งยังไม่มีหวังจะได้กลายเป็นผู้ชายสูงหล่อรวยเหมือนใครเขา….. ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าผู้คนเกิดมาล้วนต้องตาย แถมยังชอบพูดจาเขื่องโขทำนองว่า‘ป๊ะป๋ามาอยู่บนโลกนี้ ก็ไม่คิดจะกลับไปแบบเป็นๆ อยู่แล้ว’ แต่ถึงอย่างไร….เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่มแบบนี้……
ป๊ะป๋าคนนี้น่ะ…. เมียก็ยังไม่ทันได้แต่ง ป๊ะป๋าคนนี้ยังเป็นหนุ่มพรหมจรรย์อยู่เลยนะ! ซูเจี๋ยนอยากร้องไห้ทว่าไร้น้ำตา
มองส่งคุณพยาบาลออกไปแล้ว ซูเจี๋ยนก็ยกมือขึ้นกุมหัวใจเย็นยะเยียบของตนไว้ ล้มนอนกลับลงไปบนเตียง เจ็บปวดรวดร้าวเศร้าโศกอยู่ครึ่งค่อนวัน ซูเจี๋ยนจึงค่อยตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องได้กลับไปมองดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
—————————–
เชิงอรรถ
[1] ตรงนี้ต้นฉบับเล่นคำที่เสียงคล้ายกัน ใช้คำว่า (餐具– cānjù) ที่แปลว่าชุดทานอาหารพวกจานชามช้อนส้อม แผลงรากศัพท์กับคำว่า (惨剧– cǎnjù) ที่แปลว่าโศกนาฏกรรม
[2] จือฮูเจ๋อเหย๋ (之乎者也) หนังสือแบบเรียนไวยากรณ์ของจีน
จากที่ฟังคุณพยาบาลพูด ดูเหมือนว่าเขาจะตายไปได้ไม่นาน งานศพก็น่าจะจัดขึ้นภายในวันสองวันนี้ ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องหาทางกลับไปดูร่างตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย! นอกจากนี้ ดวงจิตกับกายเนื้อของเขาก็อยู่คู่กันอย่างลึกซึ้งสนิทสนมมานานหลายปี หากได้กลับไปพบเห็น ไม่แน่ว่าอาจจะมีแรงดึงดูดอันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างไม่ธรรมดา อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาประหลาดพิสดารเหนือหลักวิทยาศาสตร์บางอย่าง อาจจะทำให้จิตวิญญาณของเขากลับไปอยู่ที่เดิมก็เป็นได้ ใครจะรู้? แม้ปรากฏการณ์ศพฟื้นคืนชีพจะฟังดูน่ากลัว แต่เขาก็ผ่านพ้นประสบการณ์ฟื้นตื่นมาเป็นภรรยาของศัตรูหัวใจตัวฉกาจมาแล้ว ยังมีอะไรที่รับไม่ได้อีก?
หลังจากคิดไปคิดมาหลายตลบ ซูเจี๋ยนก็รู้สึกกระตือรือร้นอย่างมาก จึงเรียกคุณพยาบาลเข้ามาอีกครั้ง น่าเสียดาย คุณพยาบาลกลับห้ามเขาไว้
“ไม่ได้ค่ะ คุณผู้หญิงอัน ขาของคุณเพิ่งผ่านการผ่าตัดรักษามาไม่นาน ยังใช้งานไม่ได้ในเร็วๆ นี้หรอกค่ะ”
“แค่ออกไปแปปเดียวเท่านั้น? ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ คุณผู้ชายอันท่านคงจะ….”
พูดถึงคุณผู้ชายอัน คุณผู้ชายอันก็มาพอดี
“มีเรื่องอะไร” อันอี่เจ๋อขมวดคิ้วถาม
คุณพยาบาลรีบแจกแจงให้เขาฟัง ถึงเรื่องที่ซูเจี๋ยนขอออกเดินทางไปข้างนอก อันอี่เจ๋อหันมามองซูเจี๋ยน: “ทำไมจู่ๆ เธอถึงอยากออกไปข้างนอก”
ซูเจี๋ยนสบสายตากับเขาตรงๆ: “ฉันอยากจะไปงานศพคุณผู้ชายที่ตายจากการประสบอุบัติเหตุรถชนพร้อมกับฉัน”
อันอี่เจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย: “เธอรู้จักเขารึไง”
“ฉัน—” ถ้อยคำ‘รู้จักเขาแน่นอนอยู่แล้ว’ ที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากพลันหยุดชะงักไป ซูเจี๋ยนตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสถานะสาวงามซูเจี๋ยน และในสถานะของซูเจี๋ยนคนนี้ เธอก็ควรจะความจำเสื่อมอยู่ เขาจึงเปลี่ยนคำพูดกลางคันด้วยอาการแข็งทื่อเล็กน้อย : “…ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักเขา แต่ได้ยินว่าเขาตายไปแล้วแบบนี้ ฉัน…. ฉันก็อยากจะไปดูเขา” ระหว่างที่กล่าว เขาก็หลุบตาลงต่ำ แสดงออกถึงความรู้สึกผิดและเศร้าสลดใจ
อันอี่เจ๋อไม่ส่งเสียงตอบรับแม้แต่คำเดียว ซูเจี๋ยนเองก็ไม่รู้ว่าเขาเกิดระแวงสงสัยขึ้นมาแล้วหรือว่าแค่ลังเลไม่อาจตัดสินใจกันแน่
ซูเจี๋ยนรู้สึกกระวนกระวายอย่างอดไม่ได้ อย่างอื่นยังพอต่อรองกันได้ แต่สำหรับกับการไปเยี่ยมร่างตัวเองครั้งสุดท้ายนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็จะต้องคิดหาหนทางไปให้จงได้! เพียงแต่….ต่อให้เขาแอบหนีออกไปสำเร็จ ตอนนี้ขาของเขาก็อยู่ในสภาพกึ่งพิการไปแล้วข้างหนึ่ง ยังไม่นับเรื่องที่ทั้งเงินทั้งรถก็คงเป็นของอันอี่เจ๋อทั้งหมด การจะหลบหนีนั้นช่างยากเย็นเกินไปจริงๆ อีกทั้งหากใช้เวลานานเกินไป เขากลัวว่าจะไปไม่ทันงานศพตัวเองด้วยซ้ำ! ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือพยายามโน้มน้าวให้อันอี่เจ๋อพาเขาไปที่นั่นให้ได้
ซูเจี๋ยนแอบหยิกเนื้อตัวเองใต้ผ้าห่มอย่างแรง รู้สึกว่าดวงตาแสบร้อนด้วยความเจ็บปวดขึ้นมาทันที ขณะที่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ซูเจี๋ยนก็ขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาหวิว: “ทั้งฉันและคนขับรถแท็กซี่ต่างก็รอดมาได้ มีแต่เขาที่ต้องตายไป ฉันรู้สึกแย่มาก ได้ยินว่าเขายังอายุน้อยอยู่เลย….”
น้ำเสียงของร่างนี้ เดิมทีก็อ่อนหวานอยู่แล้ว ทั้งยังมีความนุ่มนวลซ่อนแฝงอยู่สายหนึ่ง เมื่อซูเจี๋ยนจงใจเอ่ยออกมาอย่างสั่นเครือ เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยแบบนี้ ก็กลายเป็นเหมือนเครื่องมือเข่นฆ่าถึงจุดตาย ขนาดซูเจี๋ยนเองก็ยังรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นวูบวาบจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ในใจก็ขบคิดอย่างเงียบงัน: ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าทักษะการแสดงของป๊ะป๋าคนนี้จะต้องยอดเยี่ยมเปี่ยมล้นจนแทบระเบิดแน่! ยังจะต้องไปเป็นครูโรงเรียนมัธยมอยู่อีกทำไมกัน ไปเป็นเทพด้านการแสดงแล้วคว้ารางวัลออสการ์มาซะให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย!
เป็นไปตามคาด แม้แต่จักรพรรดิผู้สงบสุขุมอยู่เป็นนิจอย่างอันอี่เจ๋อก็ยังไม่อาจทนทานรับไม้ตายนี้ได้ หลังจากนิ่งขรึมอยู่ครู่หนึ่ง อันอี่เจ๋อก็ยอมเอ่ยปากออกมา: “ฉันจะไปส่งเธอเอง”
……………………………….
พอมีอันอี่เจ๋อ เรื่องราวก็กลายเป็นง่ายดาย
เขาจำต้องยอมรับว่าอันอี่เจ๋อเป็นคนที่จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากจริงๆ เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูเจี๋ยนก็ได้รับทราบถึงวันเวลาและสถานที่สำหรับจัดงานอำลาผู้ตายในงานศพของตัวเองเรียบร้อยแล้ว
กลายเป็นว่า หลังจากเสร็จงานอำลาผู้ตายเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้ร่างของเขาก็จะถูกนำไปเผาทันที ซูเจี๋ยนรู้สึกยินดีขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตใจอย่างห้ามไม่ได้ หากเขาล่าช้าไปอีกก้าวเดียว เขาก็คงไม่อาจได้เห็นร่างเดิมของตัวเองอีกแล้ว!
เช้าตรู่วันถัดมา อันอี่เจ๋อทำตามที่สัญญาไว้ เขามาที่โรงพยาบาลและพาซูเจี๋ยนไปยังงานศพตามที่อีกฝ่ายต้องการ
งานอำลาผู้ตายจัดขึ้นที่หอฌาปนกิจในเมืองที่เขาอยู่นี่เอง พอนึกถึงว่ากำลังจะได้เจอพ่อแม่และน้องชายตัวเอง อีกทั้งยังจะได้เห็นศพของตัวเองนอนนิ่งอยู่ในโลง ก้นบึ้งในจิตใจของซูเจี๋ยนก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ไม่อาจบรรยายได้
เพื่อบรรเทาความอึดอัดตึงเครียดที่สุมแน่นอยู่ในใจ ซูเจี๋ยนจึงยอมเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนากับอันอี่เจ๋อก่อน
“อันอี่เจ๋อ”
“……”
“อัน อี่ เจ๋อ?”
อันอี่เจ๋อยังไม่ยอมกล่าวคำใดออกมา
ซูเจี๋ยนชักจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว เขาหันมามองอันอี่เจ๋ออย่างขุ่นเคือง ทว่ากลับได้เห็นอันอี่เจ๋อที่กำลังปรายตามองตอบกลับมา ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า: “อี่เจ๋อ”
“ห๊ะ?”
“หรือจะเรียกว่า‘สามี’ ก็ได้”
ความหงุดหงิดในใจซูเจี๋ยนแล่นพล่านจากช่องท้องขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย จากนั้นก็ถูกกดกลับลงไปอย่างหักโหม พลางท่องประโยคเตือนใจตัวเอง: ‘ผู้ทำการใหญ่ไม่อาจขุ่นข้องรำคาญใจเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย จะสำเร็จการใหญ่ก็ต้องทนทานเจ้าศัตรูหัวใจน่ารังเกียจคนนี้ให้ได้’ หลังจากสะกดข่มเพลิงพิโรธลงไปได้สำเร็จ เสียงเบาหวิวราวกับยุงก็ถูกเปล่งลอดไรฟันออกมา : “อี่เจ๋อ”
“มีอะไร”
“ฉัน….ฉันลืมแล้ว!”
อันอี่เจ๋อหันหน้ามามองซูเจี๋ยน
ซูเจี๋ยนถูกแววตานี้ของเขาจ้องมองจนจากอับอายก็กลับกลายเป็นโกรธไปแล้ว พลันโพล่งขึ้นทันที: “อัน อี่ เจ๋อ!”
“อี่เจ๋อ”
“….เอาล่ะ คุณอี่เจ๋อเพื่อนรัก อย่างที่คุณรู้ ตอนนี้ฉันเสียความทรงจำไปแล้ว เรื่องราวก่อนหน้านี้ ฉันจำไม่ได้เลยซักอย่าง เพราะงั้นเราก็มาคุยเรื่องในอดีตกันเถอะ”
“ได้”
“คำถามแรก ก่อนหน้านี้คุณชอบทำหน้าเหมือนคนอื่นติดหนี้คุณอยู่ตลอดแบบนี้รึเป— อะแค่กๆ เอิ่ม คุณคงได้ยินไม่ชัดใช่มั้ย? คือฉันแค่อยากจะถามว่า คุณเป็นพวกพูดน้อยประหยัดถ้อยคำแบบนี้อยู่ก่อนแล้วสินะ”
“ก็พูดน้อยกว่าที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้”
“….งั้น ก่อนหน้านี้ ฉันเป็นคนแบบไหน”
“ก็เป็นคนที่พูดน้อยกว่าที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้”
“อ่า—เอ่อ งั้น—อี่เจ๋อ พวกเราสองคนรู้จักกันที่ไหนเหรอ”
“ที่บาร์”
ซูเจี๋ยนรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าเจ้าของร่างหญิงงามซูเจี๋ยนคนนี้เป็นกุลสตรีหัวโบราณ ประเภทที่ว่าไม่มีทางก้าวขาเข้าไปในบาร์มาก่อนแน่นอน
“แล้วก่อนหน้านี้ฉัน เอิ่ม แบบว่า ชอบคุณมากเลยเหรอ?” เจ้าหนุ่มหน้าขาวอันอี่เจ๋อคนนี้ช่ำชองเรื่องล่อลวงหญิงสาวเป็นพิเศษ การที่สาวน้อยซูเจี๋ยนคนนี้แต่งงานกับเขา ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าคงจะหลงรักเขาหัวปักหัวปำชนิดฟ้าดินไม่อาจพรากจากเป็นแน่
อันอี่เจ๋อหันมาชำเลืองมองเขาด้วยแววตาครุ่นคิดอีกครั้ง แล้วก็กลับเงียบงันลงไปอย่างเหนือความคาดหมาย
สถานการณ์แบบนี้ ต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน! เพียงแวบแรก ความอยากรู้อยากเห็นในใจของซูเจี๋ยนก็ถูกจุดขึ้นทันที เขาลอบชำเลืองมองอันอี่เจ๋อ แล้วขณะที่กำลังทอดถอนใจกับการวางท่าเป็นจักรพรรดิผู้สงบสุขุมเสียจนกล้ามเนื้อใบหน้าตายด้านของอันอี่เจ๋ออยู่นั่นเอง เขาก็เผลอลดความระวังตัวไป ไม่คาดว่าจู่ๆ อันอี่เจ๋อจะหันมามองเข้าเต็มตา สายตาประสานสบกันเข้าอย่างจัง
หลังจากนั้น ก็ได้ยินเจ้าอันอะไรสักอย่างนั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่เร็วไม่ช้าอยู่เช่นเคย : “ชอบฉันมากแค่ไหน ในใจเธอรู้ดีที่สุดไม่ใช่รึไง”
ป๊ะป๋าคนนี้ไม่ได้ชอบแกเลยซักนิด! ซูเจี๋ยนสบถอย่างกราดเกรี้ยวอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เขากลอกตารอบหนึ่ง พูดออกมาด้วยท่าทางใสซื่อจริงใจ : “ไม่ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะชอบคุณแค่ไหน ตอนนี้ฉันก็จำไม่ได้แล้ว ถ้าหาก….จะให้ฉันพูดล่ะก็…ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกชอบคุณอีกแล้ว แล้วแบบนี้จะทำยังไงดี”
อันอี่เจ๋อขยับมือเลื่อนเกียร์รถไปข้างหน้า น้ำเสียงยังเรียบนิ่งไม่เปลี่ยน: “เธออยากหย่างั้นเหรอ”
มันก็สมควรจะเป็นแบบนั้นแหละ!
แม้ว่าในใจกำลังพยักหน้ารับอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ซูเจี๋ยนย่อมไม่ได้โง่งมขนาดจะบอกทุกอย่างกับอันอี่เจ๋อตอนนี้ เพราะถึงอย่างไร ช่วงเวลานี้ก็มีแต่อันอี่เจ๋อที่พอจะช่วยเหลือเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้หรือที่พักอาศัย เขาก็ล้วนแต่ต้องพึ่งพานายท่านอันผู้ร่ำรวยและยิ่งใหญ่ผู้นี้ ก่อนที่เขาจะคิดหาวิธีการที่เหมาะสมออกมาได้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ได้แต่ต้องค้อมหลังคล้อยตาม‘สัมมี’ คนนี้เท่านั้น
ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม: “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ”
อันอี่เจ๋อเงียบงันไปอีกครั้ง ขณะที่ซูเจี๋ยนคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเงียบกริบสงบปากสงบคำแบบนี้ไปตลอดทางแล้วนั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินอันอี่เจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย: “งั้นต่อไปก็พยายามให้หนักขึ้น”
ซูเจี๋ยนงงงันไป: “พยายามอะไรเหรอ?”
อันอี่เจ๋อตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก: “ชอบฉันไง”
ซูเจี๋ยน: “……”
—————————————
ตอน 4
บทที่4
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ซูเจี๋ยนชะงักค้างเพราะความอึ้งไปตั้งแต่ได้ยินคำ‘ชอบฉันไง’ จากอันอี่เจ๋อแล้ว ส่วนฝ่ายอันอี่เจ๋อ ก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้นกล่าวคำนั้นออกมา สีหน้าของเขาก็กลายเป็นเงียบขรึมเย็นชา ดูเหมือนจะหงุดหงิดขุ่นเคืองขึ้นมา
ซูเจี๋ยนเองย่อมไม่มีอารมณ