ตอน 2
รักผิดๆที่ไม่ควรเกิด
บทที่ 2 ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่ง่าย
เพราะอาการช็อก ทำให้ฉันตัวแข็งทื่อ ทั้งๆที่ควรผลักเขาออก แต่เพราะร่างกายที่อ่อนระทวย ทำให้ฉันยืนตรงไม่ได้ ฉันจับไว้ที่เสื้อของพี่เขยแน่น ทำให้ร่างกายของฉันเข้าใกล้พี่เขยมากขึ้น ถ้าคนอื่นมาเห็น ต้องคิดว่าเรากำลังกอดกัน
ลิ้นของพี่เขยตักตวงความหวานในปากของฉัน เพราะฉันหายใจไม่ออกจึงอ้าปากออก ทำให้พี่เขยสะดวกมากขึ้น เขากัดมาที่ลิ้นของฉัน นอกจากความเจ็บปวดแล้วฉันยังรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้น มีความรู้สึกที่ยากที่จะอธิบาย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังหายใจไม่ออก
พี่เขยจูบฉันแล้วมือข้างหนึ่งล้วงเข้ามาในเสื้อของฉัน แล้วลูบๆคลำๆ ฉันกำลังรู้สึกกลัวจนตัวสั่น ทั้งกลัวทั้งทรมาน อยากด่าพี่เขย แต่เพราะเขากำลังจูบฉันเลยไม่สามารถพูดออกไปได้
อยู่ดีๆพวกเราก็ย้ายตัวมาที่ห้องนอนแล้ว
ฉันตกใจมาก ฉันผลักพี่เขยออก พร้อมตะโกนออกไปว่า “พี่เขย พี่ทำอะไร! พี่เห็นฉันเป็นคนยังไง!”
ในสายตาของพี่เขย ฉันไม่รักนวลสงวนตัว เป็นผู้หญิงที่สามารถเป็น “ชู้” กับสามีของพี่สาวได้เลย?
พี่เขยถอยออกไปสองก้าว สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดี หายใจถี่ๆ มือหนากำไว้แน่น
ฉันรู้สึกกลัวเล็กน้อย หรือว่าเขาจะตีฉัน?
ยังดีที่ห้องนี้เก็บเสียง ถ้าพี่สาวเห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ฉันจะอธิบายอย่างไร?
“ขอโทษ” พี่เขยพูดด้วยเสียงที่เย็นชา “เรณู ช่วงนี้พี่มีเรื่องเครียดๆเลยเผลอทำอะไรที่ขาดสติ พี่จะระวังการกระทำของตนเองมากกว่านี้”
“ค่ะ ไม่เป็นไร” ฉันหายใจเข้าลึกๆ ไม่ต่อว่าพี่เขยต่อ “ฉันรู้ว่าพี่เขยมีความกดดันสูง ยังต้องมาห่วงเรื่องพี่มินตราอีก แต่พี่เขยทำงานให้เต็มที่เถอะ ฉันจะดูแลพี่มินตราเอง”
สายตาของพี่เขยเปลี่ยนเป็นสายตาที่เยือกเย็น เสียงที่เปล่งออกมามันกลายเป็นเสียงที่ปกติ “มินตราเป็นอย่างไรบ้าง? อาการที่นอนไม่ค่อยหลับดีขึ้นบ้างไหม?”
ไม่รู้ทำไมในใจของฉันถึงสับสนมาก แต่ไม่กล้าคิดเยอะ ฉันส่ายหัว “ไม่เลยค่ะ อาการของพี่สาวยิ่งอยู่ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดว่าเธอมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า พี่ศิลา เราลองพาพี่มินตราไปหาหมอจิตวิทยาไหม?”
พี่เขยขมวดคิ้ว “โรคซึมเศร้า? เป็นไปได้อย่างไร มินตราเป็นเลือดจางไม่ใช่เหรอ ทำไมถึง......”
“ฉันแค่สันนิษฐานค่ะ หรืออาจจะคิดมากไปเอง” ฉันรีบพูดขึ้นมา “ผลเป็นอย่างไร ต้องลองตรวจดูถึงจะรู้”
เพราะฉันเป็นหมอ ฉันจึงรู้ถึงอาการโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี แต่คนบางกลุ่มกลับมองว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นบ้า
พี่เขยครุ่นคิดสักครู่แล้วพยักหน้า “ได้ ฝากเธอจัดการเรื่องให้ด้วย พี่จะพามินตราไปตรวจเอง”
“ค่ะ”
ถึงแม้ว่าฉันจะลาออกจากที่ทำงานแล้ว แต่ตอนที่ฉันทำงานที่นั่น ฉันสนิทกับหมอแผนกต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อรักษาพี่มินตรา ฉันต้องช่วยเต็มที่อยู่แล้ว
“เธอไปอาบน้ำก่อนเถอะ พี่จะไปดูมินตรา” บรรยากาศแบบนี่พี่เขยเหมือนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ไม่พูดอะไรมากแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของตน
ฉันเข้ามาในห้องอาบน้ำ ล็อกประตูเสร็จน้ำตาของฉันก็ค่อยๆไหลลงมา
ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้?
ไม่ให้เกียรติฉัน ยังแสดงอารมณ์โกรธขนาดนั้น พี่เขยทำแบบนี้หมายความว่าไง?
ปกติฉันไม่ระมัดระวังตอนไหน ถึงทำให้พี่เขยคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ง่าย?
ดูแล้ว ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อแล้ว ถึงแม้ว่าต้องดูแลพี่มินตรา แต่สามารถมาตอนกลางวันและกลับตอนกลางคืนได้ ฉันไม่ควรอยู่ใกล้พี่เขยดีที่สุด
ฉันกลัวมาก ไม่รู้ต้องทำอย่างไร คิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่แล้ว ฉันไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย รู้สึกเหมือนได้จูบกับผู้ชายที่ชอบครั้งแรก จนถึงตอนนี้ หัวใจของฉันก็ยังไม่หยุดเต้นรัว
ไม่ได้ เขาเป็นพี่เขยของฉัน เป็นคนที่พี่มินตรารักมากที่สุด ฉันไม่สามารถ.........
เช้าวันต่อมา ฉันทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ไปทำอาหารเช้า
พี่มินตรานอกจากจะเป็นเลือดจางแล้ว การทำงานของกระเพาะของเธอก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะอาหารไม่ค่อยถูกปาก เธอจึงกินน้อยมาก ทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลงกว่าเดิม ฉันต้องทำเมนูใหม่ๆให้เธอทุกวัน ครึ่งปีมานี้ ฉันรู้สึก “จนปัญญาที่จะทำอาหารใหม่ๆแล้ว”
ฉันต้มข้าวต้ม แล้วหยิบของที่เตรียมไว้เมื่อคืนออกมา เตรียมอบคุกกี้
ในระหว่างที่เตรียมของ มีคนเดินเข้ามา ฉันคิดว่าเป็นพี่มินตราจึงไม่ได้หันกลับไปดู “ตื่นแล้วเหรอ? เมื่อคืนหลับสบายไหม? พี่ออกไปรอข้างนอกก่อน จะเสร็จแล้ว”
แล้วมีมือสองข้างมากอดที่เอวของฉัน
ตอน 3
บทที่ 3 เธอก็อยากใช่ไหม
สัมผัสแบบนี้ไม่ใช่พี่มินตราแน่นอน ฉันตกใจมากแล้วหันกลับไปมอง “พี่...พี่เขย? ทำไมพี่ยังไม่ไปทำงาน?”
ปกติเวลานี้เขาต้องออกไปทำงานแล้ว เมื่อสักครู่ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรจากห้องนอนของเขา เลยคิดว่าพี่เขยออกไปทำงานแล้วเหลือแค่พี่สาวคนเดียว
“เบาๆหน่อย มินตรายังหลับอยู่” เขาเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน “ทำอะไรอยู่?”
“อบคุกกี้ พี่ศิลา พี่รีบปล่อยเถอะ” ฉันกำลังโมโหแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมือฉันกำลังนวดแป้งจึงไม่สามารถผลักเขาออกได้ “ถ้าพี่มินตรามาเห็น จะเข้าใจผิด”
ปฏิกิริยาของฉันเมื่อคืนยังไม่ชัดอีกเหรอ หรือเขาคิดว่า ฉันกำลังเล่นละครตบตาเพื่อที่จะจับเขา?
“ไม่อยากให้มินตราเห็น ก็ไม่ต้องเสียงดังสิ” เหมือนพี่เขยจะรู้ถึงจุดอ่อนของฉัน ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยมือ ยังลูบไล้ตัวของฉัน “เรณู เมื่อคืนพี่นอนไม่หลับ พี่ได้คิดทบทวนหลายเรื่องเลย”
“เรื่องพวกนี้พี่ควรไปพูดกับพี่มินตรา พี่ศิลา ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่พี่คิด ปล่อย!” ฉันไม่อยากให้พี่มินตรามาเห็นฉันในสภาพนี้ เลยไม่กล้าเสียงดัง แต่ฉันกำลังโมโหจริงๆ อยากจะเอากะละมังฟาดไปที่หน้าของพี่เขย ให้เขาได้สติ
พี่มินตราแท้งถึงสามครั้ง และมีร่างกายที่อ่อนแอเป็นเพราะใคร?
ถ้าไม่ใช่แม่สามีที่กดดันเธอให้รีบมีลูกเพื่อมาสืบทอดตระกูล พี่มินตราเลยไม่รอให้ร่างกายฟื้นตัวก็อยากจะตั้งท้องอีก ผลสุดท้ายอาการก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ซื่อจริงๆเลย
ขณะที่พี่สาวกำลังป่วย พี่เขยก็มาทำแบบนี้กับฉัน ไม่ให้เกียรติพี่สาวเลย!
“เรณู เธอไม่ต้องเตือนพี่ พี่ก็รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหน เพราะฉะนั้นพี่จึงไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก เรณู พี่.......”
“พี่เขย การกระทำของพี่ในตอนนี้ พี่กำลังทำให้ฉันโกรธ” ฉันผลักเขาออกแล้วพูดออกมา “พี่เคยคิดถึงพี่มินตราไหม? อีกอย่าง ฉันแต่งงานมีสามีแล้ว พี่ทำแบบนี้ทำไม?”
“อย่าพูดถึงสามีของเธอ เรณู พี่รู้ว่าความสัมพันธ์ของคู่เธอไม่ค่อยดีนัก” พี่เขยกัดมาที่หูฉันเบาๆ ลมหายใจของเขาไม่สม่ำเสมอแล้ว “พี่รู้ว่าที่เธอรับปากออกจากงานแล้วมาดูแลมินตรา เหตุผลหลักๆคือไม่อยากกลับบ้านไปเจอหน้าสามีใช่ไหม?”
ฉันรู้สึกแปลกใจ
เรื่องของครอบครัวฉัน ขนาดพี่มินตรายังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย แต่ทำไมพี่ศิลาถึงรู้ปลอดโปร่งขนาดนี้
หรือว่านี่เป็นข้อดีของการเป็นทนายความมากกว่าคนธรรมดา?
ลมหายใจของเขายิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ เขากัดมาที่หูของฉัน ไล่จูบตามซอกคอและแก้ม มือหนาล้วงเข้าไปในเสื้อของฉันและจับไว้ที่ท้องของฉัน แล้วพูดว่า “ครึ่งปีที่ผ่านมา เธอไม่ได้กลับไปที่บ้าน ไม่ได้นอนเตียงเดียวกับสามีใช่ไหม? เธอไม่อยาก....”
“ปล่อย พี่ศิลาปล่อย! พี่ทำแบบนี้ไม่ได้ เรา...เราทำแบบนี้ไม่ได้......” ฉันกำลังตัวสั่น ไม่สามารถพูดความรู้สึกในใจออกมาได้ ตอนนี้ร่างกายของฉันอ่อนระทวยมาก ฉันคิดว่าถ้าพี่เขยไม่ได้กอดฉันไว้ ฉันคงล้มลงไปบนพื้นแล้ว
พี่เขยหัวเราะเสียงต่ำ “เรณู ไม่ต้องหลอกตัวเองหรอก เธอก็อยากใช่ไหม? พี่......”
“ปล่อย! พี่เขย ถ้าพี่ยังทำแบบนี้ ฉันจะ.....”
“เรณู?” เสียงพี่มินตราดังมาจากข้างนอก “เธอกำลังคุยกับใคร? ใช่ศิลาหรือเปล่า?”
ฉันตกใจมาก แล้วกดเสียงต่ำพูดกับพี่เขย “รีบปล่อย!”
เสื้อของฉันถูกพี่เขยทำยับ ถ้าพี่มินตรามาเห็นสภาพนี้ ต้องเป็นบ้าแน่เลย!
พี่เขยพูดบางสิ่งออกมาแต่ฉันได้ยินไม่ชัด จากนั้นเขากอดฉันแน่นขึ้น ผ่านไปครู่เดียวก็ปล่อยมือ แล้วหันกลับไปตอบพี่มินตรา “มินตรา ผมเอง”
ฉันโกรธจนพูดอะไรไม่ออก รีบล้างมือแล้วจัดการแต่งตัวให้เรียบรู้ จากนั้นก็ใช้มือตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา
เมื่อสักครู่ ฉันรู้สึกถึงของแข็งบางอย่างมาโดนสะโพกของฉัน ถ้าพี่มินตราไม่มา พี่เขยจะทำแบบนั้นกับฉันจริงๆใช่ไหม?
น้ำตาของฉันเริ่มเอ่อคลอ ทำไมต้องทำแบบนี้ ต้องการบังคับให้ฉันบอกพี่สาวเหรอ?
พี่เขยกับพี่สาวกำลังคุยว่าเช้านี้จะกินอะไรดี ฉันไม่สามารถทนฟังต่อไปได้ จึงทำให้หม้อกระทบกัน ทำให้เกิดเสียงดังเพื่อกลบความฟุ้งซ่านในใจของฉัน
หลังทำทุกอย่างเสร็จ ฉันก็เรียกพี่สาวและพี่เขยมาทานอาหาร
“เรณู สีหน้าของเธอไม่ค่อยดีเลย ดูแลฉันเหนื่อยมากเลยใช่ไหม?” พี่สาวพรางกินข้าวพรางถาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย
สภาพของพี่สาวในตอนนี้ต่างจากแต่ก่อนมาก ผมยุ่งๆ ใส่ชุดนอนตัวใหญ่ๆ ดูแล้วจืดชืดไม่มีชีวิตชีวาเลย
หรือว่าเพราะเป็นแบบนี้ พี่เขยเลยไม่มีอารมณ์อย่างว่ากับพี่สาว?
ตอน 4
บทที่ 4
“ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย เดี๋ยวนอนพักสักงีบก็คงหายแล้วค่ะ” ฉันพยายามยิ้มแล้วพูด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พี่เขยก็กินข้าวปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในใจของฉันรู้สึกเกลียดและโมโห เขาทำกับฉันขนาดนี้ ครู่เดียวสายตาของเขาก็แปลเปลี่ยนเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น พี่เขยเปลี่ยนเป็นแบบนี้