ตอน 1
เจ้าสาวที่เจ็ดของประธาน
บทที่ 1 การเกี่ยวดองกันในสายสกุล
มีผู้หญิงอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่โอ้อวด ไม่โต้เถียง ไม่มีตำหนิ ไม่หุนหันพลันแล่น แม้ว่าจะเหนื่อยยากเพียงใด ก็อยากที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างสง่างาม
เธอเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลเจริญมาศชื่อว่าผลิน
ไม่ว่าจะเป็นระบบสังคมศักดินาแบบเก่าหรือในสังคมปัจจุบัน บุตรชายและบุตรสาวคนโตก็ยังคงมีความสำคัญ แต่อาจเป็นข้อยกเว้นสำหรับตระกูลเจริญมาศ นั่นเพราะบุตรสาวคนโตเป็นบุตรนอกสมรส มันช่างยากที่จะบอกให้ใครฟังเมื่อเธอเกิดจากธนวันกับภรรยาน้อยของเขาที่เป็นนักเต้นรำ
เมื่อวานที่เมือง B ผู้คนกำลังให้ความสนใจกับข่าวอันโด่งดัง นั่นคือการหย่าขาดจากสะไภ้คนที่หกในตระกูลที่มั่งคั่งอย่างตระกูลทรัพยสาน ด้วยเหตุนี้ ผู้อาวุโสหญิงในตระกูลจึงไปที่วัดบนภูเขาเพื่อจุดธูปสวดภาวนาอธิษฐานแด่พระผู้เป็นเจ้าและสอบถามถึงวิธีที่จะสามารถหยุดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ท่านเจ้าอาวาสได้บอกกับผู้อาวุโสหญิงว่า การเกี่ยวดองกันในสายสกุลเท่านั้นถึงจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมของการแต่งงานเช่นนี้ได้
เมือง B ไม่ใช่เมืองเล็ก ๆ ธรรมดาทั่วไป เนื่องด้วยเศรษฐกิจที่พัฒนาไปไกลกับจำนวนประชากรที่มีอยู่มากจึงไม่สามารถนับจำนวนสายสกุลทั้งหมดได้
เมื่อผู้อาวุโสหญิงได้ฟังคำของท่านเจ้าอาวาสก็ให้เกิดความกังวล มีตระกูลในสายสกุลเดียวกันอยู่มากมายเหลือเกิน บุตรสาวของใครกันเล่าจะเป็นสะไภ้ที่เหมาะสมที่สุดกับตระกูลทรัพยสานของเธอ
หลังจากใคร่ครวญแล้วเธอจึงตัดสินใจจัดงานเลี้ยงดูตัว มันคือการที่จะให้บุตรชายของเธอได้เลือกคนที่ถูกใจ แน่นอนว่าเธอจะไม่ให้บุตรสาวบ้านอื่นใดที่ถูกเลือกนั้นแต่งงานอย่างน้อยหน้า หากการดูตัวประสบความสำเร็จ ค่าสินสอดจะเท่ากับหนึ่งพันแปดร้อยล้าน
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือก แต่จะต้องเป็นสายสกุลเดียวกัน ทันทีที่มีข่าวออกมาเมืองทั้งเมืองต่างตื่นเต้นกันไปหมด จำนวนเงินทำให้คนกระหายอยาก แม้ว่าคนผู้นั้นเป็นคนเลวร้ายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงหกครั้ง แต่สำหรับจำนวนเงินถึงหนึ่งพันแปดร้อยล้าน ผู้คนจึงยินดีที่จะส่งบุตรสาวตัวเองเข้าไป
ประตูทองคำไม่สามารถป้องกันเสียงดังที่เกิดจากการทะเลาะกันได้เลย
“คุณบ้าไปแล้วเหรอ จะส่งชุดาไปที่นั่นได้ยังไง ไม่รู้หรือไงว่านายปยุตนั่นเป็นปีศาจเลือดเย็นที่แสนโหดร้าย คุณกำลังจะฆ่าลูกสาวของตัวเอง!”
คนพูดคือธินิดาซึ่งเป็นภรรยาของธนวันที่ใครก็ต่างรู้กันดีว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย
“คุณคิดว่าผมผมดีใจหรอ ตอนนี้บริษัทเรากำลังต้องการเงินทุนมาหมุนเวียน ถ้าได้แต่งงานกับคุณปยุตและอยู่ด้วยกันไปสักเดือน หรืออาจจะสามเดือนแล้วค่อยหย่า ชุดาของเราแค่ต้องอดทนสักหน่อยก็ได้เงินหนึ่งพันแปดร้อยล้านแล้วไม่ดีเหรอ”
"พูดอะไรง่าย ๆ อดทนสักหน่อยอะไร คุณอยากให้ชุดาต้องมีประวัติหย่าร้างเพียงเพราะแค่ต้องการให้เธอแก้ไขวิกฤติของบริษัทอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่มีทางยอมให้คุณใช้ชุดาเป็นตัวแก้ปัญหาหรอกค่ะ”
“แล้วใครจะแก้ปัญหานี้ได้ พวกเขาต้องการคนที่เป็นสายสกุลเดียวกัน”
“คุณนี่ช่างโง่จริง คุณไม่ได้มีลูกสาวอยู่อีกคนเหรอคะ ภาระหน้าที่อันมีเกียรติแบบนี้จะเป็นใครไปได้อีกล่ะคะถ้าไม่ใช่ผลิน”
ที่มุมหนึ่งของกำแพงนั้นมีสาวสวยคนหนึ่งยืนนิ่งเงียบพร้อมกับยกยิ้มมุมปากของเธอขึ้นอย่างเยาะหยัน
ที่ผ่านมาไม่เคยยอมรับเธอเลย แต่ในเวลาอย่างนี้กลับยอมรับว่าเธอเป็นลูกสาวในตระกูลเจริญมาศ
ตอน 2
บทที่2 ภาระหน้าที่อันมีเกียรติ
ภายในห้องโถงที่กว้างขวางโอ่อ่า ธินิดานั่งร้องไห้ฟูมฟายน้ำมูกน้ำตาไหลมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว โดยมีผลินนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ
“ผลิน เธอรู้ไหมว่าผู้จัดการฝ่ายการเงินยักยอกเงินบริษัทของคุณพ่อของเธอ ทำให้บริษัทตกอยู่ในวิกฤติครั้งใหญ่ ตอนนี้เราต้องจ่ายสินเชื่อธนาคาร ถ้าหากเราไม่จ่ายหนี้พวกนั้นเราจะล้มละลาย และพ่อของเธอจะต้องติดคุกด้วย ... "
“ฉันต้องทำอะไรเหรอคะ”
คำถามสั้น ๆ ถูกส่งออกมา นั่นเพราะเธอไม่ต้องการที่จะเสียเวลาไปกับการฟังเรื่องโกหกพวกนั้นอีก
ธินิดาทำทีขยิบตาส่งไปให้สามีของเธอ ธนวันก็รีบแสดงสีหน้าโศกเศร้าขึ้นมาทันทีแล้วพูดขึ้นว่า “วิธีที่จะช่วยพ่อได้ก็คือลูกต้องแต่งงานกับคุณปยุตลูกชายคนเดียวของตระกูลทรัพยสาน ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้ เพียงแต่...”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“เพียงแต่เขามีข่าวลือที่ไม่ค่อยดีนัก แต่มันก็แค่ข่าวลือ พ่อเคยเจอกับเขา เขาดูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง และที่สำคัญคือเป็นคนที่เก่งมาก”
แม้ว่าเธอจะชินกับมันแล้ว แต่ใจเธอก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบ ชายผู้ให้กำเนิดเธอคนนี้นั้นช่างเป็นคนเลือดเย็นและใจร้าย ต่อหน้าเธอดูเหมือนว่าเขาจะเต็มไปด้วยความรักและความรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าเธอกับคนที่ชื่อธนวันคนนี้จะมีสายเลือดเดียวกัน แต่เธอก็ไม่เคยคิดอยากจะเรียกเขาว่าพ่อ
“เขาหย่ามาแล้วหกครั้งใช่ไหมคะ”
ความขมขื่นที่ได้รับมาตลอดหลายปีจนชินชาได้กลายเป็นเกราะปกป้องที่ทำให้เธอเก็บอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ได้
ธินิดาทำทีเป็นสูดน้ำมูกและเข้ามาจับมือเธอ "นี่คือเรื่องที่ฉันรู้สึกผิด ฉันเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ดีเอาเสียเลย ถ้าไม่ใช่เพราะชุดายังเด็กเกินไปฉันก็คงไม่ต้องผิดต่อเธอแบบนี้"
อา..ผลินรู้สึกขบขันอยู่ในใจ เด็กนั่นอ่อนกว่าเธอแค่สามวัน ในปีนั้นธินิดาตั้งครรภ์ในเวลาไล่เลี่ยกันกับแม่ของเธอ กำหนดคลอดของเธอคือเดือนเมษายน แต่เธอกลับคลอดออกมาก่อนกำหนดในเดือนมีนาคม ทั้งที่เธอจะต้องเป็นลูกสาวคนรองก็กลับกลายเป็นว่าเธอต้องเป็นลูกคนโตแทน
ถึงจะบอกว่าเป็นลูกสาวคนโต แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะได้รับความสำคัญและมีความสุขที่ลูกสาวคนโตพึงจะมีเลยสักครั้ง
“อืม ค่ะ”
“เธอตกลงเหรอ”
สองสามีภรรยามองหน้ากัน พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ พวกเขาคิดว่าถ้าเธอไม่ตกลงแล้วล่ะก็ พวกเขาจะแบ่งเงินสินสอดเป็นสักสามส่วนเจ็ดส่วน แน่นอนว่าเป็นของพวกเขาเจ็ดส่วนและสามส่วนสำหรับเธอ
“ใช่ค่ะ ก็พวกคุณอุตส่าห์เลี้ยงดูฉันมานี่คะ ฉันก็ควรทำอะไรเพื่อครอบครัวบ้าง”
“ดูสิดู เธอนี่ช่างเหมาะสมกับการเป็นครูเสียจริง ยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งเข้าใจอะไรง่าย ถ้าชุดามีความฉลาดได้ครึ่งหนึ่งของเธอ ฉันก็คงหัวเราะแม้กระทั่งในฝันแล้วล่ะ”
ไม่ต้องรอให้นอนฝัน ในเมื่อตอนนี้ก็กำลังหัวเราะอยู่
........
ในตอนเช้า ณ อาคารของตระกูลเจริญมาศ มีผู้คนมากมายยืนอยู่หน้าประตูรั้ว
วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการคัดเลือกลูกสะไภ้ของตระกูลทรัพยสาน ผลินถูกธินิดาจับแต่งตัวอย่างประณีตพิถีพิถัน เธองดงาม เหมือนดั่งดอกโบตั๋น มีสเน่ห์อย่างหาที่เปรียบมิได้
“เธอยังไม่ลืมที่ฉันแนะนำในห้องนั่นใช่ไหม”
“ไม่ลืมค่ะ”
“ดีแล้วจ้ะ เราจะรอฟังข่าวดีจากเธอนะ”
คำแนะนำของธินิดาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่องที่เธอจะทำอย่างไรให้ได้รับเลือกจากคุณปยุตและได้แต่งงานเข้าตระกูลทรัพยสาน แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็มีวิธีของเธอเอง
ในขณะที่รถค่อย ๆ ขับเคลื่อนตัวออกไป ธินิดายังรู้สึกว่าคำแนะนำของเธอนั้นไม่เพียงพอ กลัวว่าผลินจะทำมันไม่สำเร็จ เธอวิ่งตามรถไปและสำทับอีกว่า "ผลิน เธอจงจำไว้สามข้อ : เอากลอุบายทั้งหมดที่แม่ของเธอใช้ล่อลวงผู้ชายมาใช้ซะ และจำไว้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะตัดสินว่าตระกูลเจริญมาศจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปหรือต้องล่มสลายลง สุดท้าย ถ้าไม่บรรลุเป้าหมายจงอย่ายอมแพ้!"
เมื่อประโยคสุดท้ายจบลง เธอก็เกือบที่จะแผดเสียงออกมา
ผลินกำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อบาง แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงเรียบเฉยเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอด
ตอน 3
บทที่3 การคัดเลือกภรรยา
คนขับรถของธนวันจอดรถที่หน้าคฤหาสน์สุดหรูซึ่งผสมผสานรูปแบบระหว่างวัฒนธรรมจีนและตะวันตก คฤหาสน์ครอบคลุมพื้นที่หลายพันตารางเมตรซึ่งแสดงถึงความมั่งคั่งและเกียรติยศของตระกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูรั้วที่สูงลิบผู้หญิงหลายคนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเข้าไปในนั้น ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเธอจะต้องเดินกลับออกมาอีกครั้งก็ตาม
ผลินมองออกไปที่นอกหน้าต่าง มีรถยนต์หลายคันจอดอยู่หน้าประตู ดูเหมือนว่าในวันสุดท้ายนี้จะมีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยในสายสกุลเดียวกันที่มาลองเสี่ยงโชคครั้งนี้
“คุณหนูใหญ่เข้าไปข้างในเถอะครับ”
ลุงชูคนขับรถเปิดประตูและทำท่านอบน้อมต่อเธอ
เธอก้าวลงจากรถ และกระซิบบอก“เรียกฉันว่าผลินเถอะค่ะ ถ้าคุณผู้หญิงได้ยินคุณลุงจะถูกดุเอาได้นะคะ”
ลูกสาวในตระกูลเจริญมาศไม่มีพี่น้อง ตระกูลเจริญมาศมีลูกสาวคนเดียว นั่นคือชุดา
ในส่วนกลางของคฤหาสน์มีน้ำพุหลากสีขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนสีไปตามเสียงเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ ผลินก้าวเดินเชื่องช้า มีพนักงานผู้รับผิดชอบในงานเลี้ยงสองคนเดินนำเธอเข้าไปข้างใน เธอลงชื่อในสมุดลงทะเบียนเหมือนกับผู้หญิงทุกคนที่มาสมัครเข้ารับการคัดเลือก ทุกคนกำลังรอเรียกชื่ออย่างอดทน
“ใกล้ถึงเวลาสัมภาษณ์แล้ว โปรดเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์แล้วอย่าเพิ่งรีบกลับ ไม่ว่าคุณจะได้รับคัดเลือกหรือไม่ คุณผู้หญิงของเราเชิญให้พวกคุณร่วมรับประทานอาหารด้วย”
เมื่อพนักงานกล่าวจบ เขาก็หยิบสมุดลงทะเบียนนั่นขึ้นมาและเริ่มอ่านชื่อผู้เข้าสมัครคนแรก“คุณญาตา ได้โปรดตามผมมา”
หญิงสาวตัวเล็กน่ารักดูตื่นเต้น เธอเดินตามเขาออกไปจากห้องโถง ไม่ถึงสิบนาทีเธอก็กลับมาพร้อมกับร้องไห้ เธอหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา เธอได้รับความอัปยศอดสูและออกไปอย่างอับอาย
จากนั้นก็เป็นคนที่สองและสาม พวกเธอเดินเข้าไปอย่างมีความสุขแต่แล้วก็ร้องไห้กลับออกมา คนที่ยังไม่ได้ถูกเรียกเข้าสัมภาษณ์ต่างตื่นตระหนก ความมั่นใจที่เคยมีก็เริ่มหมดไป เมื่อความมั่นใจหดหาย ความกล้าที่จะก้าวออกจากห้องโถงก็หมดลงไปด้วย
ในบรรดาหญิงสาวหกคนที่เหลือ มีเพียงผลินเท่านั้นที่นิ่งสงบ เธอไม่ได้มีส่วนร่วมในวงสนทนาเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ที่กำลังพากันเดาสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีรับมือกับคนร้ายกาจตามข่าวลือ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วพิมพ์ส่งข้อความ
ในที่สุดก็ถึงคิวของเธอ คนอื่น ๆ ต่างส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมาให้ แต่เธอก็หาได้มีความตึงเครียดหรือวิตกกังวลใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เมื่อออกจากห้องโถง ลุงชูคนขับรถกำลังยืนรอเธออยู่ที่หน้าประตู“คุณหนู นี่คือของที่คุณต้องการให้ซื้อครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอรับมาและเดินตามพนักงานคนนั้นเข้าไปในห้องมืด
ม่านถูกปิดอย่างมิดชิดเพื่อกั้นแสงสว่างจากภายนอก เมื่อทั้งห้องไม่มีแสงสว่างบรรยากาศโดยรอบก็ชวนให้อึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก
ทางฝั่งซ้ายของห้องมีชายคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำ เส้นผมตรงสีดำเข้ม คิ้วเฉียงดั่งคมดาบ ดวงตาเรียวเล็กแหลมคมดำขลับ ริมฝีปากบางสีสด โครงหน้าคมชัด รูปร่างสูงเพรียวแต่ไม่กำยำเปรียบเสมือนนกอินทรีย์ที่อยู่ท่ามกลางความมืด เยือกเย็นเย่อหยิ่ง โดดเดี่ยวทว่ามีชีวิตชีวา และสิ่งที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจนคือพลังแห่งความแข็งแกร่งแม้จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางห้องกว้างก็ตาม
ผลินมองไปที่เขาอย่างไม่เกรงกลัวและนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างใจเย็น เปิดถุงพลาสติกในมือและหยิบเอากระดาษทิชชูแผ่นใหญ่วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
“นั่นคืออะไร”
เห็นได้ชัดว่าการกระทำของเธอค่อนข้างเข้าใจยาก นั่นจึงส่งผลให้ชายหนุ่มเกิดความสงสัยจนเรียวคิ้วขมวดมุ่น
“เอาไว้เช็ดน้ำตาค่ะ”
เธอกล่าวตอบสั้น ๆ
ชายหนุ่มชะงักไปแล้วจึงหัวเราะออกมาแผ่วเบา“คุณคิดว่าผู้หญิงที่เข้ามาในนี้จะต้องร้องไห้ทุกคนอย่างนั้นหรือ”
“แต่อย่างน้อยที่ผ่านมาก็ไม่มีใครหัวเราะเลยนี่คะ”
“นั่นเป็นเพราะคำถามที่ฉันถาม และคำตอบของพวกเธอก็ไม่น่าพอใจ”
“ผู้หญิงที่เข้ามา ตอบคำถามของคุณทุกคนเหรอคะ”
“ใช่”
ผลินพยักหน้าตอบรับ“โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณถามได้เลยค่ะ”
“คุณรู้ไหมว่าผมผ่านการหย่ามากี่ครั้งแล้ว”
“หกครั้งค่ะ”
“คุณคิดว่าคนที่จัดการเรื่องในครอบครัวไม่ได้จะมีความสามารถบริหารบริษัทได้หรือไม่”
"ฉันคิดว่ามีความสามารถค่ะ เพราะปัญหาทางด้านอารมณ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำงาน ท่านประธานเหมาเองก็สามารถก่อตั้งประเทศจีนใหม่ได้สำเร็จ แม้ว่าท่านจะจัดการเรื่องภายในครอบครัวได้ไม่ดีก็ตาม"
คำตอบนั้นช่างเป็นกลางและลึกซึ้ง เป็นการพูดเรื่องจริงที่ไม่มีคำเยินยอ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับบรรดาหญิงสาวก่อนหน้านี้ที่ดูไม่มีความคิดแม้แต่คนเดียว ปยุตยากจะยับยั้งตัวเองไม่ให้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอได้ พลางถาม “คุณชื่ออะไร”
“ผลินค่ะ”
“ออกไปได้แล้ว”
เขาไม่ได้บอกว่าเธอมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ แค่เปล่งเสียงไปทางประตู“คนต่อไป”
“คุณจะเลือกฉันใช่ไหมคะ”
เธอไม่ได้ออกไปจากห้องทันที แต่จ้องมองและเอ่ยถามเขาอย่างนอบน้อม
ปยุตหันมาให้ความสนใจแล้วเอ่ยถาม“ทำไมต้องเลือกคุณ ผมขอเหตุผล”
“ฉันมั่นใจว่าฉันจะเป็นภรรยาคนสุดท้ายของคุณ”
“หืมม ภรรยาคนสุดท้ายอย่างนั้นหรือ”เขาหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา สายตาแสดงออกว่าเยาะหยัน “ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าพูดจาอวดดีต่อหน้าผม”
“ถ้าคุณคิดว่าฉันไม่มีความสามารถพอก็ทดสอบฉันได้เลยค่ะ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะกลัวว่าฉันจะมีความสามารถจริง ๆ”
หึหึ เขาหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย ซึ่งมันกระตุ้นความสนใจแก่เธอ“โอเค เพื่อความกล้าหาญของคุณ อย่างนั้นผมจะให้โอกาส แต่จงจำเอาไว้ มันไม่สำคัญว่าผมจะเลือกใคร เพราะผมจะไม่มีวันรักผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น”