ตอน 2
คุณหมอสุเรศ
บทที่2ไร้ผู้สืบสกุล
“คิดไม่ถึงเลยว่าลูกสาวของหมอหลวงโล่จะหน้าตาสวยขนาดนี้พี่สี่ท่านว่าจริงไหม?”
ชายชั่วบ้าตัณหาหันกลับมามองไปที่คนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้
โล่หวินหลานเองก็มองไปเช่นกัน
เก้าอี้ตรงกลางห้องมีชายสวมชุดเจ้าบ่าวนั่งอยู่ตรงนั้น
เขาสวมหน้ากากรูปปีศาจอัปลักษณ์ภายใต้หน้ากากนั้นมีสายตาลึบลับที่คาดเดาไม่ได้คู่หนึ่ง
เขาน่าจะเป็นหมิงอ๋องโม่ฉีหมิง
โม่ฉีหมิงกับโล่หวินหลานสบตากันเสี้ยววินาทีนั้นตาของเขาก็เป็นประกาย
สายตาของผู้หญิงคนนั้นไม่มีความกลัวเลยแถมยังจ้องมองมาที่เขาอีกด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าบรรดาผู้หญิงมากมายเมื่อรู้เรื่องของตัวเขาจะมีคนที่ไม่กลัวด้วย
แต่ก็น่าเสียดายความงามของนาง
สายตาชายชั่วบ้าตัณหาจ้องไปที่ตัวของโล่หวินหลาน
“พี่สี่แต่งชายาเข้าจวนตั้งหลายคนก็มีคนนี้นี่แหละที่หน้าตาดีไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่บนตัวข้าแล้วจะเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นไหมนะ?”
สีหน้าของโม่ฉีมู่มีรอยยิ้มชั่วร้ายแล้วค่อยๆเดินบีบเข้ามา
โล่หวินหลานรู้สึกโกรธมาก
หมิงอ๋องคนนี้ไม่เพียงแค่พิการยังโรคจิตอีกด้วย
เจ้าสาวหลายคนก่อนหน้านี้หรือว่าจะถูกหยามเกียรติจนต้องตาย?
ขณะที่มือของโม่ฉีมู่สัมผัสไปถูดเสื้อผ้าของโล่หวินหลาน
โม่ฉีมู่ค่อยๆเงิยหน้าขึ้นมามองไปที่โล่หวินหลานที่ไม่ตกใจและไม่ตื่นกลัวจู่ๆเขาก็ยิ้มขึ้นมา
“ข้าแตะต้องผู้หญิงมานับไม่ถ้วนเจ้าเป็นคนแรกที่ถามว่าข้าเป็นใครข้าก็จะบอกเจ้าให้เพราะยังไงเจ้าก็จะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานแล้วข้าคือหลินอ๋องเจ้าจำได้แล้วใช่ไหม?”
หลินอ๋องโม่ฉีมู่
โล่หวินหลานไม่ได้มีความประทับใจอะไรกับคนๆนี้รู้แค่ว่าเขาคือน้องชายแท้ๆของเวินอ๋องโม่ฉีหานที่ฮ่องเฮาทรงเป็นผู้เลี้ยงดู
“จำได้แล้ว”
โล่หวินหลานยิ้มนิ้วมือค่อยๆจับไปที่มีดสั้น
“ค่ำคืนนี้ข้าจะถนุถนอมเจ้าอย่างดี”
โม่ฉีมู่พูดแล้วก็กลายร่างราวกับสัตว์ร้ายพุ่งเข้าใส่ตัวโล่หวินหลาน
โล่หวินหลานจู่ๆก็ยื่นมือออกมาแล้วโอบไปที่คอของเขา
เจ้าสาวจู่โจมใส่เขาเองโม่ฉีมู่ต้องดีใจอยู่แล้ว
ขณะที่โม่ฉีมู่ผ่อนคลายไม่ทันระวังตัวโล่หวินหลานก็ดึงปิ่นกลัดผมออกมาแล้วมองไปที่หลังต้นคอของโม่ฉีมู่แล้วแทงเข้าไปที่จุดหมาเสวียน
โม่ฉีมู่ตัวอ่อนลงจากนั้นก็ไม่ขยับอีกเลย
“เจ้าทำอะไรกับข้า?”
สีหน้าของโม่ฉีมู่ดุดัน
โล่หวินหลานลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าของตัวเองเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้ม
“หลินอ๋องข้ามอบของขวัญให้เจ้าสักชิ้นดีไหม?เจ้าชอบรังแกผู้หญิงใช่ไหม?วันนี้ข้าจะให้เจ้าหกคำ”
โล่หวินหลานพูดแล้วก็หยิบผ้าขาวบนเตียงมาแล้วหยัดเข้าปากของโม่ฉีมู่
จากนั้นก็หยิบมีดสั้นจากในอกออกมาแล้วก็เชือดไปที่ด้านล่างของโม่ฉีมู่
โม่ฉีมู่ตาโตเจ็บปวดจนสลบไป
“ไร้ทายาทสืบสกุล”
โลหวินหลานพูดแล้วก็กวาดสายตาไปที่โม่ฉีหมิง
“ข้าตัดน้องชายของหลินอ๋องท่านอ๋องคงไม่ว่าอะไรข้าใช่ไหม?”
โล่หวินหลานกระโดดลงจากเตียงแล้วโยนมีดสั้นไปที่หน้าของโม่ฉีหมิง
โม่ฉีหมิงเงยหน้าไปมองนางตั้งแต่นางถามว่าหลินอ๋องเป็นใครโม่ฉีหมิงก็เริ่มสนใจในตัวนางแล้ว
เดิมทีเขาแค่อยากจะรู้ว่านางคิดจะทำอะไรแต่มันทำให้เขาต้องตกใจ
ผู้หญิงคนนี้ใจกล้ามากเกินไปแล้ว
“ทำไมถึงทำแบบนี้?”โม่ฉีหมิงจ้องไปที่โล่หวินหลาน
ตอนมีราชโองการพระราชทานการแต่งงานโม่ฉีหมิงคิดแค่ว่าก็คงไม่ต่างจากเมื่อก่อน
ดังนั้นก็เลยไม่ได้ให้คนไปสืบประวัติของโล่หวินหลานแต่ตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคิดก็ได้
“ไม่ทำแบบนี้ข้าก็ต้องเสียความบริสุทธิ์ของข้าไปสิจริงไหม?หากข้าถูกย่ำยี่ข้าจะมีชีวิตถึงพรุ่งนี้ได้ยังไง?ท่านอ๋องท่านช่วยข้าไม่ได้ข้าก็ต้องช่วยตัวเองสิ”
โล่หวินหลานเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆโม่ฉีหมิง
จากนั้นก็ยกกาน้ำชาแล้วรินน้ำให้ตัวเอง
โม่ฉีหมิงมองนางทำตัวสบายๆไม่คิดว่านี่คือความกล้าของนางสายตามันเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
นางคิดว่ากำลังช่วยตัวเองอยู่หรอ?เป็นผู้หญิงที่โง่จริงๆ!
“เจ้าทำแบบนี้ก็มีแต่ตายเท่านั้นเจ้าไม่รู้หรือไง?เจ้าคิดว่าหลินอ๋องจะปล่อยเจ้าไปหรอเจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะปล่อยเจ้าไปหรอเจ้าคิดว่าเวินอ๋องจะปล่อยเจ้าไปหรอ?ฮ่องเฮากับพระสนมต้วนจะปล่อยเจ้าไปงั้นหรอ?เจ้าเคยคิดบ้างไหมเจ้าลงมือแบบนี้เจ้าจะต้องตายอย่างน่าอนาถกว่า?”โม่ฉีหมิงถามนาง
สายตาของโม่หวินหลานเหมือนจะมีความตกใจนางลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่โลกปัจจุบัน
ในยุคปัจจุบันการทำแบบนี้ถือว่าเป็นการป้องกันตัว
แต่ว่านี่คือยุคสมัยที่ไม่ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์นางเพิ่งตัดไอ้นั่นของท่านอ๋องคนหนึ่งไป
เบื้องหลังของเขามันทำให้นางตายได้เป็นหมื่นครั้ง
ตอน 3
บทที่3สะกดจิต
โล่หวินหลานวางแก้วชาแล้วมองไปที่โม่ฉีหมิงใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกับสายตาที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิง:“ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านอ๋องงจะปล่อยข้าไปไหม?”
สีหน้าของโม่ฉีหมิงภายใต้หน้ากากเต็มไปด้วยความตกใจสายตาของเขาเป็นประกายแล้วพูดว่า:“คนไร้ประโยชน์เช่นข้าต่อให้ปล่อยเจ้าไปก็ไม่มีปัญญาปกป้องเจ้าได้”
บทที่เขาพูดประโยคนี้ออกมาบรรยากาศมันเต็มไปด้วยความอึมครึม
แต่โล่หวินหลานกลับไปกลัวนางหันหน้ามาแล้วก็ถอดหน้ากากของเขาออกโม่ฉีหมิงคิดไม่ถึงเลยว่านางจะทำแบบนี้สายตาของเขาโกรธมาก
รนหาที่ตายจริงๆเขากลัวคนอื่นเห็นใบหน้าของเขาที่สุดโดยเฉพาะเวลาคนเห็นแล้วมีสีหน้าตกใจกลัวเขากำหมัดแน่น
หลังจากที่เห็นใบหน้าของโม่ฉีหมิงแล้วโล่หวินหลานก็ตกใจแต่ก็รีบข่มสีหน้าเอาไว้แล้วยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆภายใต้หน้ากากใบหน้าของโม่ฉีหมิงถูกไฟครอกเสีหายบนหน้ามีรอยแผลฉกรรจ์เต็มไปหมดแต่ใบหน้าอีกข้างหนึ่งยังคงหล่อเหลา
“ใครให้เจ้า......”โม่ฉีหมิงจับเก้าอี้ไว้แน่นหลบสายาของโล่หวินหลานใบหน้าของเขาโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหลายปีมานี่ยังไม่เคยมีใครถอดหน้ากากของเขาออกเลย
โล่หวินหลานไม่ได้สนใจที่โม่ฉีหมิงโกรธเลยแต่กลับตอบกลับเขากลับไปตามหลักการแพทย์:“แผลไฟไหม้นี่น่าจะประมาณสิบปีแล้วใช่ไหม?”
สิบปีในหัวของโม่ฉีหมิงมีเรื่องราวไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อนลอยขึ้นมาเรื่องราวในวันนั้นเขาไม่มีทางลืมได้เมื่อคิดถึงอดีตสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเขายังคงนึกถึงเปลวเพลิงที่ลุกโชนในวันนั้นอยู่
โล่หวินหลานเห็นสีหน้าอาการของโม่ฉีหมิงนางตั้งใจมองไปที่โม่ฉีหมิงแล้วพูดด้วยความอ่อนโยนว่า:“หายใจลึกๆผ่อนคลายนะอย่าไปคิดอะไรมาก”
โม่ฉีหมิงทำตามที่โล่หวินหลานบอกโดยไม่ได้ตั้งใจเขาปิดตาสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆปล่อยให้ความทรงจำเหล่านั้นสลายไป
หลังจากที่โม่ฉีหมิงดีขึ้นแล้วเขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาโล่หวินหลานก็ถอนหายใจแล้วพูดอย่างเสียใจว่า:“ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องนึกถึงเรื่องที่ไม่สบายใจแต่ว่าเจ้าวางใจได้ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลบนใบหน้าของเจ้าหรือบาดแผลในใจของเจ้าข้าจะรักษามันเอง”โล่หวินหลานสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวในใจของเขา
โม่ฉีหมิงค่อยๆหันหน้าไปสายตาของเขามองไปที่มีดที่แทงอยู่ที่ไอ้นั่นของโม่ฉีมู่“เจ้าคิดก่อนดีไหมว่าจะรักษาชีวิตน้อยๆของเจ้ายังไง”
เหมือนนางนึกขึ้นมาได้โล่หวินหลานแลบลิ้นออกมา:“ข้าเกือบลืมไปเลย”นางกลับมานั่งที่เดิมโม่ฉีหมิงสวมหน้ากากปีศาจของเขาอีกครั้ง
“ถ้าให้หลินอ๋องบอกว่าเขาทำของเขาเองแบบนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้วใช่ไหม?”โล่หวินหลานกระพริบตาแล้วมองเขา
โม่ฉีหมิงคิดว่าตัวเองฟังผิดไปเขาหันไปมองนางเห็นโล่หวินหลานพูดว่า:“เอาแบบนี้แหละ”จากนั้นก็เดินถือมีดสั้นไปที่หน้าเตียง
โล่หวินหลานทำให้โม่ฉีมู่ฟื้นขึ้นมาแล้วเอาผ้าขาวที่ยัดไว้ในปากเขาออก
เมื่อฟื้นขึ้นมาโม่ฉีมู่รู้สึกเจ็บช่วงล่างมากเขาพยายามขยับตัวสายตาจ้องไปที่โล่หวินหลานอย่างโหด“เจ้าทำอะไรกับข้า?”โม่ฉีมู่เจ็บจนเหงื่อไหล
โล่หวินหลานมองไปที่โม่ฉีมู่แล้วยิ้มจากนั้นก็ใช้นิ้วขาวเรียวยาวชี้ไปที่หน้าของโม่ฉีมู่แล้วแกว่ง:“ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าเจ้าทำตัวเจ้าเอง”
โม่ฉีมู่มองนิ้วของนางแกว่งไปแกว่งมาจนสมองสับสนจากนั้นก็ถามว่า:“ข้าทำอะไรกับตัวเอง?”
โล่หวินหลานยิ้มแล้วพูดว่า:“ฝึกวิชานี้จะต้องตอนของตัวเองเจ้าต้องการฝึกวิชาคัมภีร์ทานตะวันก็ตอนของตัวเองทิ้งไป”
โม่ฉีมู่พูดตามที่นางพูด:“ฝึกวิชานี้จะต้องตอนของตัวเองเจ้าต้องการฝึกวิชาคัมภีร์ทานตะวันก็ตอนของตัวเองทิ้งไป”
“ใช่แล้วแบบนี้แหละหากใครถามเจ้าก็ตอบเขาไปแบบนี้จำได้หรือยัง?”โล่หวินหลานถามน้ำเสียงของนางมอมเมามากเหมือนมีพลังของปีศาจซ่อนอยู่
“จำได้แล้ว”สายตาของโม่ฉีมู่ไม่มีสติ
โล่หวินหลานแอบดีใจคิดว่าการเป็นหมอไม่เพียงต้องช่วยรักษาโรคยังต้องรักษาใจด้วยดังนั้นปกตินางก็จะฝึกฝนและเรียนรู้วิชาจิตวิทยากับวิชาสะกดจิตไม่คิดว่าตอนนี้มันจะใช้ได้ผล
ใช้วิชาสะกดจิตเพื่อเปลี่ยนความคิดคนๆหนึ่งในระยะสั้นนางพอจะมั่นใจอยู่บ้าง
“เอาล่ะเจ้าง่วงแล้วนอนซะในฝันจงจำไว้ให้ดีฝึกวิชาคัมภีร์ทานตะวันก็เลยตัดไอ้นั่นของตัวเองทิ้ง”โล่หวินหลานพูดแล้วมองไปที่โม่ฉีมู่ปิดตาหลับไป
โม่ฉีหมิงไม่พูดหรือแสดงท่าทีอะไรมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดในใจก็แอบคิดว่าโล่หวินหลานกำลังเล่นลูกไม้อะไรอยู่?
“เอาล่ะท่านอ๋องท่านสั่งให้คนไปส่งหลินอ๋องกลับไปให้หมอหลวงรักษาได้แล้วแต่ว่าข้าคิดว่าครึ่งชีวิตที่เหลือหลินอ๋องน่าจะกลายเป็นขันทีแล้วล่ะ”โล่หวินหลานยิ้มอย่างอารมณ์ดีข้ามเวลามาวันแรกก็สั่งสอนคนเลวๆได้นางคิดว่าประสบความสำเร็จมาก
เขาทำได้แค่ถอนหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นผู้หญิงคนนั้นมีอะไรที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ
“เจ้าแน่ใจนะแบบนี้ได้ผล?”
โม่ฉีหมิงพูดอย่างเรียบๆ
ตอน 4
บทที่4ผู้หญิงใจกล้า
โล่หวินหลานเงยหน้าพยักหน้าแล้วพูดว่า:“ข้ารับประกันว่าพรุ่งนี้พอเขาตื่นมาเรื่องของหลินอ๋องจะไม่เกี่ยวกับเรา”
โม่ฉีหมิงถอนหายใจแล้วตะโกนออกไปนอกประตูว่า:“ฉินหยิ่น”ชายสวมชุดองครักษ์ของจวนอ๋องคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
ฉินหยิ่นทำความเคารพโม่ฉีหมิงโม่ฉีหมิงพูดว่า:“ส่งหลินอ๋อง