ตอน 1
แม่มด
ตอนที่ 1 โลกคู่ขนาน
ณ โลกคู่ขนานซึ่งเป็นดินแดนอันห่างไกลจากโลกมนุษย์หลายล้านปีแสง แม้สถานที่แห่งนี้จะอยู่ไกลมาก แต่สภาพแวดล้อมกลับเหมือนโลกมนุษย์ในยุคหินไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย
ยกเว้นวิหารทรงโดมขนาดมหึมาที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโบราณและมีความสูงสามชั้นโดยมีอิฐเผาก้อนใหญ่เป็นโครงสร้างหลักที่ใช้สำหรับเป็นที่ประชุมของบรรดาแม่มดในดินแดนนี้ ซึ่งมันมีอายุไม่น้อยกว่าแปดหมื่นปี
แม่มดเป็นผู้ที่มีพลังทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและเป็นผู้ปรุงยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรค อีกทั้งยังมีการบูชาธรรมชาติ เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขา แม่น้ำ และเทพเจ้าต่าง ๆ
อย่างไรก็ตามแม่มดแบ่งออกเป็นแม่มดสายขาวกับสายดำ ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงสีผิว แต่เป็นลักษณะของเวทย์มนตร์ที่แม่มดใช้และต้นสังกัดที่บรรดาแม่มดทั้งหลายสังกัดอยู่ต่างหาก
โดยแม่มดสายดำคือพวกที่เคารพบูชาซาตานและใช้เวทย์มนตร์โดยอาศัยความช่วยเหลือภูตผีปีศาจร้ายและวิญญาณชั่ว ส่วนแม่มดสายขาวเป็นพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
กลางดึกสงัดในยามค่ำคืนมีผู้หญิงในชุดคลุมสีขาวกำลังยืนหลบอยู่บริเวณมุมตึกด้วยท่าทางกระสับกระส่าย ขณะที่ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“รออะไรอยู่ล่ะ รีบเข้าไปสิ” เจ้าแมวสีขาวตัวน้อยเร่งเร้านายหญิงอย่างหงุดหงิด
“รู้แล้วน่า รอแป๊บ” ฮันเป่าเม่ยกระซิบอย่างแผ่วเบา
แมวตัวนี้มีอายุเกือบจะสองหมื่นปีแล้ว มันจึงค่อนข้างเจ้าอารมณ์ราวกับว่ากำลังอยู่ในวัยทองที่พร้อมจะเกรี้ยวกราดได้ทุกห้านาทีโดยไม่ต้องมีเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น
ใช่! มันอายุเกือบจะสองหมื่นปีจริง ๆ เพราะดินแดนแห่งนี้คือเมืองแม่มด เมืองแห่งเวทย์มนตร์ที่น่าหลงใหล
แมวสีขาวขนยาวปุกปุยที่มีดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีฟ้าสดใสและอีกข้างหนึ่งเป็นสีเหลืองอำพันที่แสนจะงดงามจนน่าอิจฉา มิหนำซ้ำมันยังสามารถหายตัวได้และไปมาอย่างไร้ร่องรอย
อีกทั้งมันยังเป็นแมวแสนรู้ที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้และล่วงรู้ความคิดที่อยู่ในใจผู้คนด้วยการมองผ่านเพียงแวบเดียวเท่านั้น
สำหรับนายหญิงของมันก็มีอายุเท่ากัน เพราะทั้งสองเกิดวันเดือนปีเดียวกัน และอยู่ร่วมกันมานับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ดังนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องความสนิทสนมหรือการรู้ใจเพราะแค่มองตาพวกเขาก็ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร จากนั้นนายหญิงก็สั่งว่า
“มุ้งมิ้ง!นำทางไปสิ!”
“ได้เลย นายหญิง”
และด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวของผู้หญิงคนนี้ ทันใดนั้นประตูก็ค่อย ๆ แง้มออกจนเปิดกว้างในที่สุด
เมื่อเข้ามาด้านในแล้วหญิงสาวก็รีบปิดประตูให้เหมือนเดิมอย่างแผ่วเบาโดยไม่มีเสียงเกิดขึ้นเลย และค่อย ๆ ย่องตามเจ้าแมวตัวแสบไป
ท่ามกลางความเงียบสงบเธอก็ดีดนิ้วอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันทำให้เกิดเปลวไฟขึ้นที่ปลายนิ้วชี้ของเธอเพื่อใช้เป็นแสงส่องนำทาง
ในชั่วอึดใจต่อมาสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดก็เดินขึ้นมาถึงบริเวณชั้นสามของวิหารที่บรรยากาศแสนจะเงียบสงบ
“ทางนี้..ทางนี้..เร็ว ๆ เข้า มัวแต่ชักช้าอยู่นั่น..”
“รู้แล้ว! อย่าส่งเสียงดังสิ! เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอก” หลังจากดุสัตว์เลี้ยงตัวน้อยแล้ว เธอก็เอ่ยถามมันว่า
“อยู่ในห้องนี้เหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ห้องนี้ต้องใช้คาถานะถึงจะเปิดได้”
“ตกลง! ถ้าอย่างนั้นหยุดพูดก่อน”
“…”
ห้องนี้คือห้องลับที่อยู่ในอาคารของกระทรวงเวทย์มนตร์แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บตำราสำคัญ ๆ มากมายเกี่ยวกับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแม่มด โดยภายในมีลักษณะเหมือนกับห้องสมุดขนาดใหญ่มหึมา ขณะที่หนังสือแต่ละเล่มก็มีขนาดใหญ่กว่าหนังสือบนโลกมนุษย์เราถึงสี่เท่า
เมื่อเข้าไปด้านใน หลังจากดับไฟที่ปลายนิ้วชี้แล้ว เธอก็เริ่มร่ายเวทย์มนตร์เพื่อให้ทั้งห้องสว่างขึ้นด้วยแสงสีเหลืองอ่อนที่ค่อนข้างสลัว ส่งผลให้มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจนต้องร้องอุทานออกมาว่า
“โอ้โห! ทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนี้ล่ะ! แล้วจะหาเจอได้ยังไงเนี่ย?”
“แล้วจะมีเวทย์มนตร์เอาไว้ทำไม?…มีแล้วก็ใช้สิ!…”เจ้าแมววัยทองเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง
ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน บุตรสาวของเธอที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับการร่ายมนตร์เพื่อต้องการไต่อันดับขึ้นไปสู่ตำแหน่งผู้นำแม่มดน้อย
ซึ่งปรากฏว่าบุตรสาวของเธอร่ายมนตร์ผิดบทหรือลืมเนื้อหาของบางเวทย์มนตร์บางประโยคก็ไม่ทราบได้ แต่ผลลัพธ์ของมันคือ ปิงเอ๋อผู้เป็นบุตรสาวของเธอเกิดอาการชักกระตุกอยู่นานจนหมดสติไปในที่สุด และจนป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นเลย แม้ว่าจะพยายามแก้ไขมาแล้วหลายร้อยวิธี
แต่นับว่ายังโชคดีที่ร่างกายของเด็กสาวยังมีอุณหภูมิปกติและชีพจรกับหัวใจยังเต้นคงที่ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่เธอต้องมาที่นี่ในตอนนี้ เนื่องจากเธอต้องการค้นหาตำราที่สามารถทำให้บุตรสาวของเธอฟื้นขึ้นมาได้
จากนั้นเธอจึงรวบรวมพลังและเพ่งจิตวิญญาณไปทั่วทุกมุมห้องเพื่อสอดส่องหาตำราที่ต้องการ และในที่สุดเธอก็พบว่า บริเวณมุมห้องทางด้านขวามือเกิดประกายสว่างวาบเจิดจ้าขึ้นจนทำให้เธอกับเจ้าแมวน้อยต้องยกมือขึ้นมาปิดตา
โดยไม่รอช้าทั้งคู่ก็รีบวิ่งไปที่ตำแหน่งนั้นทันที
“ใช่แล้ว..ใช่แล้ว…เล่มนี้แหละ”แมวน้อยร้องขึ้นด้วยความดีใจพร้อมกับกระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ของนายหญิงและสั่งว่า
“ไหนลองเปิดดูสิ”
“ตกลง ใครเป็นนาย ใครเป็นบ่าวเนี่ย? สั่งทุกเรื่องเลยนะเราอะ!”
“แฮ่…ลืมตัวไปนิสนุง…ฮ่าฮ่าฮ่า”
“มันอยู่ชั้นบนสุดอะ..ข้าสูงไม่ถึง” ฮันเป่าเม่ยบ่นพึมพำ
“ท่านเป็นแม่มดไม่ใช่เหรอ? เสกให้มันลงมาสิ!”
“อ้าวเหรอ? เออ..เออ..ลืมไป โทษที!”
“…”
ของแบบนี้มันลืมกันได้ด้วยเหรอวะเนี่ย?
ตอน 2
ตอนที่ 2 อาจารย์หมอ
แม้บุตรสาวของเธอจะนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามาแล้วหลายวัน แต่สภาพร่างกายก็ยังคงเป็นปกติดีอยู่ เนื่องจากบรรดาแม่มดเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องทานอาหารเหมือนกับมนุษย์โลกเพราะพวกเขาอิ่มทิพย์
ตอนนี้เมื่อหนังสือเล่มนั้นมาอยู่ในมือของตนเองแล้ว แม่มดวัยกลางคนก็บ่นว่า
“ทำไมมันถึงหนักอย่างนี้ล่ะ?”
“พูดมากอยู่ได้ เปิดดูสิว่ามันใช่หรือเปล่า?” เจ้าแมวที่เกาะอยู่บนไหล่ของเธอเริ่มรำคาญ
“ก็ได้!”
เมื่อกล่าวจบ เธอก็เปิดปกหนังสือเล่มนั้นอย่างทะนุถนอม แต่ทันใดนั้นเองแสงสว่างอันเจิดจ้าที่รุนแรงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันมีแรงดึงดูดมหาศาลดึงร่างของพวกเขาทั้งสองเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วจนน่าขนหัวลุกท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำกล่าวได้
“ว้าย!!! มุ้งมิ้ง…เกิดอะไรขึ้น???”
“จะไปรู้ได้ไง! …แต่มุ้งมิ้งกลัว..งือ..”
“… …”
—-
ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตรแห่งหนึ่งมีหญิงสาวอายุประมาณสิบแปดปีเกิดอุบัติเหตุถูกรถเฉี่ยวชนและนอนหมดสติมาเป็นเวลาร่วมเดือนแล้ว หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรานั่นเอง
“คุณหมอคะ ลูกสาวของฉันนอนอยู่บนเตียงแบบนี้มาเป็นเดือนแล้วนะคะ เมื่อไหร่เธอถึงจะฟื้นสักที?”
“อาการของเธอก็เป็นปกติทุกอย่างนะครับ แต่ทำไมถึงยังไม่ฟื้น…อันนี้หมอก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เหมือนกันครับ?!”
“ดีนะคะที่เธอมีประกันอุบัติเหตุที่ทางโรงเรียนของเธอทำให้ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีปัญหาจ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน”
“นับว่ายังมีโชคดีในความโชคร้าย…แต่มันก็เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ” หลังจากเกาศีรษะด้วยความงุนงงแล้ว คุณหมอก็กล่าวอีกว่า
“พรุ่งนี้จะมีแพทย์เฉพาะทางที่เป็นอาจารย์หมอจากเมืองหลวงเดินทางมาตรวจดูอาการนะครับ…คุณหมอท่านนี้เก่งมากจริง ๆ …ท่านจะต้องช่วยลูกสาวของคุณได้อย่างแน่นอน”
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”
ทางบ้านของเด็กสาวคนนี้มีฐานะยากจนมาก และมารดาของเธอทำงานอยู่ที่สุขาภิบาลของจังหวัด โดยทำหน้าที่เป็นคนกวาดถนน ส่วนบิดาของเธอก็ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์จึงทำมาหากินไม่ได้และต้องนอนติดเตียงอยู่ที่บ้าน แต่โชคดีที่มีคุณย่าของเด็กสาวคอยดูแลอยู่ แม้ว่าเธอจะมีอายุเจ็ดสิบปีแล้วก็ตาม
ครั้งนี้เมื่อบุตรสาวประสบอุบัติเหตุและต้องนอนโรงพยาบาล ผู้เป็นมารดาจึงต้องมาที่โรงพยาบาลทุกวันหลังเลิกงานในเวลาสามโมงเย็นเพื่อนั่งเฝ้าเธออยู่จนมืดด้วยความเป็นห่วงและกลุ้มใจเป็นที่สุดก่อนที่จะเดินทางกลับที่พัก
เฮ้อ!!! เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ!
ในสังคมยุคปัจจุบัน ครอบครัวคนมีรายได้น้อยอย่างเธอไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับเรื่องอาหารการกิน ทำให้เธอต้องแวะตลาดเพื่อไปซื้อไข่กับผักเพื่อไปทำอาหารค่ำให้กับคนในครัว และมันก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน
ลำพังเงินเดือนของเธอคนเดียวก็สามารถใช้ได้เพียงแค่เดือนชนเดือนเท่านั้น ดังนั้นอาหารอย่างอื่นพวกเธอคงไม่กล้าฝันถึง เพราะมันดูจะไกลเกินเอื้อมสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างเธอ และเมื่อกลับถึงบ้านพักที่สร้างจากไม้หลังเก่าซ่อมซ่อที่ครอบครัวของเธอเช่าอยู่ เธอก็ทำทุกอย่างเป็นปกติเหมือนเช่นทุกวัน
เมื่อเห็นลูกสะใภ้กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว หญิงชราผู้ซึ่งเป็นแม่สามีก็เอ่ยถามว่า
“เป่าเม่ยเป็นยังไงบ้าง?”
“เหมือนเดิมค่ะแม่ แต่พรุ่งนี้จะมีอาจารย์หมอมาดูอาการเธอค่ะ!” หวังลี่เจินตอบด้วยแววตาแห่งความหวัง
“โอ! ครั้งนี้ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเธอด้วยเถิด! เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะไปวัดเพื่อสวดมนต์ขอพรให้เป่าเม่ยฟื้นไว ๆ ”
“หนูก็หวังที่จะให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน พรุ่งนี้วันหยุดหนูจะรีบไปรอพบอาจารย์หมอแต่เช้า”
——-
เช้าวันรุ่งขึ้นมารดาของเธอก็ไปที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้า หลังจากป้อนอาหารสามีเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้กำลังนั่งรอคุณหมออย่างใจจดใจจ่ออยู่ข้างเตียงของบุตรสาว
ต่อมาไม่นานคุณหมอเจ้าของไข้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายชราท่านหนึ่งที่ใส่ชุดกาวน์และมีหูฟังประจำตัวพาดอยู่ที่บริเวณลำคอ
“สวัสดีครับคุณหวังลี่เจิน วันนี้มาแต่เช้าเลยนะครับ!” คุณหมอเจ้าของไข้ทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณหมอ เออ..คือวันนี้วันหยุดก็เลยมารอพบอาจารย์หมอค่ะ”
“คุยเพลินจนลืมแนะนำ นี่คือคุณหมอโจวตงซุน เป็นอาจารย์หมอเฉพาะทางด้านเส้นประสาทและสมองครับ”
“สวัสดีค่ะคุณหมอโจว ช่วยลูกสาวดิฉันด้วยนะคะ เธอนอนแบบนี้มาร่วมเดือนแล้วค่ะ! ดิฉันเห็นแล้วใจคอไม่ดีเลย”
จากนั้นคุณหมอได้ขอให้มารดาของเด็กสาวออกไปรอด้านนอก เพื่อจะได้ตรวจดูอาการได้อย่างสะดวก
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจ คุณหมอเจ้าของไข้ก็เห็นว่าอาจารย์หมอกำลังยืนหลับตาราวกับว่ากำลังนึกทบทวนอะไรบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้ารบกวน หลังจากผ่านไปสักครู่เขาก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า
“ภายในวันนี้เธอจะต้องฟื้นอย่างแน่นอน ผมรับรอง”
“… …”
รู้ได้ยังไง? อันนี้คือการแพทย์แผนไหน?
อาจารย์หมอก็ได้กล่าวอีกว่า
“ถ้าฟื้นแล้วความทรงจำบางช่วงของเธออาจจะขาดหายไป…แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะอีกไม่นานเธอก็จะปรับตัวได้…เอ๊ย…ไม่ใช่…ความทรงจำของเธอจะค่อย ๆ ฟื้นคืนมา”
“จริงเหรอครับอาจารย์ ผมไม่เห็นอาจารย์รักษาเลย แล้วเธอจะฟื้นได้ยังไงครับ”
“เรื่องมันยาว…เอาไว้วันไหนมีเวลาว่างแล้วผมจะเล่าให้ฟัง…”
เมื่อเดินออกมาด้านนอก คุณหมอก็แจ้งให้มารดาของเด็กสาวทราบว่า อีกไม่นานเธอก็จะฟื้น และด้วยความตื่นเต้นหลังจากที่เธอกล่าวคำขอบคุณคุณหมอแล้ว เธอก็รีบออกไปหน้าโรงพยาบาลเพื่อซื้อโจ๊กสำหรับบุตรสาวที่กำลังจะฟื้นขึ้นมาในไม่ช้า
ตอน 3
ตอนที่ 3 นอนในถังขยะ
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันพอดิบพอดี ทันใดนั้นเองเด็กสาวที่ชื่อฮันเป่าเม่ยก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพียงพบว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่ง
แต่ทำไมบนร่างของเธอถึงมีสายอะไรก็ไม่รู้ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด ขณะที่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงโดยไร้พลังอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังรู้สึกปวดศีรษะเป็นอย่างมาก จึงรีบลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนแรง
เราเป็นอะไรไป? แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?
ทำไมทุกคนในนี้ต้องนอนอยู่บนเตียง? เอาสายยางพวกนี้มาเชื่อมต่อกับร่างกายของฉันทำไม?
ทำไมที่นี่ถึงมีกลิ่นฉุนคล้ายกับกลิ่นยา?
มุ้งมิ้ง!!! มุ้งมิ้งไปไหน? มุ้งมิ้งหายไปไหน?
โธ่ ! ทาสผู้ซื่อสัตย์ของข้า!
เมื่อรำพึงรำพันถึงจุดนี้ ทันใดนั้นเสียงร้องของสัตว์ชนิดหนึ่งก็ดังขึ้น
“เมียว..เมียว…สวัสดีชาวโลก…รู้หรือยังว่าที่นี่เค้าเรียกว่า ‘โลกมนุษย์’ ”
“เฮ้ย! อยู่นี่เองเหรอ ไปไหนมา? ตกใจหมดเลย…นึกว่าจะไม่ได้เจอกันซะเเล้ว…เเต่เอ๊ะ..นั่นมันกลิ่นอะไร? เหม็นพิลึก” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดจมูก
“จะไม่ให้เหม็นได้ยังไง? ก็ตอนที่ฟื้นขึ้นมา…ข้าพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในถังขยะ!” มันยกขาหน้าข้างขวาขึ้นมาปิดจมูกพร้อมกับกล่าวอีกว่า
“นายหญิง! ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นให้ข้าด้วย! เหม็นจะตายอยู่แล้ว…อ้าว! แล้วทำไมจิตวิญญาณของท่านถึงเข้าไปอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนนี้ล่ะ?”
“ร่างใคร? ร่างใครที่ไหน?” หญิงสาวร้องถามด้วยความสับสน
“ก็ยัยอ้วนนี่ไง? ลองก้มดูตัวเองสิ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็รีบร้อนก้มลงดูมือและยกมือขึ้นมาสัมผ้สใบหน้าของตนเองอย่างเคร่งเครียดพร้อมกับร้องตะโกนออกมาว่า
“อ้าวเฮ้ย! ทำไมมันดำอย่างนี้อะ? แถมยังอ้วนอีกต่างหาก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…สมน้ำหน้า”
ทันใดนั้นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาที่ด้านหน้าเด็กสาวพร้อมกับกล่าวว่า
“เป่าเม่ยฟื้นแล้วเหรอลูก? เป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บตรงไหนอยู่บ้างหรือเปล่า?…”
“เจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร?”
“ทำไมถึงพูดกับแม่แบบนี้! พูดไม่เพราะเลยนะ” มารดารีบตำหนิทันที
“ใครเป็นแม่? เป็นแม่ใคร? จำคนผิดหรือเปล่าป้า?”
“เอ่อ..เอ่อ..รอแป๊บนะเดี๋ยวแม่มา!”
อย่างไรก็ตามชื่อแซ่ของแม่มดสาวคนนี้ดันไปเหมือนกับเด็กสาวอย่างน่าเหลือเชื่อ จากนั้นหญิงวัยกลางคนก็รีบร้อนวิ่งไปหาคุณพยาบาลที่เข้าเวรอยู่หน้าห้อง เพื่อให้เธอช่วยตามหมอมาตรวจบุตรสาว
เมื่อเข้ามาถึง คุณหมอก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ในช่วงแรกความทรงจำของเธออาจจะยังไม่เข้าที่ แต่หลังจากนี้เธอก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติในไม่ช้า”
เขากล่าวตามที่อาจารย์หมอเคยกล่าว และสั่งอีกว่า
“พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว และสิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ ควรกระตุ้นความทรงจำของเธอบ่อย ๆ โดยเฉพาะการเล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอเอง”
“เล่าตั้งแต่แรกเกิดเลยหรือเปล่าคะ?
ตกลงป้าคนนี้คงจะเป็นแม่เจ้าของร่างนี้สินะ!
จากนั้นเมื่อเธอต้องการทำธุระส่วนตัวก็ขอตัวมารดาเข้าห้องน้ำ ขณะที่มีเจ้าแมวน้อยเดินคลอเคลียไม่ห่าง แต่เมื่อเดินเข้าไปแล้ว ผู้คนทั้งโรงพยาบาลก็ต้องตกใจกับเสียงกรีดร้องดังลั่นของเด็กสาว ราวกับว่าเธอเสียสติไปแล้ว เนื่องจากเธอเห็นใบหน้าของตนเองในกระจกเงา
“มุ้งมิ้งทำไมฉันถึงมีหน้าตาแบบนี้…รับไม่ได้…รับไม่ได้จริง ๆ …ช่วยฉันด้วย”
“จะให้ช่วยยังไงล่ะ? ข้าน้อยไม่ใช่แม่มด” แมวน้อยเอ่ยถามอย่างช่วยไม่ได้
“…”
ในพริบตามารดาของเด็กสาวก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก?”
“เอ่อ…คือ ข้าจำตัวเองไม่ได้!” หญิงสาวกล่าวอย่างจริงจัง
“… …” มารดา
“… …” แมวน้อย
——-
วันต่อมาเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว มารดาของเธอก็พากลับบ้านท่ามกลางความตื่นตระหนกของหญิงสาวที่ได้พบสิ่งแปลกใหม่มากมายบนท้องถนนที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุที่มีลักษณะสี่เหลี่ยมซึ่งคนสามารถเข้าไปอยู่ในนั้นได้หลายสิบคนโดยชาวโลกเรียกกันว่า ‘รถเมล์’ หรือรถประจำทางและถ้ามีขนาดเล็กลงมาก็จะเรียกว่า ‘รถยนต์’
สำหรับโลหะขนาดมหึมาที่มีปีกและสามารถบินไปมาอยู่บนท้องฟ้าได้นั้น ชาวโลกเขาเรียกมันว่า ‘เครื่องบิน’
แล้วไหนจะไอ้วัตถุสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเท่าฝ่ามือที่ทุกคนมักจะถือเอาไว้และเฝ้ามองดูแต่มันโดยไม่ยอมคลาดสายตา ราวกับกลัวว่ามันจะสูญหาย แต่เมื่อสอบถามจากมารดาของเธอแล้วทำให้ทราบว่า เจ้าสิ่งนี้มีชื่อว่า ‘โทรศัพท์มือถือ’
แต่เมื่อซักถามมากขึ้น มารดาของเธอก็เริ่มรำคาญจึงกล่าวว่า
“อันนี้ความจำเสื่อมจริง หรือว่าแกล้งเสื่อมกันแน่”
ฮันเป่าเม่ย
“…”
แล้วไอ้สิ่งนี้ชาวโลกเค้าเอาไว้ทำอะไรกัน?
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็ยิ่งงงงันหนักขึ้นไปอีก เนื่องจากเธอไม่เคยเห็นที่อยู่อาศัยที่เก่าซอมซ่อและดูวังเวงมากเช่นนี้มาก่อน เพราะในชาติที่แล้วเธออยู่แต่ในถ้ำ
“อันนี้เรียกว่าอะไรอะ?”
“… บ้าน” มารดาตะโกนเสียงดังด้วยความหงุดหงิด