ตอน 2

ฝันร้าย

ทที่ 2 : สัญญาเก่า

เหล้ายาดองพร่องลงไปมาก คำสอนกับเพื่อนบ้านห้าหกคนคงพ้นเขตรั้วบ้านไปแล้ว แต่คำสียังนั่งอยู่ที่เดิม คำสอนเป็นกำนัน คำสีเป็นพ่อเลี้ยง คำสอนกับคำสีเป็นหลานปู่คนเดียวกันคือพ่อกำนันคำปัน พ่อกำนันคำปันมีลูกชายสองคนคือพ่อกำนันคำสมกับพ่อเลี้ยงคำแสน พ่อกำนันคำสมมีลูกชายชื่อพ่อกำนันคำสอน พ่อเลี้ยงคำแสนมีลูกชายชื่อพ่อเลี้ยงคำสี

คำแสนเป็นน้องคำสม ไม่ได้สืบเรือนพญาอันเป็นเรือนประจำตำแหน่งกำนัน เรือนพญาสร้างมาแต่สมัยหมื่นคำตวง เจ้าหลวงพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์มาให้สร้างเรือนพญาเอาไว้เป็นที่อยู่และที่ทำงานของพ่อแฅว่นพ่อแคว้นซึ่งสมัยต่อมาเรียกว่ากำนัน ไม่ได้ให้สร้างไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว คำแสนไม่ได้สืบเรือนพญา จึงมุมานะสร้างเรือนหลวงขึ้นมาให้ใหญ่เท่าเรือนพญา คำแสนทำได้สำเร็จแต่ก็ไม่มีใครเรียกว่าเรือนพญา เรียกกันว่าเรือนหลวง

คำแสนมีลูกชายคนเดียวคือคำสี คำสีสืบต่ออาชีพพ่อค้างัวต่างค้าขายระหว่างเมืองต่อจากคำแสน สืบต่อเรือนหลวงมาจากคำแสน คำแสนเป็นผู้สร้างเรือนแต่ไม่ยอมตายบนเรือนหลังนี้ หนีไปตายยังเรือนน้อยท้ายสวน ต่อมาภายหลังในวัยที่ผมเริ่มหงอกแซมดำ คำสีสืบรู้ความลับบางอย่างแต่ก็กระท่อนกระแท่นไม่ชัดเจนนัก มันเหมือนมีอาเพศอาถรรพณ์แฝงอยู่กับเรือนหลวงหลังนี้

ยาดองพร่องลงไปมากแล้ว แต่ฝาโหลยังเปิดอยู่ ต้องเอียงโหลก่อน ถึงจะเอากระบวยน้อยจ้วงยาดองออกมาได้

“พอเถอะ พ่อไอ้หล้า สูกินเหล้านักแล้ว กินข้าวบ้างเถอะ”

“มันกินบ่ลง”

“ทีเหล้ายังกินลง”

“อันนี้บ่ฮ้องว่ากิน ฮ้องว่ากลืน”

“ฮึ”

แม่ไอ้หล้าค้อน บิดแขนผัวหมับหนึ่งแล้วเอาฝาปิดปากโหลยาดอง ยกไปเก็บชั่วคราวที่ร้านน้ำปลายชาน แล้วกลับมาแหมะก้นบนยกพื้นกลางชาน

“สูกับแสงดาวกินเสีย แม่ไอ้หล้า บ่ต้องรอข้า”

“สูบ่กิน ข้าก็บ่กิน”

“งั้น…” ผู้มั่งคั่งมั่นคงชื่อคำสีถอนใจ ยกยาดองจอกสุดท้ายจ่อปาก กลืนลงคอแล้ววางลง “ยกขันโตกมา”

“แสงดาวยกขันโตกออกมา” อุ่นเฮือนบอกลูกสาวแล้วหันมาทางผัว “สูเองก็จะไปตามหามันหรือ พ่อไอ้หล้า”

“ข้าเป็นพ่อมัน”

“แต่สูหกสิบแล้ว ผมหงอกแล้ว”

“หงอกพ่อง ดำพ่อง” หยอกเอินเมียว่าหงอกบ้างดำบ้าง “เอาเมียใหม่ได้อีกหลายคน”

“สะหลิดบ่ดี” นางค้อน สะหลิดบ่ดีหมายถึงประพฤติไม่เหมาะสม “ฟังคำข้า เมียเดียวที่พ่อแม่สู่ขอเอาข้ามาสู่เรือน สูวันนี้บ่แม่นเมื่อสิบปีก่อน กำลังวังชาถอยลด หูตาก็ใช่จะแหลมคมเหมือนเก่า อย่าไปเลย ลูกน้องกำนัน ลูกน้องสูเต็มบ้าน ชี้เอาคนผู้ใดก็ได้ แต่สูอย่าไป”

“กลัวได้เป็นม่ายเมื่อแก่หรือ”

สิ้นคำผัว นางลุกขึ้นตีหัวไหล่ผัวดังฉาด

ไม่ใช่ใส่จริตหรือทำร้าย แต่เป็นการแก้เคล็ด

นางกลัวจะเป็นลางร้าย

อดไม่ได้ นางมองไปยังถิ่นแถวแนวดอยทางตะวันตกติดเขตประเทศเพื่อนบ้าน ดงดอยด้านนั้นเขาเรียกกันว่าดงนางแก้ว นางเป็นยักษ์

สองสามวันก่อนเมื่อเพื่อนไอ้หล้าขับรถเข้ามาในเขตเรือนหลังหลวง นางมองเห็น

เห็นแม่ยักษ์เฒ่าผีร้ายลุกมา

ลงจากเรือนหลังใหญ่เมื่อตะวันหลับตามิด แสงแก้วไม่วกกลับทางเดิมสู่เรือนตน แต่ข้ามซอยไปอีกฟาก เดินอีกเล็กน้อยก็ตัดเข้าซอยเล็กไปทะลุหน้าวัด มีเรื่องคับข้องใจเมื่อไรก็มักนึกหาท่านเป็นคนแรกทุกที

“ครูบา”

สิบเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นอายุสิบขวบ เข้าสู่ผ้าเหลืองปีแรก ท่านก็เป็นอย่างนี้แล้ว ไม่ลุกลนลวกร้อน เนิบๆ ช้าๆ เย็นๆ เป็นพระผู้เฒ่าผู้แก่ คนไหว้สาทั้งบ้าน อาจทั้งตำบลด้วยซ้ำหรือข้ามตำบลด้วยซ้ำ

มืดค่ำหมดแล้ว เดือนแก้วดับแสง เดือนจะออกก็ต่อเมื่อใกล้รุ่ง แต่ดาวยังดื่นดวงช่วงโชติ ดาวส่องบนฟ้า ไฟส่องบนดิน แสงไฟวอมแวมจากตะเกียงกระป๋องบ้าง ไต้บ้าง เทียนบ้าง ไฟเรือนไฟลานบ้าง ประเทศชาติบ้านเมืองสมัยนั้นเขื่อนยันฮีสร้างเสร็จหลายปีแล้ว แต่ไฟฟ้ายังเดินทางมาไม่ถึงตำบลสันป่าเหมือด หลังตะวันลับจึงไม่มีแสงสีวิทยาศาสตร์ใดๆ นอกจากแสงดาวแสงเดือนเพื่อนฟ้า

ไกลไปโพ้น ภูดอยด้านดงนางแก้วทอดทะมืนห่างไกล นางอาดูรเดียวดาย นอนหงายแหงนหน้าก้องกู่สู่ฟ้า

อ้ายฟ้าล้ง…

ลมแรงมาก ลมลากเอาเปลวไฟไหวเอนลงต่ำ ตีไฟกองใหญ่ข่มขู่เสือสางสัตว์ร้าย หนุ่มสาวสามคนนั่งรอบกองไฟไม่สบายปลอดโปร่งนัก ตกน้ำตกท่า ไม่ใช่… น้ำป่าท่วมลบกลบกลืนหนีแทบไม่ทัน ฟ้าลั่นทันรู้ตัวก่อนเพื่อน ตะโกนปลุกทุกคนว่าน้ำมา คว้าเป้คว้าปืนได้ก็พุ่งพรวดออกจากเต็นท์ รุ่งรวีตัวเล็กที่สุดในกลุ่มแต่กลับตามติดออกมาเป็นคนที่สอง ไม่ทันดูแล้ว น้ำมาถึงแล้ว คว้าแขนเธอได้ก็ลากขึ้นเนิน วันปิยะตามมา แต่ภูษิตกับชลลดาดิ้นเดือกเสือกสนหายไปในสายน้ำ

ภูษิตเป็นผู้ชาย ผ่านหลักสูตรลูกเสือเอกเหมือนเขากับวันปิยะ ถึงจะตัวเล็กกว่าเพื่อนแต่ร่างกายก็แข็งแรงพอเพียง คงเอาตัวรอดได้สบาย

ห่วงแต่ชลลดา

รูปร่างอาจสูงใหญ่กว่ารุ่งรวี แต่ท่าทางกรุยกรายฉายโฉบเป็นสาวสำอางโฉม ชวนให้คิดไปว่าน่าจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“มึงเคยพบแฟนไอ้ษิตมาก่อนไหม ไอ้ยะ”

“เพิ่งเคยเห็นหน้าก็ครั้งนี้ ไอ้ษิตมันโอ่ๆ อยู่เหมือนกันว่ามีแฟนแล้ว แต่กูเพิ่งเคยเห็น”

“เห็นว่าเรียนอยู่การช่างหญิง” รุ่งรวีนึกไปถึงถ้อยคำพูดคุยกันคืนแรกที่บ้านของฟ้าลั่น “อยู่ปีหนึ่ง ก่อนหน้านี้เคยเรียนพาณิชย์มาก่อนแต่ไม่ชอบเลยลาออก”

“เป็นสาวพาณิชย์มาก่อนหรือ มิน่า…มิน่า”

“มิน่าอะไร ฟ้าลั่น”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไร”

อุบอำงำความไว้เสีย ถ้อยคำบางอย่างไม่สะดวกปากจะพูดจาต่อหน้าผู้หญิง เขาเองกับรุ่งรวีไม่สนิทกันนัก รู้แต่ว่าเธอเป็นญาติผู้น้องของวันปิยะ เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด เขาเอง วันปิยะและภูษิตก็เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนชายประจำจังหวัด

ท้องร้องอยู่จ๊อก ๆ กินไม่อิ่มไม่เต็มมาแต่มื้อแรกของวัน ข้าวปลาอาหาร ข้าวสารข้าวสุกที่เมียพ่อหลวงเทศบ้านห้วยเขาะจัดให้หายไปกับสายน้ำ โชคยังดีอยู่บ้างที่ขนมไข่ขนมปัง ของกินจุบๆ จิบๆ ของรุ่งรวีมีกระดาษแก้วห่อหุ้มจึงไม่เปียกยุ่ยเละเทะ พอได้กล้ำกลืนปะทะปะทังกันไป ก็ใครจะไปรู้ได้เล่า หัวค่ำลมพัดโกรกเย็นสบาย ดาวขึ้นเต็มฟ้า ฟ้าร้องครางครืนอยู่บ้างแต่ห่างไกลมาก กินเหล้าเมามึน ตกดึกน้ำเหนือกลับกระโจนคึกๆ เหมือนกองทัพม้าพุ่งมา แล้วน้ำก็กรากกลบลบทั้งเต็นท์พักนอนและข้าวของที่ขนกันมา

“ความผิดเราเอง” ลูกชายผู้มั่งคั่งถอนใจยาว “ขอโทษนะ ขอโทษจากใจจริง ประมาทเกินไป กางเต็นท์ริมห้วย”

“หากผิดก็ผิดร่วมกัน”ลูกชายเจ้าของโรงบ่มใบยาสูบมองมามองไป “เราเองก็มีส่วนตัดสินใจ แต่…ใครจะไปนึกรู้ ยังไม่เข้าหน้าฝน ฝนดันตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว ฝนห่าเดียวน้ำป่าทะลักเหมือนเขื่อนแตก บุญเท่าไรแล้ววะไม่มีใครแขนหักขาหัก ห่วงแต่ไอ้ษิตกับชลลดา เป็นไงบ้างไม่รู้”

“ภูษิตไม่เท่าไร อย่างน้อยก็เป็นผู้ชาย” สาวร่างบางเริ่มเอาเส้นด้ายพันนิ้วมือ “แต่ชลลดา…”

นั่งอยู่นิ่งๆ แต่หัวจิตหัวใจไม่ยอมหยุดนิ่ง จะเข้าคืนแล้ว จะอีกกี่วันกี่คืนกันยังไม่รู้ หิวก็สุดจะหิว หิวแหบแสบท้องแทบหมดแรง กลัวก็สุดจะกลัว ไม่เคยกลัวเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

“ฟ้าลั่น….”

มีแต่เสียงลั่นๆ ๆ ๆ ๆ อื้ออึงสะท้อนกลับ เรียกหาชื่ออื่น ไม่ว่าจะเป็นภูษิต รุ่งรวีหรือวันปิยะแต่ไม่เคยมีเสียงขานรับ ฟ้าลั่นดูจะเป็นเสาหลักให้เกาะยึดได้ดีที่สุดเพราะสูงใหญ่แข็งแรงที่สุด เป็นเจ้าถิ่นเจ้าที่คุ้นเคยป่าดงพงพียิ่งกว่าวันปิยะกับภูษิตรวมกันเสียอีก

ข้อสำคัญ ฟ้าลั่นหล่อ หรู เท่ ร่ำรวยจริงๆ

เรียกหา กู่ร้องจนคอจะแตก ไม่มีเสียงตอบรับเลย เหมือนจะโดนฝ่าตีนเท่าบานประตูกระทืบตายกันหมดแล้ว มีแต่ตนที่กระเสือกกระสนพลิกกลิ้งลงห้วยได้หวุดหวิด

“แม่ขา…”

ซบหน้ากับฝ่ามือ ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว คิดถึงแม่ขึ้นมา แม่จ๋า ทำไมไม่กลับมาหาหนู หนูอยากให้แม่กอด หนูอยากกอดแม่

กะปลกกะเปลี้ย สะบักสะบอมบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ หิวแหบแสบท้องผ่อนคลายลง เพราะอะไรไม่รู้ ไม่อยากคิด อยากรู้แต่ไม่ชอบคิด จะถามไถ่ใครได้ตอนนี้ น้ำซัดตูมเดียวแตกกระเจิง จมน้ำ เดี๋ยวคว่ำเดี๋ยวหงาย ว่ายน้ำไม่เป็น สำลักน้ำจนพุงกาง นึกว่าจะตายในน้ำเสียแล้วแต่รอดออกมาได้เหมือนปาฏิหาริย์ ซมซานควานหาหมู่ฝูง สมเพชเวทนาตัวเอง

ทำไมกูต้องต้องมาตกระกำลำบากถึงขนาดนี้ ทำไมเสี่ยปิงเสี่ยพงศ์ไม่ส่งเสียกูเรียนจนจบแล้วค่อยจากไปหรือไม่ก็รอกูหาเสี่ยใหม่พบก่อนแล้วค่อยไปได้หรือ

หลับตาลง แต่หลับตาคราวไรก็เหมือนมีเท้าใหญ่กว่ากระด้งไล่กระทืบ

ร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง เรียกหาไม่รู้กี่หน ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย ฉันกลัว ฉันทำผิดอะไร ทำไมเท้าใหญ่อย่างเท้ายักษ์ไล่กระทืบฉัน คนอื่นโดนกันบ้างไหม ฉันผิดอะไร ฉันไม่ผิดนะ ฉันแค่คิด…คิดไม่ดีบ้างเท่านั้นเอง แต่ฉันไม่เคยด่าใคร ไม่เคยทำร้ายใครนะ

สะบัดหัว ไม่อยากคิดต่อ ไม่อยากคิดอะไรแล้ว ไม่อยากคิดอะไรเลย อยากกอดแม่ อยากให้แม่กอด อยากกลับบ้าน แต่บ้านที่จะให้กลับ…

กลับไม่มี

ภูษิตเลาะล่องท่องลงมาตามแนวลำห้วย สอดส่ายสายตามองตามตลิ่ง ไม่พบร่องรอยใครเลย ไม่ว่าฟ้าลั่น วันปิยะ ชลลดาหรือรุ่งรวี น้ำซัดตูมเดียว กวาดทุกอย่างลงห้วย ห่วงชลลดา กำลังคบหาจีบเธอเป็นแฟน เธอโดนน้ำกวาดไปก่อน เขาคว้าแขนแต่คว้าไม่ติด เธอจมหายไปต่อหน้าต่อตา เขาพุ่งตัวตาม น้ำฟาดน้ำฟัดตูมตามแตกก้อง ผลุบๆ โผล่ๆ จมๆ ฟูๆ พยายามประคับประคองตัวให้ดีที่สุด ขึ้นฝั่งได้ก็หมดแรง เหมือนจะหลับไปเลย

สะบักสะบอม ถลอกปอกเปิก ก็ยังดีที่แขนขาไม่หัก ไม่บาดเจ็บอะไรมากมายแต่ถลอกปอกเปิกมีบ้างห่วงแต่เธอ คนอื่นๆดูเหมือนปลอดภัยกันหมดแล้ว หนีน้ำขึ้นตลิ่งทัน แต่ชลลดาช้าที่สุด เขาเองหากจะเอาตัวรอดแต่เพียงลำพังก็พอได้ แต่เธอ…เธอผู้ที่เขากำลังจีบเป็นแฟน จะทิ้งขว้างได้อย่างไร

“วู้”

ป้องปากกู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้เสียงตอบรับ เป็นไปไม่ได้ น้ำซัดเขาห่างจากกลุ่มเพื่อนร่วมสิบกิโลเชียวหรือถึงไม่ได้ยินเสียงของกันและกัน พวกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เกาะกลุ่มกันอยู่ หรือกระจัดกระจายจากกันไปคนละทิศละทาง

“พ่อ แม่”

ยกมือจบ สูดลมหายใจลึกๆ พ่อกับแม่อย่าห่วงษิต พ่อแม่รักษิต ษิตก็รักพ่อรักแม่ ษิตกลับไปหาพ่อกับแม่ได้แน่ ษิตเชื่อมั่น

ว้าเหว่อยู่บ้าง แต่ไม่ว้าวุ่น เรียนร.ด.ยังไม่จบ แต่อย่างน้อยกูก็จบลูกเสือเอกละวะ วิชาดิ้นรนเอาตัวรอดในป่าครูก็สอนไว้เยอะแยะ กูไม่ตายหรอก แต่ไม่รู้มีใครตายหรือไม่

“วู้”

ก็ยังไร้เสียงตอบรับ ไม่มีแม้เสียงก้องกลับด้วยซ้ำ ดงดอยหนาแน่น ไม่มีช่องว่างให้เสียงเดินทางไป กระทบวัตถุใหญ่ๆ อย่างหน้าผาแล้วสะท้อนกลับ หิวขึ้นมา เสาะหาของกินได้ตามธรรมชาติก่อน ขนมไข่ขนมปังนั่นนี่เก็บไว้ก่อน กระทั่งเย็นก็ยังหาใครไม่พบสักคน ปลุกปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง ก่อไฟ ใช้ความรู้ในวิชาลูกเสือมากกว่าใช้ประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน เข้ามาเรียนหนังสือในเมืองตั้งแต่มัธยมต้น อยู่หอพักเรื่อยมา เสาร์อาทิตย์พ่อเอามอเตอร์ไซค์เข้ามารับกลับบ้าน ปิดเทอมถึงจะได้อยู่บ้านนานยาวกับพ่อแม่

“โตขึ้นษิตจะเป็นอะไร”

จะเป็นครู เหมือนพ่อเหมือนแม่”

“อย่าเป็นครูเลยลูก งานหนัก เงินเดือนน้อย ษิตต้องเป็นหมอ หรืออย่างน้อยก็วิศวกร ไม่ต้องมาลำบากอย่างพ่อกับแม่”

“พอแม่มีเงินพอหรือ”

“พ่อกับแม่มีเงินเดือน”

“ข้าขอถามสักคำเถอะครูบา ทำไมต้องเป็นข้า ข้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยไอ้หล้าออกมาได้”

“ไผบอกมึง”

“พ่อเลี้ยงบอก”

“พ่อเลี้ยงบอกก็ควรไปถามพ่อเลี้ยง มาถามหยังกับครูบา”

“พ่อเลี้ยงว่าพ่อเจ้าสายฟ้าม้านบอก”

“มึงก็ไปถามพ่อเจ้าสายฟ้าม้าน ครูบาเป็นตุ๊เจ้า บ่แม่นพ่อเจ้า”

เณรอยู่รับใช้ใฝ่เฝ้าหัวเราะคิกคัก คนผู้เคยเป็นเณรรับใช้รุ่นพี่วุ่นวายใจ หันไปถลึงตาใส่ เณรรุ่นน้องจึงหยุด เณรสองสามรูปเล่าขานอ่านท่องพระธรรมคำสอนอยู่แจ้วๆ อยู่ที่โถงกุฏิ ตุ๊ลุงรองเจ้าอาวาสอยู่ในห้องส่วนตัวของท่าน หวนนึกถึงความเก่าความหลังครั้งยังห่มดองครองผ้าเหลือง ไม่อยากสึกเลย แต่มันจำเป็น

“ข้าขอถามอีกคำ อ้ายฟ้าล้งเป็นไผ”

“หือ… เอ็งเอาที่ไหนมาพูด อ้ายฟ้าล้ง”

“มันค้างคาใจข้าเมินนานนัก ครูบาเจ้า” ยกมือพนม สีหน้าเหมือนมีอาการอึดอัดขัดข้อง “หลายปีก่อนโน้น ย้อนไปแต่เมื่อข้าเป็นเณรโคร่งใกล้อุปสมบท เวลาเข้าสมาธิไปลึกๆ จะมีเสียงหนึ่งดังเข้าหูข้าว่าอ้ายฟ้าล้ง”

“อาจจะเป็นสัญญาเก่า ความจำได้หมายรู้เก่าแก่ดั้งเดิม อาจติดมาแต่ชาติเก่าชาติหลังล่วงแล้ว เอ็งบำเพ็ญมาแล้วหลายชาติ ไอ้หนาน”

“บำเพ็ญอะหยัง”

“โพธิจิต อือ…” ท่านหลับตาลงเล็กน้อยแล้วลืมขึ้น “ บางที บางทีเท่านั้นนะไอ้หนาน อาจเป็นเอ็งนี่แล้ว…”

“เป็นข้า? ข้าเป็นอะไร”

“ครูบาเองบ่ยังบ่แจ่มบ่แจ้งดีนัก ออกปากไปก็บ่ดี จะผิดศีล ว่าแต่เอ็งเถิด ท่านออกปากร้องขอเป็นคำอันอ่อนถึงขนาดนี้ ไม่เคยมีมาก่อนว่าพ่อเลี้ยงจะอ่อนง้อขอไผ ไม่ควรขัดขืนท่าน”

“ข้ากลัวตาย”

“ครูบาก็กลัวตาย”

“อ้าว…”

“กลัวก็ตาย บ่กลัวก็ตาย ถึงที่ตาย อยู่ไหนก็ตาย บ่ถึงที่ตาย อยู่ไหนก็บ่ตาย คนเฮาเกิดหลายหนตายหลายหน เกิดหลายชาติ ตายหลายชาติ ตายเพื่อเกิด เกิดเพื่อตาย ตายดีก็ได้เกิดดี ตายฮ้ายก็ได้เกิดฮ้าย แต่นางแก้วตายฮ้าย…

“นางตายอย่างใด ครูบาเจ้า”

“นางปาดคอตาย”

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 3

ทที่ 3 : ไอ้หล้าฟ้าลั่น

ฟ้าลั่นลูบเช็ดลำกล้องลูกซองเดี่ยวจนแวววับ ยกส่องเล็งแลกับกองไฟจนพอใจ เอาใส่ซองหนังแล้ววางพิงกับโขดหิน รุ่งรวีรวบผมให้เข้าที่แล้วเอายางยืดรัดไว้ที่ท้ายทอย วันปิยะเอาปืนกระบอกใหม่พ่อเพิ่งได้มาไม่นานออกมาตรวจตราบ้าง ยังไม่คล่อง เพิ่งเคยลองครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง ลองแต่เป้านิ่ง ตัววิ่งตัวไหวยังไม่เคยลอง กะว่าเข้าป่าคงได้นั่งห้างกับเพื่อน เพิ่มพูนประสบการณ์ป่าดงพงพีเป็นชายชาตรีเชี่ยวชาญหาญกล้า แต่ว่าทุกอย่างไม่เป็นไปดังใจคิด รุ่มร่ามรุงรังเพราะรุ่งรวียืนยันจะมาด้วยให้ได้ หนักไปกว่านั้น ภูษิตดันหนีบเอาชลลดาพ่วงเข้ามาอีกคน

ไฟยังลุกแรงดีอยู่ ก่อไว้กองเดียว สองกองสามกองไม่จำเป็น ฟ้าลั่นให้ความมั่นใจกับเพื่อนชาวเมืองทั้งสอง เขาเองแม้เข้าไปเรียนในเมืองตั้งแต่จบป.๔ แต่ใช่ว่าจะอยู่แต่ในเมืองตลอดปีตลอดชาติ ปิดเทอมก็กลับบ้าน หยุดยาวก็กลับบ้าน ติดสอยห้อยตามพี่เขยขึ้นห้างส่องสัตว์ไม่รู้กี่สิบครั้งสิบหน อยู่ป.๗ ไรหนวดยังไม่ขึ้นเขียวดี ก็ยิงเก้งตัวแรกได้แล้ว

อยู่ม.ศ.๒ ไร อายุราวสิบห้า ก็ได้นอนสาวแล้ว

มีเสียงคำรามกระหึ่มดังมาแต่ไกล ฟ้าลั่นไหวตัวเร็วที่สุด แต่ไม่ทันขยับตัวก็มีอีกเสียงแทรกซ้อน เหมือนกวางหรือเก้งตระหนกผกเผ่น สาวไว้ผมหางม้าเอื้อมมือไปกุมแขนญาติผู้พี่เหมือนยึดเอาเป็นที่พึ่ง วันปิยะตบต้นแขนเบาๆเหมือนให้กำลังใจ

“ไม่มีอะไร” เขาปลอบ “เสือล่ากวาง ไม่เกี่ยวกับเรา”

“เสือกรู้ด้วย ไอ้ยะ” ฟ้าลั่นวางปืน เอามือควานกระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ต “นึกว่าจะเก่งแต่เตะบอล”

“กูอ่านเพชรพระอุมา สนุกมากนะมึง เคยอ่านไหม”

“กูไม่ชอบอ่านหนังสือ”

“แล้วมึงชอบอะไร”

“ปืน…แล้วก็…”ลดเสียงลง ชำเลืองไปทางสาวผมม้าหน้ายังใสเหมือนเด็กม.ศ.๓ “ผู้หญิง”

“อย่านะโว้ย นี่น้องกู”

“กูรู้ กูรับรองได้ไอ้ยะ กูไม่คิดอย่างนั้นกับน้องเพื่อนเด็ดขาด”

ล้วงเอาบุหรี่มาจุด เลียนมาดเท่ๆ ของดาราวัยรุ่นหนังฝรั่ง วันปิยะยื่นมือเข้าหา

“กูขอด้วย”

“ไม่ติดก็อย่าสูบเลยวะ เปลือง”

ลูกชายเจ้าของโรงบ่มใบยามองลูกสาวอาจารย์วิทยาลัยครูแล้วตีหน้าอ้อนว่าอย่าบอกแม่นะ สาวน้อยหน้าใสพยักหน้า ก็พอจะรับได้ว่า พวกผู้ชายเข้าสู่วัยหนุ่มมักริสูบบุหรี่ พี่ชายเธอก็เป็น

เอาเส้นด้ายพันนิ้วมือ เอาเข็มจิ้ม เสียงเสือสางช้างร้ายเงียบหายไปหมดแล้ว ขอให้เป็นคืนสุดท้ายเถิด ขอให้พบเพื่อนอีกสองคนในวันพรุ่งนี้เถิด พบแล้วออกป่าไปเลย ไม่อยากยุ่งอะไรด้วยแล้ว ป่าดึกดงดำ เพิ่งครั้งแรกก็โดนแล้ว รุนแรงมาก น้ำป่ามาแรง ไหลหลากถากเชี่ยว ไม่ใช่หน้าฝน แต่ฝนตกหนักได้อย่างไร

นึกไปถึงเรื่องราวเล่าขานผ่านปากตายาย เวลาเข้าป่า ชาวบ้านถือสาที่สุดเรื่องขึด

ขึดคือข้อห้าม

ขึดข้อร้ายแรงที่สุดคือการประกอบกิจหญิงชาย

อาจจะเป็นชลลดากับภูษิต

หรือฟ้าลั่นกับชลลดา

อาจเป็นไปได้ ฟ้าลั่นรูปหล่อ ปราดเปรียว มีแรงดึงดูดทางเพศรุนแรง เธอเองยังยอมรับเลยว่าแอบชอบ ก็แค่แอบชอบเท่านั้นนะ ไม่เคยคิดจะเข้าไปเกาะแกะเกี่ยวพัน คนอย่างฟ้าลั่นไวไฟ เข้าใกล้อันตราย

ส่วนชลลดา…ไม่รู้สิ ไม่ชอบเลย ดูดัดจริต จัดจ้าน ทำตัวอ้อยอิ่งสำอาง ชอบอ่อยผู้ชาย

ออกจากวัดกลับมาถึงบ้าน แม่กับยาย กับเมียสาวพ่อเลี้ยงปันให้ยังรอกินข้าวอยู่ แม่เป็นหม้ายมาสี่ปี ส่วนเขาเองสึกออกมาได้สามปี แต่แรกก็คิดว่าจะอยู่ในผ้าเหลืองไปเรื่อย ๆ เพราะมีความสุขสงบร่มเย็นดี แต่กลับต้องสึกออกมาเพราะพ่อหมดบุญกระทันหัน ส่วนบุญทองน้องถัดออกเรือนไปเป็นเขยเรือนอื่นก่อนหน้านั้น ไม่มีใครใฝ่เฝ้าปกป้องแม่และยายกับน้องสาวคนเล็กจึงต้องสึกออกมา

อยู่มาวันหนึ่ง สักครึ่งปีผ่านมานี่เอง พ่อเลี้ยงก็ให้ลุงน้อยทัดมาเรียกตนไปพบ

“พ่อเลี้ยงจะหื้อข้าเยียะหยังกา?” แสงแก้วถามว่าจะให้ทำอะไรหรือ “จึงบอกหื้อข้ามาหา”

“อยากได้เมียไหม ไอ้หนาน”

“อยากกลับเข้าวัดมากกว่า แต่กลับเข้าไป บ่มีไผเลี้ยงแม่กับยาย”

“ถามว่าอยากได้เมียไหม บ่ได้ถามว่าอยากกลับเข้าวัดไหม”

“ก็…ก็อยากได้อยู่เหมือนกัน แต่ไปเป็นเขยเรือนอื่น แล้วไผจะมาเลี้ยงแม่กับยายข้า”

“บ่ต้องไปเป็นเขยเรือนอื่น แต่พ่อเลี้ยงจะหาลูกสะใภ้เข้าเฮือนแก่แม่เอ็ง บัวหอม ออกมานี่”

ท่านหันไปทางตัวเรือน สาวน้อยนางหนึ่งออกมา นั่งก้มหน้างุดๆ อยู่ตรงพื้นชาน

“พ่อเลี้ยงจะให้เอ็งไปเป็นลูกใภ้อี่คำแผ้ว เป็นเมียไอ้หนานแก้วผู้นี้ เอ็งจะว่าอย่างใด”

“บ่ว่าอย่างใด”บัวหอมหันหน้ามามองเขาแวบหนึ่ง แวบเดียวเท่านั้น แล้วก้มหน้าลงตามเดิม “แล้วแต่พ่อเลี้ยง”

“เอ็งล่ะ ไอ้หนานแก้ว”

“ข้า…”

ลังเล ตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก ท่าทีบางอย่างของบัวหอมทำให้ไม่ค่อยแน่ใจ

“ยักษ์…เราเห็น ตีนนางเท่าบานประตู ไล่กระทืบเรา”

“นางยักษ์หรือ”

“ใช่ๆ สูงใหญ่คับฟ้า ษิตไม่เห็นหรือ ไม่โดนกระทืบอย่างเราหรือ”

“ไม่เห็น ไม่มีนี่ ยักษ์เยิกที่ไหนกัน”

ภูษิตสวมกอด แต่ชลลดาเอามือกันไว้ หนุ่มใหม่เพิ่งใช้คำว่านายนำหน้าได้สองปีฮึดฮัดๆ เป็นอะไรไปอีกวะ ก่อนมาสันป่าเหมือดยังออดยังอ้อนกูเหมือนแมวเคล้าแข้งเคล้าขาอยู่เลย

สาวรุ่นพี่แต่เรียนหนังสือระดับเดียวกันขยับเข้าหากองไฟ ได้ยินเสียงกู่ก่อนเห็นแสงไฟ รีบกู่รับ เร่งตีนตามเสียงกู่ที่ได้ยิน เห็นแสงไฟแต่ไกล ดีใจยิ่งกว่าได้รองเท้า ได้กระเป๋า ได้เสื้อผ้าชุดใหม่จากเสี่ย รอดตายแล้ว มีไฟก็ต้องมีคน หวังให้เป็นฟ้าลั่น หนุ่มหล่อเท่เข้มคมสมชายชวนใฝ่หา แต่กลับกลายเป็นหนุ่มหน้าอ่อนอายุน้อยกว่าสองปีที่เหมือนจะรวยแต่ไม่รวยจริง

แต่ถึงอย่างไร ก็ยังดีกว่าไปพบโจร

หนุ่มตัวเล็กกว่าเพื่อน อายุน้อยกว่าเพื่อนแต่เรียนเก่งกว่าเพื่อนซนฟืนเข้ากลางไฟ ลังเลนิดหน่อย แล้วค่อยล้วงเป้หยิบขนมห่อหนึ่งยื่นให้ ชลลดารับไป ลืมกล่าวขอบอกขอบใจก็ฉีกกกระดาษแก้วห่อหุ้มแล้วกินเลย

“มันเป็นอย่างไร นางยักษ์ตัวใหญ่สูงคับฟ้า”

“อย่าเอ่ยถึงได้ไหม” หวาดระแวง ชำเลืองไปมา “ขึ้นบกได้ เรานอนหงายพาดแผ่หมดแรง เท้าเท่าใบตาลกระทืบเรา เรา…กลัว”

ห่อตัว สั่นสะท้าน ขยับตัวเข้าหา เอาแขนเขามากอดไว้ ภูษิตยื่นแขนว่างอ้อมไปโอบ คราวนี้เธอไม่ขัดขืน ไม่กีดกัน

“อย่ากลัว เราอยู่ที่นี่”

รู้สึกหยิ่งๆ รู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนพระเอกหนังคาวบอยเท่ๆ ช่วยนางเอกพ้นจากมืออินเดียนแดงที่กำลังจะถลกหนังหัว

“ครูบาว่าอย่างใด ไอ้หนาน” ยายถามเป็นคนแรก

“กินข้าวกันก่อน” ชายเดียวในร่มเรือนรวบรัดตัดบทแล้วหันไปหาเมีย “พี่หนานบอกเอ็งหลายหนแล้วบัวหอม บ่ต้องรอ ถึงมื้อข้าวแลงงาย เอ็งต้องกิน บ่ต้องห่วงพี่ ห่วงลูกในท้องเอ็งก่อน”

“พี่หนาน…”

บัวหอมลำคอตีบตันจนเสียงแหบ หลุดปากออกไปได้แค่นั้นก็หันหน้าไปทางอื่น ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาที่มันรื้นๆ ขึ้นมา

พี่หนาน พี่จะรู้ไหม ลูกในท้องข้า ไม่ใช่ลูกพี่

ลุกเข้าไปในครัวไฟ ยกขันโตกสะพายกล่องข้าวเหนียวออกมา คำแผ้วรับต่อแล้ววางถาดสังกะสีต่างแทนขันโตกจริงๆ ลงบนหน้าเสื่อ เรือนนี้อยู่ด้วยกันสี่คนแต่กล่องข้าวใช้ใบเดียว นางคดข้าวเหนียวส่วนหนึ่งใส่จานแล้วเลื่อนไปใกล้มือแม่ มืดค่ำเต็มคืนมานานแล้ว หมู่บ้านเริ่มสีนงเข้าหลับเข้านอน ความเคลื่อนไหวลดน้อยถอยลงไปแล้ว ไม่เหมือนบ่ายแก่เมื่อไอ้หัดชาวห้วยเขาะมาแจ้งกำนันว่าไอ้หล้าลูกพ่อเลี้ยง หลานพ่อกำนันพาพรรคพวกหมู่ฝูงของมันพลัดหลงเข้าดงนางแก้ว ตอนนั้นความเคลื่อนไหวตื่นเต้นแพร่เต็มหมู่บ้าน

ไอ้หล้าอายุสิบแปดแล้ว เรียนหนังสืออยู่ในเมืองพู้น ช่วงนี้เห็นว่าปิดเทอมโรงเรียนยังไม่เปิด เขาเลยนัดกันมาปิ๊กนิกปิ๊กแน็กอันใดไม่รู้ ท่าทางจะเป็นลูกผู้มั่งผู้มีในเมือง เขาขับรถเข้ามา แล้วพากันเข้าห้วยว่าจะไปลองปืนอะไรทำนองนี้ จับพลัดจับผลูอีท่าไหนไม่รู้ พลัดหลงเข้าดงนางแก้ว ดงอื่นดอยใดไม่หลง หลงเข้าหล่งหลวงชื่อดงนางแก้วก็ยากแล้วจะรอดกลับมา

ป่าดงหล่งหลวงแถวนั้นเป็นแดนอาถรรพณ์ เป็นแดนต้องสาป

นางแก้วสาปแช่งไว้ก่อนตาย

นางแค้นเคียดหลาย ชายใดพลัดหลงเข้าไป นางกินหมด

ลูกพ่อเลี้ยงไม่รู้หรือ ไม่น่าจะเป็นไปได้ อาจรู้ แต่ไม่เชื่อ หมู่เขาเป็นนักเรียน เรียนหนังสือหนังหาปัญญามากล้น เขาคิดไม่เหมือนเรา

“ครูบาว่าอย่างใดไอ้หนาน” นางคำแผ้วถามลูกชายคำถามเดิมที่แม่ถามก่อนกินข้าว

“ท่านว่ากลัวก็ตาย บ่กลัวก็ตาย” รอแม่ปั้นเอาข้าวใส่ปากเป็นคนที่สองเขาถึงกิน “ถึงที่ตาย อยู่ไหนก็ตาย บ่ถึงที่ตาย อยู่ไหนก็บ่ตาย”

“แล้วพี่หนาน…” บัวหอมหันหน้าหาผัว ไม่กล้าสบตาตรงๆ “จะไปตามหา…ลูกหล้าพ่อเลี้ยงหรือไม่”

“ไป”

“ข้าไม่อยากให้ไปเลย พี่ไป…อาจไม่ได้กลับมาเห็นหน้าลูกข้าในท้อง”

“อี่หอม”

นางคำแผ้วฟาดหลังลูกสะใภ้ดังฉาด ไม่ใช่ทุบตีทำร้าย แต่นางตกใจ กลัวคำร้ายจะกลายเป็นลาง

เรือนหลังหลวงอาจมีหลายหลัง แต่หลังที่มียกพื้นกลางชานและมีหลังคามุงครอบมีอยู่หลังเดียว ตัวเรือนและชานพ่อเลี้ยงคำแสนเป็นผู้สร้าง แต่ศาลายกพื้นกลางชาน พ่อเลี้ยงคำสีผู้ลูกปลูกแปลงเพิ่มเติมภายหลัง วันเวลาผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ยังมั่นคงแข็งแรงดี

พ่อเลี้ยงคำสีเป็นลูกคนเดียวของพ่อเลี้ยงคำแสน เป็นหลานพ่อกำนันคำปัน เป็นเหลนหมื่นคำตวง เชื้อสายนี้สืบมายืนยาวแต่สมัยที่หมื่นคำม่วนรับพระราชอาชญาเจ้าหลวงเชียงใหม่มาปลูกแปลงแต่งสร้างสันป่าเหมือดให้เป็นบ้านเมืองเมือง

เมินนานมากแล้ว สองร้อยสามร้อยปีผ่านมาแล้วกระมัง

สามสี่วันก่อน ศาลายกพื้นบนชานหลังแห่งนี้เป็นที่ต้อนรับเพื่อนนักเรียนจากในเมืองของไอ้หล้า เขาขี่รถมาด้วยกันสี่คน เป็นชายสองหญิงสอง เขาพูดจากันเป็นคำไทย ไม่พูดคำเมือง บางทีก็โต้ตอบกันเป็นคำฝรั่งอังกิดที่คนอย่างพ่อเลี้ยงคำสีและแม่เลี้ยงอุ่นเฮือนฟังไม่ออก เขานอนเรือนนี้คืนหนึ่ง ตกยามสายกินงายอิ่มแล้วก็เข้าลึกดึกดงไปทางห้วยเขาะ ก็ยังได้กำชับไอ้หล้าไปว่าให้แวะเรือนพ่อหลวงบ้านห้วยเขาะก่อน อย่าได้ถือตัวว่าเป็นเหลนพ่อกำนันคำปันเป็นหลานพ่อเลี้ยงคำแสน เป็นลูกพ่อเลี้ยงคำสีมั่งมีด้วยสินทรัพย์นับแสน อย่าได้อวดเบ่งอวดกล้าว่าสืบเชื้อสายมาจากหมื่นคำม่วน ชายชาญทหารกล้าผู้รับพระราชอาชญาเจ้าหลวงมาฟื้นฟูกู้กอบสันป่าเหมือดให้เป็นบ้านเป็นเมือง ให้อ่อนน้อมค้อมหัวต่อท่าน อย่างน้อยๆ ท่านก็เป็นถึงพ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านห้วยเขาะ

วางใจ แต่ไม่นึกเลยว่าจะผิดพลาดจนได้ บ่ายแก่วันนี้ไอ้หัดบ้านห้วยเขาะมาแจ้งต่อกำนันคำสอนญาติผู้พี่แล้วเลยมาบอกกล่าวข่าวสารต่อตนเพราะตนเป็นพ่อไอ้หล้า ใจหดใจหายจนเย็นวาบที่ท้ายทอย ไม่รีบแล่นไปหากำนัน แต่เร่งไปสู่หอพ่อเจ้าสายฟ้าม้าน แล้วให้คนใกล้ชิดติดตามไปขอแม่อุ๊ยแก้วผู้เป็นม้าขี่หรือร่างทรงอัญเชิญท่านลงประทับ ท่านเป็นผีเจ้านาย เมื่อยังเป็นคนอยู่บนโลกก็เป็นเจ้าเป็นนายเชื้อสายใหญ่ยศผู้หนึ่ง ร่วมตระกูลมูลเหง้าเดียวกันกับเจ้าเจ็ดตนพี่น้องผู้กอบกู้เอกราชคืนแก่ล้านนา เจ้าสายฟ้าม้านเป็นขุนแก้วขุนหาญรบเรียงเคียงไหล่เจ้าเจ็ดตน เมื่อหลับตาตายวายชีพก็ได้มาเป็นผีเจ้านายปกป้องดูแลลูกหลานและชาวบ้านสันป่าเหมือดแทบทั้งตำบล ปู่เคารพนับถือท่านมาก พ่อก็เคารพนับถือ คำสีเองเชื่อถือศรัทธาท่านสุดจิตสุดใจมาแต่เมื่อยังเป็นพ่อค้างัวต่างเมื่อวัยยังหนุ่มยังน้อยโน่นแล้ว

“นอกเรือนยุงชุม เข้ามา พ่อไอ้หล้า”

เมียเรียก ไม่อยากขัดใจ คำสีได้เมียดี เมียเดียวที่พ่อแม่สู่ขอ แต่เมียอื่นอันเป็นเมียลับเมียพราง เมียแรมทางห่อข้าวพ่อแม่ไม่รู้ มีรู้อยู่เพียงคนเดียว พ่อแม่เสียใจ อุ่นเฮือนเองก็เสียใจเคียดแค้น ออกยักษ์ออกมารเหมือนไม่ใช่อุ่นเฮือนคนเดิม

คำสีมีลูกเกิดจากท้องอุ่นเฮือนห้าคน ไอ้หล้าฟ้าลั่นเป็นลูกคนเล็กเรียนอยู่ม.ศ.๕ที่โรงเรียนในเมืองพู้น หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะส่งไปเรียนการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยในกรุงเทพตามคำแนะนำของนายอำเภอและท่านปลัด เมื่อจบออกมามันจะได้เป็นเจ้าคนนายคน อาจไม่ได้เป็นพญา เป็นขุนหมื่นขุนแสนเหมือนผีเหง้าเค้าโคตรอย่างหมื่นคำม่วนหมื่นคำตวง แต่อาจได้เป็นปลัดอำเภอ ได้เป็นนายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตามแบบแผนการปกครองแผนใหม่ ไม่ใช่การปกครองแผนเดิมเมื่อเมืองเชียงใหม่ยังมีเจ้าหลวงเจ้าชีวิตเป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง

“ดับไฟเถอะแม่ไอ้หล้า”

“ข้านอนบ่หลับ พ่อกำนันไม่ไปหรือ พูดจากันว่าอย่างใดเมื่อยังกินเหล้า ข้าได้ยินบ่ชัด”

“ข้าเองเป็นคนบอกอ้ายคำสอนเองว่าข้าจะเป็นใหญ่ในหมู่คนติดตามเข้าไป อ้ายคำสอนถึงเป็นกำนันแต่ก็แก่แล้ว แก่กว่าข้าห้าหกปี หัวเข่าก็บ่ค่อยดี มอบอำนาจให้ข้ากะเกณฑ์พ่อหลวงเทศกับชาวห้วยเขาะก็พอ คงไม่ร้ายแรงอะไรหรอกสู พ่อเจ้าสายฟ้าม้านระบุบอกออกปาก ไอ้หล้ารอดออกมาได้แน่ หาก…หากลูกอี่คำแผ้วติดตามเข้าไป”

“ข้าถามแท้ๆ เถอะสู” อุ่นเฮือนมีอาการคล้ายอะไรติดคอเมื่อผัวเอ่ยชื่อนั้น “ หน่อแลกหน่อ เนื้อแลกเนื้อที่พ่อเจ้าออกปาก หมายความว่าอย่างใด”

“ก็…เอาหน่อไปแลกหน่อ เอาเนื้อไปแลกเนื้อ”

ผัวลดเสียงลง ตอบคำคลุมเครือ อุ่นเฮือนนิ่งไป

นึกคิดภายในสับสน ผัวนางเป็นชายเจ้าชู้กรุ้มกริ่มมาแต่ยังหนุ่ม ปางเมื่อยังเป็นอ้ายคำสีค้างัวต่างระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองมะละแหม่ง อ้ายคำสีก็แอบมีเมียลับเมียพราง เมียแรมทางห่อข้าวหลายคน มีแต่นางเท่านั้นที่เป็นเมียแต่ง เมียที่พ่อเลี้ยงคำแสนกับแม่เลี้ยงสีทาสู่ขอมาขึ้นเรือน

นางภาคภูมิใจ

แต่ที่นางเสียอกเสียใจก็มีมากมายเหมือนกัน

“มัน…จะตายไหม” นางกลั้นใจถาม กลัวจะได้คำตอบอย่างที่กลัว

“พ่อเจ้าบ่บอก”

“อย่ามีใครตายเลย ถึงไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขในตัวในตนแห่งข้า ก็ขออย่าให้มันตายเลย พ่อเจ้าปกปักรักษามันด้วยเถิด”

อุ่นเฮือนยกมือไหว้ใส่หัว คำสีพลิกตัว หันหน้าไปอีกทาง

ขมในใจ ขมขึ้นในคอ

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 4

ทที่ 4 : หน้าที่เอ็งมี

ได้ขนมสองสามชิ้น ลงไปยัดท้องที่เกือบจะกลวงโบ๋ เรี่ยวแรงก็ค่อยฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง ความว้าเหว่สิ้นหวัง ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงจนแทบบ้าลดลงไปตั้งแต่ได้ยินเสียงกู่เพรียกเรียกหา กู่ตอบ เดินตามเสียงกู่จนพบแสงไฟ ดีใจแทบร้องไห้ออกมาอีก ตามแสงไฟมา พบภูษิต ไม่พบคนอื่น แต่เอาเถอะถึงจะเป็นหลั

ปลดล็อกตอน 4
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อดำเนินเรื่องราวต่อไป ทุกตอนที่ปลดล็อกคือแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ยอดเหรียญคงเหลือ: 0 เหรียญ
นิยายแนะนำยอดฮิต