ตอน 1
ข้ามภพเป็นเมียตัวร้าย
ตอนที่ 1 ไสหัวออกไป
“เหตุใดท่านแม่ถึงไม่ขยับแล้วล่ะ”
“คงไม่ใช่ว่าสิ้นใจไปแล้วนะ”
“ตายๆ ไปก็ดี จะได้ไม่ต้องมีใครตีพวกเราอีก”
ลู่เจียวยังไม่ทันลืมตา ก็ได้ยินเสียงยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น
เมื่อนางลืมตา ก็เห็นเด็กชายสี่คนอยู่ด้านข้าง เด็กชายพวกนี้หน้าเหลืองซูบซีด ร่างผอมจนมีแต่หนังหุ้มกระดูก ราวกับลูกเจี๊ยบตัวน้อย
ลู่เจียวยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด เด็กชายสี่คนที่อยู่ด้านข้างเห็นนางฟื้นขึ้นมา สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที ทุกคนต่างหันหลังวิ่งหนี พร้อมตะโกนด้วยความหวาดผวา
“ท่านแม่ฟื้นแล้ว”
“ท่านแม่จะตีคนอีกแล้ว”
“ท่านพ่อ ช่วยด้วย”
“พวกเราไม่ได้แอบกินไข่ของนางเสียหน่อย!”
ลู่เจียวมองเด็กชายพวกนั้นวิ่งหนีด้วยความประหลาดใจ แล้วกวาดสายตาไปรอบทิศ
ลานที่ล้อมรอบด้วยกำแพงดินเต็มไปด้วยรอยด่าง ตรงกลางลานมีบ้านโคลนร้าวที่หลังคาเป็นหญ้าคาอยู่สามหลัง บ้านโคลนร้าวสองหลังตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของเรือนหลัก นอกจากเรือนดังกล่าว ไม่มีอะไรในลานกว้างนี้อีก
ที่นี่ที่ไหน ฉันไม่ได้ตายไปแล้วหรือ
เธอคือหมอทหารหญิงในศตวรรษยี่สิบเอ็ด โดนปืนใหญ่ของศัตรูยิงขณะที่รักษาทหารที่บาดเจ็บอยู่ ตามหลักแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะรอดชีวิต
ทันทีที่ลู่เจียวรู้สึกตัว ความทรงจำมากมายก็ท่วมท้นในสมองของเธอ เธอพลันเข้าใจในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ทันที
ที่แท้ก็เพราะทะลุมิติมาอีกยุคหนึ่งนี่เอง เธอกลายเป็นลู่เจียว ภรรยาของเซี่ยอวิ๋นจิ่น ซิ่วไฉแห่งเมืองชีหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลชิงเหอ แคว้นต้าโจว
นิสัยของลู่เจียวยากจะอธิบายด้วยคำพูดสั้นๆ ไม่เพียงแต่เป็นแม่นางที่มีวาจาและท่าทีหยาบคาย ยังชอบกระทำโหดร้ายทารุณ
นางไม่สบอารมณ์เล็กน้อยก็สบถหยาบและเฆี่ยนตีผู้อื่นไปเรื่อย แม้กระทั่งแฝดสี่ที่เป็นลูกในไส้ นางยังเฆี่ยนตีอย่างโหดเหี้ยม ฉะนั้นแฝดสี่ต่างก็หวาดกลัวนางอย่างมาก
เช้าวันนี้ หลังจากนางตื่นนอนก็ต้มไข่สองฟอง เหตุเพราะร้อนเกินไปเลยไม่ทันได้กิน จึงไปเข้าสุขาก่อน แต่ตอนกลับมาไข่กลับหายไป
ฉะนั้นนางคิดว่าไข่สองฟองนั้นต้องโดนบุตรชายทั้งสี่ขโมยไปกินแน่ๆ จึงใช้ไม้ตีพวกเขาสุดแรง สุดท้ายเพราะใช้แรงมากเกินไป ไม่ทันระวังตัวจนลื่นล้ม ศีรษะไปกระแทกกับก้อนหิน เธอก็เลยทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนาง
ลู่เจียวมองร่างอ้วนท้วนของตัวเองด้วยสีหน้างวยงง แล้วเหลือบมองแฝดสี่ที่ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหารอย่างรุนแรง เลยอดสงสารเด็กพวกนี้ไม่ได้
เพียงแต่เวลานี้นางเสียเลือดมากเกินไป ทำให้วิงเวียนศีรษะ จึงต้องเข้าไปพักผ่อนในเรือนก่อน
ลู่เจียวเพิ่งจะเดินเข้าไปในเรือนหลังเก่าชำรุด ก็ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นแผ่วเบาดังมาจากในเรือนนอนตะวันออก
“ท่านพ่อ พวกเราไม่ได้ขโมยไข่ท่านแม่มากินจริงๆ”
“อืม ข้าก็ไม่ได้ขโมย ท่านพ่อเคยสอนว่าถ้าไปหยิบของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าเป็นโจร พวกเราไม่มีทางเป็นโจรแน่นอน”
“แต่ท่านแม่ไม่เชื่อพวกเรา หาว่าพวกเราเป็นขี้ขโมย แล้วยังเอาไม้เรียวเฆี่ยนตีพวกเรา”
เสียงร้องไห้จากเรือนตะวันออกนี้ ไม่ใช่เสียงร้องไห้โวยวาย แต่กลับเป็นเสียงสะอึกสะอื้นของเด็กๆ ที่เหมือนกำลังอัดอั้นเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม แค่ได้ยินเสียงก็ทำให้อดสงสารไม่ได้
ลู่เจียวกำลังเดินไปที่เรือนตะวันออก ทันทีนั้นเสียงสะอึกสะอื้นของเด็กน้อยก็เงียบสงัดลงทันที ใบหน้าของเด็กทั้งสี่คนซีดเซียวดุจไก่ต้ม แล้วรีบวิ่งไปขดตัวตรงหัวเตียง ร่างชิดผนังจนเกือบแทรกเข้าไปในผนัง
ลู่เจียวกำลังจะเอ่ยพูด จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยก่อน “ลู่เจียว เจ้านึกว่าข้าเป็นอัมพาตจนเอาเรื่องเจ้าไม่ได้ใช่หรือไม่จึงชอบทำนิสัยแย่ๆ เช่นนี้”
ภาพบนเตียงปะทะสายตาลู่เจียวเข้าอย่างจัง จนสติล่องลอยไปชั่วขณะ
บนเตียงเก่ามีบุรุษร่างผอมคนหนึ่งนอนอยู่ แม้จะดูผอมแห้ง ทว่ารูปลักษณ์หน้าตาหล่อเหลา ผมดำเงาดั่งหมึก ผิวพรรณประดุจหยกเย็น แววตาแพรวพราวคู่นั้นยิ่งเย้ายวนใจคน
ทั้งๆ ที่ตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ทว่ากลับไม่ได้ดูน่าเวทนาแม้แต่น้อย
เพียงแต่เวลานี้ แววตาดำสนิทราวกับหมึกดำแผ่ซ่านความอำมหิตออกมา และกำลังจับจ้องลู่เจียวอยู่เช่นนั้น
หากว่าเขาขยับได้ ตอนนี้ลู่เจียวคงถูกคนคนนี้บีบคอจนตายอย่างไม่ต้องสงสัย
เซี่ยอวิ๋นจิ่นที่อยู่บนเตียงเห็นลู่เจียวไม่แสดงทีท่าใด ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าห้ามแตะต้องแม้แต่ขนเส้นเดียวของพวกเขา เจ้าไม่ได้ยินหรือไร”
ลู่เจียวได้ยินคำพูดของเขา จึงใคร่อธิบาย “ข้า?”
เพียงแต่นางยังไม่ทันเอ่ยออกมา ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู คนที่มาเยือนยังไม่ทันเข้ามา มีเพียงเสียงเป็นห่วงเป็นใยดังขึ้นก่อน
“น้องสาม วันนี้เป็นเช่นไรบ้างแล้ว ดีขึ้นหน่อยไหม”
คนในเรือนมองคนที่กำลังเดินเข้ามา เขามีร่างซูบผอมและหลังค่อม ผิวพรรณดำคล้ำ ที่จริงแล้วเขามีอายุเพียงสามสิบเท่านั้น ทว่ากลับดูมีอายุราวสี่สิบกว่าปี
นี่คือพี่ชายคนรองของเซี่ยอวิ๋นจิ่น นามว่าเซี่ยเอ้อร์จู้
สามวันก่อน เซี่ยอวิ๋นจิ่นโดนรถม้าในหมู่บ้านชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เซี่ยเหล่าเกินและเซี่ยเหล่าไท่ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของเซี่ยอวิ๋นจิ่นสั่งให้คนไปตามหมอมารักษาเขาทันที
หลังจากที่หมอมาดูอาการ เซี่ยอวิ๋นจิ่นบาดเจ็บสาหัสเกินไป ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในการรักษา ทว่าต่อให้รักษา ก็อาจจะกลายเป็นคนพิการ อาจต้องเป็นอัมพาตติดเตียงไปตลอดชีวิต
เมื่อเซี่ยเหล่าเกินและเซี่ยเหล่าไท่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันที จึงปรึกษาหารือกันว่าจะรักษาดีหรือไม่ รักษาไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ อีกอย่าง ถ้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นเป็นอัมพาต แล้วใครจะออกไปหาเลี้ยงครอบครัว
เซี่ยเหล่าเกินและเซี่ยเหล่าไท่มีบุตรชายสี่คนและบุตรีหนึ่งคน เซี่ยอวิ๋นจิ่นเป็นบุตรคนที่สาม เซี่ยเหล่าเกินโปรดปรานบุตรคนโต ส่วนเซี่ยเหล่าไท่ก็รักและเอ็นดูคู่แฝดชายหญิงสุดท้องที่สุด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นและพี่ชายคนรองไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก
ทว่าตอนที่เซี่ยอวิ๋นจิ่นแปดขวบ อาจารย์ที่เป็นถึงบัณฑิตในหมู่บ้านคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลม จึงมาเกลี้ยกล่อมให้เซี่ยเหล่าเกินและเซี่ยเหล่าไท่ส่งเสียเขาร่ำเรียนหนังสือ
หลังจากนั้น ผลการเรียนของเขากลายเป็นที่ตกตะลึง แรกเริ่มเขาสอบผ่านถงเซิง แล้วจึงสอบผ่านซิ่วไฉ
เขากลายเป็นปัญญาชนคนแรกของหมู่บ้านในหลายสิบปีมานี้ ทุกคนในหมู่บ้านตระกูลเซี่ยต่างภูมิใจในตัวเขา เซี่ยเหล่าเกินและเซี่ยเหล่าไท่ต่างได้รับความเคารพจากคนอื่น เลยมาทำดีกับบุตรคนที่สาม แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตของเขาเลยกลับมาตกอับอีกครั้ง
ผลสรุปสุดท้ายจากที่ตระกูลเซี่ยหารือคือแยกครอบครัวกัน พวกเขาเอาห้าตำลึงเงินมาให้เซี่ยอวิ๋นจิ่นรักษา ถ้ารักษาหายก็ดีไป แต่ถ้าไม่หายก็คือโชคชะตาของเขาแล้ว
แต่ลู่เจียวไม่ยอมให้แยกครอบครัวเช่นนี้ ทว่าคนในตระกูลเซี่ยไม่สนใจนาง แล้วยังขับไล่พวกเขาให้มาอยู่ในเรือนหลังเก่านี้
นางโกรธมาก เลยไม่ยอมเอาเงินให้เซี่ยอวิ๋นจิ่นไปรักษา สุดท้ายเป็นเซี่ยเอ้อร์จู้เอาเงินที่เซี่ยอวิ๋นจิ่นเคยให้เขาไปซื้อยาจากหอยาเป่าเหอ แล้วแอบไปต้มยากลางป่าลับตาคน แล้วค่อยส่งมาให้เซี่ยอวิ๋นจิ่น จึงสามารถรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ได้
เซี่ยอวิ๋นจิ่นที่อยู่บนเตียงได้ยินคำพูดของเซี่ยเอ้อร์จู้ แววตาเย็นชาก็จางหายไปสองส่วน
“พี่รอง ข้าดีขึ้นแล้ว”
เซี่ยเอ้อร์จู้ถอนหายใจ ก้าวเข้าไปข้างเตียงทันที “น้องสาม ดื่มยาเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะทายาใหม่ให้เจ้า”
ลู่เจียวกำลังจะเอ่ยถามว่า ให้นางช่วยไหม
ใครจะไปรู้ว่านางยังไม่ทันได้เอ่ย เซี่ยอวิ๋นจิ่นหันหน้ามาส่งสายตาเย็นชาและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ไสหัวออกไป”
ตอน 2
ตอนที่ 2 โกรธเคืองแม่นางหน้าซื่อใจคด
แววตาของลู่เจียวหม่นหมองลง นางหันหลังเดินออกมาทันที ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่นางควรพูดสิ่งใด สู้นิ่งเงียบไปก่อนดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เช้านี้ทุกคนต่างไม่มีอะไรตกถึงท้อง นางเดินไปดูในห้องครัว ทำอะไรกินหน่อยดีกว่า
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของลู่เจียว นางก็สาวเท้าก้าวใหญ่ไปที่ห้องครัวทันที
ในครัวกลับมีของไม่น้อย นอกจากข้าวกล้องหนึ่งร้อยจินและแป้งข้าวโพดห้าสิบจินที่ได้ตอนแยกครอบครัวกัน ยังมีข้าวสารสามจิน ไข่ไก่และน้ำตาลที่บ้านเดิมของลู่เจียวส่งมา สำหรับข้าวเหนียว ถั่วเหลืองและผักกาดขาว ล้วนมาจากคนในหมู่บ้าน
อ้อ ตรงมุมกำแพงยังมีไก่อีกหนึ่งตัว นี่เป็นไก่ที่ร่างเดิมแย่งมาจากเล้าไก่ของตระกูลเซี่ยตอนแยกเรือนในวันนั้น
ตอนนั้นสะใภ้ใหญ่นามว่าเฉินหลิ่ววิ่งมาเพื่อแย่งไก่ตัวนี้กลับไป ทว่ากลับถูกเซี่ยเหล่าเกินขัดขวางไว้
ลู่เจียวกวาดตามองข้าวของในครัวหนึ่งรอบ กำลังคิดว่าจะทำอาหารอะไรดี สุดท้ายจึงใช้ข้าวสารต้มข้าวต้มครึ่งหม้อ ใช้ไข่ไก่สามฟองผสมแป้งข้าวโพดเพื่อทำขนมไข่
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว แทบอยากทรุดตัวลงไปนั่งบนพื้นไม่ขยับไปไหน
ทว่าก็นึกถึงแฝดสี่และเซี่ยอวิ๋นจิ่นที่นอนบนเตียงไม่มีอะไรตกถึงท้อง นางจึงเช็ดเหงื่อบนใบหน้าอย่างฝืนทน หันหลังเดินไปที่เรือนตะวันออก
เพียงแต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปตรงประตู ก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนส่งมาจากในเรือน
“พี่สาม ท่านหิวหรือยัง ข้าให้คนต้มข้าวต้มให้ท่านโดยเฉพาะ ท่านรีบกินเถอะ ไม่เช่นนั้นร่างกายจะยิ่งแย่ลงอีก”
เมื่อลู่เจียวได้ยินเสียงอ่อนหวานเช่นนี้ ก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูมองคนในรือน
เวลานี้ ในเรือนนอกจากจะมีเซี่ยอวิ๋นจิ่น เซี่ยเอ้อร์จู้ และแฝดทั้งสี่แล้ว ยังมีแม่นางร่างบางคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงผูกเอวสีขาว ขับเน้นเอวคอดเพรียวบางดั่งใบหลิวพลิ้วไหว เพียงมองจากด้านหลังก็ทำให้อดเคลิบเคลิ้มไม่ได้
ลู่เจียวมองแผ่นหลังแม่นางผู้นี้ ก็รีบย้อนความทรงจำในร่างเดิม แม่นางผู้นี้ก็คือเสิ่นซิ่ว หนึ่งในชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลเซี่ย
ทุกคนต่างลือกันว่าเสิ่นซิ่วและเซี่ยอวิ๋นจิ่นเป็นคู่ครองที่หมายปองกันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน หากลู่เจียวไม่เข้ามาแย่งชิงไปก่อน เสิ่นซิ่วเป็นคนที่น่าจะออกเรือนกับเซี่ยอวิ๋นจิ่นมากที่สุด
ร่างเดิมเคยมีปากเสียงกับเซี่ยอวิ๋นจิ่นอย่างรุนแรงเพราะเรื่องนี้ จนเมื่อเซี่ยอวิ๋นจิ่นแสดงท่าทีว่าเขาไม่ได้คิดจะสู่ขอเสิ่นซิ่ว นางถึงยอมหยุดโวยวาย
เสิ่นซิ่วเห็นว่าตนคงไม่มีทางได้ออกเรือนเป็นภรรยาของเซี่ยอวิ๋นจิ่น จึงถูกทางบ้านสั่งให้ออกเรือนกับบุรุษอื่น แต่นางเพิ่งจะออกเรือนไปได้สี่ปี สามีก็ตายจากไปแล้ว นางจึงกลายเป็นแม่หม้ายที่เลี้ยงดูบุตรีหนึ่งคนตั้งแต่ยังสาว
คนของสกุลซูเห็นว่าพวกนางสองแม่ลูกรังแกง่าย จึงขับไล่พวกนางออกจากสกุลซู ฉะนั้นเสิ่นซิ่วเลยกลับไปอาศัยที่เรือนของสกุลเดิม ซึ่งเรือนของนางอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
ลู่เจียวกำลังครุ่นคิดจนตกอยู่ในภวังค์ ในเรือนก็มีเสียงเรียบเฉยอ่อนแรงของเซี่ยอวิ๋นจิ่นดังขึ้น “ข้าไม่ต้องการของพวกนี้ เจ้าเอากลับไปเถอะ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเพิ่งจะพูดจบ เสิ่นซิ่วก็เอ่ยขึ้นอย่างใจร้อนทันที “พี่สาม ท่านจะไม่กินอะไรเลยไม่ได้นะ”
เซี่ยเอ้อร์จู้ที่กำลังทายาให้เซี่ยอวิ๋นจิ่นจึงขมวดคิ้วมองเสิ่นซิ่วแวบหนึ่งแล้วพูดว่า
“ประเดี๋ยวข้ากลับไปเอาอาหารมาให้น้องสามกิน เจ้าเอาของพวกนี้กลับไปก่อนเถอะ”
เสิ่นซิ่วเป็นแม่หม้ายคนหนึ่ง นางมาคอยประจบประแจงบุรุษอื่นถึงในเรือนเช่นนี้ แล้วคนนอกจะมองอย่างไร น้องสามเป็นบุรุษเลื่องชื่อ คงไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมาทำลายชื่อเสียงที่สั่งสมมาได้กระมัง
เสิ่นซิ่วกำลังจะพูดอะไรอีก ลู่เจียวก็เดินเข้ามา แล้วจ้องมองเสิ่นซิ่วด้วยความเดือดดาล “เจ้ามาทำอะไรในเรือนข้า”
ทีแรกเจียวลู่ไม่อยากเข้าไป ทว่าเที่ยงวันนี้ทุกคนไม่ได้กินอะไรเลย ไม่ต้องเอ่ยถึงคนอื่น ลำพังตัวนางเองก็หิวจนหมดเรี่ยวแรงแล้ว คิดว่าเจ้าแฝดสี่คงหิวจนท้องแบนราบหมดแล้ว
เพื่อที่ลู่เจียวจะไม่ทำลายความโด่งดังด้านนิสัยเสียของร่างเดิม ทันทีที่เดินเข้าไปก็ใส่อารมณ์กับเสิ่นซิ่วทันที เช่นนี้ถึงจะสมกับนิสัยของร่างเดิมหน่อย
เสิ่นซิ่วได้ยินคำพูดของลู่เจียวก็เอ่ยด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร “ข้ามาส่งของกินให้พี่สาม เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ จะไม่ให้กินอะไรเลยได้อย่างไร”
ลู่เจียวได้ยินก็ถลึงตามองเสิ่นซิ่วอย่างดุร้าย แล้วตวาดอย่างโมโห
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าที่เป็นแม่หม้าย มาทำอะไรในเรือนของบุรุษอื่น เจ้าคงไม่ใช่ว่าจะมายั่วยวนสามีของข้าหรอกนะ”
เสิ่นซิ่วได้ยินคำพูดของลู่เจียว พลันนัยน์ตาก็แดงระเรื่อ นางหันหน้าไปทางเซี่ยอวิ๋นจิ่น พร้อมร้องไห้ออกมาทันที
“พี่สาม เหตุใดนางถึงต่อว่าข้าเช่นนี้ ข้าแค่ทนดูพี่สามหิวไม่ได้ก็เท่านั้น”
นางพูดด้วยเสียงสะอื้น ท่าทางน่าเห็นอกเห็นใจนัก
ท่าทางเช่นนี้ หากเป็นบุรุษคนอื่นคงจะใจอ่อนไปแล้ว น่าเสียดายที่บุรุษตรงหน้ากลับเป็นเซี่ยอวิ๋นจิ่นที่เลือดเย็นไร้หัวใจ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ได้แสดงสีหน้าใด เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “เอาของกินของเจ้ากลับไปเถอะ”
เสิ่นซิ่วยังอยากพูดอะไรต่อ ลู่เจียวที่อยู่ด้านหลังก็พูดเสียงเหี้ยมเกรียม “อยากให้ข้าลากตัวเจ้าออกไปหรือ ถ้าไม่กลัวอับอายขายขี้หน้า ข้าก็ยินดีลากเจ้าออกไปอยู่นะ”
ลู่เจียวพูดจบก็ถกแขนเสื้อขึ้น เสิ่นซิ่วสีหน้าซีดเซียว แม้ว่านางจะเป็นแม่หม้าย ทว่าก็ยังรักศักดิ์ศรี ฉะนั้นไม่รอให้ลู่เจียวลงมือ ก็หิ้วตะกร้าออกไปด้านนอกทันที
เซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ได้สนใจเสิ่นซิ่วที่เดินจากไป กลับมองลู่เจียวด้วยความเกลียดชัง “ออกไป”
ลู่เจียวได้ยินคำพูดของเขาก็รู้สึกขุ่นเคืองใจเล็กน้อย ทว่านึกถึงกรรมที่ร่างเดิมก่อไว้ จึงพยายามอดกลั้น แล้วมองซูอวิ๋นจิ่นพลางเอ่ย
“ข้าต้มข้าวต้มและทำขนมไข่ไว้ จะให้เอาเข้ามาให้พวกเจ้ากินหรือไม่”
ลู่เจียวเพิ่งจะพูดจบ ทุกคนในเรือนต่างมองมาที่นาง หนึ่งในนั้นคือซูอวิ๋นจิ่นที่ปั้นหน้าเย็นชาดั่งน้ำแข็ง
“เจ้าจะมาไม้ไหนอีก”
พูดจบ แววตาทอประกายอาฆาต โศกนาฏกรรมที่สุดในชีวิตนี้ของเขาคือได้มาพบกับแม่นางผู้นี้ นางราวกับภูตผีวิญญาณที่คอยวนเวียนอยู่รอบกายเขา
ตั้งแต่สู่ขอนางมา นางก็วนเวียนอยู่รอบกาย แถมยังคอยสร้างความวุ่นวายให้เขาไม่หยุด เดิมทีเขาคิดว่านางมีบุตรสี่คน ก็คงจะเอาใส่ใจบุตร วันข้างหน้าจะได้ใช้ชีวิตคู่กันอย่างสงบสุข
ใครจะไปรู้ว่าหลังจากแม่นางคนนี้คลอดบุตร ไม่เพียงแต่เฆี่ยนตีและว่ากล่าวตำหนิบุตรคนอื่น แม้กระทั่งบุตรตัวเองยังไม่เว้น
สามวันก่อน เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็เพราะกลัวว่านางจะถือโอกาสตอนเขาไม่อยู่กระทำไม่ดีกับบุตรทั้งสี่ ตกเย็นจึงรีบกลับมา สุดท้ายกลับถูกรถม้าชนอย่างสาหัส
หากไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเด็กๆ เขาจะบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจลุกขึ้นยืนตลอดชีวิตได้อย่างไร
พอคิดเช่นนี้ แววตาดำสนิทของเขาก็ทอประกายอาฆาตขึ้นมา
ลู่เจียวที่เกิดเป็นหมอทหาร สัมผัสถึงความอาฆาตที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ในเสี้ยววินาที นางกุมมือตัวเองไว้หลวมๆ ถ้าชายคนนี้ไม่พิการ คงไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ แน่นอน
ลู่เจียวครุ่นคิดพลางคงนิสัยย่ำแย่ของร่างเดิมไว้ ตวาดใส่เขาอย่างโมโห “เซี่ยอวิ๋นจิ่น เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าอุตส่าห์ทำอาหารให้เจ้ากิน เจ้ากลับหวาดระแวงในตัวข้า?”
ลู่เจียวที่มีร่างอ้วนท้วนเตรียมทิ้งตัวนอนลงกับพื้น ยังคงใช้วิธีเดิมของร่างเดิม สบถหยาบคายและกลิ้งบนพื้นอย่างเอาแต่ใจ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นที่อยู่บนเตียงเห็นนางกำลังจะนอนลงบนพื้น ก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที เขาปั้นหน้าบูดบึ้งน่ากลัว แล้วกัดฟันกรอด “ไปยกอาหารมา”
ลู่เจียวหยุดการกระทำของตน หันหลังกลอกตามองบน เจ้าก็กลัวเป็นด้วยหรือ
นางสาวเท้าก้าวใหญ่ไปในห้องครัว ตักข้าวต้มวางบนโต๊ะเล็กเก่าชำรุดห้าชาม เอาขนมไข่ในกระทะใส่จาน จากนั้นค่อยยกโต๊ะเล็กนี้ไปเรือนตะวันออก
ลู่เจียวผู้ชาญฉลาด ไม่ได้คิดจะอยู่ดูพวกเขากินอาหารอยู่แล้ว นางวางโต๊ะเล็กลงแล้วเชิดหน้าจากไปอย่างคนเจ้าอารมณ์
ตอน 3
ตอนที่ 3 ตั้งสติ อย่าตกใจ
คนในเรือนที่อยู่ด้านหลังหันไปมองข้าวต้มและขนมไข่บนโต๊ะเล็กพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แฝดสี่มองข้าวต้มสีขาวร้อนๆ มีควันลอยฉุย ได้กลิ่นหอมโชยของขนมไข่ ต่างอดกลืนน้ำลายไม่ได้
พวกเขาไม่ได้กินข้าวต้มเช่นนี้มานานนม ยิ่งไม่มีทางได้กินขนมไข่ที่หอมกรุ่นเช่นนี้อยู่แล้ว
เดิมทีตระกูลเซี่ยก็มีคนมาก ส่วนที่ตกมาถึงพวกเขาก็มีไม่มากอยู่แล้ว แล้วยังมีมารดาใจอำมหิตแย่งของที่ได้มาไปอีก ฉะนั้นพวกเขาไม่เคยได้กินอิ่ม ใบหน้าจึงเหลืองซูบซีดเช่นนี้
แม้เจ้าแฝดสี่จะหิวจนกลืนน้ำลาย แต่ก็ไม่กล้าแตะต้อง ขณะเดียวกันก็หันไปมองบิดาบนเตียง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นหรี่ตาลง ครุ่นคิดถึงท่าทีผิดปกติของลู่เจียวในวันนี้
แม่นางคนนั้นก็เคยประจบสอพลอเขาเช่นนี้มาก่อน ทว่ากลับเป็นครั้งแรกที่ใจกว้างเช่นนี้ ฉะนั้นเขาเลยสงสัยว่านางมีวัตถุประสงค์อื่น
เซี่ยอวิ๋นจิ่นครุ่นคิดพลางมองเซี่ยเอ้อร์จู้ตรงขอบเตียง “พี่รอง ช่วยยกข้าวต้มและขนมไข่มาให้ข้าดูที”
เซี่ยเอ้อร์จู้ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย อย่างไรก็ต้องตรวจอย่างละเอียดก่อน นางอาจวางพิษในข้าวต้มและขนมไข่ก็ได้
พูดตามตรง นางใจกว้างเช่นนี้ แม้กระทั่งเขายังทนดูไม่ได้ นางแปลกจากเดิมเกินไป ฉะนั้นตรวจสอบให้ละเอียดก่อนดีกว่า
แววตาของเซี่ยอวิ๋นจิ่นทอประกายแสงเย็นยะเยือก ทว่าไม่นานเขาก็หันไปทางฝั่งแฝดสี่ “ไปกินกันได้แล้ว”
เจ้าแฝดสี่ขานรับพร้อมเพรียง “ท่านพ่อกินก่อนสิ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ยินคำพูดของแฝดสี่ก็รู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาทันที นับได้ว่าในใต้หล้านี้ สิ่งที่ชโลมหัวใจของเขาได้ก็มีเพียงแฝดสี่คนนี้เท่านั้น
“อืม ข้าจะกินพร้อมกับพวกเจ้า ไปกินกันเถอะ”
แฝดสี่ได้ยินก็พยักหน้าด้วยความดีใจ จึงเดินไปข้างโต๊ะเล็กทันที เซี่ยเอ้อร์จู้ที่อยู่ในเรือนยกข้าวต้มไปป้อนเซี่ยอวิ๋นจิ่น
สมองของเซี่ยอวิ๋นจิ่นได้รับการกระทบกระเทือน คงขยับตัวมากไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ปวดศีรษะและอาเจียนอย่างรุนแรง
นอกจากศีรษะจะได้รับบาดเจ็บแล้ว ซี่โครงสามซี่ตรงหน้าอกก็หักด้วย ม้ามมีเลือดออก แต่โชคดีที่ปริมาณไม่มาก ค่อยๆ รักษาด้วยการกินยา ส่วนขา
เมื่อเซี่ยอวิ๋นจิ่นนึกถึงขา ก็รู้สึกอาฆาตแค้นขึ้นมา
ในห้องครัว ลู่เจียวกินข้าวต้มไปหนึ่งชาม อันที่จริงนางยังอยากกินอีก และยังรู้สึกหิวมาก ทว่าพอเห็นร่างที่อ้วนท้วน ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปจะคุมอาหาร
ลู่เจียวครุ่นคิดพลางล้างจานไป นึกถึงคนที่อยู่ในเรือนตะวันออกไปด้วย ป่านนี้คงจะกินมื้อเช้ากันเสร็จแล้ว นางเลยคิดว่าจะไปเก็บโต๊ะ
เพิ่งจะเดินไปถึงหน้าต่างของเรือนตะวันออก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเยือกเย็นของเซี่ยอวิ๋นจิ่นดังขึ้น
“เซี่ยเหวินเหยา เซี่ยเหวินเจีย เซี่ยเหวินเซ่า เซี่ยเหวินอวี่ เอาชามและตะเกียบของตัวเองไปล้างในครัว”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นฝึกฝนแฝดสี่คนนี้ให้ทำงานบางส่วนตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ฉะนั้นเด็กชายสี่คนนี้ได้ยินคำสั่งของบิดา ก็ไปรีบล้างจานอย่างเชื่อฟัง
“ขอรับ ท่านพ่อ”
นอกหน้าต่าง ลู่เจียวได้ยินคำพูดของเขาก็ทำหน้าราวกับโดนฟ้าผ่า ยังคงนิ่งงันอยู่กับที่
เพราะจนถึงบัดนี้ นางจึงมั่นใจได้เรื่องหนึ่ง ตนเองไม่เพียงแต่ทะลุมิติ ทั้งยังทะลุเข้ามาในหนังสือด้วย
มีหมอทหารในภพอื่นคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจนต้องนอนโรงพยาบาล เลยซื้อนิยายมาอ่าน ในเนื้อหานิยายมีตัวร้ายอยู่สี่คน ไม่มีเรื่องชั่วใดไม่ทำ สังหารคนโดยไม่กะพริบตา ทว่าภายหลังตัวร้ายสี่คนนี้ถูกพระเอกนางเอกร่วมมือกันสังหาร ชายสี่คนนี้มีบิดาเป็นถึงโส่วฝู่ [1] เพื่อที่จะแก้แค้นแทนบุตรชาย เขาจึงกลายเป็นเป็นจอมปีศาจชั่วร้าย สุดท้ายพระเอกนางเอกล้วนถูกฆ่าตาย
สี่ดาวร้ายนั้นมีมารดาจิตใจอำมหิต ซึ่งก็คือภรรยาที่ตายจากไปตั้งแต่ยังสาว นามว่าลู่เจียว ส่วนตัวร้ายทั้งสี่นี้มีนามว่าเซี่ยเหวินเหยา เซี่ยเหวินเซ่า เซี่ยเหวินอวี่ และเซี่ยเหวินเจีย ส่วนโส่วฝู่มีนามว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่น
สีหน้าของลู่เจียวย่ำแย่ลงทันที
นางกลับทะลุมิติมาเป็นมารดาใจอำมหิตของตัวร้ายสี่คนนี้ หรือก็คือภรรยาที่ตายไปตั้งแต่ยังสาวของโส่วฝู่ ช่างอับโชคจริงๆ
ขณะที่ลู่เจียวตกอยู่ในภวังค์ แฝดสี่ก็ถือชามและตะเกียบออกมา หนึ่งในแฝดที่ดูโตที่สุดถือชามสองใบ ส่วนอีกคนก็ถือจานใส่ขนมไข่มาหนึ่งจาน
แฝดสี่คนเห็นนางเข้าก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที รีบเดินไปชิดด้านข้างอย่างระมัดระวังตัว ท่าทางเช่นนั้นมองไม่ออกเลยว่าในอนาคตจะกลายเป็นตัวร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา
ลู่เจียวมองเด็กชายทั้งสี่ที่สูงแค่เข่าของนาง พลางมองบุรุษพิการบนเตียงที่จะได้เป็นโส่วฝู่ในอนาคต ก็อดพึมพำในใจไม่ได้ ตั้งสติ อย่าตกใจ
ในเรือนตะวันออก เซี่ยเอ้อร์จู้ถามเซี่ยอวิ๋นจิ่นด้วยความเป็นห่วง “น้องสาม จะไปฉี่ไหม”
เซี่ยเอ้อร์จู้เป็นคนไร้การศึกษา คำพูดคำจาก็ตรงไปตรงมา ทว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ไม่ได้รังเกียจเขาแม้แต่น้อย
“ยังไม่ปวด พี่รองกลับไปทำงานก่อนเถอะ”
สองสามีภรรยาเซี่ยเอ้อร์จู้ถูกตระกูลเซี่ยใช้งานหนักมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานที่เหนื่อยหรือสกปรกเพียงใด พวกเขาสองสามีภรรยาล้วนเป็นคนจัดการ แม้กระทั่งบุตรสองคนที่พวกเขาให้กำเนิด ยังต้องช่วยให้อาหารไก่ให้อาหารหมูในบ้านตั้งแต่เด็ก
แต่ก่อนเซี่ยอวิ๋นจิ่นเคยเกลี้ยกล่อมสองสามีภรรยาเซี่ยเอ้อร์จู้ให้ทำงานสบายกว่านี้ ไม่ต้องอดทนอดกลั้นมากถึงเพียงนี้ ทว่าพวกเขาเป็นคนซื่อตรงและไม่ช่างพูด
ภายหลังเซี่ยอวิ๋นจิ่นลอบให้เงินช่วยเหลือพวกเขา ให้ไปซื้ออาหารและยามาบำรุงสุขภาพของตัวเอง
นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่ง น้ำใจของตัวเองกลับได้รับการตอบแทนเช่นนี้ ตอนที่ทุกคนทอดทิ้งเขาไป พี่รองกลับเอาเงินทั้งหมดที่มีไปซื้อยามารักษาเขา
ตอนนี้ความรู้สึกของเซี่ยอวิ๋นจิ่นซับซ้อนจนไม่อาจอธิบายได้ เซี่ยเอ้อร์จู่หันหลังเดินออกไปก้าวใหญ่ พลางกล่าวว่า “น้องสาม ข้ามีงานต้องทำ ค่อยมาเยี่ยมเจ้าตอนเที่ยง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองส่งเขาจากไป ชีวิตนี้ไม่รู้ว่าเขาจะลุกขึ้นยืนได้อีกหรือไม่ หากยืนขึ้นมาได้ เขาจะไม่ลืมตอบแทนบุญคุณพี่รองและครอบครัว
ลู่เจียวที่อยู่นอกเรือนเห็นเซี่ยเอ้อร์จู้เดินออกมา ก็ทักทายอย่างอ่อนแรง “พี่รองจะกลับแล้วหรือ”
เซี่ยเอ้อร์จู้หันไปมองน้องสะใภ้ของตนด้วยความตกตะลึง นี่ผีเข้าสิงหรือไร น่ากลัวชะมัด
เซี่ยเอ้อร์จู้ไม่กล้าอยู่ต่อ จึงรีบเดินออกจากลานหน้าบ้านทันที นึกไม่ถึงว่าเขาเพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว ห้องครัวทิศตะวันออกมีเสียงดังสนั่นขึ้นทันที
คนในครัวทำถ้วยชามแตก
เซี่ยเอ้อร์จู้มีสีหน้าเปลี่ยนไป รีบหันไปมองลู่เจียว ลู่เจียวเดินเข้าไปในครัว เซี่ยเอ้อร์จู้กลัววว่านางจะตีเด็กๆ จึงตามเข้าไปด้วย
ในห้องครัว แฝดคนสุดท้องไม่ระวังทำชามแตกระหว่างล้างจาน เวลานี้เสียขวัญจนร้องไห้อยู่
ลู่เจียวเพิ่งจะเข้าไปในครัว ต้าเป่าก็ลุกขึ้นก่อน “ข้า ข้าเป็นคนทำแตกเอง”
เอ้อร์เป่าก็พูดขัด “ข้าเป็นคนทำแตกเอง”
ซานเป่าก็รีบพูดแทรก “ข้าต่างหาก ข้าต่างหาก”
อันที่จริงแฝดทั้งสามกลัวจนกระทั่งขาสั่นงันงก ทว่ากลับไม่ยอมแพ้
ลู่เจียวกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ทว่าก็ไม่ได้เข้าไปปลอบใจ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างไร
“เอาเถอะ ออกไปกันให้หมด”
แฝดสี่นึกว่าตัวเองฟังผิดไป จึงแลกเปลี่ยนสายตากัน ต้าเป่าได้สติกลับมาก่อน รีบไปจูงมือซื่อเป่าไว้ แล้ววิ่งออกจากครัว อีกสองคนก็วิ่งตามกันไป
ลู่เจียวเดินไปล้างจาน เด็กสี่คนนั้นตัวเท่าลูกเจี๊ยบ จะล้างจานได้อย่างไร
----------------------------------------------
[1] โส่วฝู่ คือคำทับศัพท์ภาษาจีน คือตำแหน่งขุนนางอาวุโสสูงสุดในเน่ยเก๋อ ซึ่งเทียบเท่าสมุหราชเลขาธิการ