ตอน 1
ชายานอกนาม
ตอนที่ 1 ปฏิเสธการแต่งงาน? พระราชทานสมรส?
“คุณหนู คุณหนูเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ”
ภายในสวนที่มีต้นไม้ประปรายและเงียบสงบ หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนพุ่งตัวเข้าไปในห้องราวกับลมหอบ รวดเร็วเสียจนทำให้กังสดาลที่ห้อยอยู่ข้างประตูส่งเสียงดังกรุ๊งกริ้งขึ้น
ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าหรูหรานั้น มีหญิงสาวร่างสะโอดสะองน่าหลงใหลนั่งหันหน้าเข้าหาหน้าต่างที่เปิดอยู่ครึ่งบาน เข็มและด้ายในมือไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเพราะคนที่เข้ามารบกวนเลยแม้แต่น้อย รอจนเด็กสาวคนนั้นหยุดหอบแล้วจึงค่อยวางงานในมือลง หันมาถามเสียงกลั้วหัวเราะว่า “เรื่องอะไรกันที่ทำให้เจ้าเอะอะโวยวายเช่นนี้”
หญิงสาวหน้าตางดงามเกลี้ยงเกลา สายตาเฉียบคมขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนแอ นางสวมชุดเรียบง่าย ผมยาวสลวยปักปิ่นหยกเพียงอันเดียวรวบไว้ง่ายๆ หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าคงยากจะเชื่อว่านางคือคุณหนูบุตรีของภรรยาเอกแห่งจวนเจ้ากรม
“คุณหนู! คุณหนูยังมีอารมณ์มานั่งเย็บปักถักร้อยอยู่อีก ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ...ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านอ๋องปฏิเสธที่จะแต่งงานกับท่าน!” เด็กสาวดึงผ้าปักในมือนางออกพร้อมกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ ตั้งแต่หลีอ๋องปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูของนางเมื่อสามวันก่อน นางก็ร้อนใจจนไฟแทบจะลุกท่วมอยู่แล้ว แต่คุณหนูของนางกลับคล้ายทองไม่รู้ร้อน ประหนึ่งมิใช่เรื่องของตนเช่นนั้น
“ชิงซวง ท่านอ๋องถอนหมั้นข้าตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว เจ้าเพิ่งจะมาร้อนใจเอายามนี้ ไม่รู้สึกช้าไปหน่อยหรือ” เยี่ยหลีมองสาวใช้คนสนิทด้วยความขบขัน และไม่ถือสาเรื่องที่นางเสียมารยาทกับตน
“คุณหนู!” ชิงซวงถลึงตามองคุณหนูของนาง “บ่าวไม่ได้ร้อนใจด้วยเรื่องท่านอ๋องเสียหน่อยเจ้าค่ะ” คุณหนูเองยังไม่สนใจเรื่องหลีอ๋องเลยแล้วนางจะสนใจไปไย เพียงแต่... “โอ๊ย คุณหนู ฮ่องเต้พระราชทานสมรสแก่ท่านอีกแล้ว! นายท่านให้มาเชิญคุณหนูออกไปรับราชโองการประเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
“พระราชทานสมรสอีกแล้วหรือ” เยี่ยหลีประหลาดใจยิ่งนักจนเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เดิมคิดว่าเมื่อหลีอ๋องถอนหมั้นไปแล้ว ตนจะได้อยู่อย่างสงบสักสองสามปีเสียอีก เพราะถึงอย่างไรคนสมัยนี้ก็มีน้อยนักที่ยินดีจะแต่งงานกับหญิงที่เคยถูกถอนหมั้นมาแล้ว
“ตระกูลเราเป็นเพียงเจ้ากรมเท่านั้น เหตุใดฮ่องเต้จึงใส่พระทัยเพียงนี้” สามวันก่อนเพิ่งถูกถอนหมั้น สามวันให้หลังก็พระราชทานสมรสให้อีก จะว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับจวนเจ้ากรมดี หรือจะว่าชะตาไม่ต้องกันกับบุรุษที่ต้องแต่งงานกับนางดี
ชิงซวงโกรธจนหูตาแดงไปหมด เอ่ยด้วยความเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “คราวนี้เป็นท่านติ้งอ๋องเจ้าค่ะ! ต้องเป็นเพราะคุณหนูใหญ่เพ็ดทูลฮ่องเต้เป็นแน่ นางชอบรังแกคุณหนูมานับแต่เล็กแล้ว นี่ถึงกับ...ถึงกับให้คุณหนูแต่งงานกับท่านติ้งอ๋อง ฮือๆ...”
เยี่ยหลีมองสาวใช้คนสนิทของตนอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี สาวน้อยขี้แยผู้นี้ช่างมีนิสัยขัดกับชื่อชิงซวงเสียจริง “เอาละ ถ้อยคำเช่นนี้อย่าได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าข้างนอกเชียว ไปเถิด ออกไปรับราชโองการกัน”
ห้องโถงจวนตระกูลเยี่ย
“ด้วยโองการฟ้า ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าคุณหนูตระกูลเยี่ย นามเยี่ยหลี มีความฉลาดหลักแหลม ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจรรยาซึ่งเป็นคุณสมบัติของคู่ชีวิตที่ดี จึงพระราชทานสมรสกับติ้งอ๋อง นามม่อซิวเหยา ดำรงตำแหน่งพระชายาเอก โดยให้เลือกวันฤกษ์งามยามดีในการจัดงาน จบราชโองการ”
สมาชิกตระกูลเยี่ยขานรับขอบพระทัยในพระเมตตาอย่างพร้อมเพรียง ขันทีที่มาทำหน้าที่ประกาศราชโองการยื่นราชโองการให้เยี่ยหลี แล้วกล่าวกับนางด้วยเสียงปนหัวเราะว่า “ยินดีด้วยเยี่ยฮูหยิน ยินดีด้วยคุณหนูเยี่ย”
เยี่ยหลีรับราชโองการพลางฝืนยิ้มให้ขันทีท่าทางเป็นปกติ แม้จะรู้สึกขัดหูกับน้ำเสียงกลั้วหัวเราะนั้นก็ตาม “ขอบคุณท่านกงกงมากเจ้าค่ะ ลำบากท่านกงกงแล้ว”
ขันทีผู้นั้นเหลือบมองเยี่ยหลีด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยตนได้ยินมาว่าคุณหนูสามซึ่งเป็นบุตรีของอดีตฮูหยินใหญ่ตระกูลเยี่ยนั้นเป็นที่เลื่องลือในเมืองหลวงว่าเป็นคุณหนูที่บกพร่องด้วยคุณสมบัติสามประการ นั่นคือบกพร่องด้วยความสามารถ บกพร่องด้วยรูปลักษณ์ และบกพร่องด้วยคุณธรรม
ครั้นได้มาเห็นหญิงสาวตรงหน้าด้วยตาตนเองแล้ว ถึงจะไม่งดงามหมดจดช่นเยี่ยเจาอี๋[1]ที่อยู่ในวังหลวง และเทียบไม่ได้กับคุณหนูสี่ตระกูลเยี่ยที่ได้ชื่อว่าสะคราญโฉมเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสาวงามที่หาได้ยากคนหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกิริยาอ่อนช้อย การพูดการจาดูมีท่ามีทางดีเสียด้วย นางคล้ายกับที่เยี่ยเจาอี๋บอกไว้เสียที่ใดว่าเป็นคนไม่รู้กาลเทศะ ไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด
แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของคนตระกูลเยี่ยที่ดูมีความสุขบนความทุกข์ของคุณหนูผู้นี้อย่างยากที่จะปกปิดไว้ได้แล้ว ก็ทำให้ขันทีผู้นี้แจ้งแก่ใจโดยพลัน แม้ในใจจะนึกสงสารคุณหนูเยี่ยผู้นี้อยู่บ้าง แต่เรื่องเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องที่ขันทีคนหนึ่งอย่างตนจะเข้าไปยุ่มย่ามได้ จึงกล่าวเพียงว่ามิบังอาจ แล้วขอตัวจากมา
นายหญิงของตระกูลเยี่ยเรียกให้พ่อบ้านออกไปส่งแขกด้วยตนเองที่หน้าประตูอย่างให้เกียรติ ก่อนหันมาปรายตามองเยี่ยหลี แสร้งใช้น้ำเสียงเอื้อเอ็นดูกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “โชคดีจริงที่ฮ่องเต้ทรงพระปรีชาสามารถ จึงพระราชทานสมรสที่ดีเยี่ยงนี้แก่ลูกสามอีกครั้ง มิเช่นนั้น...” มิเช่นนั้นแล้วหญิงสาวที่เคยถูกปฏิเสธการแต่งงานมาแล้วไยจะมีโอกาสได้แต่งงานอีกเล่า
สีหน้าของเยี่ยหลียังคงเป็นปกติ แต่ในใจหัวเราะเยาะว่างานแต่งดีๆ หรือ คงคิดว่าคนที่ไม่ชอบออกไปไหนมาไหนอย่างนางจะไม่รู้อะไรกับเขาเลยสินะ
ติ้งอ๋อง นามม่อซิวเหยาผู้นี้ เมื่ออายุได้สิบแปดปีประสบเหตุร้ายแรงจนเสียโฉมและขาพิการทั้งสองข้าง นับแต่นั้นมาจึงได้แต่นอนป่วยเรื้อรังอยู่บนเตียง ก่อนหน้านี้เคยแต่งงานมีพระชายาเอกแล้วถึงสองคน คนแรกแต่งงานเข้าไปยังไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีเหตุให้ตกน้ำตาย ส่วนอีกคน ตกกลางคืนนางหวาดผวากับแสงเทียนในห้องหอจนตกใจตายไปอีกคน มีข่าวลือว่าเพราะนางเห็นความอัปลักษณ์ของติ้งอ๋องจึงตกใจตายไปเสียอย่างนั้น ถ้าไม่เพราะเหตุนี้แล้วจะมีเหตุอันใดที่ทำให้บุรุษที่มีฐานะสูงส่งอย่างติ้งอ๋องจวบจนอายุยี่สิบห้าปีเข้าไปแล้วก็ยังไม่มีพระชายาเอกเป็นตัวเป็นตนอีกเล่า
“ฮูหยินกล่าวถูกแล้ว ถึงอย่างไรท่านอ๋องก็เป็นถึงซื่อสี[2] อ๋องที่มียศขั้นหนึ่ง นับได้ว่าหลีเอ๋อร์ได้รับเกียรติยิ่งแล้วเจ้าค่ะ”
สีหน้าของนายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยแข็งขึ้นเล็กน้อย หันมองเยี่ยหลีทีหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เมื่อเจ้ารู้เช่นนี้แล้ว ก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแต่งงานเถิด อย่าให้ขายหน้าจวนเจ้ากรมของเราได้ อีกไม่นานน้องสี่ของเจ้าก็จะแต่งออกไปเช่นกัน ในจวนคงวุ่นวายน่าดู”
“รู้แล้วเจ้าค่ะ ข้าทำให้ฮูหยินต้องกังวลใจแล้ว”
“ข้าเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเยี่ย เป็นธรรมดาที่ข้าต้องเป็นห่วงเป็นใยเรื่องเหล่านี้” นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยกล่าว ครั้นเห็นสีหน้าของเยี่ยหลียังคงนิ่งไม่เปลี่ยน นางจึงส่งเสียงเหอะเบาๆ แล้วเดินจากไป
เยี่ยหลีลอบยิ้มพลางมองนายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเยี่ยเดินจากไป เพียงยักคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
แม้นางจะเป็นคุณหนูบุตรีภรรยาเอกของตระกูลเยี่ย แต่ก็มิใช่บุตรีคนโตที่เกิดจากหวังซื่อ[3]**** ฮูหยินใหญ่คนปัจจุบัน แต่เป็นบุตรีคนโตที่เกิดจากสวีซื่อ ฮูหยินใหญ่คนก่อนของเจ้ากรมเยี่ย สวีซื่อเกิดในตระกูลที่เต็มไปด้วยบัณฑิต ครั้นให้กำเนิดเยี่ยหลี สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก เจ้ากรมเยี่ยเดิมทีมีใจรักหวังซื่อ ฮูหยินรองที่แต่งเข้ามาก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอาศัยจังหวะที่สวีซื่อป่วยหนักยกอำนาจในจวนทั้งหมดให้หวังซื่อ จนเมื่อเยี่ยหลีอายุได้เจ็ดขวบ สวีซื่อก็ได้จากโลกนี้ไปและในช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เยี่ยหลีเติบโตมาเป็นเยี่ยหลีอย่างทุกวันนี้
ภายหลังหวังซื่อเลื่อนมาเป็นภรรยาเอก ด้วยเกรงว่าคนจะครหาว่าตนปฏิบัติต่อบุตรีของฮูหยินคนก่อนอย่างไร้ความเมตตา จึงไม่กล้าโหดร้ายกับนางมากนัก แต่แน่นอนว่าหนีไม่พ้นที่จะคอยหาวิธีกลั่นแกล้งสร้างความลำบากให้นางเป็นครั้งคราวอยู่บ่อยไป แต่ทุกครั้งความไม่มีปากไม่มีเสียงของเยี่ยหลีก็ทำให้ทุกอย่าง...คลี่คลายไปเอง แต่นั่นยิ่งทำให้หวังซื่อไม่ชอบหน้านางเข้าไปใหญ่
“พี่สาม ยินดีกับท่านด้วย”
ลับหลังหวังซื่อไม่เท่าไร สาวๆ ตระกูลเยี่ยที่ยังไม่ถึงวัยออกเรือนสามสี่คนก็เข้ามารุมล้อมนางทันที ใบหน้าที่แสร้งเข้ามาแสดงความยินดีกับนางนั้นซ่อนความสมเพชเวทนาและดูมีความสุขบนความทุกข์ของนาง
คนที่เปิดปากเอ่ยคนแรกคือคุณหนูหก นามเยี่ยหลิน นางเป็นบุตรีที่เกิดจากอนุ แต่ไหนแต่ไรมาชอบติดตามคลุกคลีอยู่กับลูกๆ ของหวังซื่อ และคอยหาเรื่องเยี่ยหลีเพื่อเอาใจบรรดาบุตรีของหวังซื่ออยู่บ่อยครั้ง เยี่ยหลีไม่อยากจะถือสาหาความอะไรกับนาง คิดเสียว่านี่เป็นแค่วิธีการเอาตัวรอดของบุตรีที่เกิดจากอนุเท่านั้น ขอเพียงอย่าให้มากเกินไป นางเองก็ไม่อยากมีเรื่องกับเด็กที่เพิ่งอายุสิบขวบหรอก
“พี่สามมีเรื่องอะไรที่น่ายินดีกัน นางต้องแต่งงานกับท่านติ้งอ๋องนะ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว ท่านอ๋องผู้นั้นทั้งพิการทั้งอัปลักษณ์ ซ้ำยังทำให้พระชายาของตนตกใจตายอีก ผู้ใดเลยจะรู้ว่าพระชายาคนแรกที่ตายไปอาจเป็นท่านอ๋องเองที่ทำให้นางตายก็เป็นได้ พวกเราสมควรยินดีกับพี่สี่ถึงจะถูก อีกเดือนเดียวพี่สี่ก็จะได้เป็นพระชายาหลีอ๋องแล้ว” คุณหนูห้า เยี่ยซานเอ่ยเพื่อเอาใจเยี่ยอิ๋ง คุณหนูสี่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง แต่ในนัยน์ตากลับฉายแววอิจฉาริษยาที่มิอาจซ่อนเร้นได้
แน่นอนว่าเยี่ยอิ๋งมีรูปโฉมงดงามสมคำเล่าลือว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง คิ้วโก่งดั่งใบหลิว นัยน์ตาใสประหนึ่งน้ำในฤดูใบไม้ร่วง รูปลักษณ์ที่งดงามดั่งหยกไม่มีส่วนใดไม่เปล่งประกายความงดงามออกมา กิริยาท่าทางทุกอย่างล้วนอ่อนช้อย สง่างาม น่าทะนุถนอม แต่ความงดงามอ่อนช้อยเช่นนี้สำหรับเยี่ยหลีที่พบเห็นสาวงามมานับไม่ถ้วนแล้ว ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้นางตกตะลึง
“ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น จะมายินดีไม่ยินดีอะไรกัน อีกหน่อยท่านแม่จะต้องช่วยเลือกชายหนุ่มที่ถูกใจให้น้องห้าและน้องหกเช่นกัน” เยี่ยอิ๋งพูดเสียงเบา น้ำเสียงของนางไพเราะรื่นหู กิริยาท่าทางงดงามล้วนทำให้นางดูน่าหลงใหล เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงรู้สึกอิจฉา จึงรีบเสริมต่อว่า “พี่สาม เรื่องท่านหลีอ๋อง...ข้าต้องขอให้พี่อภัยให้ข้าด้วย” ดวงตาสุกใสมองเยี่ยหลีอย่างขอโทษ
เยี่ยหลีหัวเราะอย่างใจกว้าง เอ่ยกับเยี่ยอิ๋งว่า “ไม่เป็นไรหรอก คงเพราะข้าและท่านอ๋องไร้วาสนาต่อกัน ถึงอย่างไรเรื่องชายหนุ่มเพียงคนเดียวก็มิอาจทำลายความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเราได้หรอกจริงหรือไม่”
เยี่ยอิ๋งแปลกใจมากที่ไม่เห็นปฏิกิริยาตามที่นางคาดการณ์ไว้ ทำให้นางขัดใจมากทีเดียว แต่ที่ทำให้นางผิดหวังที่สุดคือ เดิมทีคิดว่าข่าวที่เยี่ยหลีถูกปฏิเสธการแต่งงานเมื่อสามวันก่อนจะทำให้นางเสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ที่ไหนได้พี่สามของนางนิ่งเงียบอยู่เพียงครู่แล้วเอ่ยเพียงว่าข้ารู้แล้ว ก่อนเดินกลับเข้าเรือนตัวเองไปเสียอย่างนั้น วันนี้ได้พบหน้าอีกครั้งก็ไม่เห็นว่านางจะมีอาการเสียอกเสียใจเลยแม้แต่น้อย หลีอ๋องเป็นชายหนุ่มในฝันที่เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วเมืองหลวงเชียวนะ นางไม่เชื่อจริงๆ ว่าพี่สามจะไม่รู้สึกอะไร!
เพียงแวบเดียวเท่านั้น สีหน้านางก็เปลี่ยนเป็นยิ้มด้วยความเขินอาย “ข้ารู้ว่าพี่สามเอ็นดูข้าที่สุด อีกหน่อยถ้าพี่สามมีเรื่องลำบากอะไรก็ไปหาอิ๋งเอ๋อร์ที่ตำหนักหลีอ๋องได้เจ้าค่ะ”
เยี่ยหลีตอบรับน้อยๆ นางไม่อยากสนใจสีหน้าได้ใจที่ยากจะซ่อนไว้ของเยี่ยอิ๋งอีก จึงเอ่ยลาพี่น้องที่จ้องจะหาโอกาสสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้นางจนแทบจะอดใจไม่ไหว แล้วเดินจากมา
เยี่ยหลีพาชิงซวงค่อยๆ เดินกลับไปทางเรือนพักของตนเอง ตลอดทางชิงซวงเอาแต่บ่นอุบบ่นอิบว่า “คุณหนูสี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ทั้งๆ ที่นางเป็นคนแย่งท่านอ๋องไปแท้ๆ แต่กลับทำมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ช่างน่ารังเกียจเสียจริง!”
เยี่ยหลีหมุนตัวกลับมายิ้มให้นาง “เอาน่า ถ้าผู้ใดมาได้ยินเข้า ระวังเจ้าจะเจ็บตัว จะแต่งงานกับท่านหลีอ๋องหรือท่านติ้งอ๋อง ข้าก็ไม่อะไรเลยจริงๆ”
“จะไม่อะไรได้อย่างไรกันเจ้าคะ!” ชิงซวงจ้องนางเขม็ง “ท่านหลีอ๋องได้ชื่อว่าเป็นชายหนุ่มที่สง่างามที่สุดแห่งเมืองหลวง เป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้เชียวนะเจ้าคะ ผู้ใดก็รู้กันทั้งนั้นว่าท่านติ้งอ๋องขาพิการทั้งสองข้าง ทั้งยังเสียโฉมแล้วยังป่วยด้วย...ฮือ...” เมื่อคิดได้ว่าติ้งอ๋องจะต้องมาเป็นสามีของคุณหนูตนแล้ว ชิงซวงจึงใช้ความพยายามอย่างมากในการกลืนคำว่าไร้สมรรถภาพกลับลงไป
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร” เยี่ยหลีเลิกคิ้วถาม มองชิงซวงด้วยความขบขัน “หรือเจ้าเห็นว่าท่านหลีอ๋องหน้าตาหล่อเหลา เลยอยากแต่งออกไปกับข้าด้วยเผื่อได้เป็นภรรยาของเขาอีกคน”
จะหน้าตาหล่อเหลาหรือไม่ เยี่ยหลีไม่สนใจ ถึงแม้คู่หมั้นคนก่อนของนางจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในยอดชายงามแห่งเมืองหลวงก็ตาม แต่นิสัยของม่อจิ่งหลีคงไม่ดีไปกว่าติ้งอ๋องเป็นแน่ ข่าวเรื่องม่อจิ่งหลีกับเยี่ยอิ๋งคบหาดูใจกันนั้นมิใช่ว่าไม่เคยผ่านเข้าหูนางมาก่อน แต่ม่อจิ่งหลีกลับรอจนใกล้จะถึงวันแต่งงานเข้าไปทุกทีแล้วค่อยคิดและจงใจปฏิเสธการแต่งงาน ก็สมควรจะต้องไตร่ตรองแล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้...การที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ตนที่เพิ่งถูกปฏิเสธมาหมาดๆ นั้น ก็มีเรื่องให้น่าขบคิดเช่นกัน บอกว่านางเป็นผู้มีความฉลาดหลักแหลม ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจรรยาซึ่งเป็นคุณสมบัติของคู่ชีวิตที่ดี...ในเมืองหลวงนี้มีผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าคุณหนูสามตระกูลเยี่ยขึ้นชื่อเรื่องหน้าตาอัปลักษณ์ อ่อนด้อยด้วยความสามารถ ทั้งยังขาดคุณสมบัติของกุลสตรีที่ดี หรือจะหมายความว่านางที่ขาดคุณสมบัติทั้งสามประการนี้เหมาะสมกันดีแล้วกับติ้งอ๋องที่ก็ไร้สมรรถภาพทั้งปวงกันนะ
“คุณหนู!” ชิงซวงหน้าแดง กระทืบเท้าเร่าๆ พร้อมบอกว่า “บ่าวไม่เอาด้วยหรอกเจ้าค่ะ! บ่าว ชิงซวงยอมแต่งงานกับบ่าวรับใช้ แต่จะไม่ยอมเป็นอนุผู้ใดเด็ดขาดเจ้าค่ะ” ที่สำคัญที่สุดคือนางจะไม่ยอมเป็นอนุของคนที่เป็นสามีของคุณหนูนางแน่นอน
มารดาของชิงซวงแต่เดิมเป็นภรรยาบ่าวของเจ้านายตระกูลหนึ่ง ครั้นบิดาของนางด่วนจากไป นางและมารดาก็ถูกภรรยาหลวงขับไล่ออกจากตระกูล ต้องเร่ร่อนอยู่ตามถนน ภายหลังมารดาของนางป่วยตาย นางเองก็เกือบถูกจับไปขายในหอนางโลม ดีที่ได้คุณหนูซื้อเอาไว้ ซ้ำยังตั้งชื่อชิงซวงให้อีกและคอยสอนนางจนอ่านออกเขียนได้ ชิงซวงมิใช่คนลืมบุญคุณใคร บุญคุณนี้ต่อให้ตายนางก็ไม่ลืม
เมื่อเห็นสาวใช้ของตนร้อนใจถึงเพียงนั้น เยี่ยหลีก็อดขำไม่ได้ “เอาน่า ข้าล้อเล่นหน่อยไม่ได้เชียวหรือ”
“คุณหนูก็...”
[1] เจาอี๋ ตำแหน่งสูงสุดของพระสนมเอกในฮ่องเต้ มีความหมายว่า ผู้งามเลิศยิ่ง
[2] ซื่อสี หมายถึง ตำแหน่งที่สามารถสืบทอดทางสายเลือดได้ ในที่นี้ ซื่อสีอ๋อง หมายถึง ตำแหน่งอ๋องที่สามารถสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกได้
[3] ซื่อ ใช้ต่อหลังนามสกุลเดิมของหญิงที่แต่งงานแล้ว
ตอน 2
ตอนที่ 2 สินเดิม
ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าติ้งอ๋องเป็นเพียงบุคคลไร้สมรรถภาพคนหนึ่ง แต่คนไร้สมรรถภาพผู้นี้เป็นถึงซื่อสีอ๋องขั้นหนึ่งคนเดียวแห่งแผ่นดินต้าฉู่ ดังนั้นแม้แต่เจ้ากรมเยี่ยและเยี่ยฮูหยินผู้เฒ่าที่ปกติไม่ค่อยสนใจไยดีเยี่ยหลีเท่าไร ก็ยังต้องเรียกให้เยี่ยหลีมาพบด้วยเหตุนี้
“หลานคารวะท่านย่า คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ” เมื่อเยี่ยหลีไปถึงห้องรับรองแขก ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านเจ้ากรม หวังซื่อ และแม้แต่เยี่ยอิ๋งก็อยู่ที่นั่นแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มด้วยความเอ็นดู พยักหน้าให้เล็กน้อย “หลีเอ๋อร์ ลุกขึ้นเถิด นี่เจ้าได้พระราชทานงานเสกสมรสกับท่านติ้งอ๋อง อิ๋งเอ๋อร์เองก็จะแต่งออกไปกับท่านหลีอ๋องเดือนหน้านี้ด้วย ถือว่าตระกูลเราจะมีงานมงคลใหญ่ถึงสองงานด้วยกันทีเดียว”
เยี่ยหลีลุกขึ้นยืน หลุบตาลงมองพื้นที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพนบนอบ “ท่านย่าต้องเดินทางไกลมาด้วยเหตุนี้ถือเป็นความอกตัญญูของหลาน ข้าทำให้ท่านย่าต้องลำบากแล้ว”
ถึงแม้ส่วนตัวจะไม่ได้รักชอบอะไรเยี่ยหลีนัก แต่ด้วยถ้อยคำของนางประโยคนี้ก็ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกดีกับนางขึ้นมาก สีหน้าที่มองเยี่ยหลีจึงพลอยดูอบอุ่นขึ้นไปด้วย “เรื่องนี้เป็นงานมงคลใหญ่ของตระกูลเรา ข้าจะไม่กลับมาได้อย่างไร สินเดิมของเด็กสองคนนี้จัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือ”
หวังซื่อรีบลุกขึ้นยืน มองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ตระกูลเรามีบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือนสี่คน คนหนึ่งกำลังจะแต่งออกไปเดือนหน้ายังพอเตรียมการทัน เพียงแต่หากมีเรื่องแต่งงานของลูกสามด้วยอีกคน เกรงว่า...”
ฮูหยินผู้เฒ่าผ่านโลกมามาก มีหรือจะรู้ไม่เท่าทันความคิดของหญิงตระกูลหวังผู้นี้ นางหยุดคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “วันมงคลของหลานหลียังไม่กำหนดแน่ชัด เจ้ารีบจัดการของอิ๋งเอ๋อร์ให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกัน”
ได้ฟังฮูหยินผู้เฒ่าพูดเช่นนี้ หวังซื่อก็รีบรับคำด้วยความยินดี
ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานทั้งสองคน แล้วสั่งให้สาวใช้หยิบกล่องสองใบออกมาวางบนโต๊ะ “หลานทั้งสองคนต่างมีบุญวาสนา คนหนึ่งจะเสกสมรสกับท่านหลีอ๋อง ส่วนอีกคนจะเสกสมรสกับท่านติ้งอ๋อง คนเป็นย่าอย่างข้าจะไม่ลำเอียง ของนี่ให้พวกเจ้าคนละกล่อง อีกหน่อยหลานห้ากับหลานหกก็จะได้อย่างนี้เช่นกัน เรือนที่ย่าได้นำติดตัวมายามออกเรือนก็แบ่งให้พวกเจ้าคนละหลัง ส่วนของในกงสีจะให้พวกเจ้าติดตัวกันไปมากน้อยเพียงใดก็สุดแท้แต่ท่านพ่อท่านแม่ของพวกเจ้าแล้วกัน”
หวังซื่อยิ้มแล้วรีบเอ่ยประจบ “ท่านย่าช่างเอ็นดูหลานๆ ยิ่งนัก ตัวข้าและท่านพี่ตกลงกันไว้แล้วว่า ฝ่ายเจ้าบ่าวของอิ๋งเอ๋อร์เป็นถึงท่านอ๋อง หากนำของติดตัวไปน้อยเกรงว่าจะทำให้บรรดาราชนิกุลไม่พอใจ จึงคิดจะเอาเงินจากกงสีให้ติดตัวไปเพิ่มอีกสองหมื่นสองพันตำลึง พร้อมเรือนอีกหกหลังและร้านค้าอีกหกห้อง แล้วข้าจะยกเรือนที่ติดตัวข้ามายามแต่งงานให้นางอีกสองหลังเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วเล็กน้อย “จะไม่เยอะไปหน่อยหรือ” ถึงแม้อิ๋งเอ๋อร์จะแต่งงานกับท่านอ๋อง สินเดิมมากหน่อยจึงจะสมหน้าสมตา แต่หากอีกหน่อยหลานสาวที่เหลือในจวนจะแต่งงานแล้วมีสินเดิมน้อยไปก็จะไม่ดีต่อชื่อเสียงของจวนเจ้ากรม “แล้วสินเดิมของหลีเอ๋อร์เจ้ากะเกณฑ์ไว้อย่างไรบ้าง”
ถึงอย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังแยกแยะได้มากกว่าหวังซื่อ แม้ติ้งอ๋องจะเป็นคนไร้สมรรถภาพ แต่ก็เป็นคนไร้สมรรถภาพที่มีฐานันดรศักดิ์สูงส่งนัก หากไม่เพราะสภาพร่างกายของเขาแล้ว เกรงว่าจะมีฐานะสูงยิ่งกว่าหลีอ๋องเสียอีก หากละเลยสินเดิมของเยี่ยหลีจนเกินไปแล้ว กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อตำหนักติ้งอ๋องคงจะมีเรื่องให้กล่าวถึงกันไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่าหวังซื่อไม่ทันคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะถามนางตรงๆ เช่นนี้ นางมีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถึงอย่างไรท่านติ้งอ๋องก็ไม่เหมือนพี่น้องร่วมอุทรของฮ่องเต้ แล้วจวนของเราเองก็...ข้าคิดจะรอดูของหมั้นที่ทางจวนท่านอ๋องส่งมาเสียก่อน เมื่อถึงเวลาค่อยเพิ่มเรือนเข้าไปอีกสักสองหลังก็ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ” ความหมายของนางก็คือ ให้เอาของหมั้นจากตำหนักอ๋องมาเป็นสินเดิมส่งกลับไป จะมากน้อยเท่าใดก็สุดแท้แต่น้ำใจของท่านอ๋องเอง
ได้ฟังเช่นนี้ สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าพลันไม่พอใจขึ้นมาทันที “บ้าไปแล้ว! จะให้เอาของหมั้นมาเป็นสินเดิมแล้วส่งกลับไป เจ้านี่กล้าคิดออกมาได้ ชื่อเสียงตระกูลเยี่ยของเรา เจ้ายังอยากจะรักษาไว้อยู่หรือไม่ ชื่อเสียงมารดาเลี้ยงของเจ้ายังอยากจะรักษาไว้หรือไม่ หลายปีมานี้ถึงแม้ตระกูลสวีจะถดถอยลงไปมากก็จริง แต่ตระกูลหวังของเจ้าก็ยังหาเทียบชั้นได้ไม่!”
เมื่อถูกฮูหยินผู้เฒ่าต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ หวังซื่อหน้าแดงขึ้นทันที นางรีบร้อนชี้แจงว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า อย่าเข้าใจข้าผิดนะเจ้าคะ หลายปีมานี้ข้าเคยรังแกลูกสามเสียเมื่อใด อันที่จริง...อันที่จริง...จวนของเราเองก็ลำบากอยู่ไม่น้อย แล้วยังมีบุตรสาวอีกตั้งหลายคนที่ยังไม่ได้ออกเรือนไป อีกหน่อยหากหรงเกอเอ๋อร์จะแต่งงานก็ต้องใช้เงินอีก...”
ลูกสะใภ้ที่คิดไม่เป็นผู้นี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนแทบหายใจไม่ออก เยี่ยหรงปีนี้เพิ่งอายุเจ็ดขวบ เรื่องแต่งงานจะอีกกี่ปีก็ยังไม่รู้เลย ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองเจ้ากรมเยี่ยที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ “บุตรสาวของเจ้า เจ้าพูดมาซิว่าสมควรจัดการอย่างไร”
โชคดีจริงๆ ที่กลับมาสอบถามเรื่องนี้ด้วยตนเอง หากให้สะใภ้ตระกูลหวังจัดการเรื่องออกเรือนของเยี่ยหลีอย่างที่นางว่าแล้วละก็ ไม่เพียงหมิ่นเกียรติตำหนักติ้งอ๋องเท่านั้น แต่ยังหมิ่นเกียรติตระกูลสวีอีกด้วย หลายปีมานี้ถึงแม้จะเหลือคนตระกูลสวีอยู่ในราชสำนักไม่มากแล้ว แต่กับตระกูลที่เฟื่องฟูมาเป็นร้อยปีอย่างนั้น ควรหรือที่จะทำให้พวกเขาเสียหน้า
เจ้ากรมเยี่ยมองมารดาของตนที มองฮูหยินของตนทีด้วยความลำบากใจ “ลูกสามถึงอย่างไรก็เป็นลูกของภรรยาเอกก็จัดการให้เท่ากับอิ๋งเอ๋อร์แล้วกัน” มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมแน่นอนว่าย่อมมิใช่คนโง่ เขารู้ดีว่ามารดาของเขากังวลใจเรื่องใด
“ให้เท่ากับอิ๋งเอ๋อร์หรือ!” หวังซื่อตะโกนเสียงสูงขึ้นมาทันที “จวนของเรามีเงินทองมากมายเช่นนั้นเมื่อใดกัน ท่านพี่ หาใช่เพราะข้าตั้งใจกลั่นแกล้งลูกสามแต่อย่างใด แต่ตระกูลของพวกเราเองก็ลำบากอยู่ไม่น้อย อิ๋งเอ๋อร์เป็นน้องสาวร่วมอุทรของพระสนม แล้วยังจะเสกสมรสกับพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตของฮ่องเต้ หากสินเดิมน้อยไปก็จะไม่ดีต่อท่านอ๋อง แล้วยังไม่ดีต่อเจาอี๋ด้วยนะเจ้าคะ มิเช่นนั้น...มิเช่นนั้นข้าจะเอาสินเดิมของข้าที่เก็บไว้ให้หรงเกอเอ๋อร์ เป็นเรือนอีกสามหลังเสริมให้ลูกสามก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
หวังซื่อเอ่ยไปเช็ดน้ำตาไปให้ดูน่าสงสาร ในใจกลับคิดโกรธแค้นเยี่ยหลีที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดอะไร นางจะให้บุตรสาวของนังคนนั้นมาเทียบชั้นกับลูกอิ๋งเอ๋อร์ของนางได้อย่างไรกัน อย่าแม้แต่จะคิด!
“เรื่องนี้...” เจ้ากรมเยี่ยอึ้งไป มองเยี่ยหลีด้วยความลำบากใจ ทุกวันนี้เยี่ยเจาอี๋ที่อยู่ในวังหลวงกำลังเป็นที่โปรดปราน ทั้งยังตั้งครรภ์ด้วย หากคลอดออกมาเป็นองค์ชาย...
พอเยี่ยอิ๋งเห็นสีหน้าเจ้ากรมเยี่ยอ่อนลง นางได้แต่กัดขอบปากแล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อไม่ต้องลำบากใจไปเจ้าค่ะ แบ่งสินเดิมของลูกให้พี่สามไปก็ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่อย่าตัดเงินที่ส่งให้พี่ใหญ่ที่อยู่ในวังก็พอ แล้วยังมีน้องห้าน้องหกอีก เหลือไว้ให้พวกนางหน่อยก็ดีเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นบุตรีที่ตนรักและเอ็นดูที่สุดรู้ความเช่นนี้ สีหน้าของเจ้ากรมเยี่ยจึงอ่อนโยนขึ้น หันมองเยี่ยหลีอยากให้นางพูดอะไรสักนิด
เยี่ยหลียิ้มน้อยๆ ในใจ เงยหน้าขึ้นมองทั้งสี่คนแล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องสี่ไม่ต้องลำบากใจไปหรอกเจ้าค่ะ”
หวังซื่อได้ยินเช่นนั้นในใจนึกยินดี หลายปีมานี้เยี่ยหลีไม่เคยมีปากมีเสียงจนนางคิดว่าเยี่ยหลีเป็นคนหัวอ่อน จึงเข้าใจไปว่านางจะยอมถอยให้
นางฟังเยี่ยหลีกล่าวต่อว่า “ก่อนท่านแม่จากไปได้สั่งเสียกับลูกว่า ยามท่านแม่แต่งเข้าตระกูลเยี่ย ท่านตาและท่านยายให้เรือนเป็นสมบัติติดตัวมาแปดหลัง ร้านค้าอีกสิบสองห้อง แล้วยังมีผืนป่าอีกสามผืน ของพวกนั้นเก็บไว้ให้ลูกนำติดตัวไปด้วยยามออกเรือน ส่วนของอย่างอื่นท่านพ่อท่านแม่จัดการเหมือนอย่างของพี่รองก็พอเจ้าค่ะ เก็บไว้ให้น้องสี่มากหน่อยจะดีกว่าเจ้าค่ะ” คุณหนูรองของจวนตระกูลเยี่ยแต่งออกไปกับคุณชายสามจวนผู้ตรวจการเมื่อสองปีก่อน หวังซื่อให้สินเดิมไปเพียงหนึ่งหมื่นตำลึงเท่านั้น
“อะไรนะ! จะได้อย่างไรกัน ของพวกนั้น...” หวังซื่อตะโกนขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้ ของพวกนั้นนางตั้งใจจะเก็บไว้ให้บุตรีและลูกหรงเกอเอ๋อร์ของนางติดตัวไปตอนแต่งงาน
เยี่ยหลีมองนางด้วยความประหลาดใจ “ของพวกนั้นทำไมหรือเจ้าคะ นางหลุบสายตาลงเล็กน้อย มองท่านย่าด้วยท่าทีประหม่า “แต่เดิมท่านแม่บอกว่าจะเก็บสินเดิมของนางไว้ให้หลาน เรื่องนี้ท่านป้าสะใภ้รู้ดีเจ้าค่ะ ท่านย่าว่าข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าไม่สู้ดี สมัยนั้นสะใภ้ตระกูลสวีแต่งเข้าจวนตระกูลเยี่ยถือได้ว่ามีสินเดิมยิ่งใหญ่สมเกียรติ หากให้เยี่ยหลีไปหมด สินเดิมของเยี่ยอิ๋งก็จะดูน้อยไปทันที หลายปีมานี้จวนตระกูลเยี่ยใช้เงินเป็นน้ำ รายได้ไม่พอรายจ่าย หากจัดสินเดิมให้เท่ากับที่แต่งสะใภ้ตระกูลสวีเข้ามาละก็ เกรงว่าหากเยี่ยอิ๋งออกเรือนไปอีกคน ทั้งจวนนี้คงไม่ต้องกินต้องอยู่กันแล้ว
แต่ที่เยี่ยหลีพูดมาก็ถูก ยามที่สะใภ้ตระกูลสวีจากไป ฮูหยินเล็กตระกูลสวีก็อยู่ด้วย ได้ยินที่นางสั่งเสียกับหู เยี่ยหลีเห็นท่านย่าไม่พูดอะไร นางก็ไม่รีบร้อนจะเอ่ยต่อ ทำเพียงยิ้มเยาะในใจ อันที่จริงนางไม่สนใจว่าสินเดิมของนางจะน้อยหรือจะมาก แต่สินเดิมของท่านแม่จะให้บุตรีของหวังซื่อเอาติดตัวไปไม่ได้
ถึงแม้ยามที่ท่านแม่จากโลกนี้ไปจะทำให้นางระลึกชาติได้ แต่นั่นก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าสวีซื่อเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของนางไปได้ สวีซื่อปกป้องดูแลนางมานับแต่เล็ก คอยเอาใจใส่สั่งสอนนางเป็นอย่างดี แล้วเรื่องที่สวีซื่อถูกรังแกต่างๆ นานา นางจำได้ไม่เคยลืม ตั้งแต่นางแต่งเข้าจวนตระกูลเยี่ยมา นางไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน หากจะบอกว่านางตรอมใจตายก็ไม่ถือว่ากล่าวเกินไปนัก หากยังต้องเอาสินเดิมของนางไปเสริมให้ลูกภรรยารองของสามีนางอีก คนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางวิญญาณอย่างเยี่ยหลียังนึกกังวลว่าท่านแม่อาจถึงขั้นต้องปีนขึ้นมาจากหลุมศพกันเลยทีเดียว
ผ่านไปหลายอึดใจ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงกล่าวว่า “พักเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วกัน ไว้ข้าค่อยปรึกษาเรื่องนี้กับท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าอีกที”
เยี่ยหลีเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยรับคำเบาๆ
ตอน 3
ตอนที่ 3 ท่านป้าสะใภ้ออกโรง
“คุณหนู ฮูหยินมาแล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยหลีเงยหน้าขึ้น เห็นป้าสะใภ้รองของตนกำลังเดินเข้ามา จึงรีบยืนขึ้นต้อนรับ “ท่านป้าสะใภ้รอง”
สวีฮูหยินปีนี้อายุสามสิบหกสามสิบเจ็ดปีแล้ว นางดูแลตัวเองอย่างดี มองผาดๆ ก็พอจะกล่าวได้ว่านางเป็นคนค่อนข้างสะสวย แต่หากพิศมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วสิ่งที่ชัดเจนกว่านั้นคือกิริยาท่าทางที่บ่งบอกว่านางมาจากครอบครัวที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี
สวีฮูหยินขมวดคิ้วมองสำรวจห้องของเยี่ยหลีหนึ่งรอบ อดพูดในสิ่งที่นางคิดไม่ได้ว่า “ป้าสะใภ้กับท่านลุงบอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าให้ย้ายไปอยู่จวนของท่านลุง เจ้าก็ไม่ฟัง แล้วดูสิว่าเจ้าต้องอยู่ในสภาพเช่นใด แล้วยังเรื่องออกเรือนของเจ้าอีก...เจ้าอยากให้ท่านแม่ที่อยู่ในหลุมของเจ้าไม่สบายใจใช่หรือไม่”
เยี่ยหลีได้แต่นวดหน้าผากเบาๆ ก่อนดึงสวีฮูหยินให้นั่งลง “หลายปีมานี้ท่านลุงเองก็ลำบากไม่น้อย แล้วท่านย่าและท่านพ่อก็ยังอยู่ จะให้บุตรสาวอย่างข้าย้ายไปอยู่จวนท่านลุงได้อย่างไรเจ้าคะ รังแต่จะทำให้คนเขาว่ากันว่าท่านแม่ไม่รู้จักสั่งสอน”
ตั้งแต่ฮ่องเต้องค์นี้ครองราชย์ ได้ล้างไพ่ขุนนางเก่าแก่ในรัชสมัยก่อนเป็นการใหญ่ ท่านตา ท่านลุงใหญ่ และคนตระกูลสวีอีกหลายคนต้องออกจากราชการ ทุกวันนี้เหลือเพียงท่านลุงรองที่ยังรั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสามอยู่ในสำนักฮั่นหลิน (ราชบัณฑิต) เท่านั้น ในสายตาคนทั่วไปตระกูลใหญ่อย่างตระกูลสวีที่รุ่งเรืองนับร้อยปีได้ถึงกาลเสื่อมถอยลงแล้ว
เมื่อได้ยินเยี่ยหลีเอ่ยเช่นนี้ สวีฮูหยินก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “ถ้าเห็นเจ้าต้องมาลำบากเช่นนี้ ท่านตาของเจ้าจะปวดใจเพียงใด”
ตระกูลสวีไม่ว่ารุ่นใดมักมีบุตรชายมากกว่าบุตรสาว รุ่นนายท่านผู้เฒ่าสวีก็มีเพียงมารดาของเยี่ยหลีคนเดียวที่เป็นบุตรสาว แน่นอนว่าทั้งรักทั้งเอ็นดูนางเป็นที่สุด หากรู้ว่าหลานสาวคนเดียวต้องมามีชีวิตที่น่ารันทดเยี่ยงนี้ คนอารมณ์ร้อนอย่างนายท่านผู้เฒ่าสวีคงจะรีบเข้าเมืองหลวงมาด่าทอบุตรเขยยกใหญ่สักยกหนึ่งเป็นแน่
เยี่ยหลีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “รันทดที่ใดกันเจ้าคะ หลีเอ๋อร์มีหรือจะยอมให้ตัวเองเสียเปรียบ”
สวีฮูหยินมองหน้านางด้วยความกังวลใจ “เรื่องงานสมรสของเจ้าน่ะ...เอาเข้าจริงท่านติ้งอ๋องถือว่ามิใช่คู่ครองที่ดีนัก น้องสาวเจ้าก็ไม่ได้ความเอาเสียเลย แย่งได้แม้กระทั่งสามีของพี่สาว เรื่องเช่นนี้คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ใดกล้าทำกัน”
สายตาของเยี่ยหลีเปลี่ยนไป แตกต่างจากยามอยู่ในจวนที่ดูอ่อนโยนไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง นางหัวเราะน้อยๆ “ท่านติ้งอ๋องก็มีข้อดีของท่านติ้งอ๋อง ท่านป้าสะใภ้กับท่านลุงไม่ต้องเป็นห่วงหลีเอ๋อร์เรื่องนี้หรอกเจ้าค่ะ”
ตำหนักติ้งอ๋องถือได้ว่าเป็นตำหนักที่มียศศักดิ์ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินต้าฉู่ ขอเพียงติ้งอ๋องไม่อุกอาจคิดชิงราชบัลลังก์ ต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็มิอาจลงมือกระทำการใดๆ กับตำหนักติ้งอ๋องได้ ทุกวันนี้ด้วยเหตุผลทางกายภาพของติ้งอ๋องก็ทำให้เขาแทบจะตัดขาดจากราชสำนักอยู่แล้ว แต่งงานไปแน่นอนว่าย่อมสามารถตัดเรื่องไร้สาระกวนใจต่างๆ ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง สำหรับเยี่ยหลีแล้ว การออกเรือนครั้งนี้เป็นเพียงการย้ายจากจวนตระกูลเยี่ยไปอยู่ตำหนักติ้งอ๋องเท่านั้น ชาติที่แล้วนางเหนื่อยมากแล้วจริงๆ ชาตินี้ขอเพียงได้กินอยู่เพื่อรอความตายไปวันๆ อย่างสบายใจก็พอแล้ว
ไม่เลวเลย กินอยู่เพื่อรอความตายไปวันๆ นี่เป็นเป้าหมายที่เยี่ยหลีวางไว้ให้ตนเองในชาตินี้ ชาติก่อนนางเป็นนายทหารคนหนึ่งในหน่วยรบพิเศษ เอาชีวิตตนเองเข้าเสี่ยงเพื่อแผ่นดิน ท้ายที่สุดได้สละชีพเพื่อแผ่นดินถือว่าเป็นการตายอย่างไม่เสียชาติเกิด จิตใจของนางไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงอะไร นางถือว่านางสู้หน้าแผ่นดินนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิและไม่ถือว่าแผ่นดินนี้ทำผิดต่อนาง การสละชีพเพื่อแผ่นดินนับเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของทหาร เพียงแต่การดำรงอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดมาเป็นสิบปีนั้น นางได้ผ่านอะไรมามากมายจนเหนื่อยล้าเกินไปแล้วจริงๆ ชาตินี้นางขอมีชีวิตที่สงบสุขและเรียบง่ายก็พอแล้ว
เมื่อเห็นนางใจเย็นเช่นนี้ สวีฮูหยินทั้งวางใจและกังวลใจ สุดท้ายทำได้เพียงถอนหายใจ ไม่พอใจแล้วอย่างไร ฮ่องเต้พระราชทานงานสมรสนี้ด้วยตนเอง ผู้ใดเลยจะกล้าขัดราชโองการ
“นี่เป็นของที่ท่านตาฝากข้าและท่านลุงมามอบให้เจ้าก่อนท่านจะเดินทางออกจากเมืองหลวง เป็นของที่ท่านตาเตรียมไว้ให้เป็นสินเดิมของเจ้า พวกเรามิอาจมอบมันให้เจ้าอย่างเปิดเผยได้ จึงนำไปแลกเป็นตั๋วเงินให้เจ้าเก็บไว้ก้นหีบ” สวีฮูหยินนำตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้กับมือของเยี่ยหลี
เยี่ยหลีเปิดออกดูเห็นเป็นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงหนึ่งใบ ห้าร้อยตำลึงสองใบ แล้วยังมีตั๋วทองและตั๋วเงินจำนวนย่อยอีกสองสามใบ คำนวณแล้วประมาณสองหมื่นสองพันตำลึงได้
สวีฮูหยินไม่ยอมให้นางพูดอะไร รีบเอ่ยต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าหญิงตระกูลหวังคนนั้นคิดจะแบ่งเอาสินเดิมบางส่วนที่ท่านแม่ของเจ้าทิ้งไว้ให้ไปด้วยหรือ เรื่องนี้เจ้าวางใจเถิด ป้าสะใภ้จะช่วยเจ้าจัดการเรื่องนี้เอง เหอะ บุตรสาวตระกูลสวีคนใดบ้างที่ไม่ได้ออกเรือนไปอย่างมีหน้ามีตา ถึงตระกูลเราจะถดถอยลงก็จริง แต่ใช่ว่าจะเอาสินเดิมของเราไปเสริมให้บุตรสาวของภรรยารองได้ หลายปีมานี้สินเดิมของท่านแม่เจ้าถูกพวกนางผลาญไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เรือนกับร้านค้าพวกนั้น ป้าสะใภ้จะไปจัดการเอาคืนมาให้เจ้าให้ได้”
เยี่ยหลีขมวดคิ้ว “เรื่องนี้หลีเอ๋อร์จัดการเองได้เจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้อย่าถึงกับต้อง...”
สวีฮูหยินพูดกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าวางใจเถิด แม้ตำแหน่งของท่านพ่อเจ้าจะสูงกว่าท่านลุง แต่หากฮ่องเต้ยังคิดจะรักษาพระพักตร์ขององค์เองอยู่ละก็ คงไม่ทำให้ท่านลุงของเจ้าลำบากไปมากกว่านี้หรอก”
ตระกูลสวีเป็นขุนนางมาตั้งแต่สมัยก่อร่างสร้างแผ่นดิน ทั้งยังเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงดีงามมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้อยู่ในราชสำนักแล้ว แต่เรื่องอิทธิพลนั้นตระกูลธรรมดาๆ อย่างตระกูลเยี่ยและตระกูลหวังมีหรือจะเทียบชั้นได้ ภายหลังฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ก็บีบคั้นคนตระกูลสวีทั้งที่ลับและที่แจ้งให้ต้องออกจากราชการ ซึ่งก็ดูไม่ดีมากพออยู่แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลสวีโดยไร้คำอธิบายที่ดีพออีก น้ำลายของคนใต้หล้าคงมากพอจะท่วมองค์ฮ่องเต้ได้เลยทีเดียว
เยี่ยหลีขมวดคิ้วคิดแน่น จริงๆ ก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงพยักหน้าขอบคุณป้าสะใภ้
สวีฮูหยินค่อยสบายใจขึ้น เอ่ยยิ้มๆ ว่า “อีกหน่อยจวนนี้คงไม่ช่วยออกหน้าแทนเจ้าเท่าไรหรอก ออกเรือนไปแล้วเจ้าก็ไปที่จวนข้าบ้าง พอให้ท่านลุงและท่านตาของเจ้าวางใจ”
“ฮูหยินมาแล้วเจ้าค่ะ” มีเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตู หวังซื่อปรากฏตัวขึ้นพร้อมสาวใช้เก่าแก่นางหนึ่ง นางยืนอยู่ที่หน้าประตูเห็นสวีฮูหยินเข้าก็เลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า “สวีฮูหยินมาถึงนี่เหตุใดไม่บอกกันบ้าง ข้าเลยไม่ทันได้เตรียมการต้อนรับ”
แต่ไหนแต่ไรมาสวีฮูหยินก็ไม่ชอบใจการวางท่าวางทางของหวังซื่ออยู่แล้ว เลยส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ ก่อนกล่าวเรียบๆ ว่า “ข้าเพียงรับคำสั่งท่านพ่อให้แวะมาเยี่ยมหลีเอ๋อร์หน่อยเท่านั้น จวนตระกูลเยี่ยสูงศักดิ์เช่นนี้ ข้าไม่กล้ารบกวนเยี่ยฮูหยินให้ออกมาต้อนรับหรอก”
จวนตระกูลสวีเป็นตระกูลสูงศักดิ์และมีการศึกษาสูง แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีการเลื่อนภรรยารองขึ้นมาเป็นภรรยาเอกมาก่อน สวีฮูหยินจึงดูถูกสถานะของหวังซื่อมาโดยตลอด แล้วไหนน้องสามีของตนต้องมาตรอมใจตายอีก ถึงอย่างไรหวังซื่อก็ต้องมีส่วนกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย แล้วจะให้มองหน้ากันดีๆ ได้อย่างไร
หวังซื่อเองก็เกลียดสวีฮูหยินที่มักมองนางด้วยสีหน้าเหยียดหยามเสมอมา เห็นอยู่ว่าตนเป็นถึงฮูหยินของขุนนางขั้นสอง สวีฮูหยินเป็นเพียงฮูหยินของขุนนางขั้นสามเท่านั้น กล้าดีอย่างไรมาดูถูกนาง หวังซื่อใช้สายตาดูแคลนมองสำรวจเรือนของเยี่ยหลีหนึ่งรอบ จนเมื่อเดินเข้ามานั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวกับสวีฮูหยินว่า “ตระกูลของพวกเราส่งวันเดือนปีเกิดของลูกสามไปยังตำหนักติ้งอ๋องแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงได้ฤกษ์มงคลกลับมา ตัวข้าเป็นภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องให้ลูกสามแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา สวีฮูหยินไม่ต้องกังวลไปหรอก”
สวีฮูหยินหัวเราะเรียบๆ แล้วเดินไปนั่งอีกมุมหนึ่ง “หากแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาจริงก็ดี หลีเอ๋อร์ถึงแม้จะแซ่เยี่ย แต่ก็เป็นสายเลือดตระกูลสวี บุตรสาวตระกูลสวีหากแต่งออกไปอย่างไม่สมเกียรติแล้ว นายท่านผู้เฒ่าตระกูลของพวกเราคงไม่ชอบใจเป็นแน่ ใช่สิ...หรงเกอเอ๋อร์ บุตรชายเจ้ากำลังเรียนหนังสืออยู่มิใช่หรือ ไม่รู้ว่าการสอบเคอจวี่[1] ในปีหน้าจะไปลองสนามด้วยหรือไม่”
ประโยคเรียบๆ ของสวีฮูหยินเพียงไม่กี่ประโยค กลับทำให้หวังซื่อกระวนกระวายทันที ลูกหรงเกอเอ๋อร์ของตนเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาจงเสว์ นางลืมนึกไปเลยว่าถึงแม้ตระกูลสวีจะถดถอยลงไปมาก แต่ก็ยังทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักศึกษาหลีซาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในใต้หล้านี้ และเป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดเพียงสำนักเดียวบนแผ่นดินต้าฉู่
ปีนี้นางอยากให้หรงเกอเอ๋อร์ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาหลีซานพอดี การสอบเคอจวี่ปีหน้า ลูกของนางจะได้พอรู้แนวทางบ้าง หากนางเล่นลูกไม้กับสินเดิมของเยี่ยหลีแล้ว เกรงว่า...เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางจึงตวัดสายตาไปจ้องหน้าสวีฮูหยินด้วยความคับแค้นใจ
สวีฮูหยินไม่สนใจอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ
หวังซื่อเปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเฉย แล้วกล่าวว่า “หรงเกอเอ๋อร์อายุยังน้อย คงจะต้องรออีกสักสองปี แล้วยังเป็นถึงน้องร่วมอุทรของเจาอี๋ แค่การสอบเคอจวี่จะไปยากอะไร”
สวีฮูหยินพยักหน้ารับคำเห็นด้วย กล่าวยิ้มๆ ว่า “หรงเกอเอ๋อร์มีความมั่นใจแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด เพียงแต่พี่ชายน้องชายของหลิ่วกุ้ยเฟย[2] ที่สอบได้เป็นถึงอั้นโส่ว[3] ของเมืองหลวง และเจี้ยหยวน[4] กลับไม่วางใจในความสามารถของตน ถึงกับต้องไปขอคำแนะนำจากนายท่านผู้เฒ่าที่อยู่ไกลถึงสำนักศึกษาหลีซาน นี่ก็ดูจะตื่นตัวเกินไปสักหน่อย บุตรชายของเจ้าคงไม่ต้องทำถึงเพียงนั้น ถึงอย่างไรคงสอบได้อันดับหนึ่งทั้งสามการสอบเป็นแน่ แล้วยังช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้เจาอี๋ได้อีกด้วย
หวังซื่อได้ฟังเช่นนี้สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม หลิ่วกุ้ยเฟยได้ชื่อว่าเป็นหญิงสาวที่ชาญฉลาดและมากความสามารถที่สุดในบรรดาสาวๆ ทั้งหมดในเมืองหลวง เมื่อเข้าวังไปก็เป็นที่โปรดปรานมาโดยตลอด แล้วยังคลอดองค์ชายอีกสององค์และองค์หญิงอีกหนึ่งองค์ จนได้เลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย กดหัวบุตรของนางอย่างเห็นได้ชัด
บุตรชายตระกูลหลิ่วก็ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจสามารถจนทำให้บุตรของนางกลายเป็นเด็กธรรมดาที่ไม่มีผู้ใดพูดถึง หากปีหน้าบุตรชายตระกูลหลิ่วสอบเป็นจ้วงหยวนได้อีก เจาอี๋จะต้องโกรธมากแน่ๆ อันที่จริงอายุของเยี่ยหรงกับบุตรชายตระกูลหลิ่วก็ต่างกันหลายปี อย่างไรคงเอามาเปรียบกันไม่ได้ แต่ด้วยเยี่ยหรงเองเป็นเด็กที่มีความสามารถธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่โดดเด่นอะไร เลยยิ่งทำให้หวังซื่อรู้สึกไม่ถูกโฉลกกับบุตรชายตระกูลหลิ่วเข้าไปอีก
หวังซื่อส่งเสียงหึเบาๆ แล้วเหลือบมองหน้าเยี่ยหลีเล็กน้อย “หากได้รับคำชี้แนะจากนายท่านผู้เฒ่าสวี เป็นธรรมดาที่หรงเกอเอ๋อร์จะมั่นใจมากขึ้น” ประโยคนี้สื่อว่านางยอมลงให้แล้ว
แต่สวีฮูหยินก็ยังไม่มีท่าทีอะไร นางเพียงยิ้มน้อยๆ “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เยี่ยฮูหยินเป็นคนฉลาด มองการณ์ไกล ถึงอย่างไรคงไม่รังแกบุตรสาวของภรรยาเอกคนก่อนหรอก ข้ากลับไปจะไปขอรายการสินเดิมของคุณหนูใหญ่ตระกูลข้าส่งมาที่จวนให้พวกเจ้าตระเตรียมกันใหม่ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวจะไม่ทันวันมงคลของหลีเอ๋อร์”
หวังซื่อได้แต่เดินหน้าตึงออกไป พร้อมเสียงหัวเราะเย็นๆ ของสวีฮูหยินดังไล่หลัง
[1] การสอบเคอจวี่ คือการสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางระดับราชสำนัก ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งเรียก จ้วงหยวนหรือจอหงวน อันดับสองเรียกปั๋งเหยี่ยน อันดับสามเรียกทั่นฮวา
[2] กุ้ยเฟย ตำแหน่งพระสนมขั้นสูง รองจากฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย
[3] อั้นโส่ว คำเรียกผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบขุนนางระดับประเทศหรือระดับเมือง
[4] เจี้ยหยวน คำเรียกผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบขุนนางระดับมณฑล