ตอน 1
สวัสดี คุณชายเย่
ตอนที่ 1 เสียตัว
ณ กลางคืน
ค่ำคืนที่ฝนตกหนัก ฟ้าแลบ ฟ้าร้องลั่นอยู่ครืนโครม
เสิ่นเฉียว เดินลากกระเป๋าเดินทาง เดินอย่างไร้จุดมุ่งหมายอยู่กลางสายฝน
“เฉียวเฉียว หลินเจียงไม่ใช่เป็นเพราะถูกลอตเตอรี่ห้าล้านจึงมาขอเธอหย่าหรอกนะ แต่เป็นเพราะเธอไม่ได้ทำหน้าที่ที่ดีพร้อมที่ภรรยาดีดีคนหนึ่งควรจะทำ”
“เสิ่นเฉียว เธออย่าวุ่นวายอีกเลยนะ เรื่องหย่าเป็นเรื่องที่เราคุยกันมาตั้งนานแล้ว ถ้าเธอไม่อยากหย่า เธอยังอยากจะแบ่งมรดกกันอยู่มั้ย?”
ไม่รู้ว่าสิ่งที่ไหลอยู่บนใบหน้าของเสิ่นเฉียว คือน้ำฝนหรือน้ำตากันแน่
ภาพตรงหน้าที่เธอเห็นนั้นค่อยๆเบลอมากขึ้น
มีรถเบนท์ลีย์สีเงินคันหนึ่งขับมุ่งตรงมาหาเธอด้วยความเร็ว เสิ่นเฉียวที่กำลังเสียใจอยู่ไม่ทันได้สังเกตเห็น
จนกระทั่งรถคันนั้นขับใกล้เข้ามาหาเธอ เธอจึงค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นมา แต่สมองของเธอนั้นเหมือนได้ตายไปแล้ว เธอหยุดแล้วยืนนิ่งจ้องมองรถคันนั้นที่ขับมาหาเธออย่างมึนงง
เอี๊ยด
รถเบนท์ลีย์สีเงินหักเลี้ยวด้วยความเร็วสูง สามารถเห็นถึงทักษะการขับขี่ของคนขับได้ เป็นเพราะว่าขับรถมาด้วยความเร็วมากเกินไป ไม่ระวังจึงชนเข้ากับรั้วกั้น
เสิ่นเฉียว ยืนนิ่งอยู่กับที่ หัวใจของเธอเต้นแรงไม่หยุด
หลังจากที่รถเบนท์ลีย์สีเงินชนเข้ากับรั้วกั้นแล้วมันก็จอดนิ่งอยู่กับที่
เสิ่นเฉียว ยืนเหม่ออยู่กับที่เป็นเวลาหลายวินาที จากนั้นเธอจึงค่อยๆดึงสติกลับมา เธอเอามือมาปาดน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าของเธอออก จากนั้นทิ้งกระเป๋าสัมภาระของเธอลงแล้ววิ่งเข้าไปหารถเบนท์ลีย์สีเงินคันนั้น
เมื่อมองเข้าไปในรถ ข้างในมืดสนิท เสิ่นเฉียวพยายามส่องลอดผ่านกระจกรถมองดูภายใน เธอมองเห็นร่างผู้ชายคนหนึ่งฟุบอยู่บนพวงมาลัยรถ
เสิ่นเฉียว ใช้มือตบกระจกรถแรงๆหลายที “คุณ คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย?”
ไม่ว่าจะพูดยังไง อีกฝ่ายก็เกิดจากการที่เขาพยายามหลบแล้วหักพวงมาลัยรถออกเพื่อไม่ให้ชนเข้ากับตัวเธอ เขาจึงต้องมาชนกับรั้วกั้นเช่นนี้ ถ้าเขาเป็นอะไรไป เธอจะต้องรับผิดชอบ!
เมื่อได้ยินเสียงกึก เสิ่นเฉียวรีบเปิดประตูออก จากนั้นยื่นครึ่งตัวของเธอเข้าไปในรถ “คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย? คุณ…” น้ำเสียงของเธอเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
ยังพูดไม่จบ ผู้ชายที่ฟุบอยู่บนพวงมาลัยรถก็ยื่นมือมาจับแขนของเสิ่นเฉียวแล้วดึงเธอเข้ามาในรถ
ปึง!
ประตูรถปิดแล้วถูกล็อกเอาไว้
ร่างของเสิ่นเฉียว ทับอยู่บนขาของผู้ชายคนนั้น มือที่หนาใหญ่ของผู้ชายคนนั้นจับแน่นไปที่บริเวณเอวของเธอเหมือนดั่งโซ่ที่รัดเธอเอาไว้ ทำให้เธอขยับตัวไม่ได้
“ปล่อย ปล่อยฉัน…..”เสิ่นเฉียว เริ่มรับรู้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับเธอ พูดอย่างตะกุกตะกักใส่เขา
“เธออยากตายหรอ?”
เขากดตัวเธอลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้ม เสียงของเขาราวกับเป็นสาเกที่รสชาติหวานนุ่มไหลผ่านเข้าไปในลำคอ
เสิ่นเฉียว ตะลึงตกใจไปสักพัก เมื่อเธอดึงสติกลับมาได้ เธอจึงรับรู้ได้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องที่เธอเดินอยู่บนทางม้าลาย เธอรีบส่ายหัวแล้วพูด “ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่ว่าเธอจะตั้งใจหรือไม่ แต่เธอเป็นคนมาตรงนี้เอง อย่าโทษฉันก็แล้วกัน….” เมื่อพูดจบ ผู้ชายคนนั้นก็ยกตัวเธอขึ้นมาวางไว้บนขาของตัวเอง
เธอรับรู้ถึงความแข็งแรงของผู้ชายคนนี้ เสิ่นเฉียวเริ่มรู้สึกชาไปที่หัวของเธอ พูดอย่างตะกุกตะกักว่า “คุณคิดจะทำอะไรน่ะ….”
“เธอคิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ?”
ผู้ชายก้มตัวลง จูบเธอด้วยริมฝีปากอันบางและเย็นของเขา
เสิ่นเฉียว รู้สึกว่าในสมองของเธอกำลังมีอะไรระเบิดออกมา
จูบของเขาค่อนข้างจะรุนแรงและหยาบ แต่สักพักเขาก็เริ่มจูบได้ดีมากขึ้น
หัวของเสิ่นเฉียว นั้นว่างเปล่า จนกระทั่งเธอรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ เธอจึงค่อยๆมีสติกลับมา พยายามทุบตีขัดขืนผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ
ผู้ชายเริ่มเพลิดเพลินและมีอารมณ์มากขึ้น เขาปรับเบาะให้เอนระนาบลงแล้วจับเธอกดไว้ใต้อ้อมแขนของเขา….
ฝนตกหนักทั้งคืน ราวกับว่าฝนกำลังชำระล้างบาปให้กับเมืองนี้
หลังจากคืนอันบ้าคลั่งนี้….
ร่างของคนในรถเริ่มขยับตัว ดวงตาของผู้ชายที่คมลึกแลดูสุขุมค่อยๆลืมตาขึ้น เย่โม่เซินลุกขึ้นมานั่ง
เขายังคงรับรู้ถึงบรรยากาศอันหอมหวานเย้ายวนของผู้หญิงคนนั้นได้ แต่ตอนนี้เหลือเขาเพียงคนเดียว
เธอหนีไปแล้วงั้นหรอ?
แววตาของเย่โม่เซิน นิ่งไปสักพัก สายตาของเขาจับจ้องไปยังเบาะที่นั่งที่เลอะสีแดง แววตาของเขาเริ่มแฝงไปด้วยความเคร่งเครียดบางอย่าง ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง!
เย่โม่เซิน โทรศัพท์ไปหาผู้ช่วยเซียวซู่ พูดกำชับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “รีบค้นหาตำแหน่งของฉันทันที จากนั้นตรวจสอบให้ชัดเจนว่าผู้หญิงที่เจอเมื่อคืนคือใคร ”
เมื่อพูดจบ เขาไม่รอให้ผู้ช่วยเข้าใจในคำสั่ง เขาก็วางสายลง
เสิ่นเฉียว หนีออกมากลางดึก เธอฝ่าฝนที่ตกหนัก เดินทางกลับบ้านพ่อแม่ของเธอด้วยความอึดอัดลำบากใจ
แต่งงานมาหลายปี เธอไม่เคยร่วมหลับนอนกับสามีตัวเอง แต่ในวันนี้เธอกลับไปหลับนอนกับผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน ดังนั้นเสิ่นเฉียว รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก
เมื่อตื่นมาแล้วรู้สึกตัว เธอจึงรีบหนีออกมา
“เฉียวเฉียว”
คุณแม่เสิ่นเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้ามา ยกเอาน้ำขิงถ้วยหนึ่งมาให้เธอ
“ขอบคุณนะ แม่”
“ลูกกับหลินเจียง เลิกกันอย่างเด็ดขาดแล้วใช่มั้ย?”
เมื่อพูดถึงหลินเจียง เสิ่นเฉียวก็ก้มหน้าลง มือของเธอประคองจับถ้วยชาขิงเอาไว้ สักพักก็ยกขึ้นมาดื่ม เธอไม่อยากจะพูดถึงมัน
“หย่าไปแล้วก็ดี ยังไงซะพ่อของลูกก็จัดการเรื่องการแต่งงานใหม่ให้ลูกแล้ว”
เมื่อพูดจบ หัวใจของเสิ่นเฉียวก็เต้นแรง รีบเงยหน้าขึ้น “แม่?”
“ถึงแม้ว่าผู้ชายจะมีปัญหาที่ขาของเขา แต่ลูกเองก็เป็นผู้หญิงที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วเช่นกัน ลูกก็อย่าไปรังเกียจเขาก็แล้วกัน ”
เสิ่นเฉียว: “แม่ แม่พูดเรื่องอะไรอ่ะ?”
คุณแม่เสิ่นยืนขึ้นมา สีหน้าของเธอค่อนข้างไม่พอใจ “ฤกษ์งานแต่งถูกกำหนดให้จัดหลังจากนี้หนึ่งเดือน ถึงลูกจะไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง”
“หนูกับหลินเจียง พึ่งจะหย่ากันคืนนี้ แม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” หัวใจของเสิ่นเฉียว ชาไปหมด
“แม่พูดอย่างเปิดอกเลยนะ จริงๆแล้วงานแต่งนี้ต้องเป็นของน้องสาวเธอ แต่ลูกหย่ากับสามีแล้ว ลูกก็แต่งแทนน้องสาวเถอะนะ”
เมื่อพูดจบ คุณแม่เสิ่นก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งทีแล้วจ้องมองไปที่เธอ “ฝ่ายชายขามีปัญหา เฉียวเฉียว ลูกสาวสองคนของตระกูลเสิ่นจะเสียอนาคตไปทั้งคู่ไม่ได้”
เสิ่นเฉียว รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจของเธอ มือของเสิ่นเฉียวที่กำลังถือแก้วน้ำขิงนั้นสั่น เธอพูด “แม่ แต่หนูก็เป็นลูกสาวแท้ๆของแม่นะ….”
“โย่วโย่ว ก็เป็นน้องสาวแท้ๆของลูกนะ ลูกยอมให้น้องไปลำบากหรอ?”
“แล้วหนูล่ะ?”
“ยังไงก็แล้วแต่ เรื่องนี้ก็ต้องเป็นไปตามนี้แหละ หลังจากนี้หนึ่งเดือน ลูกต้องแต่งงานเข้าไปอยู่ตระกูลเย่! ถ้าหากว่าลูกสาวของตระกูลเสิ่นเสียอนาคตไปทั้งสองคน แม่กับพ่อคงทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้”
วันแต่งงานมาถึง น้องสาวของเสิ่นเฉียว นามว่าเสิ่นโย่วมาหาเธอ
“พี่ หนูขอโทษนะ หนูไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ แต่แม่เป็นคน….”
เสิ่นเฉียว จ้องมองไปที่เธออย่างไม่กะพริบตา “ขอโทษงั้นหรอ? งั้นเธอยินดีจะมาใส่ชุดแต่งงานแล้วแต่งเองมั้ย?”
“พี่ หนู……”เสิ่นโย่วกำหมัดในมือแน่นแล้วกัดฟัน สุดท้ายเธอก็คลายหมัดออกแล้วพูด “หนูมีแฟนแล้ว แต่พี่พึ่งจะหย่าไปนี่…..”
เสิ่นเฉียว ก้มหน้าลง “ใช่สิ ฉันหย่าแล้ว….ดูแลพ่อแม่ให้ดีดีเถอะ เพื่องานแต่งนี้แล้ว พ่อแม่พยายามทำทุกอย่างขนาดนี้ ทำทุกอย่างให้ฉันยอมตกลงให้ได้”
แต่งงานกับคนที่ขามีปัญหา ทำให้เธอรู้ว่าเธอจะต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต ถ้านี่คือโชคชะตาฟ้าลิขิตของเธอ เธอก็จะยอมรับมัน
จริงๆแล้ว เรื่องนี้ควรจะต้องเกิดขึ้นกับเสิ่นโย่ว แต่เธอเสิ่นเฉียวคนนี้โดนสามีหักหลังจนต้องเลิกกัน จากนั้นเดินทางกลับบ้านพ่อแม่ เดิมทีเคยคิดว่าจะได้รับคำปลอบโยนใดใดจากพวกเขา
แต่นึกไม่ถึงว่า สุดท้ายสิ่งที่เธอได้รับจะเป็นเช่นนี้ เธอกลับโดนบังคับให้แต่งงานเข้าตระกูลเย่แทนตัวน้องสาวของเธอ
เป็นเพราะอีกฝ่ายขามีปัญหา พ่อแม่ไม่อยากทำลายชีวิตของเสิ่นโย่ว
แล้วตัวเธอเองล่ะ? เป็นเพราะว่าเธอเคยหย่าจึงต้องมาเจอเรื่องแย่ๆเช่นนี้งั้นหรอ?
น่าตลกสิ้นดี! แต่พวกเขาก็คือพ่อแม่แท้ๆของเธอที่เกิดเธอมา เลี้ยงดูเธอมา เธอจึงทำได้เพียงตอบรับพวกเขา
ตระกูลเย่ได้เตรียมงานแต่งไว้อย่างอลังการ เธอเคยมีประสบการณ์แต่งงานที่ล้มเหลวมาครั้งหนึ่ง เป็นเพราะเสิ่นเฉียวต้องมาแต่งงานแทนเสิ่นโย่ว ก่อนจะมาเข้าร่วมงานแต่งสามีภรรยาตระกูลเสิ่น ก็ได้ทำการสอนเรื่องต่างๆให้กับเธอ
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักเธอ แต่เสิ่นเฉียว ก็รู้สึกผิดและรู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นเธอจึงก้มหน้าอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในงาน เธอพยายามไม่ให้ตัวเองเป็นที่สนใจ
โชคดีตรงที่เจ้าบ่าวนั่งอยู่บนรถเข็น อีกทั้งเขาทำให้บรรยากาศของงานแต่งนั้นแลดูจืดชืด ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงจ้องมองสนใจตัวเขามากกว่าเธอ
ถึงแม้ว่างานแต่งงานจะจัดอย่างใหญ่โตอลังการ แต่ก็ยังมีความเรียบง่าย เป็นเพราะว่าเย่โม่เซินไม่ยกแก้วเหล้าขึ้นมาชน ผู้คนในงานจึงเกรงและไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับเขา
เมื่อจบพิธีงานแต่ง เสิ่นเฉียวก็ถูกส่งตัวไปที่ห้องพักใหม่
คนรับใช้เก่าแก่สูงวัยยืนอยู่หน้าเธอแล้วพูดกำชับ “คุณนายน้อยสอง ถึงแม้ว่าคุณชายสองของพวกเราจะมีปัญหาที่ขา แต่ยังไงเขาก็คือคุณชายสอง ของตระกูลเย่ หลังจากที่คุณนายน้อยสองได้แต่งเข้ามาในบ้านนี้ก็ต้องดูแลคุณชายสอง ของพวกเราให้ดีที่สุด”
ตั้งแต่คืนนั้นที่เธอเดินตากฝนกลับมาถึงบ้าน จากนั้นแม่ของเธอก็บอกกับเธอว่าเธอต้องแต่งงานเข้าตระกูลเย่แทนเสิ่นโย่ว วันถัดมาเธอก็ไข้ขึ้นสูง จากนั้นใช้เวลาหลายวันกว่าไข้จะลดหายไป
หลังจากนั้นเป็นต้นมา อาการป่วยของเธอก็เป็นเป็นหายหายอยู่เสมอ ไม่หายดีสักที จนมาถึงวันนี้ก่อนที่เธอจะสวมใส่ชุดแต่งงานนั้น เธอก็ยังคงกินยาแก้หวัดอยู่
เธอรู้สึกง่วงมาก เมื่อฟังคนรับใช้พูดจบ เธอพยักหน้าแล้วพูด “ฉันรู้แล้ว ฉันขอพักผ่อนหน่อยได้มั้ย?”
เธอรู้สึกง่วงจนทนไม่ไหว
แววตาของคนรับใช้เก่าแก่มองเธอด้วยความรังเกียจทันที พูดนินทาเธอแล้วเดินจากไป
เมื่อคนรับใช้ออกไป เสิ่นเฉียวก็ล้มตัวนอนลงโดยที่ไม่สนใจชุดเจ้าสาวที่สวมใส่อยู่บนตัวเลย
ตอนที่เธอกำลังนอนหลับอยู่นั้น เธอรู้สึกราวกับว่ามีแววตาอันแหลมคมกำลังจ้องมองมาที่ใบหน้าของเธอ ช่างรู้สึกประหลาดเหลือเกิน
ตอน 2
ตอนที่ 2 งั้นมาเอาใจฉันสิ
เสิ่นเฉียวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา
เธอมองเห็นแววตาอันสุขุมและเย็นชาคู่หนึ่ง
คิ้วของผู้ชายคนนั้นคมเข้ม ดวงตาสุขุมลุ่มลึกราวกับหมาป่า จมูกของเขาสูงโด่ง เขาเม้มริมฝีปากอันเรียวบางเอาไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะนั่งอยู่บนรถเข็น แต่มันก็ทำให้เธอรับรู้ถึงความกดดันบางอย่าง เขาเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่อาจจะเข้าถึงได้ง่าย
“เสิ่นโย่ว?”
เสิ่นเฉียว อึ้งไปชั่วครู่จากนั้นก็รีบลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง เธอทำตัวไม่ถูกแล้วจ้องมองผู้ชายคนนั้น
เสิ่นเฉียว พยักหน้าด้วยความตื่นตระหนก
เดิมทีเธอแต่งงานเข้าตระกูลเย่แทนเสิ่นโย่ว เธอจึงไม่กล้าที่จะเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอออกมา
“อืม” แววตาของเย่โม่เซินแลดูเย็นชามากขึ้น เขาหยิบเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนให้เสิ่นเฉียว เสิ่นเฉียวรีบหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาอ่าน เธอพบว่าข้อมูลในจดหมายนั้นคือเอกสารข้อมูลและรูปของเสิ่นโย่วน้องสาวของเธอ
เขาได้ตรวจสอบข้อมูลของคนที่เขาต้องแต่งงานด้วยไว้แล้ว
แต่ทว่า ทำไมตอนที่แต่งงานกันเขาถึงไม่เอ่ยปากแย้งอะไรออกมา?
เสิ่นเฉียวกำจดหมายในมือไว้แน่น กัดริมฝีปากล่างของเธอ จ้องมองเย่โม่เซินแล้วไม่พูดอะไรออกมา
“ตระกูลเสิ่นคิดว่า ฉันเย่โม่เซินคนนี้ขามีปัญหา แล้วหาใครก็ได้มาแต่งกับฉันก็ได้อย่างนั้นหรือ?”
เสิ่นเฉียวยืดตัวยืนขึ้นมา จ้องมองไปที่เขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “ฉันเองก็เป็นลูกสาวของตระกูลเสิ่น”
“ผู้หญิงที่พึ่งจะหย่ามาน่ะหรอ? ตระกูลเสิ่นคิดว่า ตระกูลเย่เป็นถังขยะรีไซเคิลรึไง?”
คำพูดที่ตรงและแรงของเขาทำให้เสิ่นเฉียวเริ่มมองหน้าเขาไม่ติด เธอกัดริมฝีปากล่างแน่น ผู้หญิงหม้ายมักจะโดนผู้คนรังเกียจอยู่แล้ว
เป็นเพราะเหตุนี้ เธอจึงโดนพ่อแม่ของเธอบังคับให้แต่งเข้าตระกูลเย่
ยังไม่ทันที่เสิ่นเฉียวจะเปิดปากพูด น้ำเสียงอันเย็นชาของผู้ชายคนนี้ก็ดังขึ้นมา ราวกับสาดน้ำเย็นเข้ามาที่เธอ
“ฉันให้เวลาเธอห้านาที เธอออกไปอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน แล้วออกไปจากตระกูลเย่ซะ”
อะไรนะ?
เสิ่นเฉียว เงยหน้ามองไปที่ตาของเขา
“ไม่ได้นะ!”
เธอจะไปไม่ได้! หากว่าเธอออกไปยอมรับทุกอย่างแล้วก็เท่ากับว่าตระกูลเสิ่นได้ทำให้ตระกูลเย่ ขุ่นเคืองใจ แล้วทีนี้ตระกูลเสิ่นจะปักหลักอยู่ในเมืองเป่ยยังไง?
เสิ่นเฉียว ตั้งสติขึ้นมา ยกชายกระโปรงของชุดเจ้าสาวขึ้นแล้วเดินมาตรงหน้าของเย่โม่เซิน พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “น้องสาวฉันมีแฟนแล้ว เธอไม่ยอมแต่งเข้าตระกูลเย่ แน่นอน”
“ดังนั้น เธอก็เลยคิดเองเออเอง ตัดสินใจแต่งงานแทนน้องสาวอย่างนั้นหรอ?” เย่โม่เซินยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากแล้วพูด ภาพนั้นช่างบาดตาบาดใจเธอเป็นอย่างมาก
เสิ่นเฉียวรวบรวมความกล้า จ้องมองไปที่แววตาอันเย็นชาคู่นั้น
“ฉันรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นการแต่งที่พ่อแม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ สำหรับคุณแล้ว แต่งกับใครนั้นไม่สำคัญ ไม่เช่นนั้นคุณก็คงไม่ตอบรับหรือยินยอมเรื่องแต่งงานครั้งนี้หรอก”
เสิ่นเฉียว ไม่รู้ว่าการที่เธอพูดเช่นนี้จะสามารถทำอะไรเขาได้มั้ย
“ถ้าเทียบกับการที่คุณต้องแต่งงานใหม่ คุณให้ฉันอยู่ที่นี่ต่อ ฉันสัญญาว่าพวกเราจะไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายต่อกัน” เมื่อพูดจบ เสิ่นเฉียวก็ยกมือสองข้างขึ้นมาสัญญา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ สีหน้าที่ระแวดระวังสื่อผ่านใบหน้าเล็กๆที่ขาวผ่องของเธอ เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้
สีหน้าเช่นนี้……
เย่โม่เซินหรี่ตาลง จ้องมองและครุ่นคิดไปที่ตัวเธอ
เมื่อเธอพูดจบ เย่โม่เซินก็หัวเราะ หึ ออกมาอย่างเย็นชาแล้วพูด “เธอคิดว่าฉันไม่มีผู้หญิงแบบที่อยากได้งั้นหรอ? ฉันต้องมาเอาผู้หญิงอย่างเธอเนี่ยนะ?”
สีหน้าของเสิ่นเฉียว ขาวซีดทันที ปากของเธอนั้นสั่น เธอยังไม่ทันได้เปิดปากพูด เย่โม่เซินก็หมุนกลับรถเข็นแล้วหันหลังให้เธอ เขาจะหมุนล้อรถเข็นออกไปจากห้องนี้
เสิ่นเฉียว ตกใจจนอยากจะเดินไปขวางทางข้างหน้าของเขาเอาไว้ แต่โดนแขนของเขาขวางเอาไว้ก่อน
“คุณหนูเสิ่น กรุณารู้ว่าอะไรควรไม่ควรทำด้วย!”
เธอจ้องมองแผ่นหลังของเย่โม่เซินที่กำลังขยับออกไปจากเธออย่างไร้เยื่อใย เสิ่นเฉียวเครียดเป็นอย่างมาก ตะโกนเรียกเย่โม่เซินจากด้านหลังของเขา “ถ้าคุณไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่ต่อ ฉันจะบอกทุกคนว่าคุณไร้น้ำยา!”
เธอใช้ไม้แข็งกับเขาราวกับโยนระเบิดมือใส่เขา เสิ่นเฉียวได้พยายามดึงรั้งตัวเขาเอาไว้สุดๆแล้ว
คำพูดของเธอทำให้มือที่หมุนขยับรถเข็นของเย่โม่เซินหยุดชะงัก ร่างกายของเขาไม่ขยับ แต่เขาหันหน้ามามองเธอ แววตาของเขาช่างเย็นชาแล้วพูด “เธอบอกว่าใครไร้น้ำยานะ?”
แววตาที่น่ากลัวและแฝงไปด้วยความดุร้ายของเย่โม่เซินราวกับสัตว์ร้ายจ้องมองเธออย่างไม่กะพริบตา จ้องเธอราวกับว่าหากเธอกล้าที่จะพูดแม้แต่อีกคำเดียว เขาก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปตะครุบกัดเธอให้ตายซะเลย
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทั้งทั้งที่เขาเป็นคนขามีปัญหา แต่ทำไมเขาจึงส่งรังสีอำมหิตอันแรงกล้าออกมาได้เช่นนี้?
เมื่อเหตุการณ์มันเป็นเช่นนี้ เสิ่นเฉียว หนีไปไหนไม่ได้แล้ว
เธอกัดฟันแล้วกำหมัดในมือแน่น จ้องมองเย่โม่เซินอย่างดุดัน
“นอกจากซะว่าคุณจะให้ฉันอยู่ต่อ”
เซียวซู่ที่ยืนอยู่อีกฝั่งอ้าปากค้างอึ้งกับสิ่งที่เห็น นึกไม่ถึงว่าคุณนายน้อยตัวเล็กๆคนนี้ จะใจกล้าได้เพียงนี้ เธอกล้าหือกับคุณชายเย่สองของพวกเขา
เย่โม่เซิน หมุนรถเข็นกลับมาแล้วค่อยๆหมุนล้อรถเข็นขยับเข้ามาหาเธอ แววตาของเขาแลดูมืดหม่น
เสิ่นเฉียวตกใจถอยหลังไปสองก้าว
เย่โม่เซินหมุนล้อรถเข็นมาอย่างไวแล้วจอดอยู่ตรงหน้าเธอ ยกมือขึ้นจับข้อแขนอันขาวบางของเธอเอาไว้
“เมื่อตะกี้เธอพูดว่าใครไร้น้ำยา?”เย่โม่เซินพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา จ้องมองเธอด้วยสายตาที่แหลมคมดุดัน
“คุณ คุณปล่อยฉันนะ…..”
การที่เขาเข้ามาใกล้เธอเช่นนี้ ทำให้เสิ่นเฉียวทำตัวไม่ถูกในทันที ไอร้อนจากตัวผู้ชายค่อยๆโอบล้อมเธอเอาไว้
เธอรับรู้ถึงอันตรายบางอย่าง
ความรู้สึกนี้…
ทำให้เสิ่นเฉียวนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว
นึกถึงผู้ชายที่อยู่ในรถวันนั้น ไอร้อนจากร่างกายของผู้ชายคนนั้นช่างคล้ายกับผู้ชายตรงหน้าเธอคนนี้
ใบหน้าของเสิ่นเฉียวนั้นขาวซีด ทำไมอยู่ๆถึงนึกถึงผู้ชายในคืนนั้นด้วย
สำหรับเสิ่นเฉียวแล้ว เรื่องในค่ำคืนนั้นคือเรื่องที่น่าอับอายในชีวิตของเธอ
“อยากจะเป็นคุณนายเย่มากจนไม่เลือกวิธีแล้วสินะ?”
เสียงของผู้ชายดึงเอาสติของเธอกลับมา เสิ่นเฉียวลืมตาโต
หน้าผากของเสิ่นเฉียวเต็มไปด้วยเหงื่อ “คุณเองก็ยอมให้งานแต่งนี้จัดขึ้นมาถูกมั้ย? คุณรู้มาตั้งนานว่าฉันไม่ใช่เสิ่นโย่ว แต่คุณเองก็ไม่ได้เปิดเผยความจริงให้คนอื่นรู้ในงานแต่งงาน”
“แล้วยังไงล่ะ?”
“คุณปล่อยฉันก่อน”เสิ่นเฉียว ผลักเขาออก
“หึ”เย่โม่เซินหัวเราะอย่างเย็นชา “เป็นผู้หญิงหม้ายแท้ๆยังต้องตื่นตัวขนาดนี้อีกหรอ? เธอไม่เคยทำเรื่องพวกนี้รึไง?”
เสิ่นเฉียว จ้องหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ
“คุณอย่ามากดขี่ข่มเหงคนอื่นแบบนี้นะ! ”
“อยากอยู่ต่องั้นหรอ ได้ เธอเอาใจฉันสิ ทำให้ฉันชอบเธอให้ได้สิ”
ผู้หญิงที่แต่งงานแทนน้องตัวเองแล้วพยายามจะแต่งเข้าครอบครัวที่ร่ำรวยเพื่อจับสามีรวยเช่นนี้ เย่โม่เซินเจอมานักต่อนักแล้ว
สีหน้าของเสิ่นเฉียวขาวซีด ปากของเธอสั่น
“ทำไม่ได้?”แววตาของเย่โม่เซินแลดูสุขุมลุ่มลึก มือข้างหนึ่งของเขายื่นมาจับคางของเธอ ริมฝีปากอันเรียวบางของเขาค่อยๆพูด “จากที่ฉันดู ไม่ใช่เป็นเพราะว่าฉันไร้น้ำยาหรอก แต่เธอนั่นแหละที่ไร้เสน่ห์ ไม่ทำให้ฉันรู้สึกหลงใหลอะไร”
เมื่อพูดจบ เย่โม่เซินก็ผลักเธอออก
ร่างของเสิ่นเฉียว เซไปข้างหลังชนเข้ากับประตู เธอจ้องมองเย่โม่เซินด้วยความโกรธ
เย่โม่เซิน บอกกำชับให้ผู้ช่วยของเขาเข็นเขาออกไป เสิ่นเฉียวจ้องมองหลังของทั้งสองที่เดินออกห่างเธอไป เธอกัดริมฝีปากล่างเล็กน้อย
เธอทำสำเร็จมั้ย?
เธอจะได้อยู่ที่นี่ต่อมั้ย?
เสิ่นเฉียวเอามือลูบจับคางที่รู้สึกเจ็บเบาๆ เดินกลับเข้าไปในห้องใหม่ของเธอ
สิบนาทีผ่านไป
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสิ่นเฉียวถอนหายใจออกมา เธอน่าจะทำสำเร็จแล้วล่ะ
ตอน 3
ตอนที่ 3 ต้องตามหาเธอให้เจอ
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ไม่พูดต่อให้จบ แต่เสิ่นเฉียวกลับรู้ดีว่า คำพูดเหล่านั้นสื่อถึงการข่มขู่เธอบางอย่าง เธอรู้สึกโกรธเล็กน้อย เป็นเพราะเขาคนเดียวเธอจึงต้องลาออกจากงานของตัวเอง แถมยังต้องคอยเดินตามเขาไปทุกที่
เดิมทีเคยบอกว่า เราต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ตอนนี้กลับโดนผูกให้อยู่ตัวติดกัน เสิ่นเฉียวเองก็ไม่พอใจเช่นกัน
เพียงแต่เธอไม่พูดอะไรออกมา สถานการณ์ตอนนี้ของเธอช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
พวกเขาเดินจนถึงปากทางเข้าโดยที่ไม่พูดอะไรกันสักคำ เย่โม่เซินที่นั่งอยู่บนรถเข็นมีคนช่วยพยุงเขาขึ้นรถส่วนตัว เสิ่นเฉียวกำลังจะโน้มตัวลงมาเพื่อขึ้นรถด้วย เธอกลับโดนเซียวซู่ ยื่นแขนมาขวางตัวเธอเอาไว้
“คุณหนูเสิ่น นี่คือรถส่วนตัวของคุณชาย”
เสิ่นเฉียว ชะงักเล็กน้อย “หมายความว่ายังไง?”
เย่โม่เซินหันหน้ามามองดูเธอ แววตาที่สุขุมลุ่มลึกและเย็นชาคู่นั้นมองดูเธออย่างเย้ยหยัน “เธอน่ะหรอจะมาเป็นผู้ช่วยของฉัน คุณสมบัติไม่ถึงหรอก”
เมื่อฟังจบ สีหน้าของเสิ่นเฉียวก็เปลี่ยนไป “หมายความว่ายังไง? งั้นเมื่อตะกี้คุณตอบตกลงคุณปู่ทำไม?”
เย่โม่เซินไม่สนใจคำพูดของเธอ หันแววตาที่เย็นชาของเขาไปมองที่อื่น เซียวซู่ทำหน้านิ่ง เขากำลังจะปิดประตูรถ เสิ่นเฉียว ยื่นมือมาขวางประตูเอาไว้แล้วถามเย่โม่เซิน “ถ้าคุณไปแล้ว แล้วฉันจะทำยังไง? คุณปู่นั้น….”
เมื่อพูดถึงนายท่าน แววตาของเย่โม่เซินก็เป็นประกาย เขาหรี่ตาลง จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ข่มขู่เธอ
“เซียวซู่ บอกเส้นทางให้เธอที ให้เธอเดินตามไป”
เสิ่นเฉียว “……”
ทำไมถึงเป็นคนสารเลวได้ขนาดนี้?
เซียวซู่ยังคงมีสีหน้าที่ดูนิ่ง ไร้ความรู้สึก เขาบอกเธอเส้นทางการเดินทางให้กับเธอ จากนั้นก็ปิดประตูรถอย่างเย็นชา
“คุณหนูเสิ่น ขอให้คุณโชคดี”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินขึ้นรถแล้วขับรถออกไป
เสิ่นเฉียว ยืนอึ้งอยู่หน้าปากทางเข้าที่แสนจะวุ่นวาย ยามที่หน้าประตูจ้องมองเธอด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขารู้สึกว่าเธอช่างน่าเวทนาเธอเหลือเกิน
เมื่อเธอรับรู้ถึงสายตาที่ยามกำลังมองดูเธออย่างเวทนานั้น ตัวเสิ่นเฉียวก็รู้สึกแย่เหลือเกิน
เธอกำหมัดในมือแน่น
ไปเองก็ได้
บนรถ
“คุณชายครับ ทำแบบนี้กับเธอมันไม่เกินไปหน่อยหรอครับ?”
เย่โม่เซิน ยักคิ้วขึ้นแล้วพูด “งั้นนายจะลงไปอยู่กับเธอมั้ยล่ะ?”
สีหน้าของเซียวซู่เปลี่ยนไป “คิดซะว่าผมไม่ได้พูดอะไรออกมาละกัน”
เย่โม่เซินส่งเสียง หึ ออกมาเบาๆ แววตาที่เย็นชานั้นได้จ้องมองไปที่กระจกมองหลังเห็นร่างผู้หญิงตัวเล็กๆคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า เขาเหลือบตาไปมองเพียงแค่แว็บเดียว หลังจากนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก ริมฝีปากเรียวบางของเขาขยับเล็กน้อย
“ผู้หญิงคนนั้นที่ฉันให้นายไปตามหา เจอเบาะแสอะไรบ้างรึยัง?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มือของเซียวซู่กำแน่นเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแล้วพูด “คุณชายครับ ถนนเส้นนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด อีกอย่างวันนั้นฝนตกหนักมาก ถนนค่อนข้างมืด มองไม่เห็นคนที่เดินอยู่ แต่คุณให้เวลาผมอีกหน่อยเถอะครับ ผมเชื่อว่าผมจะสามารถตรวจสอบให้เจอจนได้”
ช่างน่าอึดอัดใจเหลือเกิน ปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่คุณชายสั่งมา เซียวซู่ก็สามารถทำทุกอย่างได้สำเร็จ
มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขายังทำไม่สำเร็จ
เย่โม่เซิน ถอนหายใจออกมา ท่าทีของเขาดูเย็นชามากขึ้น คิ้วของเขาขมวด “หนึ่งเดือน ถ้าหัวใจถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ผู้หญิงคนนั้นน่าจะท้องแล้วล่ะ”
เซียวซู่ ตกใจเป็นอย่างมาก ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้หน้าตาอยู่ๆจะมาท้องลูกของคุณชายอย่างนั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะนี่ สีหน้าของเซียวซู่เริ่มจริงจังขึ้นมา
“ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะให้คนไปสังเกตตามโรงพยาบาลต่างๆด้วยครับ”
เย่โม่เซิน หลับตาลง
เขาไม่เคยสัมผัสกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ผู้หญิงในคืนนั้นคือคนแรกของเขา!
ดังนั้น ยังไงก็ตามหาเธอให้เจอ!
เสิ่นเฉียว ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึงบริษัทตระกูลเย่
แต่เมื่อมาถึงบริษัทตระกูลเย่ เสิ่นเฉียวกลับโดนขวางอยู่ข้างนอก เป็นเพราะเธอไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าเอาไว้ ทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปได้
ที่เมืองเป่ย บริษัทตระกูลเย่ นั้นยิ่งใหญ่ราวกับว่าเป็นทุกอย่างในเมืองเป่ยก็ว่าได้
บริษัทตระกูลเย่ นั้นใหญ่โตและโดดเด่น แทบจะเป็นแกนนำให้เศรษฐกิจของเมืองเป่ย พัฒนาขึ้น เมื่อสิบห้าปีที่แล้วเมืองเป่ยยังคงเป็นเมืองเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ในวันนี้กลับเป็นเมืองที่พัฒนาก้าวไกล
บริษัทที่ใหญ่โตเพียงนี้ คงไม่ให้ใครเดินเข้าออกง่ายๆแน่นอน
“ขอโทษด้วยนะคะ รบกวนคุณช่วยคุยกับเย่โม่เซิน ให้หน่อยได้มั้ยคะ ฉันเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของเขาจริงๆค่ะ”
พนักงานประชาสัมพันธ์จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลนเธอ
“เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ? แต่ไหนแต่ไร ประธานเย่ไม่เคยจะต้องการผู้ช่วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนทั้งบริษัทก็รู้ดี ถ้าเธออยากจะจับผู้ชายคนหนึ่งก็ช่วยไปสืบข่าวของเขามาให้ดีดีก่อน”
เมื่อฟังจบ เสิ่นเฉียว ก็รู้สึกตกตะลึง เย่โม่เซินคงวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้วสินะ ถึงแม้ว่าเธอจะตามมาถูกที่ แต่สุดท้ายเธอก็เข้าไปข้างในไม่ได้อยู่ดี
“เธอรีบออกไปจากที่นี่เลยนะ คนอย่างเธอจะทำงานเป็นพนักงานธรรมดา คุณสมบัติก็ยังไม่ถึงเลย ยังคิดอยากจะมาเป็นผู้ช่วยท่านประธานอีก”
พนักงานประชาสัมพันธ์ดูถูกเธอมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานคนอื่นๆที่นั่งอยู่ละแวกนั้นต่างก็คล้อยตามแล้วหัวเราะเยาะเธอ
“อุ๊ยตายแล้ว เธอดูสิใส่กระโปรงอะไรมาก็ไม่รู้ ยังกล้ามาบอกว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยอีก แม้แต่ชุดทำงานยังไม่มีเลย ใส่ชุดเสื้อผ้าราคาถูกๆที่ซื้อมาจากข้างทางสินะ”
“ช่างน่าประหลาดจริงๆ คนเรามีหลากหลายรูปแบบจริงๆ ”
“ถ้าเธอไม่ออกไปอีก ฉันจะเรียกยามให้มาลากตัวเธอออกไปแล้วนะ”
เสิ่นเฉียว โดนพวกเธอเหล่านี้พูดจาดูถูกเหยียดหยามจนหน้าของเธอนั้นแดงก่ำ เธอกัดริมฝีปากล่างแล้วก้มลงไปมองดูกระโปรงของเธอ
พวกเธอพูดไม่ผิด กระโปรงตัวนี้เธอซื้อมาจากร้านข้างถนนในตลาดนัดตอนกลางคืน แต่ก่อนเงินเดือนเธอนั้นไม่เคยพอใช้ เสิ่นเฉียวต้องกินอยู่อย่างประหยัดมาตลอด
แต่หลายปีที่ผ่านมา เธอคิดมาตลอดว่าตัวเธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่เสมอ
แต่มาวันนี้ เธอโดนคนพวกนี้พูดติเตียน ดูถูกดูแคลนต่อหน้าต่อตา เสิ่นเฉียวรู้สึกแย่ขึ้นมาทันที
“ออกไปสิ กลับไปเปลี่ยนเสื้อซะ แต่งตัวดีดีสักหน่อยแล้วค่อยมาใหม่” ทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตาที่เหยียดหยามและดูถูกเธอ เสิ่นเฉียวยิ่งรู้สึกเสียความมั่นใจมากขึ้น เธอกัดริมฝีปากล่าง วินาทีที่เธอกำลังสับสนไม่รู้จะต้องทำยังไงนั้น มีเสียงที่อ่อนโยนเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังไม่ไกลจากเธอ
“มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ?”
เสิ่นเฉียว หันหลังไปมอง เธอเห็นแววตาที่อ่อนโยนคู่หนึ่ง
“ท่านรองประธานมา”
“รองประธานเย่!”
คือเย่หลิ่นหาน พี่ชายของเย่โม่เซิน
การที่เสิ่นเฉียวได้พบเจอกับเขา เป็นเรื่องที่นอกเหนือความคาดหมายมาก
เย่หลิ่นหาน เดินมาอยู่ตรงหน้าเธอแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “มาหาโม่เซินหรอครับ?”
เสิ่นเฉียว พยักหน้าเล็กน้อย สภาพที่น่าอเนจอนาถของเธอในตอนนี้โดนคนอื่นมาเห็นเข้า เขาคงจะเริ่มดูถูกดูแคลนเธอแล้วสินะ? เมื่อเธอนึกถึงจุดนี้ เสิ่นเฉียวก็งุ้มปลายเท้าแล้วเกรงไปทั้งตัว
“ฉันขอโทษ ฉัน….” เธอก้มหน้าลง “ฉันคงสร้างความเดือดร้อนให้กับบริษัทของพวกคุณ…..”
“ไม่เป็นไรครับ” เย่หลิ่นหานจับมือของเธอเอาไว้ “ผมพาคุณเข้าไปนะ”
“ห่ะ !!!”
เย่หลิ่นหาน จูงมือเธอเอาไว้ ทำให้พนักงานคนอื่นที่กำลังมองดูอยู่ร้องออกมาด้วยความตกใจ จ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
พนักงานประชาสัมพันธ์ทำหน้าไม่ถูกในทันที เดิมทีนึกว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ดังนั้นจึงหัวเราะเยาะเย้ยเธอไม่หยุด ใครจะไปรู้ว่าเธอนั้นรู้จักกับเย่หลิ่นหานด้วย
หรือว่า….เธอจะเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของท่านประธานจริงๆ?
เมื่ออยู่ในลิฟต์ เสิ่นเฉียวยังคงรู้สึกกังวล เธอก้มหน้ามองดูมือของเธอโดนเย่หลิ่นหานจับเอาไว้ หัวใจของเธอเต้นรัวและแรงมาก เธอรีบดึงมือของเธอกลับมา ขยับตัวไปด้านข้างสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่างกับเย่หลิ่นหาน
เย่หลิ่นหาน ไม่ได้รู้สึกสะดุดใจอะไร ยังคงยืนนิ่งอย่างสง่าแล้วยิ้มอ่อนๆออกมา
เสิ่นเฉียว แอบเหลือบมองดูเขา
ผิวของเขาช่างขาวผ่อง หน้าตาหล่อเหลาดูดี ริมฝีปากหนาบางกำลังดี ใบหน้าของเขามักจะมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว แลดูเนี๊ยบเรียบร้อยอยู่เสมอ
ช่างดูดีเหลือเกิน…..
ขณะที่เธอกำลังมองอยู่นั้น ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
พวกเขาขึ้นมาถึงแล้ว
“ออกจากตรงนี้เลี้ยวขวาแล้วเดินไปสุดทางเดิน ห้องทำงานของโม่เซินอยู่ตรงนั้นครับ พอดีผมมีธุระต้องไปต่อ ผมมาส่งถึงตรงนี้ไม่เดินเข้าไปด้วยนะครับ ถ้าเดินไปเองจะไปถูกมั้ยครับ?”
เมื่อฟังจบ เสิ่นเฉียวก็รีบพยักหน้าตอบทันที “อืม ขอบคุณนะคะพี่ชาย”
“ยินดีครับ”
ประตูลิฟต์ปิดต่อหน้าของเธอ บรรยากาศรอบๆเริ่มกลับมาเงียบอีกครั้ง
เสิ่นเฉียว หายใจเข้าลึกๆหนึ่งที เธอเดินตรงไปสุดทางเดิน
ในที่สุดเธอมองเห็นประตูของห้องทำงานแล้ว เสิ่นเฉียวกำลังยื่นแขนออกมาจะเคาะประตูห้อง อยู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออก ร่างร่างหนึ่งถูกผลักออกมา
เสิ่นเฉียว หลบไม่ทัน เธอโดนชนเข้าอย่างจังจนตัวเธอล้มนั่งลงกับพื้น
ยังมีอีกร่างหนึ่งที่ชนเข้ากับเธอจนล้มลงเช่นกัน
“นี่ !!! เย่โม่เซิน นายทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!”
เสิ่นเฉียว เพิ่งจะเห็นว่าคนที่ชนเข้ากับเธอเมื่อตะกี้คือผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งหน้าจัดและแต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อย หลังจากที่เธอล้มลง เธอก็รีบลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าคนที่อยู่ในห้อง
เย่โม่เซิน ที่นั่งอยู่บนรถเข็น แววตาของเขาแลดูมืดมนและน่ากลัว ร่างกายของเขามีรังสีอันแรงกล้าบางอย่าง ริมฝีปากอันเรียวบางของเขาพูด
“ไสหัวออกไป”