ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

แฝดจอมจุ้น วุ่นรักป๊าม๊า

บทที่ 1 แม่อาการสาหัส

กลางดึกที่เงียบสงัดในโรงพยาบาล

บนทางเดินมีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังดึงแขนของผู้ชายวัยกลางคนอยู่ ร้องไห้อ้อนวอน “พ่อ หนูขอร้อง ขอให้พ่อช่วยแม่ด้วย แม่จะไม่ไหวแล้ว!”

“แม่เธอไม่มีโอกาสรอดแล้ว” ผู้ชายคนนั้นสะบัดมือเธอออกอย่างไร้เยื่อใย

“มีสิ มีโอกาส หมอบอกว่าถ้าเรามีเงินห้าล้านก็จะผ่าตัดแม่ได้ พ่อ ขอร้องล่ะพ่อจ่ายเงินค่าผ่าตัดได้ไหม?” น้ำตาไหลอาบแก้มอันนุ่มนิ่มน่าหยิกทั้งสองข้างของเธอ

ผู้ชายวัยกลางคนกัดฟันและดึงสาวน้อยมาดูใกล้ๆหน้าของเธอเหมือนดังเช่นดอกบัวแรกแย้มท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา เขาก้มหัวลง “นานา เธออยากจะช่วยแม่เธออ่ะได้ แต่เธอต้องตกลงกับฉันหนึ่งเรื่อง!”

“คุณว่ามา ฉันตกลง ฉันตกลง” สาวน้อยรีบพยักหน้า เหมือนชีวิตของเธอจะให้เขาได้ง่ายๆเพียงแค่ขอให้ช่วยแม่เธอไว้ได้

“ฉันรู้ว่าเธอคือเด็กดี เธอก็รู้เรื่องที่พี่สาวเธอกับคุณชายของบริษัทพาทิศต้องแต่งงานกันเพราะสาเหตุทางธุรกิจ!”

สาวน้อยทำตาโต ไม่รู้ว่าพ่อพูดแบบนี้กับตัวเอง เขาต้องการสื่ออะไร เธอพยักหน้าเบาๆ “รู้ค่ะ!”

“คุณชายคนนั้นเป็นคนรักความสะอาดมากผิดปกติ เขาชอบผู้หญิงที่บริสุทธิ์แต่พี่สาวเธอ เธอก็รู้ว่าเขาไม่บริสุทธิ์แล้ว ฉันอยากให้เธอไปเป็นตัวแทนคืนแรกของพี่สาวเธอ!”

แขนของสาวน้อยอ่อนฮวบลงไปทันที ตัวสั่นและมองไปทางพ่อผู้ให้กำเนิด “พ่อ หนูไม่ไป”

ผู้ชายวัยกลางคนยื่นมือไปจับที่มือเธอแน่นๆ พูดเสียงต่ำๆว่า “นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยแม่เธอได้ แค่เธอตกลง แล้วฉันจะให้เงินค่าผ่าตัดทันที แม่เธออาจจะมีชีวิตอยู่ต่อก็ได้ แต่ถ้าภายในสามวันนี้ยังไม่ได้รับการผ่าตัดแม่เธออาจจะไม่รอดก็ได้

สายตาของสาวน้อยมีแต่ความกังวล เธอถอนหายใจแรงๆ ก้มหน้าลงไป “ได้ค่ะ หนูตกลง”

“เด็กดีจริงๆ แต่งตัวดีๆล่ะ คืนพรุ่งนี้ก็คือวันที่เธอจะต้องมอบร่างกายอันบริสุทธิ์ให้กับเขาแล้ว อีกฝ่ายคือคุณชายบริษัทพาทิศ เธอไม่ขาดทุนแน่นอน!” ผู้ชายคนนั้นอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีแล้วไปตบที่ไหล่เธอ

รู้ไว้ซะด้วยว่าผู้ชายคนนั้นคือคนที่ผู้หญิงทั้งเมืองอยากจะนอนด้วย

สาวน้อยตัวอ่อนระทวยไปหมดเธอเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ สายตาว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่เธอก็ยังมีความสุข มีคนช่วยแม่แล้ว

คืนวันที่สอง ที่โรงแรมหรู

ห้องสวีทสุดอลังการ

ในห้องที่มืดมน สาวน้อยนั่งอยู่บนเตียงอย่างกระวนกระวาย กอดแขนตัวเองไว้ตัวสั่นไม่หยุด

เอี๊ยด เสียงเปิดประตูดังขึ้น ที่ประตูมีขายาวๆก้าวเข้ามา ตัวสูงร่างใหญ่ เขาไปเปิดไฟแต่รู้สึกว่าไฟจะเสียไปแล้ว

ทั้งหมดนี้ถูกวางแผนไว้เรียบร้อย

สาวน้อยที่อยู่บนเตียงหายใจแรงๆแล้วเดินลงมา เธอใช้มือที่สั่นแต่แรงไปคล้องไว้ที่คอของผู้ชาย เขย่งขาแล้วริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆก็ไปหอมที่แก้มของผู้ชาย

หอมเสร็จ ในตอนที่เธอไม่รู้จะทำยังไงต่อ ทันใดนั้นด้านหลังของสมองก็โดนฝ่ามือที่ใหญ่ๆโอบอุ้มไว้

ในตอนที่เธอยังไม่ทันถอยออกมา ปากของผู้ชายที่เต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ก็เข้าไปจูบที่ปากเล็กๆของเธอแบบแม่นยำ

“……อื้อ” ริมฝีปากของเธอโดนปากอันร้อนแรงของเขาประกบไว้

สมองของนานาว่างเปล่าไปหมด

เธอเริ่มจะต่อต้านการสัมผัสของผู้ชายแปลกหน้า

จูบของผู้ชายไปแย่งชิงลมหายใจจากปากของเธอ เธอรู้สึกมึนๆ แล้วร่างกายก็โดนทับที่บนเตียง จูบของผู้ชายลงมาอีกครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเธอไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำพูดไหนมาอธิบายมัน

ในความมืดมนน้ำตาของเธอไหลออกมาจากดวงตา……

ตอน 2

บทที่ 2 5ปีต่อมา

เวลาตีสาม เธอเดินออกมาจากโรงแรมด้วยสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ มีผู้หญิงใส่กระโปรงสีแดงสดโผล่ออกมาจากมุมข้างๆ คุณหนูบ้านสีธะ นารา ในตอนนี้ สายตาเต็มไปด้วยความโกรธและรู้สึกเสียดาย

“ทำไมนานขนาดนี้?” นารากัดฟันถาม

นานาเช็ดน้ำตาออก ผมที่ดำและยาวก็ปกปิดรอยจูบที่คอของเธอไม่ได้ เธอกัดริมฝีปาก “เอาเงินให้ฉัน”

“ไปเอากับพ่อฉัน!” ผู้หญิงขี้เกียจคุยกับเธอ นาราเปิดประตูแล้วเข้าห้องไป แสงจันทร์สาดเข้ามาในห้อง ผู้ชายนอนหงายอยู่ร่างกายที่ผอมสูงดูมีเสน่ห์และเย้ายวน เธอดีใจรีบไปนอนอยู่ข้างๆเขาและยื่นมือไปกอดที่เอวของเขา

นานาวิ่งออกมาจากโรงแรม เธอร้องไห้และโทรไปหาพ่อ เธอทำภารกิจเสร็จแล้วให้เขาโอนเงินมา

คืนนั้น วัฒไม่ได้หลับ เขารับรองว่า “พรุ่งนี้เช้าฉันจะโอนไปให้เธอ!”

“ฉันจะเอาตอนนี้” นานาพูด

“โอเคร!เดี๋ยวจะโอนเข้าบัญชีเธอ”

นานาเรียกแท็กซี่แล้วกลับไปที่โรงพยาบาล เธอนั่งเหม่อแล้วมองไปทางหน้าต่าง ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดูเป็นสายจากหมอที่ดูแลแม่ เธอรีบรับสาย “สวัสดีค่ะ!คุณหมอ”

“คุณนานาครับ มีข่าวร้ายจะบอกคุณครับ “

“แม่หนูเป็นอะไร?”

“แม่คุณเสียชีวิตแล้ว เมื่อกี้นี้” เสียงของหมอฟังดูสงบมาก

แต่ว่า หัวใจของสาวน้องเย็นยะเยือกเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง มือเธอสั่นเทาและกำโทรศัพท์ไว้แน่นๆ มีข้อความแจ้งเตือนว่าในบัญชีเธอมีเงินเข้าห้าล้าน

“แม่……” สาวน้อยนั่งอยู่หลังแท็กซี่ โศกเศร้าเสียใจและร้องไห้ออกมา แท็กซี่ใจดีรีบเร่งรถไปส่งเธอที่โรงพยาบาล

สายไปแล้ว ถึงแม้เธอจะใช้ร่างกายตัวเองเพื่อแลกเงินมาห้าล้านแล้วแต่ก็ช่วยแม่ไม่ได้อยู่ดี ในตอนที่รีบมาโรงพยาบาล มือของเธอไปจับที่คอ พบว่าสร้อยคอที่มีรูปแม่กับตัวเองไม่อยู่แล้ว

ทันใดนั้นน้ำตาของเธอก็พรั่งพรูไหลออกมาเหมือนฝนที่กำลังตกหรือนี่จะเป็นชะตากรรมของเธอ?

ฟ้าดินกลั่นแกล้งกันหรืออย่างไร ถึงอยากให้แม่ไปจากเธอ?

ห้าปีต่อมา

สนามบินแห่งหนึ่ง มีสาวน้อยตัวผอมสวมเสื้อสีเนื้อและเข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางอยู่ บนกระเป๋าเดินทางมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งอยู่ กระโปรงสีชมพูผมยาวสีดำถักเปียถึงเอวและติดกิ๊บผีเสื้อไว้ ไม่สามารถใช้คำพูดมาอธิบายความน่ารักของเธอได้

และข้างๆของเด็กผู้หญิงก็มีเด็กผู้ชายใส่เสื้อสีดำกางเกงยีนขาสั้นรองเท้าผ้าใบสีขาวสะพายกระเป๋าหน้านิ่งๆเดินตามหลังมาต้อยๆ

“มามี้ เดี๋ยวพวกเราไปให้แม่บุญธรรมเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่ได้ไหม?”

“ถ้าเธอยอมนะ” สาวน้อยยิ้มอ่อนๆมองไปทางลูกสาวอย่างอ่อนโยน

เด็กผู้หญิงรีบกระพริบตาที่กลมโตของเธอ “ถ้าหนูขอร้อง เธอต้องตกลงแน่ๆเลย”

“วางใจได้ แม่บุญธรรมรวยออก” เด็กผู้ชายพูดเสริม

เด็กน้อยทั้งสองคนมองซ้ายแลขวา พวกเขาเป็นคนประเทศนี้ตั้งแต่พวกเขาคลอดออกมา แต่ก็พึ่งจะกลับประเทศครั้งแรกจะไม่ให้รู้สึกตื่นเต้นได้ไง?

พึ่งออกมาก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียก “ ลม ฟ้า “

“แม่บุญธรรม” เด็กผู้หญิงเรียกอย่างดีใจ ยื่นมือออกไปจะให้เธออุ้ม

เห็นผู้หญิงผมสั้นรีบเดินมา เปิดแขนกว้างไปอุ้มเด็กผู้หญิงที่น่ารักคนนั้น ไปจูบที่แก้มเธอแรงๆและหันไปยิ้มกับแม่ลูกที่ยืนอยู่ข้างๆ “กลับมาสักที นั่งเครื่องเหนื่อยไหม?”

“แม่บุญธรรมครับ พวกเราเชื่อฟังมาก” เด็กผู้ชายยักคิ้วพูด

เด็กผู้หญิงรีบพยักหน้าตาม “ใช่พวกเราไม่ได้ทะเลาะกันและไม่ได้ก่อเรื่องให้มามี้ด้วย”

ตอน 3

บทที่ 3 คู่แฝดน่ารัก

“ใช่หรอ?ใครเป็นคนบอกว่าไปห้องน้ำเองแต่ก็ปิดประตูจนเกือบขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ?โชคดีที่มีกุญแจ ไม่อย่างั้น เธอจะได้อยู่ในห้องน้ำบินกลับมาแล้ว” แม่บุญธรรมแกล้งลูกสาว

เด็กผู้หญิงหัวเราะแฮ่ๆ รู้สึกอายนิดๆและรีบเปลี่ยนเรื่องคุยว่า “แม่บุญธรรมคะ หนูกับพี่อยากกินอาหารมื้อใหญ่ๆ มามี้ก็อนุญาตแล้ว แม่บุญธรรมเลี้ยงได้ไหมคะ!”

“พวกเธอเป็นโจรแน่ๆเลย กลับมาก็จะให้ฉันเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่แล้ว โชคดีที่ฉันพกเงินมาพอ รีบไปกันเถอะ!”ผู้หญิงผมสั้นหัวเราะและพูดกับสาวน้อยน่ารักว่า “นานา จะห้าปีแล้ว! ครั้งนี้กลับมาได้แล้วหรอ?”

“ฉันต้องกลับมาเยี่ยมแม่" นานาถอนหายใจ ความสำคัญของแม่ไม่เคยลดลงเลย ห้าปีที่ไม่กลับมาเธอไม่ใช่เด็กดีจริงๆ

“จะกลับไปตอนไหน?”

“เด็กน้อยบอกว่าอยากอยู่นานๆหน่อย น่าจะหนึ่งอาทิตย์!”

“หนึ่งอาทิตย์เองหรอ!น้อยเกินไป!อย่างต่ำต้องหนึ่งเดือน ฉันเลี้ยงพวกเธอเอง” แป้งพูด

ที่จริงนานาไม่อยากจะอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเกลียดชังมาตั้งนานแล้ว ถึงแม้จะมีพ่อที่เป็นสายเลือดเดียวกับเธออยู่ที่นี่ แต่เธอก็ไม่คิดอยากจะไปเยี่ยม

กินข้าวเสร็จ เด็กน้อยทั้งสองเหนื่อยแล้วเลยกลับไปพักที่คอนโดของแป้งเลยทันที เด็กน้อยนอนหลับแล้ว ผู้หญิงสองคนก็คุยกันได้ตามใจแล้ว

“ตอนนี้พ่อเธอยังไม่รู้เรื่องที่เธอมีลูกสองคน?” แป้งสงสัย

“ฉันจะไม่ให้พวกเขารู้ ชาตินี้ทั้งชาติฉันไม่อยากจะติดต่อกับคนบ้านนั้นอีกแล้ว" เสียงของนานาทั้งมั่นใจและเข้มแข็ง

“ก็ใช่อยู่ ตอนนี้เธอมีงานที่มั่นคงดูแลเด็กๆได้ด้วย ก็ไม่ต้องไปพึ่งพวกเขาแล้ว" พูดจบ แป้งเข้าไปใกล้ๆหูเธอ “เด็กสองคนนี้ยังไม่รู้ว่าพ่อเขาเป็นใครใช่ไหม!”

นานาทำหน้าตึงเครียด เธอส่ายหัว “ชาตินี้จะไม่ให้เขารู้เด็ดขาด"

แป้งขมวดคิ้ว “ว่ามาก็แปลกนะ พูดตามหลักการแล้ว พี่สาวเธอกับคุณชายบ้านพาทิศก็จะแต่งงานกันตั้งแต่ห้าปีที่แล้วแต่ทำไมตอนนี้ยังไม่แม้แต่จะหมั้นกันเลย?”

นานาส่ายหัว “ไม่รู้และไม่อยากจะรู้"

สำหรับคนบ้านนั้น เป็นคนที่เธอไม่อยากจะมีความสัมพันธ์ด้วยมากที่สุด เมื่อก่อนแม่โดนพ่ออ่อยจนท้อง ทีแรกอยากจะได้ลูกชายแต่ไม่คิดว่าแม่จะมาท้องเธอ จากนั้นมาพ่อก็ไม่สนใจเราอีกเลย แม่ก็เครียดหนักทุกวันและสุดท้ายก็เป็นโรคซึมเศร้าจนตายไป

เช้าตรู่

นานาพาเด็กสองคนไปเยี่ยมแม่ที่สุสาน เด็กสองคนทำหน้าเครียด ช่วยเธอทำความสะอาด น้ำตานานาแอบไหลครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่อยากให้เด็กเห็น

“มามี้ ยายนอนอยู่ในนี้หรอครับ?” สาวน้อยใช้สายตาที่คลอน้ำตามองมาทางเธอ เธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำว่าเกิดแก่เจ็บตาย

เธอเม้มปากยิ้ม “ใช่นอนอยู่ในนั้น"

“จะตื่นเมื่อไหร่คะ?”

“ฟ้า ยายฟื้นไม่เป็นแล้ว ยายจะนอนที่นี่นานมากๆ" นานากลั้นน้ำตาไว้แล้วอธิบายให้ลูกฟัง

เด็กผู้หญิงเอียงหัวแล้วถามต่อว่า “มามี้ ยายพวกเราอยู่ที่นี่ งั้นแด๊ดดี้พวกเราอยู่ไหน?”

เด็กผู้ชายเองก็หยุดมือที่ถอนหญ้าอยู่ เงยหน้ามาดูมามี้แล้วทำหน้าสงสัยเหมือนกัน

นานาชะงัก ทำใจแล้วหลอกพวกเขาว่า “แด๊ดดี้พวกเธออยู่ทางนั้น”เธอชี้ไปทางที่มีแต่หญ้าเต็มไปหมด

ถ้าไม่อยากให้เด็กสงสัย เธอต้องพูดให้เขาเชื่อและในตอนนี้เป็นเวลาที่ทำให้พวกเขาหยุดสงสัยได้ดีที่สุด