ตอน 1
ประธานไล่จีบภรรยา
ตอนที่ 1 กลิ่นดอกไม้
ประเทศ S เมืองโบราณหนิงซี
ช่วงกลางดึก
ทั้งเมือง ไร้ซึ่งความเร่งรีบและความคึกคักของช่วงกลางวันไปหมดสิ้น กลับแทนที่ด้วยความเงียบและความสงบ
ณ โฮมสเตย์หลังหนึ่งที่ตกแต่งดูแปลกตา เจียงหยุนเอ๋อนอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา จนดึกดื่นก็ยังนอนไม่หลับ
คืนนี้ เธอพักอยู่ในห้องแคบๆ ร่วมกับคนแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง
เหตุเพราะว่า……
เป็นเพราะช่วงฤดูนี้ ถือเป็นฤดูท่องเที่ยวพอดี โฮมสเตย์อีกสิบกว่าหลังที่อยู่ใกล้เคียงก็มีคนพักเต็มหมด วันนี้ตอนที่เธอมาถึง ก็มีห้องเหลืออยู่เพียงห้องเดียว อีกทั้งพอดีกับว่าเพิ่งจะมีแขกที่เข้ามาพักเร็วกว่าเธอแค่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ตอนนี้ ท้องฟ้ามืดหมดแล้ว ถ้าออกไป ก็คงจะหาที่พักได้ยาก อีกทั้งเจ้าของโฮมสเตย์ก็ยื่นข้อเสนอว่า: ให้เธอและแขกที่เพิ่งมาพักด้วยกันหนึ่งคืน
ตอนนั้น เจียงหยุนเอ๋อยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก จึงตอบตกลงไป
จนถึงตอนนี้ เธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ลืมถามไปว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
เธอจึงอดไม่ได้ที่จะกระวนกระวายใจ จึงคิดในใจว่า “แล้วถ้าเป็นผู้ชายจะทำยังไงดีล่ะ?”
“ถ้าเขาเกิดคิดมิดีมิร้ายขึ้นมา จะทำยังไงดี?”
ถึงแม้ว่าระหว่างคนทั้งสองคนจะมีผ้าม่านที่ทั้งหนาทั้งหนักกั้นกลางอยู่ แต่จริงๆแล้วก็ใช้การอะไรไม่ได้เลย
ในขณะที่เจียงหยุนเอ๋อกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ก็มีเสียง ‘กุกกุกกักกัก’ ดังขึ้นมาจากคนที่อยู่ถัดกัน
เธอมีท่าทีที่จริงจัง แล้วก็หูผึ่ง ดูเหมือนว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงของคนที่อยู่ถัดกันนั้นกำลังถอดเสื้อผ้า
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า มือทั้งสองข้างดึงมุมผ้าห่มไว้แน่น ดวงตาเบิกโพลง และไม่ละสายตาไปจากม่านกันหนาๆนั้น เพราะกลัวว่าจะมีคนบุกเข้ามา
แต่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วว่า เจียงหยุนเอ๋อคิดมากเกินไป
เมื่อคนที่อยู่ถัดกันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ปิดไฟ และนอนหลับ
ไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่สงบ
เจียงหยุนเอ๋อถอนหายใจแรงๆหนึ่งครั้ง แล้วหัวเราะตัวเองที่มัวแต่สงสัยนู่นนี่
อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อย หรืออาจจะเป็นเพราะเส้นประสาทตึงเครียดจนควรได้รับการผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกง่วงนอนอย่างรวดเร็ว เจียงหยุนเอ๋อหลับตาลง แล้วก็หลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ในขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ทันใดนั้นเธอก็ได้กลิ่นหอมแปลกๆลอยมา
ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นดอกไม้ และก็ดูเหมือนเป็นกลิ่นไม้จันทน์ มีกลิ่นไม้แปลกๆแฝงอยู่ ดูแล้วไม่รู้สึกแสบจมูก แต่เหมือนกับเป็นหมอกจางๆในยามดึก ที่เต็มไปด้วยความพร่าเลือนและความลึกลับ
ในตอนแรกเจียงหยุนเอ๋อไม่ได้รู้สึกสนใจอะไร เพียงแค่คิดว่าเป็นกลิ่นที่ลอยมาในความฝัน เช่นนี้ก็ยิ่งทำให้หลับสนิทขึ้น
แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เธอจึงเริ่มนึกขึ้นได้ว่าน่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล
อุณหภูมิร่างกายของเธอสูงขึ้น ทั้งตัวรู้สึกร้อนเหมือนโดนใครจับไปย่างบนไฟ
“ร้อน ร้อนจริงๆ……”
เจียงหยุนเอ๋อตั้งสติแล้วลืมตาขึ้น จึงตระหนักได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
กลิ่นหอมนี้……ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคย?
ดูเหมือนว่าจะคล้ายคลึงอย่างมาก กับคำเล่าลือที่เธอได้ยินมาในตอนกลางวัน
ว่ากันว่าเมืองโบราณหนิงซี มีดอกไม้อยู่หนึ่งชนิด ซึ่งมักจะเบ่งบานในตอนกลางคืน ทุกครั้งที่เบ่งบาน จะมีชายหญิงคู่หนึ่งได้อยู่ร่วมกันตลอดชีวิต
การมีอยู่ของดอกไม้ชนิดนี้ ถือว่าเป็นพยานของความรักที่สวยงาม ดังนั้นคนในเมืองจึงเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกไม้แห่งรักนิรันดร์
อีกทั้งกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งก็คือมันมีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศได้
ในตอนกลางวันที่เจียงหยุนเอ๋อได้ยินคำเล่าลือนี้ ยังรู้สึกขำ และคิดว่าคำเล่าลือนี้เชื่อถือไม่ได้
แต่ตอนนี้ เธอเชื่อแล้ว
เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองเริ่มขาดสติ ทั้งตัวอ่อนปวกเปียกไปหมด อุณหภูมิของร่างกายก็ยิ่งสูงขึ้น ในใจรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ช่างลึกลับ เหมือนต้องการอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม
และตอนนี้เอง เจียงหยุนเอ๋อได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักของคนที่นอนถัดกันดังขึ้นมา
เธอรู้สึกใจสั่น แล้วจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ
ในความมืด เห็นเพียงแค่ม่านที่กั้นห้องให้เป็นสองฝั่งถูกยกออก แล้วก็มีเงาดำรูปร่างสูงเดินซวนเซเข้ามา
เจียงหยุนเอ๋อเห็นท่าไม่ดีจึงลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกเวียนหัว และไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
ตอนนี้เอง ผู้ชายเริ่มก้าวเดินมาข้างหน้า จนกระทั่งเดินมาถึงตัวเจียงหยุนเอ๋อ
เขาเกาะเตียงไว้ ส่งเสียงหอบที่ดัง เหมือนกับว่าหายใจลำบาก
เจียงหยุนเอ๋อยิ่งรู้สึกว่าหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
คนคนนี้……เกรงว่าจะได้กลิ่นหอมของดอกไม้เช่นเดียวกัน จึงทำให้ไม่มีสติ
ทั้งคืน เจียงหยุนเอ๋อรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นลงอยู่ในทะเลเมฆ และพลิ้วไหวอยู่ในสายลม
จนในที่สุด ก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวสิ้นสติไปโดยสิ้นเชิง
กลางคืนยิ่งมืดลง
จนกระทั่งฟ้าสาง……
มีเสียงเครื่องจักรดังก้องขึ้นอยู่ด้านนอกโฮมสเตย์
เห็นเพียงเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินลอยอยู่บนอากาศ มีใบพัดที่ใหญ่ ซึ่งนี่เองที่พัดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง
เจียงหยุนเอ๋อยังคงไม่เคลื่อนไหว และไม่มีการตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆ ที่ลืมตาอย่างรวดเร็ว และตื่นขึ้น
เขาลุกขึ้นจากเตียง เหมือนจะลืมว่าเกิดอะไรขึ้น ในสมองว่างเปล่า แล้วลุกขึ้นมาแต่งตัวอย่างเงียบๆ หลังจากนั้น ไม่เพียงแต่จะหันไปมองเจียงหยุนเอ๋อที่นอนอยู่บนเตียงด้วยซ้ำ แล้วก็เดินโซเซออกไปจากโฮมสเตย์ และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นไป
ตอน 2
ตอนที่ 2 เกม
ห้าปีต่อมา
ที่สนามบินนานาชาติเมืองจิ่งเฉิง ประเทศ S
เจียงหยุนเอ๋อยืนอยู่บนสถานที่ที่รู้สึกคุ้นเคย แล้วหัวใจก็เต้นแรงอย่างมาก
เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก
ยังคงจำเมื่อห้าปีก่อนได้ หลังจากเกิดเรื่องบ้าๆขึ้นที่เมืองโบราณหนิงซี เธอก็ตั้งท้อง
เด็กมีอายุได้สามเดือนเต็ม ท้องจึงเริ่มนูนขึ้น เธอถึงจะสังเกตเห็น
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เดิมทีเร็วๆนี้เธอจะเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้น แต่เป็นเพราะการมาของเด็กคนนี้ เขาจึงทิ้งเธอไปอย่างเด็ดขาด
เป็นเพราะเธอท้องก่อนแต่ง ปู่ของเธอจึงโกรธจนล้มหมอนนอนเสื่อ
พ่อยิ่งโกรธมาก จนตัดพ่อตัดลูกกับเธอ
เธอกลายเป็นความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเจียง
คนทั้งเมืองจิ่งเฉิง ล้วนพูดว่าเธอเป็นผู้หญิงหลายใจ ไม่มีความเป็นกุลสตรี
ถึงขั้นว่ามีคนจำนวนมากใส่ร้ายป้ายสี ว่าได้มีอะไรกับเธอด้วย
เดิมทีเจียงหยุนเอ๋อเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงคนดังของเมืองจิ่งเฉิงว่าเป็นเทพธิดาที่บริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับถูกมองว่าเป็นผู้หญิงมักมาก ผ่านผู้ชายมามากหน้าหลายตา
หลังจากนั้นจึงถูกตระกูลเจียงเนรเทศให้ไปอยู่ที่ต่างประเทศ ห้าปีที่ผ่านมา ไม่มีใครสนใจ ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีเธอคนนี้อยู่……
เมื่อคิดถึงอดีตต่างๆที่ผ่านมา เจียงหยุนเอ๋อก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจเหมือนจะร้องไห้ออกมา ในใจเหมือนถูกก้อนหินก้อนใหญ่ๆทับอยู่ จนแทบจะหายใจไม่ออก
ทันใดนั้น ก็มีเสียงของเด็กน้อยดังขึ้นในหู “หยุนเอ๋อ เธอมัวแต่เหม่อลอยอะไรอยู่? ไหนบอกว่าจะไปรับกระเป๋าเดินทางไม่ใช่เหรอ?”
เจียงหยุนเอ๋อถูกดึงสติกลับมา แล้วจึงก้มลงมองเด็กที่ยืนอยู่ข้างๆเท้าของตัวเอง
เด็กคนนี้มีชื่อว่าเจียงซิ่งหวี มีชื่อเล่นว่าถวนจื่อ เป็นลูกชายของเธอ
หลังจากออกนอกประเทศตอนนั้น เธอก็ไม่ได้กำจัดเขาทิ้ง
หลายปีมานี้ เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในต่างประเทศ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา เธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านมันมาได้อย่างไร
เจียงหยุนเอ๋อหันไปหัวเราะกับเขา “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ เธอไปรอฉันที่ร้านกาแฟข้างๆตรงนั้นนะ ได้หรือเปล่า? เธอชี้ไปที่ร้านสตาร์บัคที่อยู่ไม่ไกลร้านนั้น แล้วเอ่ยถาม
ถวนจื่อโบกมือ ทำท่าเหมือนกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ “ได้สิได้สิ เธอรีบไปเถอะ ฉันจะรอเธออย่างเชื่อฟัง”
เจียงหยุนเอ๋อหัวเราะแล้วหยิกแก้มของเขา “ถ้าอย่างนั้นฉันจะพาเธอเข้าไปสั่งอะไรกินก่อนนะ”
พูดจบ ก็กำลังจะจูงมือเล็กๆของเขา
แต่กลับถูกถวนจื่อปฏิเสธอย่างไม่พอใจ “บอกตั้งหลายรอบแล้วว่า ห้ามหยิกแก้ม! ถ้าหยิกจนขี้เหร่จะว่ายังไง? อีกหน่อยก็จะไม่มีผู้หญิงส่งช็อกโกแลตมาให้ผมแล้ว แล้วเธอก็จะไม่มีช็อกโกแลตกินด้วย”
เจียงหยุนเอ๋อหุบยิ้ม “ได้ได้ได้ ไม่หยิกแล้วก็ได้”
สองแม่ลูกหัวเราะแล้วเดินเข้าไปในร้านกาแฟ
เจียงหยุนเอ๋อสั่งเครื่องดื่มให้ถวนจื่อหนึ่งแก้วพร้อมกับขนม แล้วกำชับว่า “นั่งรอดีๆนะ ห้ามวิ่งไปไหนล่ะ”
“หยุนเอ๋อ เธอพูดมากไปแล้วนะ อายุก็ยังน้อยอยู่ เป็นแบบนี้ไม่ดีนะ”
ถวนจื่อต่อสู้กับขนมไปพลางพูดไปพลาง
เจียงหยุนเอ๋อมองเขาแบบไม่ได้อารมณ์เสีย “ฉันก็กลัวเธอหายไปยังไงล่ะ”
ถวนจื่อถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ต่อให้เธอหายไป ฉันก็ยังไม่หายหรอก”
“……”เจียงหยุนเอ๋อรู้สึกเจ็บนิดๆ
เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง
ถึงแม้ว่าปีนี้เด็กคนนี้จะมีอายุเพียงแค่สี่ขวบ แต่ก็มีสมองที่ชาญฉลาดมาก เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องต่างๆ ก็มันจะฉลาดกว่าคนอื่นๆ
พนักงานเสิร์ฟที่รับหน้าที่เก็บโต๊ะ เมื่อเห็นว่าสองแม่ลูกกำลังแสดงความรักต่อกัน ก็จึงรีบอาสาว่า: คุณผู้หญิงคะ ฉันจะช่วยคุณดูแลลูกของคุณให้เองค่ะ ไม่ให้เขาเที่ยววิ่งเล่นไปไหน คุณไปรับกระเป๋าอย่างสบายใจได้เลยค่ะ”
เจียงหยุนเอ๋อยิ้ม “แบบนี้จะดีเหรอคะ?”
“ไม่เป็นไรค่ะ ลูกของคุณน่ารักขนาดนี้ ฉันเห็นก็รู้สึกชอบ คุณรีบไปเถอะค่ะ”
เจียงหยุนเอ๋อได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจ “ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนคุณด้วยนะคะ ฉันจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
พูดจบ เธอก็เดินออกจากร้านกาแฟอย่างสบายใจ
ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ถวนจื่อคนเดียว
เด็กคนนี้มีคุณสมบัติหลักทั้งห้าบนใบหน้าที่ดูดี ดวงตากลมโตคู่นั้นดูมีแสงเปล่งประกายอยู่ตลอดเวลา บนร่างกายสวมใส่เสื้อยืดแบบง่ายๆเข้าคู่กับกางเกงยีน แต่ก็ทำให้ดูน่ารักและดูหล่อได้
ที่นี่คือสนามบิน คนที่เข้ามาในร้านกาแฟก็มีไม่น้อยอย่างแน่นอน ทุกคนที่เดินผ่านไป ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองซ้ำ
และดูเหมือนว่าตัวเขาเองชินกับสายตาที่มองเขาเช่นนี้ จึงใจกว้างและปล่อยให้ดุตามสบาย ส่วนตัวเองก็ตักเค้กเข้าปาก และไม่ลืมที่จะมองซ้ายมองขวา ดูสิ่งต่างๆรอบตัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กลับมาที่บ้านเกิดของเจียงหยุนเอ๋อสิ่งต่างๆที่พบเห็นล้วนดูแปลกใหม่
มองไปมองมา สายตาของเด็กน้อยก็หยุดลง แล้วมองไปที่ผู้ชายที่นั่งอยู่ติดกัน
มองเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายๆอยู่ สวมใส่เสื้อสูทที่สั่งตัดมาพอดีกับตัว มีรูปร่างที่ดูค่อนข้างจะผอมสูง สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมออกสองเม็ด ทำให้ตรงปกเสื้อเปิดเว้าออกเล็กน้อย
ตอนนี้เขากำลังขมวดคิ้ว จ้องมองไปที่โทรศัพท์ หัวแม่มือทั้งสองข้างกำลังสัมผัสอยู่ที่หน้าจอด้วยความเร็วสูง
พอลองดูอย่างละเอียด จึงพบว่าเข้ากำลังเล่นเกมที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้
ถวนจื่อดูเหมือนว่าจะถูกดึงดูดความสนใจ รีบกินเค้กที่อยู่ในจานจนหมด หลังจากนั้นก็กระโดดลงจากที่นั่ง แล้วค่อยๆเขยิบไปอยู่ด้านหลังของผู้ชายคนนั้น แล้วแอบดูอย่างเงียบๆ
อาจเพราะชายคนนั้นกำลังใจจดใจจ่ออย่างมาก หรืออาจจะเป็นเพราะถวนจื่อตัวเล็กเกินไป เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าข้างๆตัวมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง
จนกระทั่ง……ในมือเขาเกิดความผิดพลาดขึ้นจนไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ถวนจื่อรู้สึกทนไม่ไหวจึงพูดว่า: “คุณลุง เทคนิคของคุณช่างอ่อนหัดจริงๆ? เป็นมือใหม่? หรือมีไว้เพื่อสกัดเพื่อนร่วมทีมโดยเฉพาะ!”
ตอนนี้เอง ที่ชายคนนี้เพิ่งจะสังเกตเห็นถวนจื่อ
มองเห็นก็เพียงแค่สายตาดูถูกที่เด็กคนนั้นกำลังมองมา แววตาเล็กๆนั้นช่างดูสดใสจริงๆ
ลี่จุนถิงดูเหมือนจะคิดไม่ถึงว่า ตัวเองจะถูกมองด้วยสายตาดูถูก ทำให้เลิกคิ้วหนาๆโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วจึงหยุดหัวเราะ “ฉันเป็นมือใหม่จริงๆ ฟังจากน้ำเสียงของเธอแล้ว ดูท่าจะไม่ธรรมดา?”
“แน่นอนสิ ผมเล่นเกม หากบอกว่าเป็นที่สอง ก็ไม่มีใครกล้ามาเป็นที่หนึ่งอีก”
ถวนจื่อพูดด้วยความภาคภูมิใจ
ลี่จุนถิงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ยิ้มมุมปาก
หากเป็นแต่ก่อน มีคนเข้าใกล้เขา เขาไม่มีทางที่จะสนใจอย่างแน่นอน
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาไม่สามารถที่จะเพิกเฉยเด็กคนนี้ได้ ถึงขนาดอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเขา “พูดใครก็พูดได้ ลองมาเล่นดูสักตาสิ?”
“แล้วจะมีปัญหาอะไรล่ะ คุณเอาโทรศัพท์มาให้ผมสิ”
พูดพลาง ก็เอื้อมมืออูมๆออกไปหาลี่จุนถิง
ลี่จุนถิงก็ยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้อย่างง่ายดาย
ถวนจื่อรับมาแล้ว ก็จึงกดเริ่มต้นเกม
หลังจากนั้น…… ลี่จุนถิงก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่า หมายเลขผู้เล่นของเขาที่ถูกคนอื่นเอาชนะมาโดยตลอด เหมือนกับว่าเปิดเอาไว้เฉยๆ กลายเป็นผู้เล่นมือฉมังไปเสียแล้ว
สิบนาทีต่อมา จบไปหนึ่งตา เขาสามารถฆ่าคนได้จำนวนนับไม่ถ้วน
และในที่สุดก็……ชนะแล้ว!
ลี่จุนถิงรู้สึกใจลอยไปชั่วขณะ หลังจากนั้นจึงมองไปที่ถวนจื่อ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ไม่เลวนี่ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ใครเป็นคนสอนเธอเล่น?”
“เรื่องแบบนี้ต้องสอนกันด้วยเหรอ แค่ลองเล่นดูก็เล่นเป็นแล้ว”
ถวนจื่อพูดอย่างไม่เกรงใจ
ลี่จุนถิงขมวดคิ้วที่ได้รูปของเขา
ลองเล่นดูก็เล่นเป็นแล้ว?
ถ้าจำไม่ผิด เกมนี้เป็นเกมที่บริษัทลี่ซื่อกรุ๊ปพัฒนาขึ้นมา มีความยากในระดับหนึ่ง หลายวันมานี้บริษัทก็กำลังทำการทดสอบเวอร์ชันใหม่ เขาไม่มีอะไรทำ จึงลองเล่นดูสองสามตา ผลคือแพ้อย่างต่อเนื่องหลายตา
ตอนนี้ยิ่งถูกเด็กน้อยอายุสี่ห้าขวบเกทับ
ถือว่านี่เป็นประสบการณ์ที่ตัวเขาเองไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
ขณะที่ลี่จุนถิงกำลังไม่ได้สติ ก็ได้ยินถวนจื่อตบเบาๆแล้วถามว่า “คุณลุง หรือว่าคุณจะนับถือผมเป็นอาจารย์ดีล่ะ คราวหน้าเวลาเล่นเกม ผมจะได้พาคุณชนะด้วย”
ทันใดนั้นลี่จุนถิงก็ดูเหมือนจะหัวเราะไปพลางร้องไห้ไปพลาง
ต้องให้เขานับถือเด็กสี่ห้าขวบเป็นอาจารย์จริงหรือนี่?
ถึงแม้ว่าฝีมือการเล่นเกมของเขาจะแย่จริงๆ แต่……อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นถึงประธานของบริษัทลี่ซื่อกรุ๊ป ถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปจะว่ายังไง?
ลี่จุนถิงจึงรีบปฏิเสธในทันที “จะให้นับถือเป็นอาจารย์คงไม่ล่ะ แต่ถ้าจะให้เล่นเกมด้วยกันละก็อาจจะลองพิจารณาดู”
“อย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ เพราะคุณพลาดโอกาสที่จะได้กลายเป็นเทพแล้ว” ถวนจื่อถอนหายใจ แล้วทำหน้าเสียใจ
ลี่จุนถิงที่ปกติแล้วหน้าตาจะไร้ความรู้สึก แต่เป็นเพราะคำพูดประโยคนี้ ทำให้เขาอดที่จะขำไม่ได้ “ฉันไม่อยากกลายเป็นเทพ แต่ว่าฉันอยากเล่นเกมร่วมกันเธอมากจริงๆ” เขาพูดพลาง ก็หยิบนามบัตรขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อหนึ่งใบ แล้วยื่นออกไป “นี่คือนามบัตรของฉัน ข้างบนมีช่องทางการติดต่อของฉันอยู่ ถ้าเธอมีปัญหาอะไรก็สามารถโทรหาฉันได้”
“ไม่มีปัญหา” แล้วถวนจื่อก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขามีความรู้สึกต่อหนุ่มหล่อที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ว่า เป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังเป็นเป็นคุณลุงที่คุยเก่ง และรู้สึกประทับใจ
หลังจากที่ลี่จุนถิงลูบหัวของเขา ก็ยกมือขึ้นดูเวลา เมื่อพบว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เขาจึงลุกขึ้นและบอกลาถวนจื่อ หลังจากนั้นก็เดินจากไป
ตอน 3
ตอนที่ 3 พ่อ
ลี่จุนถิงเพิ่งจะเดินจากไปได้ไม่นาน เจียงหยุนเอ๋อก็ลากกระเป๋ากลับมาที่ร้านกาแฟ
เมื่อเธอกลับมาถึงที่นั่ง เห็นถวนจื่อยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างเชื่อฟัง แต่กลับเห็นบนโต๊ะมีนามบัตรเพิ่มขึ้นมาหนึ่งใบ
เธอจึงหยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดด้วยความสงสัย
เห็นด้านบนเขียนเอาไว้ว่า ‘บริษัท เอ็กซ์ตรีมสปีดเทคโนโลยี จำกัด’ ส่วนด้านล่างก็มีชื่อคนคนหนึ่งเขียนแนบไว้อยู่: ลี่จุนถิง อีกทั้งยังมีช่องทางการติดต่อด้วย
เจียงหยุนเอ๋อจึงถามขึ้นว่า “นี่คืออะไร?”
ถวนจื่อจึงตอบอย่างนุ่มนวลว่า “ก็นามบัตรยังไงล่ะ เมื่อกี้มีคุณลุงคนหนึ่งให้ผมไว้ ถ้าอีกหน่อยผมมีเวลาให้ผมไปเล่นกับเขา”
เจียงหยุนเอ๋อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
ปีนี้ มีพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวเด็กจำนวนมาก ถวนจื่อของเธอก็น่ารักออกอย่างนี้ จะต้องอันตรายมากแน่ๆ
ยังดีที่วันนี้ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่ออย่างนั้นเธอจะทำยังไง?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงหยุนเอ๋อก็นึกกลัวขึ้นมา จึงรีบแกล้งทำเป็นโกรธและมีสีหน้าขึงขัง แล้วพูดอบรมว่า: “เจียงซิ่งหวี! ไม่ใช่ว่าฉันเคยสอนเธอไปแล้วหรือว่าเวลาอยู่ข้างนอกห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้า? ซ้ำเธอยังรับนามบัตรไว้อีก? ตอนนี้ข้างนอกมีคนเลวเยอะแยะ เธอเองก็น่ารักออกอย่างนี้ ถ้าโดนลักพาตัวไปจะทำยังไง?”
ถวนจื่อได้ยินก็รีบบอกว่า: “เป็นไปไม่ได้หรอก หยุนเอ๋อ คุณลุงคนเมื่อกี้ไม่ใช่คนเลว อีกทั้งเขายังหล่อมากด้วย ผมโตมาจนป่านนี้ เขาเป็นคนที่หล่อที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แม่อยากรู้จักสักหน่อยไหม? เพื่ออาจจะพัฒนาความสัมพันธ์จนได้เป็นพ่อผมคนต่อไป”
เด็กน้อยพูดพร้อมกับลุกขึ้น แต่กลับโดนมะเหงกไปหนึ่งที
“เจียงซิ่งหวี นี่เธอไม่เชื่อฟังใช่ไหม?” เจียงหยุนเอ๋อยกกำปั้นขึ้น จ้องไปที่ลูกชายแล้วจึงเอ่ยถาม
ถวนจื่อรีบยอมรับผิด แล้วพูดด้วยท่าทีน่าสงสาร “ผมผิดไปแล้ว หม่ามี้ ต่อไปผมไม่กล้าอีกแล้ว”
เมื่อเห็นเด็กน้อยยอมรับผิดอย่างว่าง่าย ถวนจื่อก็ไม่ได้คิดจะคาดคั้นให้ถึงตาย ท่าทีจึงเปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนในทันที: “ไม่กล้าก็ดีแล้ว หม่ามี้กลัวว่าหนูจะเกิดเรื่อง หนูเป็นแก้วตาดวงใจของหม่ามี้ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แม่จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
“ครับ ผมรู้แล้ว”
“รู้แล้วยิ่งดี ไปเถอะ พวกเราควรจะกลับกันได้แล้ว”
เมื่อว่ากล่าวอบรมกันเสร็จ เจียงหยุนเอ๋อก็เอานามบัตรใบนั้นโยนทิ้ง แล้วจูงมือของเด็กน้อยเดินออกจากสนามบิน
เดิมทีเจียงหยุนเอ๋อคิดเอาไว้ว่าจะเรียกรถแท็กซี่ด้วยตัวเอง เพื่อกลับไปยังตระกูลเจียง
จริงๆแล้ว เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
ตอนที่เธอจากไปในตอนนั้น แม่ร้องไห้แล้วบอกให้เธอไปอยู่ไกลๆ ชาตินี้ไม่ต้องกลับมาอีก
แต่เธอทำไม่ได้
แม่ผู้ซึ่งเป็นคนเดียวบนโลกนี้ที่เป็นห่วงเธอกำลังป่วย เธอจึงต้องกลับมาดูแล
เมื่อสองแม่ลูกเดินออกมาถึงประตูทางออก ก็มีรถแท็กซี่ที่ว่างจอดอยู่ข้างๆพอดี เจียงหยุนเอ๋อลากกระเป๋ากำลังจะเดินเข้าไปหา
คิดไม่ถึงว่า มีเสียงที่ฟังดูคุ้นเคยเล็กน้อยดังมาจากทางด้านหลัง “เจียงหยุนเอ๋อ”
เจียงหยุนเอ๋อตกใจ หันกลับไปมอง แล้วจึงพบเข้ากับคนที่เธอไม่อยากเจอเลยในชีวิตนี้
เห็นแค่เพียงผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างๆรถเบนท์ลี่ สวมใส่เสื้อสูทสีเทาอ่อน มีรูปร่าง ร่างกาย ที่ดูผอมสูง จมูกโด่ง ส่วนใส่แว่นตากรอบทอง เมื่อยืนอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ทำให้ดูอ่อนโยนและสง่างาม
ในใจของเจียงหยุนเอ๋อรู้สึกโกรธ แล้วจึงแสดงออกด้วยความเย็นชา
กู้ลั่วจิ่น!
เธอเองก็คิดไม่ถึงว่า จะต้องมาเจอกับผู้ชายคนนี้ที่นี่
ในตอนนั้น พ่อยังไม่ทันได้ถามความสมัครใจของเธอ ก็จัดงานหมั้นขึ้นโดยพลการ
จริงๆแล้วเธอไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้
และยังคงจำได้ว่าตอนที่เธอท้อง ก็คือผู้ชายคนนี้ที่ไม่แม้แต่จะเป็นห่วงความรู้สึก และประกาศถอนหมั้นต่อหน้าสาธารณชน เป็นเขา ที่ทำร้ายเธอทางอ้อม ทำให้เธอกลายเป็นเป้าสายตา และอับอาย
มาวันนี้ได้พบเขาอีกครั้ง ในใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อีกทั้งยังมีความรู้สึกไม่พอใจอยู่อย่างท่วมท้น
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
เจียงหยุนเอ๋อถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา บนไปหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก
กู้ลั่วจิ่นขมวดคิ้วแล้วมองไปที่เธอ บนคิ้วนั้นแสดงออกถึงอารมณ์ที่ซับซ้อน และยังแฝงไปด้วยความรู้สึกเย็นชา “ได้ยินว่าเธอกลับมาแล้ว พวกเราได้รับคำสั่งจากคุณอาเจียง ให้รับเธอ”
พวกเรา?
เจียงหยุนเอ๋อสามารถจับสังเกตได้ถึงคำสองคำนี้อย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันจะได้คิดอย่างละเอียด ก็เห็นมีคนอีกหนึ่งคนก้าวลงมาจากรถเบนท์ลี่ทางด้านนั่งฝั่งข้างคนขับ
เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชุดเดรสสีขาวที่ดูเรียบง่าย สวมใส่รองเท้าส้นสูง ส่วนประกอบหลักทั้งห้าบนใบหน้าดูสวยงาม มีแต่เพียงคิ้วที่แสดงออกให้เห็นถึงความหยิ่งยโสและความภาคภูมิใจในตัวเองที่ซ่อนอยู่
หลังจากเธอลงมา ก็เข้าไปคล้องแขนกู้ลั่วจิ่นอย่างใกล้ชิดสนิทสนม แล้วหันไปพูดด้วยท่าทางยิ้มแย้มกับเจียงหยุนเอ๋อว่า: “พี่หยุนเอ๋อ ไม่เจอกันนานเลยนะ”
เจียงหยุนเอ๋อตาเบิกโพลง และทำสายตาที่เย็นชายิ่งขึ้น
เจียงหนิงเอ๋อ!
น้องสาวต่างมารดาของเธอ
เมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้ว พ่อของเธอพากลับมาที่ตระกูลเจียง
เจียงหยุนเอ๋อไม่เคยคิดมาก่อนว่า พ่อของเธอที่คนภายนอกมองว่าเป็นผู้ชายที่ดีมาโดยตลอด กลับทรยศหักหลังแม่ของเธอ ซ้ำยังพาน้องสาวที่อายุห่างกับเธอไม่ถึงปีกลับมาด้วย
ตอนนั้น เจียงหยุนเอ๋อรู้สึกตกใจไม่น้อย รู้สึกรับไม่ได้กับน้องสาวคนนี้
หลายปีมานี้ เจียงหยุนเอ๋ออยู่เมืองนอก ก็ได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับตระกูลเจียงไม่น้อย
ว่ากันว่า พอเมียน้อยเข้าบ้านตระกูลเจียง แม่ของเธอซึ่งเป็นเมียหลวงก็ถูกทอดทิ้ง
ครั้งนี้ที่แม่ของเธอป่วยหนัก ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่น้อย
เจียงหยุนเอ๋อยิ่งแสดงออกถึงความรังเกียจ
เพิ่งกลับประเทศ ก็ต้องมาพบกับคนที่ไม่อยากพบถึงสองคน
และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ทั้งสองคนที่ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมใกล้ชิดกัน……
เจียงหยุนเอ๋อคิดดังนั้น ก็ยิ่งเข้าใจเหตุผลชัดเจนมากขึ้น จึงแสยะยิ้ม “อย่ามาทำตีสนิทมั่วซั่ว แม่ของฉันมีฉันเป็นลูกเพียงแค่คนเดียว เพราะฉะนั้นฉันไม่ได้มีน้องสาวแบบเธอ”
เธอใช่น้ำเสียงที่ดูถูกเยาะเย้ย
เจียงหนิงเอ๋อก็ไม่ทน รีบหัวเราะกลับทันทีแล้วพูดว่า: “ที่พูดมาก็ถูกนะ เพราะเท่าที่ฉันจำได้ เมื่อห้าปีก่อนเธอถูกไล่ออกจากตระกูลเจียงไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่คนของตระกูลเจียงอีกต่อไป ตอนนี้ฉันต่างหากที่เป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลเจียง”
เจียงหยุนเอ๋อกำหมัดไว้แน่น ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างมากจนแทบจะทนไม่ได้ สีหน้าก็เริ่มที่จะไม่ค่อยดี “เหอะ คนเถื่อนก็กลายเป็นคุณหนูใหญ่ได้อย่างนั้นหรือ? ตระกูลเจียงไม่รู้จักเลือกเลยจริงๆ
“เธอ……” เจียงหนิงเอ๋อได้ยินคำว่า ‘คนเถื่อน’สองพยางค์นี้ ก็แสดงออกถึงความบึ้งตึงขึ้นมาทันที
แม่ของเธอเป็นเมียน้อย ส่วนเธอเองก็เป็นลูกสาวนอกสมรส เรื่องนี้เป็นเสี้ยนหนามที่คอยทิ่มแทงจิตใจของเธอมาโดยตลอด
ถึงแม้เจียงหยุนเอ๋อจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลเจียง แต่ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงได้
เจียงหนิงเอ๋อรู้สึกโกรธจนหน้ามืด กู้ลั่วจิ่นรีบกุมมือของเธอไว้ทันที แล้วพูดเอาใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “หนิงเอ๋อ อย่าโกรธเพราะเรื่องนี้เลย เธอเป็นลูกสาวที่คุณอาเจียงพากลับมาอย่างเปิดเผย เธอเป็นคุณหนูของตระกูลเจียง ส่วนคนเถื่อน……”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วหันสายตาไปมองที่ถวนจื่อซึ่งยืนอยู่ข้างๆเจียงหยุนเอ๋อแล้วพูดอย่างเยาะเย้ยว่า: “เจียงหยุนเอ๋อในตอนนั้นที่เธอไปแอบมีอะไรกับผู้ชายคนอื่นจนท้องโตขึ้นมา ซ้ำยังคลอดเด็กนี่ออกมาอีก เขาต่างหากที่เป็นคนเถื่อนของจริง”
พอเจียงหยุนเอ๋อได้ยินคำพูดนี้ ก็รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ในตอนนั้นตอนที่เธออยู่ต่างประเทศ เธอต้องพบกับความลำบากอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะถวนจื่อคอยสนับสนุนเธอ เธอก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
สำหรับเธอแล้ว ถวนจื่อคือสมบัติที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ไม่ใช่คนเถื่อน
เจียงหยุนเอ๋อขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำลังจะพูดประชดเพื่อตอบโต้กลับ แต่เจียงหนิงเอ๋อก็พูดต่อขึ้นมาเสียก่อนว่า: “เจียงหยุนเอ๋อในตอนนั้น เธอทำให้ตระกูลเจียงต้องอับอายขายหน้าอย่างมาก ตอนนี้ยังจะพาคนเถื่อนนี่กลับมาด้วยอีก คุณพ่อต้องไม่ให้เธอก้าวเข้าไปในตระกูลเจียงแม้แต่เพียงครึ่งก้าวอย่างแน่นอน”
เจียงหยุนเอ๋อได้ยินก็รู้สึกเสียใจและเหมือนโดนดูถูกเป็นอย่างมาก
ห้าปีก่อน พ่อของเธอเป็นคนไล่เธอออกจากตระกูลเจียงด้วยตัวเอง เกรงว่าคงจะไม่ได้คิดให้เธอกลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว
ตอนนี้พวกเขาก็มาทำวางท่าอยู่ที่นี่เช่นนี้
“จะได้เข้าหรือไม่ได้เข้าตระกูลเจียง ฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร แต่เป็นพวกเธอสองแม่ลูกต่างหาก ที่พยายามแทบตาย ซ้ำยังได้เข้าไปอยู่ในตระกูลเจียงแล้ว แต่จนถึงตอนนี้กลับยังไม่ได้ถูกยกย่องตามกฎหมายเลยไม่ใช่หรือ?”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ กู้ลั่วจิ่นก็ชักสีหน้าทันที และพูดด้วยความโกรธว่า: “เจียงหยุนเอ๋ออย่าให้มันมากไปนะ! หนิงเอ๋ออุตส่าห์มารับเธอด้วยความหวังดี แต่เธอกลับเอาความหวังดีของเขามาคิดในแง่ร้าย ไม่เจอกันห้าปี ไม่คิดเลยว่าเธอจะหยาบคายขึ้นมากอย่างนี้”
เจียงหยุนเอ๋อหัวเราะเยาะ “ทำไม? รู้สึกอายจนโกรธเลยหรือ? แต่สิ่งที่ฉันพูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริง เขา…… เจียงหนิงเอ๋อ ในสายตาของฉันแล้วก็เป็นเพียงแค่คนเถื่อน คุณสู่ขอเธอ คิดว่าจะไปได้ถึงระดับไหนกันเชียว?”
“หยุนเอ๋อ พูดได้ดี”
ตอนนี้เอง ถวนจื่อที่นั่งอยู่บนกระเป๋าเดินทาง ตบมือของเจียงหยุนเอ๋อเพื่อแสดงความชื่นชม ลูกตาที่ดำขลับเป็นประกายแวววาวคู่นั้น มองกู้ลั่วจิ่นและเจียงหนิงเอ๋อด้วยความดูถูก “นี่ลุงกับป้า ผมจะบอกให้นะว่า ใครบอกพวกคุณว่าผมเป็นคนเถื่อน ผมเป็นเด็กมีพ่อนะ”
ลุง?
ป้า?
เมื่อได้ยินคำเรียกเช่นนี้ เจียงหนิงเอ๋อกับกู้ลั่วจิ่น ก็มีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
ยิ่งเจียงหนิงเอ๋อแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาอย่างร้ายกาจ: “พ่อหรือ? ในตอนนั้นที่แม่ของเธอตั้งท้องเธอ แม้แต่เป็นลูกของใครก็ยังไม่รู้เลย แล้วเธอจะไปหาพ่อมาจากไหนกัน?”
ถวนจื่อยืนขึ้น แล้วพูดด้วยเสียงแบบเด็กๆว่า: “ไม่เชื่อหรือ? ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมจะไปพาพ่อของผมมาพบกับพวกคุณเอาไหมล่ะ?”
“ดี เธอไปหามาสิ ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่า เธอจะไปหาพ่อมาจากไหน” เจียงหนิงเอ๋อพูดพลางก็หัวเราะเยาะไปพลาง
เจียงหยุนเอ๋อกำลังบ่นอยู่ในใจ อยากที่จะดุถวนจื่อว่าอย่าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้
จริงๆแล้วเขาเป็นเด็กไม่มีพ่อ เขาพูดออกไปแบบนี้ แล้วเธอจะไปหาพ่อจากไหนมาให้เขา?
แต่กลายเป็นว่า เห็นถวนจื่อรีบปีนลงจากกระเป๋าเดินทาง แล้วเดินฮัมเพลงมุ่งหน้าไปที่รถเบนท์ลี่สีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล……
ตอนนี้ ลี่จุนถิงที่อยู่ในชุดสูทสีดำ กำลังยืนอยู่ข้างๆรถ ด้วยท่าทีที่ยืนตรงและดูเคร่งขรึม แสดงให้เห็นว่าเพิ่งจะเดินออกมาจากสนามบินได้ไม่นาน
คนขับรถวิ่งมาเพื่อที่จะเปิดประตูรถให้เขา เขากำลังจะก้าวขึ้นรถ ก็ได้ยินเสียงเรียกอันอ่อนหวานดังเข้ามาในหู “คุณพ่อ!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ก็รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย
ลี่จุนถิงจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นว่ามีร่างเล็กๆกำลังวิ่งเข้ามาหา แล้วกอดที่ขาของเขาไว้
คนที่วิ่งมาก็คือถวนจื่อนั่นเอง
จริงๆแล้วตอนที่ลี่จุนถิงเพิ่งจะออกมาจากสนามบิน เขาก็มองเห็นแล้ว
ตอนนั้นเป็นเพราะความเฉลียวฉลาด จึงคิดวิธีนี้ออกมาได้
ตอนนี้กำลังขยิบดวงตากลมโตคู่นั้น แล้วมองเขาด้วยความไร้เดียงสา