ตอน 2

ชายาแพทย์แห่งยุครุ่งโรจน์

บทที่ 2 หนานกงมีลูกสาวอีกคนหนึ่ง

บุตรชายคนโตแห่งตระกูลหนานกงที่อยู่ด้านข้างนั้นขมวดคิ้วขึ้น เอ่ยปาก “น้อง นี่เจ้าทำอะไร เว่ยจวินมั่วเป็นผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียง โอรสขององค์หญิงฉังผิง เมื่อเจ้าแต่งงานกับเขา เจ้าจะได้เป็นถึงชายาเอกของจวิ้นอ๋อง เจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีกหรือ”

ใบหน้างดงามของหนานกงซูเต็มไปด้วยน้ำตา ยิ่งดูน่าเอ็นดูมากขึ้น กัดริมฝีปากแน่น เอื้อนเอ่ยแผ่วเบา “ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเว่ยจวินมั่วจะไม่ได้เป็นจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง...”

“บังอาจ” เสียงมีอำนาจของหนานกงไหวเอ่ยขึ้น “เจ้าเอ่ยเหลวไหลอันใดกัน ผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องใช่ผู้ที่เจ้าจะกล่าวถึงได้ตามใจชอบหรือ”

หนานกงซูซ่อนตัวอยู่ในอ้อมอกของหนานกงฮูหยิน ทว่ากลับยังคงเอ่ยออกมาอย่างดึงดัน “ท่านพ่อคำพูดของท่านเก็บไว้หลอกชาวเมืองที่ไม่รู้อะไรพวกนั้นเถอะ ในวังหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงนั้นเป็นเพียงสัตว์ประหลาดอัปมงคล เพียงคิดถึงเรื่องนี้ ลูกก็นึกรังเกียจ...ให้ตายลูกก็ไม่แต่ง”

“ลูกไม่รักดี” หนานกงไหวกล่าวด้วยความโกรธ องค์หญิงฉังผิงเป็นองค์หญิงที่ฮองเฮาองค์ก่อนโปรดปรานมากที่สุด ฝ่าบาททรงระลึกถึงฮองเฮาองค์ก่อน จึงโปรดปรานองค์หญิงมากยิ่งขึ้น ใครจะรู้ว่า...หลังจากองค์หญิงฉังผิงแต่งงานกับจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องไปแล้วกลับคลอดบุตรชายดวงตาสีม่วงออกมาก่อนกำหนด จิ้นเจียงจวิ้นอ๋องผู้ไม่ได้มีดวงตาแปลกประหลาดผนวกรวมกับองค์หญิงผู้คลอดโอรสก่อนกำหนด ที่มาที่ไปของเด็กคนนี้กลายเป็นเรื่องลึกลับ แม้จิ้นเจียงจวิ้นอ๋องจะไม่ได้เอ่ยอะไรถึงตัวตนขององค์หญิง แม้ฮ่องเต้จะทรงเอ็นดูองค์หญิงมากเพียงใดก็มิอาจโต้แย้งอย่างไร้เหตุผลได้ เพราะเหตุนี้จิ้งเจียงจวิ้นอ๋องจึงกลายเป็นราชบุตรเขยหนึ่งเดียวที่รับนางสนมได้หลายคน

หนานกงซูดึงชายเสื้อของหนานกงไหวด้วยความระมัดระวัง เอ่ยด้วยเสียงหวาน “ท่านพ่อ ท่านทูลกับฝ่าบาทแทนซูเอ๋อร์นะเจ้าคะ ซูเอ๋อร์ไม่อยากแต่งงานกับเว่ยจวินมั่ว ฝ่าบาทไม่มีทางลงโทษท่านพ่อแน่นอนเจ้าค่ะ”

หนานกงไหวลังเลอยู่ชั่วครู่ ท้ายที่สุดยังคงส่ายหน้าตอบกลับไป “เหลวไหล การแต่งงานที่ฮ่องเต้พระราชทานมาให้นับเป็นของขวัญล้ำค่า จะปฏิเสธได้เยี่ยงไร เจ้าเลิกคิดเหลวไหลได้แล้ว เตรียมตัวแต่งงานออกไปเถอะ”

“ไม่...” เมื่อเห็นว่าหนานกงไหวกำลังจะเดินออกไป หนานกงซูจึงกัดฟันเอ่ยเสียงเบา “ลูก...ลูกกับเย่ว์จวิ้นอ๋อง...เราให้คำมั่นสัญญาจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”

“อะไรนะ” หนานกงไหวตกใจจนหน้าถอดสี หันกลับมามองหนานกงซูที่อยู่ตรงหน้า

หนานกงซูมีรูปร่างเล็กบอบบางตามแบบฉบับสตรีเจียงหนานดั่งแม่ของนาง ด้วยรูปลักษณ์ที่ละเอียดอ่อนและสง่างามมีเสน่ห์ จึงถูกขนานนามว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมือง เวลานี้ยืนอยู่ตรงหน้าผู้เป็นบิดา ดวงตาคู่นั้นเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ท่าทางอย่างสาววัยแรกแย้มของบุตรสาวยิ่งน่าสงสารมากยิ่งขึ้น

แท้จริงแล้วเหตุผลต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นเพียงข้ออ้าง เหตุผลแท้จริงนั้นมีอยู่เพียงประการเดียว

“เหตุใดเจ้า...เจ้า...” หนานกงไหวมีท่าทีตระหนกไม่น้อย เดิมเขามีกิจมากมาย เรื่องในบ้านจึงยกให้ฮูหยินเป็นคนจัดการ ไม่คิดว่าบุตรสาวผู้ว่านอนสอนง่ายจะไปให้คำมั่นสัญญากับใคร ซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นหวงจั่งซุน [1] อีกด้วย

หนานกงซูกัดฟันแน่น เอ่ยเสียงเบา “องค์ชายทรงรับปากแล้ว อีกไม่นานพระองค์จะมาสู่ขอข้าเป็นแน่แท้”

“เย่ว์จวิ้นอ๋องมีชายาเอกแล้ว” หนานกงไหวกัดฟันเอ่ย ชายาเอกของเย่ว์จวิ้นอ๋องคือบุตรีของตระกูลหยวนแห่งแคว้นเอ้อ เป็นตระกูลขุนศึกเช่นเดียวกัน ฐานะไม่ต่างจากตระกูลหนานกง เย่ว์จวิ้นอ๋องยังคิดจะรับชายาเพิ่มอีกหรือ แต่ตระกูลหนานกงและตระกูลหยวนคงไม่มีทางยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นแน่

หนานกงซูเอ่ยทั้งน้ำตา “ลูก...ลูกยอมเป็นชายารอง ท่านพ่อได้โปรดเมตตา”

หนานกงไหวกัดฟัน “นี่ใช่เรื่องเมตตาหรือไม่เมตตาด้วยหรือ เจ้าเป็นบุตรีของตระกูลหนานกง มิยินยอมเป็นชายาเอก แต่กลับต้องการเป็นชายารองอย่างนั้นน่ะหรือ เจ้าช่างทะเยอะทะยานซะจริง”

“แต่ว่า...ลูกรักหวงจั่งซุนด้วยใจจริงนะเจ้าคะ” หนานกงซูเอ่ยทั้งน้ำตา

“ท่านพี่...” หนานกงฮูหยินมองบุตรสาวด้วยความสงสาร ทนไม่ไหวเอ่ยบอก “ท่านพี่ ซูเอ๋อร์ก็ไม่ได้ทำอันใดผิดเลย ยิ่งไปกว่านั้น...อย่างไรฐานะของเย่ว์จวิ้นอ๋องก็ดีกว่าผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงนะเจ้าคะ”

หากอยู่ในฐานะชายาเอกของผู้สืบทอดจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียง ทว่าต่อไปอย่างไรเขาก็เป็นได้แค่จวิ้นอ๋อง ทว่าเมื่อแต่งกับเย่ว์จวิ้นอ๋องนั้นกลับแตกต่าง เย่ว์จวิ้นอ๋องเป็นบุตรของรัชทายาท ถึงแม้แต่งไปแล้วจะเป็นเพียงชายารองก็ตาม แต่ต่อไปซูเอ๋อร์จากตระกูลหนานกงก็จะได้ขึ้นเป็นชายาพระโอรสของฮ่องเต้

หนานกงไหวเอ่ยคัดค้านขึ้น “ความคิดของสตรี หากซูเอ๋อร์ปฏิเสธการแต่งงานของผู้สืบทอดจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงแล้ว เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะทรงยอมให้นางแต่งเข้าจวนเย่ว์จวิ้นอ๋องอีกหรือ เจ้าคิดว่าลูกหลานฮ่องเต้เป็นผักกาดขาวที่เจ้าจะเลือกได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ” ถึงแม้เว่ยจวินมั่วจะไม่ได้มีความสำคัญ ทว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นพระราชนัดดาของฝ่าบาท เช่นนี้แล้วคงไม่อาจปล่อยให้คนในปกครองทำตามใจชอบได้

หนานกงฮูหยินชะงัก นางมัวแต่ยินดีที่บุตรสาวได้รับความรักใคร่จากหวงจั่งซุน ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เกิดรู้สึกลังเลขึ้นมาในทันใด “เช่นนั้นแล้ว...ควรทำเยี่ยงไรเล่า”

หนานกงซูมองราชโองการที่วางอยู่บนโต๊ะ ดวงตาวาววาบขึ้น กัดริมฝีปากแล้วเอ่ยขึ้น “ราชโองการบอกเพียงว่า...พระราชทานสมรสแก่บุตรีตระกูลหนานกง ตระกูลหนานกง...ไม่ได้มีข้าเป็นบุตรีเพียงผู้เดียวสักหน่อย มิใช่ว่ายังมีอีกคนอยู่หรอกหรือ”

ห้องทั้งห้องเงียบลงไป

หนานกงชวี่และหนานกงฮุยบุตรชายรองต่างก็นิ่งอึ้ง มองไปยังหนานกงไหวช้าๆ หนานกงไหวมีท่าทีตกใจเล็กน้อย ทว่าหนานกงฮูหยินมีท่าทางตกตะลึงอย่างมาก ชั่วครู่ถัดมาจึงค่อยยิ้มและตบมือเสียงดัง “จริงสิ ซูเอ๋อร์พูดถูกแล้ว ท่านพี่คงยังไม่ลืม ตระกูลหนานกงของเรายังมีบุตรีอีกคน จะว่าไปแล้ว ชิงเอ๋อร์อายุมากกว่าซูเอ๋อร์กว่าปีครึ่ง หากต้องแต่งก็ต้องให้พี่สาวแต่งก่อนอยู่แล้ว”

เห็นท่าทีกังวลของบิดา หนานกงซูจึงรีบเอ่ย “ท่านพ่อ หลายปีแล้วที่พี่สาวไม่ได้กลับจวน ท่านพ่อควรเป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของพี่สาวได้แล้วนะเจ้าคะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้พี่สาวแต่งเข้าไปเป็นชายาผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงก็ไม่ได้น่าละอายมิใช่หรือ ท่านพ่อได้โปรดเห็นด้วยกับลูก”

หนานกงไหวเงียบอยู่เนิ่นนาน เอ่ยเสียงเคร่งขรึม “สละตำแหน่งชายาผู้สืบทอดของจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียง เจ้าไม่เสียใจแน่หรือ”

หนานกงซูได้ยินเช่นนั้นก็รับรู้ได้ถึงความหวัง ยืนยันหนักแน่น “ไม่แน่นอนเจ้าค่ะ”

หนานกงไหวถอดถอนหายใจพลางเอ่ย “ช่างเถอะ ชวี่เอ๋อร์ ฮุยเอ๋อร์ ไปรับชิงเอ๋อร์กลับจวนเถอะ”

“ท่านพ่อ...”

หนานกงชวี่มองสบตากับหนานกงฮุยเล็กน้อย เอ่ยด้วยท่าทีลังเลอยู่บ้าง

หนานกงไหวโบกมือ “ไปเถอะ ชิงเอ๋อร์ก็โตแล้ว ควรไตร่ตรองเรื่องแต่งงานได้แล้ว”

“ขอรับ ท่านพ่อ” หนานกงชวี่ตอบรับเสียงเบา ในหัวปรากฏภาพแผ่นหลังของร่างบางที่ตัดสินใจแน่วแน่เพื่อไปจากจวนแคว้นฉู่ พี่สาวของเขา บุตรีคนโตของตระกูลหนานกง หนานกงชิง

ฉูโจว เมืองตานหยาง

เดิมเมืองตานหยางเป็นเมืองเล็กๆ แต่เพราะเป็นดินแดนของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ถูกขนานนามว่าดินแดนมังกร แม้ราชวงศ์จะตั้งเมืองหลวงอยู่ที่อิงเทียน ทว่าเมืองตานหยางก็ยังถูกทำนุบำรุงขึ้นมาใหม่ สร้างพระราชวังขึ้นอีกแห่ง ทุกๆ ปีจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เสด็จมาสักการะบรรพบุรุษด้วยตนเอง

หมู่บ้านซีเฟิงในเมืองตานหยางเองก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ทว่าหมู่บ้านแห่งนี้นั้นมีบุคคลสำคัญอยู่ ฉู่กั๋วกง ขุนพลผู้มีชื่อเสียง วีรบุรุษร่วมก่อตั้งราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่ หนานกงไหวนั่นเอง

แม้ว่าคนในตระกูลหนานกงต่างพากันย้ายตามหนานกงไหวมาอยู่ในเขตพระราชฐาน ทว่าที่อยู่อาศัยเดิมในหมู่บ้านซีเฟิงนั้นยังคงมีอยู่ ชาวเมืองต่างภาคภูมิใจในตัวบุคคลสำคัญของพวกเขา ซ้ำยังให้เกียรติและเกรงในอำนาจของตระกูลหนานกงอีกด้วย ในปีเดียวกันกับการสถาปนาราชวงศ์เซี่ยได้มีการระดมทุนเพื่อบูรณะสถานที่พักอาศัยให้แก่ตระกูลหนานกง หลังจากนั้น จักรพรรดิในสมัยนั้นยังได้พระราชทานหมู่บ้านซีเฟิงและพื้นที่โดยรอบให้แก่ฉู่กั๋วกง พูดได้ว่าหมู่บ้านซีเฟิงทั้งหมดนั้นล้วนเป็นของตระกูลหนานกง

[1] หวงจั่งซุน หมายถึง ตำแหน่งหลานของอ๋อง ลูกของรัชทายาท

ตอน 3

บทที่ 3 พี่ชายมาแล้ว

ลำธารเล็กๆ ด้านนอกหมู่บ้าน น้ำใสไหลเงียบๆ ไปตามเส้นทางคดเคี้ยวผ่านพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ณ ริมแม่น้ำมีหญิงสาวในอาภรณ์สีฟ้าสวยนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำด้วยใบหน้าสดใส ด้านข้างมีสมุนไพรสดใหม่ถูกจัดวางไว้ในตะกร้าไม้ไผ่

ฟิ้ววว สายลมแรงพัดผ่านมา หญิงสาวนั่งอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ราวกับไม่ได้รับรู้ แต่เมื่อลมพัดแรงเข้ามาใกล้จึงขยับศีรษะหลบเล็กน้อย เมื่อหันหลังกลับไปก็เห็นแสงวาบวิ่งผ่านไปด้วยเช่นกัน

“ไอ้ย๊า” ชายชราผมขาวเดินออกมาจากป่าด้านหลัง แผ่นหลังค้อมลงเล็กน้อย มีเข็มสีเงินส่องแสงสะท้อนอยู่ทั่วทุกจุดฝังเข็ม เด็กสาวไม่มีเจตนาจะทำร้าย จึงไม่ได้แทงเข้าไปจริงๆ ทว่ายังคงเกิดความรู้สึกเจ็บปวดจากเข็มเหล่านั้นอยู่ดี

“เจ้ามันศิษย์ที่ใช้ไม่ได้” ผู้อาวุโสกว่าบ่น “ใครจะทำกับอาจารย์แบบนี้เหมือนกับเจ้า ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่”

เด็กสาวหันกลับไป รอยยิ้มงดงามราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ยามเอื้อนเอ่ยคำพูดกลับฟังกวนใจอย่างยิ่ง “ท่านอาจารย์ ข้าเคยบอกท่านตั้งนานแล้ว ท่านยอมแพ้เถิด ท่านไม่มีพรสวรรค์จะฝึกวรยุทธ์หรอก”

ผู้อาวุโสกว่าสำลัก รับศิษย์โง่เขลาก็ต้องโมโหตาย แต่รับศิษย์ฉลาดหลักแหลมเกินไปก็จะโมโหจนตายได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนตรงหน้าที่ฝึกวรยุทธ์สามปีก็รุดหน้าไปกว่าอาจารย์แล้ว ผู้อาวุโสได้แต่ปลอบใจตนเอง เขาเชี่ยวชาญด้านการรักษามิใช่ฝึกวรยุทธ์ เขาเป็นหมอเทวดา ไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านศิลปะการต่อสู้

“ศิษย์เอ๋ย...” ดวงตากลอกไปมา ผู้อาวุโสที่เดิมทีกำลังโมโหอยู่กลับยิ้มเอาอกเอาใจออกมา

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ ท่านคิดจะทำอันใดอีกเล่า”

“นี่น่ะหรือ...” ชายชรายิ้มเจ้าเล่ห์ มองลูกศิษย์ของตน “เจ้า...จะเข้าเมืองแล้วใช่หรือไม่ ช่วยนำเป็ดย่างกลับมาจากตึกจ้วงหยวนในเมืองให้อาจารย์สักตัวเป็นเยี่ยงไร”

“เป็ดย่างหรือ” หญิงสาวกะพริบตา ยื่นมือคู่นั้นที่ไม่ได้เรียวสวยและไม่ได้เรียบเนียนนักแต่ทว่ายังงดงามออกไป “เอาเงินมา”

“เงิน...” สีหน้าชายชราราวกับพังทลายลง นิ้วมือชี้ไปที่หญิงสาวสั่นไม่หยุด “เจ้าลูกศิษย์อกตัญญูคนนี้ เอาเข็มมาแทงอาจารย์ไม่ว่า เป็ดย่างตัวเดียวยังจะมาเอาเงินจากอาจารย์อีกรึ”

หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ “ที่นี่ห่างจากตัวเมืองแค่ไม่กี่สิบลี้ ท่านอาจารย์เอาเงินไปดื่มเหล้าหมดแล้ว ครั้งนี้คงไปติดหนี้เขา เลยไม่กล้าเข้าเมืองใช่หรือไม่”

ชายชราเกิดความรู้สึกอับอายขึ้นมา มองไปยังลูกศิษย์ตัวน้อย “มั่วเอ๋อร์ ลูกศิษย์ที่รัก เจ้าก็ช่วยอาจารย์หน่อยเป็นไร...อาจารย์ผิดไปแล้วพอใจหรือยังเล่า” ชีวิตของชายชราไม่ต้องการอะไรแล้ว ต้องการเพียงแค่ได้จิบอะไรยอดเยี่ยมสักแก้วก็เท่านั้น “ใครใช้ให้เจ้าไม่ยอมให้ข้าดื่มเหล้าที่เจ้าหมักกันล่ะ”

หญิงสาวถอนหายใจ อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากุมขมับ “เหล้าดอกท้อของปีนี้ท่านก็ดื่มไปจนหมดแล้ว สองไหที่เหลือเก็บไว้ให้อาจารย์อา หากอาจารย์อากลับมาแล้วพบว่ามันไม่เหลือแล้ว ท่านอาจารย์ ท่านจะบอกกับอาจารย์อาเช่นไร” เมื่อพูดจบก็กัดฟันแน่น

ชายชรามีสีหน้าเศร้าสลดลงในทันใด เมื่อนึกถึงคนในสำนักขึ้นมา ชายชราอย่างเขานับว่ามีอายุมากที่สุด ทว่าตำแหน่งกลับต่ำต้อยที่สุด ด้านบนมีศิษย์น้องข่มเอาไว้ เบื้องล่างยังมีลูกศิษย์มาคอยควบคุม ชีวิตนี้ช่างผ่านไปอย่าง...ทุกข์ระทมเสียจริง

เงยหน้าขึ้นมองเห็นสีหน้าบูดบึ้งของลูกศิษย์ ชายชราจึงรีบเอ่ย “จะว่าไปแล้ว ศิษย์รัก อาจารย์ได้ยินข่าวมาจากในเมือง ข่าวนั้นเกี่ยวกับเจ้าเสียด้วย”

“ข่าวอะไรหรือ” หญิงสาวขมวดคิ้วถาม

ชายชรามองลูกศิษย์ด้วยสายตา ‘ขอร้องข้าสิ ขอร้องข้า’ และแสดงท่าทีเย่อหยิ่ง

“ท่านอาจารย์” หญิงสาวกัดฟัน จ้องเขาเขม็งไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา

“ก็ได้ ก็ได้ ข้าได้ยินมาว่า ฝ่าบาททรงมีสมรสพระราชทานแก่ผู้สืบทอดจวิ้นอ๋องแห่งจิ้งเจียงแล้ว” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มพลางหรี่ตาลง

หญิงสาวมองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เกี่ยวอะไรกับข้า”

“เรื่องนี้น่ะหรือ...ก็เพราะว่าผู้ที่จะสมรสด้วยก็คือหนานกงชิง เกี่ยวหรือเปล่าล่ะ” ชายชราหรี่ตามองหญิงสาวยิ้มๆ

“หนานกงชิง...” สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยังคงจ้องมองชายชรานิ่ง ชายชรารู้สึกมึนชาที่ศีรษะ จากนั้นรีบสาวเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีท่าทีเหมือนกับชายที่มีอายุผ่านหกสิบล่วงเลยไปแล้วด้วยซ้ำ วิ่งออกไปยังมิวายหันกลับมาบอกด้วยรอยยิ้ม “มั่วเอ๋อร์เด็กดี เจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี คงยังไม่ลืมว่าเจ้ายังมีบิดาชื่อหนานกงไหวหรอกนะ”

มองแผ่นหลังที่ห่างไกลออกไปของอาจารย์ แววตาเฉียบคมผ่านเข้ามาในดวงตาหญิงสาวอยู่ชั่วครู่ ไม่นานก็หายไปอย่างรวดเร็ว มองตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ตรงหน้า แค่นยิ้ม “นั่นสิ หากท่านอาจารย์ไม่กล่าวถึง ข้าคงลืมไปแล้วจริงๆ แต่ว่า...ข้าไม่ใช่หนานกงชิงนะ ข้าคือ...หนานกงมั่ว”

นับตั้งแต่ตอนนั้นที่พบเข้ากับอาจารย์และอาจารย์อา หนานกงชิงตัวจริง...ก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว นางคือหนานกงมั่ว เป็นเพียงผีที่มาจากต่างโลก อาจารย์และอาจารย์อาได้ช่วยนางเอาไว้ เมื่อปีที่แล้วอาจารย์อาได้มอบจื้อ [1] ให้นางว่าอู๋สยา

นางคือหนานกงมั่ว จื้อ อู๋สยา

เดิมทีคิดว่าตระกูลหนานกงคงจะลืมบุตรีที่ถูกขายเป็นนางบำเรอผู้นี้ไปแล้ว และนางเองก็คงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลหนานกงอีกต่อไป หากพวกเขาไม่มาตามหานางก็ช่างสิ ทว่าหากมาตามหาก็อย่าหาว่านางโหดร้าย ไอสังหารร้อนแรงปรากฏขึ้นในดวงตางดงามของหญิงสาว เด็กสาวหนานกงมั่วคิดอย่างเย็นชา ถึงจะชื่ออู๋สยา [2] แต่นางก็ไม่ได้เป็นเด็กสาวใสซื่อไร้พิษภัยอย่างแท้จริง หนานกงชิงตายไปแล้ว แต่ว่า...ทุกเรื่องของหนานกงชิง...นางกลับจำได้ทั้งหมด

เอาล่ะ ถึงเวลาต้องกลับไปแล้วสินะ

อาณาเขตที่พักอาศัยของตระกูลหนานกงซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านซีเฟิงนั้นมีพื้นที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้จะเป็นเพียงสถานที่พำนักที่หนานกงไหวและเครือญาติจะไม่เคยเข้ามาพักเลยสักวัน กระทั่งหลายปีมานี้ก็ยังไม่กลับมาไหว้บรรพบุรุษเลยด้วยซ้ำ ทว่าชาวบ้านต่างช่วยกันดูแลรักษา ทำความสะอาดบ้านหลังนี้แทนตระกูลหนานกง หนานกงมั่วไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังที่ว่านั้น แต่กลับไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกล นางไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านหลังใหญ่โตแบบนั้นผู้เดียว เบื่อหน่ายกับการดูแลจากบ่าวไพร่ทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้น บิดาคงลืมไปแล้วว่ายังมีตนที่เป็นบุตรีอีกคนหนึ่ง เงินแม้เพียงครึ่งตำลึงก็ไม่เคยส่งมาให้ บ่าวผู้รับผิดชอบในการมาเก็บค่าเช่าในทุกๆ ปีก็ทำราวกับนางไม่มีตัวตน คนในหมู่บ้านต่างเล่าลือกันว่าหนานกงไหวได้ทอดทิ้งบุตรีคนโตแห่งตระกูลหนานกงอย่างนางไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะนางได้ร่ำเรียนวิชาการรักษาจากอาจารย์ และช่วยเหลือบุตรชายคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน เกรงว่านางก็คงจะอยู่ที่หมู่บ้านซีเฟิงแห่งนี้ต่อไปไม่ได้

ผู้คนในยุคนี้ไม่ได้เสรีอย่างที่คนสมัยใหม่คิด แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน แต่ไม่ว่าจะไปแห่งหนใด หากต้องออกจากหมู่บ้านของตนไปหลายร้อยลี้ก็จำเป็นต้องมีใบเบิกทาง ยิ่งกว่านั้นอาจารย์และอาจารย์อาของนางยังซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาไม่ไกลจากหมู่บ้านซีเฟิงมากนัก หนานกงมั่วเองก็ไม่ต้องการอยู่ห่างไกลจากคนสนิทเพียงสองคนของนางเช่นกัน

นางหยิบตะกร้าขึ้นมาและเดินกลับหมู่บ้านไป ขณะนั้นเอง พี่สะใภ้หลิวก็เดินเข้ามาต้อนรับนางด้วยรอยยิ้มยินดี “แม่นางมั่วกลับมาแล้ว ไปเก็บสมุนไพรมาอีกแล้วหรือ”

หนานกงมั่วพยักหน้า ยิ้มตอบ “เจ้าค่ะ พี่หลิว เก็บยา พรุ่งนี้ข้าจะได้เอาไปแลกในเมือง คงพอได้สักกี่ตำลึงบ้าง”

[1] จื้อ หมายถึงชื่ออย่างเป็นทางการซึ่งจะถูกตั้งให้ หากเป็นผู้ชายจะตั้งชื่อเมื่ออายุครบยี่สิบปีโดยถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว และหากเป็นผู้หญิงจะตั้งเมื่ออายุครบสิบห้า โดยจะเข้าพิธีปักปิ่น หมายความว่าพร้อมจะออกเรือนแล้ว

[2] อู๋สยา มีความหมายว่า สมบูรณ์แบบ, ไร้มลทิน

ตอน 4

บทที่ 4 ถ้าจะแต่ง ท่านก็แต่งเองเสียสิ

พี่สะใภ้หลิวพยักหน้า เอ่ยชื่นชม “แม่นางมั่วมีความสามารถ หมู่บ้านเราไม่มีใครเก่งเท่าแม่นางมั่วอีกแล้ว สมกับที่เป็นบุตรีของฉู่กั๋วกง”

หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “พี่หลิว มีธุระอันใดกับข้ารึ”

พี่สะใภ้หลิวยิ้มตอบ “นั่นสิ ข้าเกือบลืมไปแล้ว จวนฉู่กั๋วกงมีผู้คนมาจำนวนมา

ปลดล็อกตอน 4
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อดำเนินเรื่องราวต่อไป ทุกตอนที่ปลดล็อกคือแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ยอดเหรียญคงเหลือ: 0 เหรียญ