ตอน 2

สาวน้ำพริก

บทที่ 2

อาเรียที่ได้เจสซี่ช่วยประคองพามาทำแผลที่ห้องของตนก็รู้สึกว่าตนเองนั้นก็ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเดิมเช่นเดียวกัน

ในตอนที่เธออายุมากขึ้นเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในห้องก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิ่งของหรูหราคุณภาพดีทั้งสิ้น กระทั่งเพชรพลอยต่างๆ ที่เธอซื้อมาก็ยังถูกวางไว้ทั่วห้องราวกับจะโอ้อวด

แต่ห้องของเธอในตอนนี้กลับดูน่ารักน่าชังเหมาะกับการเป็นเด็กน้อยของครอบครัวที่สูงศักดิ์ เป็นห้องในแบบที่เด็กวัย 10 ขวบต้นๆ น่าจะชอบและไม่ได้ฟุ่มเฟือยจนเกินความจำเป็น แต่ของที่ใช้ก็ยังเป็นของคุณภาพสูงอยู่

หญิงสาวลดสายตาลงมองเจสซี่ที่กำลังพันผ้าพันแผลที่ขาให้เธอ

ถึงเจสซี่จะเป็นสาวใช้ฝั่งมิเอลแต่ก็ยังคอยห้ามปรามเธอไม่ให้แสดงพฤติกรรมต่ำทรามอยู่หลายครั้ง เธอจำได้ว่านั่นทำให้เธอไม่พอใจมากถึงขนาดจับหั่นผมของเจสซี่ เอาน้ำร้อนลวกมือขวาของหล่อนจนเป็นแผล หรือแม้กระทั่งไล่ให้หล่อนไปทำความสะอาดขี้ม้าในคอก

‘…มีเพียงเจสซี่เท่านั้นสินะ ที่หล่อนแปรพักตร์ไปอยู่ฝั่งมิเอล ก็เพราะตัวฉันเองทั้งนั้น’

เมื่อแรกเข้ามาที่ปราสาทท่านเคานต์ สาวใช้ทุกคนที่ท่านเคานต์มอบให้เธอต่างพากันเปรียบเทียบเธอกับมิเอล ทั้งยังคอยยุยงให้เธออิจฉามิเอลอีกด้วย เว้นก็แต่เจสซี่

‘เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเลดี้อาเรียทำได้ดีกว่าเยอะเลยค่ะ! เลดี้มิเอลต้องใช้เล่ห์ร้ายบางอย่างเป็นแน่เจ้าค่ะ’

อาเรียผู้ต่ำต้อยไม่มีหัวนอนปลายเท้าทั้งยังโง่เขลาเบาปัญญานั้นไม่เคยรู้เลยว่าผู้ที่ส่งสาวใช้เหล่านั้นมาให้เธอคือมิเอล มิหนำซ้ำเธอยังพ่ายแพ้ให้กับไฟริษยาและตกหลุมพรางเหล่านั้นจนต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าเวทนาในที่สุด

แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเธอรู้แล้วว่ามันคือกับดักและเธอจะไม่กลับไปติดกับนั้นอีก กลับกันเธอจะตามหาผู้ที่เป็นคนวางกับดักนั้นแล้วจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างสาสม

และคนผู้นั้นก็คือหนึ่งในนางมารร้ายที่สวมหน้ากากว่าตนเป็นแม่พระ

คือมิเอล โรสเซนต์ผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมของเธอนั่นเอง

‘ฉันจะไม่มีวันอภัยให้แกเด็ดขาด’

เธอขอตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันให้อภัยแม่นั่นเด็ดขาด แม้ว่าร่างของเธอจะต้องโดนไฟเผาจนมอดไหม้ไปก็ตาม

ความเหนื่อยอ่อนถาโถมเข้ามาเพราะการเดินทางย้อนเวลามาจากอดีต เธออยากนอนพักมันเสียเดี๋ยวนี้

แม้จะคิดว่าพรประเสริฐทุกข้อจะเลือนหายไปแล้ว แต่ความเป็นจริงก็เปรียบเสมือนฝันร้ายที่จะรอคอยอยู่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา และเธอก็ไม่อาจเอาชนะความอ่อนเพลียที่ประเดประดังเข้ามาได้

หรือหากนี่คือนิทราครั้งสุดท้าย ก็ขออย่าให้เธอได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย ขอให้มันเป็นความสุขครั้งสุดท้ายของเธอที่มีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายในวังวนแห่งความริษยา

“เจสซี่ ฉันอยากไปนอนบนเตียง”

“ได้ค่ะ เลดี้”

เจสซี่ช่วยอาเรียเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะประคองเธอไปนอนลงบนเตียง สิ่งที่เธอแสดงออกที่ห้องอาหารเมื่อครู่นี้ช่างดูอ่อนแอจนน่าอับอาย

‘…นี่มันอะไรกัน!’

อาเรียพับผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวเข้าไปด้านใน แต่แล้วปลายเท้าของเธอกลับไปต้องแตะถูกสัมผัสหยาบกระด้างบางอย่างเข้าจนต้องรีบเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ผ้าห่มอันอ่อนนุ่มของเธอมีความรู้สึกแปลกประหลาดแบบนี้ได้อย่างไรกัน

เมื่อสั่งให้เจสซี่มาตรวจดูในผ้าห่มแล้วจึงพบว่ามันมีแต่เศษเม็ดทรายเล็กๆ ถูกโปรยอยู่ทั่วไปหมด และใต้เตียงก็ยังมีเศษแก้วตกอยู่ด้วย สิ่งนั้นคือนาฬิกาทรายประหลาดที่ชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของมันมีลักษณะเป็นตัวกากบาท

เมื่อเจสซี่เห็นดังนั้นก็รีบก้มหน้ายอมรับความผิดทันที

“คือดิฉันเห็นมันอยู่บนเตียงก่อนที่เลดี้จะรับประทานอาหารจึงทำความสะอาดไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่ามันตกลงมาแตกได้อย่างไรค่ะ…! เลดี้ ดิฉันขอประทานโทษอย่างสูงนะคะ!’

หล่อนหมอบลงกับพื้นเนื้อตัวสั่นเทา น้ำเสียงที่ร่ายความผิดของตนออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งยังเอาแต่พร่ำขอโทษเพราะกลัวว่าจะต้องเป็นที่รองรับอารมณ์จากเธอช่างน่าสงสารยิ่งนัก

แววตาสั่นไหวของอาเรียเหลือบมองเจสซี่สักพักก่อนจะหันกลับไปมองนาฬิกาทรายอีกครั้ง อาเรียกำนาฬิกาทรายแตกนั่นไว้ในมือที่สั่นน้อยๆ ของเธอ

แม้จะเพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันมากเหลือเกิน ทั้งยังรู้สึกว่ามันช่างล้ำค่าแม้จะดูน่ากลัวมากก็ตาม

หรือบางที บางทีนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ ลางสังหรณ์ของเธอบอกเช่นนั้น

‘ใช่แล้ว! ทั้งหมดนี้คืออภินิหารแห่งพระเจ้าไม่ผิดแน่ อภินิหารแห่งพระเจ้าเพื่อให้ฉันได้สำนึกผิดกับวันที่โง่เขลาในอดีตและเพื่อช่วยเด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ถูกหลอกจนติดกับเหมือนคนเบาปัญญาผู้นี้!’

เพื่อให้เธอหลุดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจที่ไล่ต้อนเธอจนตกลงไปในหลุมพราง! และให้ความทรงจำทุกอย่างยังอยู่ดังเดิมเพื่อให้เธอสามารถแก้แค้นได้!

อาเรียเผยยิ้มสดใสพร้อมกับกำเศษชิ้นส่วนของนาฬิกาทรายเอาไว้แน่น และเพราะแบบนั้นบรรดาชิ้นส่วนอันแหลมคมจึงได้ทิ้งบาดแผลนับไม่ถ้วนไว้บนฝ่ามือเล็กและบอบบางของอาเรีย แต่มันกลับไม่ใช่ความเจ็บปวดหากแต่เป็นความปีติที่ทำให้เธอได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นครั้งที่สองได้อย่างเบิกบานใจ

หยดเลือดสีแดงเข้มบนฝ่ามือค่อยๆ หยดลงมาจนเจิ่งนอง มันเป็นทั้งความเสียใจสำหรับอดีตที่โง่เขลา และขณะเดียวกันมันก็คือความโหดร้ายของนางมารอย่างเธอที่จะกลับมาแก้แค้นด้วยเช่นกัน

‘ฉันไม่มีวันอภัยให้แกเป็นอันขาด’

อาเรียผ่อนแรงที่มือออก ริมฝีปากยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม

รอยยิ้มนั้นช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของแม่พระมากเสียจนแม้แต่อาการสั่นกลัวของเจสซี่ยังต้องหยุด

* * *

“อาเรียดูจะตั้งอกตั้งใจเรียนน่าดูเลยนะ”

เป็นเวลาหลายวันแล้วที่เธอย้อนเวลากลับมายังอดีต บทกลอนที่ถูกท่องโดยน้ำเสียงสดใสก้องกังวานของอาเรียดังไปทั้งห้องอาหาร

ด้วยเหตุนี้ท่านเคานต์โรสเซนต์จึงได้เอ่ยชมเธอเป็นครั้งแรก เช่นนั้นภริยาท่านเคานต์ที่กำลังปิดปากพลางยิ้มอย่างอ่อนโยนก็รีบเสริมคำโป้ปดตบท้ายให้ความฉลาดหลักแหลมของอาเรียทันที

“เธอได้อ่านหนังสือหลายเล่มเพราะไม่มีงานมีการอะไรต้องทำค่ะ คงจะดีใจที่มีโอกาสได้เรียนรู้มากขึ้นนะคะ”

โกหกทั้งเพ อย่าว่าแต่ท่องกาพย์กลอนเลย อาเรียไม่รู้กระทั่งวิธีรับประทานอาหารให้สะอาดสะอ้านโดยไม่มีผู้ช่วยจนอายุสิบหกเสียด้วยซ้ำไป

ก่อนเข้ามาที่ปราสาทท่านเคานต์เธอไม่เคยแม้แต่จะได้แตะต้องปกหนังสือเสียด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งหลังจากเข้ามาที่นี่แล้วก็ยังคงเป็นดังเดิม

เธอชอบเล่นมากกว่าอ่านหนังสือ ความสุขของเธอคือการได้เสริมสวยและทำตัวฟุ่มเฟือย นั่นเพราะเธอทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างนอกจากเรื่องที่ว่ามานี้

เมื่อยังเล็กไม่รู้ประสีประสาเธอเคยเบื่อหน่ายการต้องมานั่งท่องจำบรรดาบทกลอนที่ท่านเคานต์โปรดปรานต่อหน้าท่าน แต่ผู้ที่มักจะได้รับเกียรตินั้นเสมอคือมิเอล

มิเอลที่ท่องบทกลอนออกมาเป็นทำนองเพลงราวกับมีอารมณ์ร่วมไปกับกลอนนั้นย่อมได้รับคำสรรเสริญเยินยอมากกว่าอาเรียที่สักแต่พูดกลอนที่ท่องมาไม่ต่างจากการอ่านให้ฟัง

เหมือนกับตอนนี้ยังไงล่ะ

“กลอนนี้เป็นกลอนที่มีชื่อเสียงซึ่งตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นภายในปราสาทโรสเซนต์เจ้าค่ะ ท่านเคานต์คนแรกเป็นผู้ประพันธ์ขึ้นและยังเป็นกลอนแรกที่หนูได้เรียนตอนอายุได้ 4 ปี แม้กลอนของหญิงสาวที่แต่งตอบวรรค ‘หญิงผู้เป็นที่รักของข้า’ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของกลอนนี้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่กลอนทั้งสองก็ได้กลายเป็นหนึ่งจนเติมเต็มกันได้ครบสมบูรณ์จนได้ค่ะ”

มิเอลท่องกลอนด้วยน้ำเสียงสดใสและเรียบเรื่อยโดยวางมือขวาไว้บนหน้าอก

สายตาของผู้คนที่กำลังจับจ้องเธอมีแต่ความพึงพอใจ แม้แต่ภริยาท่านเคานต์หรือเคาน์ติสผู้เป็นมารดาของอาเรียก็ยังมองเจ้าหล่อนอย่างชื่นชม และนี่คือการปรากฏตัวของนางเอกที่มารับช่วงต่อจากตัวประกอบผู้ทำหน้าที่ชูโรงความสนุก

“…ข้าจะรวบรวมความศรัทธาทั้งมวลแล้วโปรยปรายให้แก่เจ้าในอนาคต…!’

เสียงปรบมือโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องอาหารเมื่อมิเอลอ่านกลอนจบลง และอาเรียก็ร่วมปรบมือไปกับพวกเขาด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดไปจากอดีตที่ผ่านมา มิเอลที่เผยยิ้มเขินอายจนแก้มทั้งสองแดงระเรื่อควรจะต้องเป็นนางเอกตัวจริงของวันนี้

เกียรติยศที่ได้รับหลังจากแย่งชิงมาจากอาเรียอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ เกียรติยศที่หวนกลับไปหาคนที่เป็นผู้สูงศักดิ์มาแต่แรกเริ่มต่างจากเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า

บางทีอาเรียอาจจะถูกยกย่องสรรเสริญได้มากกว่าเพราะเธอเองก็อยู่ตรงนี้ด้วย เพราะแบบนั้นเธอจึงตั้งใจที่จะทวงเกียรติศักดิ์ศรีของเธอที่ถูกแย่งชิงไปกลับคืนมา

เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นของมิเอลมาตั้งแต่แรก

“เป็นกลอนที่ไพเราะจริงๆ เชียว มิเอล แต่น้องรู้อะไรไหม”

เสียงปรบมือแผ่วเบาลง อาเรียที่เป็นตัวประกอบเอ่ยถามขึ้นโดยที่รอยยิ้มยังไม่เลือนหายไป มิเอลเบิกตาโตเพราะคำถามที่น่าตกใจ อาเรียช่วยตอบออกไปอย่างใจดีเพราะดูท่าแล้วเจ้าตัวคงจะไม่รู้แน่นอน

“ก็ความจริงที่ว่ากลอนนี้คือกลอนโต้ตอบที่น้องชายที่เป็นผู้คิดลอบสังหารท่านเคานต์คนแรกที่ประพันธ์ขึ้นยังไงล่ะ เพราะอย่างนั้นมันถึงไม่ได้รับความนิยม ด้วยท่านเคานต์คนแรกไม่ต้องการให้มีการเผยแพร่เกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่”

ฉันถึงตั้งใจไม่ท่องมันไงล่ะ เมื่อได้ฟังสิ่งที่เธอเสริมไป ท่านเคานต์ก็พึมพำว่าคิดดูแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง จึงได้เอ่ยขึ้น

“มันทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่รุ่นก่อนหน้านี้ เพราะมีการใส่คำสาปแช่งวงศ์ตระกูลเข้าไปในเชิงอุปมาด้วย”

ใบหน้าสวยหวานของมิเอลเปลี่ยนเป็นตึงเครียดเหมือนน้ำแข็งในชั่วพริบตา เพราะเธอเพิ่งจะท่องคำกลอนที่แฝงคำสาปแช่งวงศ์ตระกูลออกไปอย่างภาคภูมิใจเมื่อครู่นี้เอง อาเรียต้องอดทนเป็นอย่างมากที่จะไม่ลงไปหัวเราะกับพื้น

นี่คือสถานการณ์ที่ต่างไปจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง

มิเอลอยากได้รับการยอมรับจึงว่าจ้างอาจารย์ประจำตระกูลเพื่อเรียนรู้คำกลอน จากนั้นจึงได้อ่านคำกลอนออกมาด้วยดวงตาเป็นประกายเมื่อได้มาอยู่ต่อหน้าท่านเคานต์ผู้ที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลานาน

แต่คำว่ากล่าวอันเฉียบคมที่ตามมาในทันทีนั้นทำให้ความมีชีวิตชีวาหายไปจากนัยน์ตาสีเขียวของเธอในพริบตาเดียว และมันก็ถูกแทนที่ด้วยความอับอาย

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเข้ามาในปราสาทไม่นาน และคนที่เป็นฝ่ายตำหนิอาเรียในตอนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือเคนผู้เป็นพี่ชายนั่นเอง

เขาอายุมากกว่าอาเรีย 4 ปีจึงได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วและรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เขามักจะใช้ความรู้เหล่านั้นมาจับผิดทุกสิ่งที่อาเรียโอ้อวดออกมาเสมอ

‘เขาต้องรู้ความจริงเรื่องนี้แน่’

แต่เขาคงไม่อยากตำหนิน้องสาวของตนจึงเอาแต่ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา ไม่สิ บางทีเขาอาจจะต้องการทำให้อาเรียเจ็บปวดอยู่คนเดียวก็ได้

อาเรียเพียงแค่เหลือบตามองเคนเพื่อดูสีหน้าของเขาให้แน่ใจ เขาเม้มปากแน่นขณะกำลังจ้องอาเรียอย่างไม่วางตา เขาดูจะไม่ชอบสถานการณ์ในตอนนี้น่าดูเลยทีเดียว

อาเรียฝืนยิ้มแล้วทำเป็นเข้าข้างมิเอลเพราะไม่อยากเปิดเผยตัวและได้รับความเกลียดชังจากเขา

“มิเอลอายุแค่สิบสามเท่านั้นเองแต่ท่องกลอนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วล่ะนะ”

แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศก็ไม่ได้อึดอัดน้อยลงเลย เพราะมิเอลยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์ตอนนี้มากนักและการท่องกลอนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ช่างโง่เขลาสิ้นดี

‘มันจะน่าอายแค่ไหนกันนะที่เอาแต่โอ้อวดในสิ่งที่แม้แต่ลูกสาวของโสเภณีที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างต่ำต้อยและเติบโตมาในที่ที่ต่ำที่สุดยังรู้แต่ตนเองกลับไม่รู้’

ท่านเคานต์แสร้งกระแอมไอเพื่อตักเตือนลูกสาวของตนที่กำลังแสดงท่าทางไม่เหมาะสมออกมาเป็นครั้งแรกก่อนจะถือส้อมขึ้นมาพลางชักชวนให้ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารกันต่อ

อาเรียเผยยิ้มร่าเริงสดใสสมกับเป็นเด็กให้พ่อใหม่ของเธอแล้วจิ้มเนื้อที่ถูกหั่นอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเข้าปาก

มื้ออาหารในวันนี้นับว่าเป็นที่น่าพอใจทีเดียว

…………………………………………………

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 3

บทที่ 3

สิ่งแรกที่อาเรียทำหลังจากได้ย้อนเวลากลับมาในอดีตคือการว่าจ้างอาจารย์ประจำตระกูล

เพราะเธอมาจากชนชั้นรากหญ้าจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเรียนรู้มารยาทชั้นสูงได้ มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ก่อนเธอจะตายแล้ว เธอเป็นแบบนั้นมาเป็นสิบๆ ปี มันจึงยากที่จะเปลี่ยนแปลง แม้เธอจะใช้ความพยายามเพียงนิดก็จะสามารถทำแบบนั้นได้อย่างสง่างามแต่เธอก็ไม่ได้ทำ

หรือถ้าจะให้ตรงประเด็นคือเธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเสียด้วยซ้ำ มีผู้คนมากหน้าหลายตานับไม่ถ้วนเข้าหาเธอเพราะรูปกายภายนอกที่ถอดแบบมาจากมารดาผู้ซึ่งขโมยหัวใจของท่านเคานต์มาได้ด้วยเพราะรูปลักษณ์ที่งดงามเช่นกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

เพราะความงามที่ทำให้ทุกคนหลงมัวเมาได้เพียงแค่แรกเห็น นั่นคือปัจจัยที่จำเป็นที่จะทำให้งานเลี้ยงสนุกสนานขึ้นมาได้

แม้ลับหลังเธอจะถูกติฉินนินทาเรื่องพฤติกรรมต่ำทรามที่นับวันมีแต่จะมากขึ้นทุกชั่วขณะก็ตาม

และถึงแม้จะมีคนคอยครหาก่นด่าว่าเธอชั้นต่ำ แต่เหล่าคนที่รักในรูปโฉมภายนอกก็ยังมีมากมายเสียจนเธอไม่คิดจะเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น เธอไม่เคยรู้สึกว่ามันจำเป็นด้วยซ้ำ

บางครั้งเธอเองก็เคยถูกทำให้อับอายขายหน้าในงานเลี้ยง แต่ทุกครั้งก็จะมีบรรดาชายหนุ่มที่เข้าข้างเธอเสมอ

พอกลับมาคิดดูในตอนนี้ เธอกลับพบว่าพวกผู้ชายกลุ่มนี้ไม่เห็นช่วยอะไรเธอได้เลยสักนิด เพราะจุดประสงค์ของคนพวกนั้นมีเพียงแค่ให้ตนได้เชยชมอาเรียสักครั้ง แต่พวกเขาไม่ได้รักหรือเอ็นดูเธอแม้แต่น้อย เพียงแค่หลงใหลรูปโฉมภายนอกของเธอ เสมือนผีเสื้อกลางคืนที่บินเข้าหาแสงไฟเท่านั้น

และเมื่อเวลาผ่านไป เหล่าชายหนุ่มที่เคยวิ่งตามอาเรียก็กลับไปหมั้นหมายกับบรรดาบุตรสาวจากวงศ์ตระกูลที่ทั้งสูงส่งและปราดเปรื่องมากกว่าอาเรียกว่าเท่าตัว จนข้างตัวของอาเรียไม่มีใครเหลืออยู่เลยแม้สักคน

เธอนึกถึงชายหนุ่มหลายคนในจำนวนนั้นที่เคยบอกว่ารักเธอจริง แม้จะไม่รู้ว่ามันออกมาจากใจจริงหรือไม่ก็ตาม

‘เอาล่ะ ไว้ลองใจเจ้าพวกงั่งนั่นทีหลังก็คงจะรู้เองแหละนะ’

ในตอนนั้นเธอไม่เคยยอมรับความจริงว่าตนถูกทิ้งและเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการประทินโฉมตนเองเพียงเท่านั้น แต่ ณ เวลานี้ที่เธอได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอรู้ซึ้งแล้วว่าเธอจะกลับไปทำแบบเดิมอีกไม่ได้

เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะโง่งมเกินไปกว่าการนำรูปโฉมภายนอกที่มีแต่จะเสื่อมโทรมลงมาเป็นทรัพย์สมบัติที่ยั่งยืนอีกแล้ว

“ยินดีที่ได้พบค่ะ เลดี้อาเรีย ดิฉันคือซาร่าแห่งนักประพันธ์ลอเรนค่ะ”

อาจารย์ประจำตระกูลที่เพิ่งเข้ามาใหม่อายุประมาณสิบเจ็ดปี ทักทายเธอโดยการคุกเข่าลงถอนสายบัวพร้อมกับจับชายกระโปรงขึ้น

เธอเป็นหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีอะไรพิเศษแม้จะหน้าตาน่ารักก็ตาม เหตุผลที่ทำให้เธอปฏิเสธคนเก่งๆ และยังเป็นถึงแนวหน้า แต่เลือกหญิงสาวที่ไม่เคยสอนใครมาก่อนคนนี้มีเพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นก็คือหญิงสาวผู้นี้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของนักประพันธ์แสนต่ำต้อย และจะได้เป็นที่ถูกตาต้องใจมาร์ควิสวินเซนต์และกลายเป็นมาร์เชอเนสในภายหลัง

และหากจะมองว่ามาร์ควิสวินเซนต์ที่เป็นหนึ่งในวงศ์ตระกูลที่เป็นเลือดบริสุทธิ์นั้นอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจโดยไม่นับดยุกเฟรดเดอริกที่สืบเชื้อสายมาจากพระบรมวงศานุวงศ์ก็คงไม่ผิดนัก การผูกสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจนั้นเป็นเรื่องยากลำบากมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นมันคงจะดีหากเธอเริ่มตีสนิทกับผู้ที่จะได้ครองอำนาจในภายภาคหน้าไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ อาเรียตั้งเป้าหมายไว้หลายคนแต่เธอตัดสินใจจะเริ่มจากการดึงซาร่าผู้ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายมาเป็นพวกก่อน เด็กสาวใสซื่อที่ไม่ถามอะไรซอกแซกดูจะง่ายเหลือเกินที่จะปฏิบัติกับหล่อนเยี่ยงลูกแกะถูกบูชายัญบนแท่นบูชาโชกเลือด

อาเรียวิ่งไปกอดเอวซาร่าเอาไว้โดยไม่นึกสนเรื่องมารยาทใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ซาร่าก็เพียงแค่เบิกตาโตขึ้นมาเท่านั้น เธอไม่ได้แสดงท่าทีตกใจจนเกินงามออกมาเลย เธอเงยหน้าขึ้นมองซาร่าทั้งที่ยังกอดเอวหญิงสาวไว้อยู่อย่างนั้น อาเรียเผยรอยยิ้มสดใสสมกับเป็นเด็กน้อยน่ารักพร้อมกับกล่าวว่ายินดีที่ได้พบและยินดีต้อนรับออกไป

ซาร่ายิ้มตามเมื่อได้เห็นภาพที่แสนไร้เดียงสานั้น มันคือเรื่องที่พึงกระทำเพราะอาเรียยังเด็กนัก แม้ภายในจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ตาม

เคาน์ติสที่คอยมองอยู่ก็เข้ามาดึงอาเรียออกก่อนจะเอ่ยขอโทษ

“เธอยังไม่ค่อยรู้เรื่องมารยาทจึงได้แสดงกิริยาแบบนั้นออกไป ช่วยเข้าใจด้วยนะคะ คุณซาร่า”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ อย่าห่วงเลย”

“ดิฉันจะดูแลเลดี้อาเรียอย่างดีนะคะ”

ซาร่าเป็นคนชอบเด็ก ชอบมากถึงขนาดที่ยินดีจะให้กำเนิดได้ทุกปีต่างจากหญิงสาวในตระกูลอื่นๆ ที่มักจะไม่ต้องการอุ้มท้องอีกหลังจากให้กำเนิดบุตรชายแล้ว

ซาร่าคิดว่าการให้กำเนิดคือหน้าที่และความรับผิดชอบของวงศ์ตระกูลและเธอยังมีชื่อเสียงในเรื่องการเลี้ยงดูลูกๆ ของเธอทุกคนมาด้วยความรักอีกด้วย เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่แม้แต่จะตำหนิอาเรียที่ทำตัวเสียมารยาททั้งยังมองเด็กน้อยด้วยใบหน้าอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากเคานต์ติสออกไปแล้ว ทั้งสองคนก็นั่งมองหน้ากันโดยมีโต๊ะตั้งอยู่ตรงกลางเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับคาบเรียนในอนาคต

“เป็นเกียรติของดิฉันที่ได้มาสอนเลดี้อาเรียนะคะ เลดี้อยากเรียนเรื่องอะไรมากที่สุดคะ”

อาเรียกะพริบแพขนตายาวพร้อมกับเอียงหน้าสงสัยเมื่อได้ยินคำถามของซาร่า เธอทำอย่างนั้นอยู่สักพักก่อนจะลูบนิ้วของตนเอง แก้มทั้งสองหรือก็แดงระเรื่อราวกับเพิ่งนึกบางอย่างได้

และภาพที่ดูนุ่มนวลเหมือนลูกพีชนั้นก็พาลทำให้พวงแก้มของซาร่าแดงระเรื่อตามไปด้วย

“มารยาทการเดิน การนั่ง การทานอาหาร… ทุกอย่างเลยค่ะ! เพราะหนูอยากเป็นคนที่ดูสง่างามมากๆ เช่นมิเอลน้องสาวของหนูค่ะ”

คนที่จิตใจข้างในเน่าเฟะจนมืดดำแม้ภายนอกจะแสร้งทำเป็นหน้าซื่อตาใสไร้เดียงสาและงามสง่าแบบนั้น หากจะต่อกรกับนางร้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลายเป็นนางร้ายเช่นกัน

‘ไม่สิ ฉันต้องร้ายให้มากกว่านางนั่น ต้องเป็นนางร้ายที่ซ่อนธาตุแท้เอาไว้ให้มิดด้วยหน้ากากที่หนายิ่งกว่า’

นี่คือหนทางที่เธอตัดสินใจเลือกเดินในชีวิตใหม่ของเธอ

เมื่อได้ยินที่อาเรียพูด ซาร่าก็นึกภาพน้องสาวของเด็กน้อยออกทันที แม้จะอายุยังน้อยแต่เด็กคนนั้นก็เป็นที่เลื่องลือเรื่องการกระทำที่อ่อนช้อยสง่างาม

เธอได้รับการอบรมสั่งสอนเพื่อให้เป็นแบบอย่างของบุตรสาวในวงศ์ตระกูลตั้งแต่เพิ่งเริ่มหัดเดิน เพราะท่านเคานต์มักเชิญตระกูลชนชั้นสูงศักดิ์ต่างๆ จากต่างชาติมายังคฤหาสน์เพื่อเรื่องธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ซาร่าจึงเข้าใจความรู้สึกของอาเรียดี ในเมื่อเธอมีแบบอย่างของเลดี้อยู่ใกล้ตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธออยากจะเป็นเหมือนมิเอล

หากมองผิวเผินเพียงรูปโฉมภายนอก อาเรียผู้มีดวงตาน่าหลงใหลย่อมเหนือกว่าอย่างแน่นอน แต่ระหว่างวงศ์ตระกูลกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสำหรับโลกนี้คำร่ำลือมักจะเปลี่ยนไปตามการโอ้อวดของตนเองว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด

‘ได้ยินว่าเธอเพิ่งอายุแค่สิบสี่เองนี่นะ ทั้งที่ผมและนัยน์ตาต่างก็มีสีเดียวกันกับมิเอลผู้น้องแต่ทำไมจึงให้ความรู้สึกต่างกันได้ขนาดนี้กัน’

แม้จะอายุเพียงสิบสี่แต่กลับมีเสน่ห์น่าดึงดูดจนเป็นที่สะดุดตาอย่างไม่น่าเชื่อ นี่สิคุณสมบัติที่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจหามาเป็นของตัวเองได้

หากมิเอลและอาเรียมายืนอยู่เคียงข้างกัน ก็มั่นใจได้ว่าผู้คนจะต้องมองไปที่อาเรียเป็นตาเดียวอย่างแน่นอน

เธออายุยังน้อย ดังนั้นหากได้สะสมความสง่างามและคุณสมบัติที่เพียบพร้อมอย่างสม่ำเสมอก่อนได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในแวดวงสังคม เธอจะมัดใจคนในสังคมได้อยู่หมัดแน่นอน

ซาร่าคิดว่าเป็นเกียรติของเธออย่างยิ่งที่ได้มาสอนสาวน้อยผู้นี้ ถึงกับรู้สึกซาบซึ้งที่ตนเป็นผู้ถูกเลือก ซึ่งทั้งอาเรียและซาร่าต่างก็คิดเช่นเดียวกัน

“อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ดิฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นต่อไปเราก็จะได้เจอกันอีกนานๆ เลยสินะคะ หนูดีใจเหลือเกินค่ะ”

ช่างดีเหลือเกินเจ้าค่ะ ที่เราจะได้เจอกันไปอีกแสนนาน ท่านว่าที่มาร์เชอเนส

อาเรียยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ เธอรู้ได้จากรอยยิ้มของซาร่าว่าตนกลายเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของหญิงสาวตรงหน้าไปแล้ว

เป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยนะ

* * *

อาเรียเก็บเกี่ยวความรู้จากซาร่าได้อย่างรวดเร็ว เธอเคยเห็นมันจากผู้คนมากมายเป็นหลายร้อยหลายพันครั้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากเธอจะเรียนรู้มัน

ครั้งหนึ่งเธอเคยแอบเลียนแบบท่าทางของมิเอลอยู่คนเดียว และมันคงจะแปลกยิ่งกว่าหากเธอไม่สามารถเรียนรู้มันได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่เธอเคยเห็นและได้ยินสิ่งต่างๆ มามากมาย

แต่นี่คือความจริงที่มีเพียงอาเรียเท่านั้นที่รู้ เพราะสำหรับคนอื่นแล้วพวกเขาต่างเห็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่มารยาทแต่กลับเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ซาร่าคอยปรบมือให้อาเรียที่ได้แต่นึกละเหี่ยใจกับการต้องมาลุกนั่งให้ดูสง่างามราวผีเสื้อ ใบหน้าของเธอแทบจะกลายเป็นนางฟ้าถ้าหากทำได้

“ถ้าทำได้เท่านี้ ดิฉันคิดว่าเลดี้จะเรียนรู้มารยาทพื้นฐานทั้งหมดได้ภายในปีนี้แน่ค่ะ”

“อาจารย์ชมเกินไปแล้วค่ะ”

อาเรียเรียกซาร่าว่าอาจารย์ เธอไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นกับซาร่าที่ยังมีประสบการณ์การสอนไม่มากพอทั้งยังมีฐานะทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่อาเรียที่ปิดบังความจริงไว้กลับบอกเพียงว่าอาจารย์คือคำที่เหมาะสมแล้วเพราะซาร่าคือผู้ที่สั่งสอนเธอมา

อาเรียมัดใจซาร่าได้ในทันทีด้วยมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและความจริงใจของเธอ

ซึ่งความจริงเธอก็ไม่ได้มีความจริงใจอะไรมากนัก เพียงแต่เพราะร่างกายของเธอคุ้นเคยกับมารยาทที่ซาร่าสอนเธอไปในหลายๆ คาบเรียนที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยทำให้เธอดูจริงใจขึ้นมาได้

‘เลดี้อาเรียผู้น่าสงสาร’

ความจริงแล้วข่าวลือของอาเรียในที่สาธารณะไม่สู้ดีเท่าใดนัก

ก่อนได้มาเจอกับอาเรีย ซาร่าเคยได้ยินแต่ข่าวลือหนาหูและเคยแอบคิดไปว่ามันเป็นความจริง แต่ตอนนี้เธอกลับได้แต่นึกละอายใจที่เคยคิดแบบนั้นไป

ข่าวลือทุกอย่างเกี่ยวกับอาเรียมักจะเป็นข่าวเสียหายจากคนที่ไม่เคยรู้จักกุขึ้นมาลอยๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า แม่ของเธอมีพื้นเพเป็นโสเภณีเท่านั้น

เธอจึงคิดอยากจะช่วยให้อาเรียหลุดพ้นจากคำครหาเหล่านั้นด้วยตัวของเธอเอง

แม้อาเรียจะยังขาดทักษะในการเข้าสังคมหากเทียบกับบรรดาบุตรสาวตระกูลอื่นและยังไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตาออกมา แต่เธอก็อยากจะช่วยไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

เพราะข่าวลือที่แสนน่ากลัวนั้นมันมากมายเกินกว่าที่เด็กสาวคนหนึ่งจะเผชิญหน้าได้นั่นเอง

“เลดี้คะ ถ้าเรียนรู้มารยาทขั้นพื้นฐานหมดแล้ว อยากลองไปงานเลี้ยงน้ำชาดูไหมคะ”

“งานเลี้ยงน้ำชาเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ เพราะงานเลี้ยงน้ำชาคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และช่วยทำให้สังคมกว้างขึ้นด้วยนะคะ”

“แต่ว่าหนูแทบจะไม่มีคนรู้จักใครเลยนะคะ แล้วก็ยังเด็กอยู่ด้วย…”

“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเลยค่ะ คนรู้จักของดิฉันทุกคนจะต้องชอบเลดี้ และจะคอยช่วยเหลือเลดี้แน่นอนค่ะ”

“อาจารย์…”

อาเรียพูดเสียงเบาหวิวแล้วโผเข้ากอดเอวซาร่าไว้ทันที

เมื่อเด็กน้อยฝังใบหน้าลงกับหน้าท้องพร้อมกับมีเสียงสูดจมูกฟึดฟัดออกมา ซาร่าก็คอยลูบหลังให้อาเรีย นั่นเพราะความสงสาร เด็กตัวน้อยที่ยังไม่ทันได้ผลิบานคนนี้ทำผิดอะไรกัน

แม้จะเริ่มเรียนไปได้ไม่นาน แต่พอนึกถึงภาพของเด็กน้อยที่มักจะแสดงท่าทีเป็นกังวลออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังกดตัวเองโดยการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับมิเอล เธอก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้

อาเรียไม่ได้อยากเกิดมาในต้นตระกูลอันต่ำต้อยเสียหน่อย สิ่งนี้เปรียบเสมือนเป็นตราบาปติดตัวและทำให้เธอเจ็บปวดจนน่าเวทนา มันคงเป็นความเจ็บปวดจนเกินจะทนสำหรับเด็กหญิงที่จิตใจดีและบอบบางอย่างเธอ

ซาร่าเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้อาเรียเปลี่ยนอารมณ์ได้

“แล้วระหว่างมื้ออาหารช่วงนี้เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ ได้ทำตามที่ดิฉันสอนหรือไม่คะ”

“แน่อยู่แล้วค่ะ! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอาจารย์ซาร่าเลยนะคะ!”

อาเรียเงยหน้าขึ้นมาตอบอย่างสดใสราวกับว่าเธอไม่เคยร้องไห้มาก่อน ใบหน้าของซาร่าที่ก้มมองอาเรียตัวน้อยที่กำลังรายงานว่าช่วงนี้เธอแทบจะรอให้ถึงมื้ออาหารที่มีแต่รอยยิ้มนั่นเร็วๆ

อาเรียยิ้มออกมาจนตาปิดอย่างน่ารักน่าชังทันทีที่คิดถึงมื้อเย็นเมื่อคืนนี้

…………………………………………………..

นิยายแนะนำยอดฮิต

ตอน 4

บทที่ 4

เมนูผักคืออาหารที่อาเรียเกลียดที่สุด หากทำให้สุกเนื้อสัมผัสก็ไม่ดีเพราะมันจะเละจนไม่น่ารับประทาน หรือหากทานสดๆ ก็มีกลิ่นเหม็นเขียวไม่อร่อย ยิ่งไปกว่านั้น ผักยังเป็นอาหารหลักของชาวบ้านทั่วไป เธอจึงทานมันทุกวันจนเบื่อไปเสียก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในปราสาทท่านเคานต์แล้ว

เพราะเช่นนั้นเธอจึงอยู่ในสภาพ

ปลดล็อกตอน 4
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อดำเนินเรื่องราวต่อไป ทุกตอนที่ปลดล็อกคือแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน
ยอดเหรียญคงเหลือ: 0 เหรียญ
นิยายแนะนำยอดฮิต