ตอน 2
ข้ามภพเจอความรัก
บทที่ 2 นางสวมใส่เสื้อของข้าดูดีหรือไม่
บทที่หลินซีนเยียนพาเสี่ยวอวี่เข้ามาในจวน มีแค่ความเงียบสงบ แม้แต่บ่าวที่ตีเคาะไม้บอกเวลา ก็ไม่รู้แอบไปหลบอยู่ที่ใด
ตอนกลางคืน หิมะตกอยู่
ณ ลานบ้านที่เล็กที่สุดในจวน เสี่ยวอวี่ได้เติมน้ำร้อนลงในอ่างอาบน้ำที่ทำด้วยไม้ สายตามองแผ่นหลังของร่างที่เปือยเปล่าในอ่างอาบน้ำพร้อมถอนหายใจอีกครั้ง
“เสี่ยวอวี่ เลิกถอนหายใจได้แล้ว นี่เป็นครั้งที่ สิบแปดแล้ว หากทำเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าหูของข้าจะพับติดกันซะก่อน” หลินซีนเยียนหลับตาลง สีหน้าไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ นางยิ่งไม่ยินดียินร้ายแบบนี้ ยิ่งทำให้เสี่ยวอวี่เศร้าใจ
“ คุณหนูเจ้าค่ะ แผ่นหลังของท่านเป็นรอยแผลฟกช้ำ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปหาหมอดี ๆ มาตรวจอาการให้ท่านสักหน่อย”บนตัวนางล้วนเป็นรอยจ้ำเขียว ๆ ม่วง ๆ เมื่อเห็นอย่างนี้ เสี่ยวอวี่ก็รู้สึกกลัวจนขนลุกขนพอง
หลินซีนเยียนลืมตาขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนหวาน “เสี่ยวอวี่ เพื่อสินบนบนแม่เล้าที่หอชุนเยว่ เราเพิ่งขายปิ่นทองคำที่ท่านแม่ของข้าเหลือไว้ไปไม่ใช่รึ อย่าพูดถึงหาหมอเลย ของกินของพรุ่งนี้ยังไม่รู้อยู่ที่ไหนอีก”
พอนึกเรื่องนี้ขึ้น เสี่ยวอวี่จำอดถอนหายใจไม่ได้อีก
หลินซีนเยียนส่ายหน้าอย่างจนใจและทำท่าทางปิดหูตนเอง “ หูข้าพับติดกันแล้ว ”
“บาดแผลของคุณหนูจะทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ”ท่านอ๋องนั่นลงมือได้โหดเหี้ยมนัก เมื่อก่อนได้ยินว่าเหล่าผู้ทรงอิทธิพลมักมีวิธีเล่นกับเหล่าสตรีมากมาย นางไม่เชื่อเท่าไรแต่พอมาตอนนี้นางได้เห็นกับตาตนเองแล้ว คิดว่าเหล่าผู้ทรงอิทธิพลนั้นไม่มีใครเป็นคนดีสักคน
“ล้วนเป็นแผลภายนอก รักษาหน่อยก็หายดีแล้ว”หลินซีนเยียนไม่ได้สนใจและปิดตาลงอีกครั้ง นางเป็นแค่หญิงขายบริการ ยังจะหวังให้เขามาทะนุถนอมราวกับสตรีมีชาติตระกูลดีเหล่านั้นได้อย่างไร
ผู้ที่ช่างไร้หัวใจ ก็เป็นชายที่มั่วหลงในโลกีย์ยิ่งนักมิช่รึ
แม้จะมองอยู่แล้วนางมีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็กอายุ สิบ กว่าปี แต่ตัววิญญาณนางยังคงเป็นหญิงวัย 26-27 ปี
ความใฝ่ฝันของหญิงสาว ความตั้งตารอกับร่วมรัก
อายุของนางได้ผ่านวัยนั้นไปแล้ว
ตำหนักอู่เสวียนที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเฟิ่งชี บรรยากาศตอนเช้าตรู่ที่ตึงเครียด ทำให้เหล่าองครักษ์ต่างไม่กล้าแม้กระทั้งหายใจเสียงดัง กลัวจะทำให้นายท่านอารมณ์เสียอีก
“ ท่านอ๋อง… เหล่าสตรีคนก่อน ท่านไม่เคยยอมให้ค้างคืน เช่นนั้นแล้วข้าน้อยถึงคิดว่า ท่านได้อนุญาตให้นางไป…”หัวหน้าองครักษ์จินมู่ใน ตำหนักอ๋องกำลังก้มหน้าคุกเข่าอยู่
“ความหมายของเจ้าคือมันเป็นความผิดของข้างั้นรึ ”โม่จื่อฟงเหยียดยิ้มที่มุมปาก จับแหวนหยกที่สวมไว้ในนิ้วโป้งอย่างสุขุมเยือกเย็น มองดูไม่มีความโกรธเคืองเลยสักนิด แต่ความเยือกเย็นที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกลับทำให้ผู้คนต่างหวั่นเกรง
“ ข้าน้อยมิกล้า!”จินมู่ก้มหน้าต่ำลงอีก
โม่จื่อฟงส่งเสียง ‘ฮึ’ อย่างเยือกเย็น สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะในวันนี้ยังคงตกหนัก เขาอดนึกถึงเรื่องที่บ่ออาบน้ำกลางแจ้งเมื่อคืนนี้ไม่ได้ ภาพที่หิมะลอยมาตกบนผิวเนียนขาวของนาง เพียงใช้ปากเป่าไปเบา ๆ หิมะก็ฟุ้งกระจายออกจากผิว สะท้อนแสงระยิบระยับไปทั่วกาย…
ไม่มีสตรีคนไหน เล่นแบบนางที่เล่นได้
และก็ไม่มีสตรีคนไหน หลังจากจบเรื่องนั้นแล้วก็รีบจากไปเร็วกว่าเขาอีก!
“ท่านอ๋อง สตรีเมื่อคืนมีปัยหาหรือขอรับ”จินมู่เห็นว่าท่านอ๋องดูใจลอย อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าถาม
โม่จื่อฟงเรียกสติกลับมาและกวาดสายตาอย่างเย็นชามอง จินมู่ตกใจจนถอยหลังออกไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว
“จินมู่ เจ้ารับใช้อยู่ข้างกายข้ามาก็หลายปีแล้ว ก่อนที่นางจะจากไป เจ้าไม่ได้สังเกตว่าบนตัวของนางมีสิ่งที่แปลกไปรึ”
“คือว่า…”จินมู่ตัวสั่นเล็กน้อย จำได้ทันทีว่าเสื้อคลุมที่สตรีผู้นั้นได้สวมใส่ไป “บนตัวนางได้สวมใส่ เสื้อคลุมของท่านอ๋องขอรับ!”
“ในเมื่อรู้ เหตุใดถึงไม่หยุดนาง”โม่จื่อฟงพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกว่าหิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านอกหน้าต่าง
จินมู่ลังเลช่วงขณะหนึ่งแต่ก็เปิดปากพูด “ข้าน้อยได้หยุดนางแต่ว่าสตรีผู้นั้นบอก…”
“บอกอะไร”
“นางบอกว่าท่านอ๋องฉีกเสื้อผ้าของนางขาด ต้องชดใช้ด้วยเสื้อคลุมตัวนี้ให้นาง ย่อมเป็นเรื่องที่สมควร!”จินมู่รีบเล่าเรื่องจบอย่างรวดเร็ว ทั้งตัวโล่งใจไปหนึ่งเปราะ
อากาศเหมือนนิ่งเฉยไป บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
โม่จื่อฟงเงียบไปนาน ทำให้จินมู่รู้สึกเสียวสันหลัง ตอนนั้นเขาเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว โม่จื่อฟงก็มองมาที่เขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรรึ จินมู่ นางสวมใส่เสื้อของข้า ดูดีหรือไม่”
ประโยคที่ไม่มีส่วนเกี่ยวของสักนิดได้พูดออกจากปากของอ๋องอู่เสวียน ทำให้จินมู่ตกตะลึงไปช่วงขณะหนึ่ง แต่เขาไม่กล้าพูดจาโป้ปด “ ดี ดูดีขอรับ สตรีผู้นั้นแม้จะตัวเล็ก แต่รูปร่างถือว่าดียิ่งนัก เสื้อคลุมได้คลุมตัวนางจนมิด ปรากฏส่วนเว้าส่วนโค้งออกมาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะขา 2 ข้างที่ก้าวออกมา ทั้งเรียวเล็กและยาว…”
“จินมู่!”โม่จื่อฟงหยุดลูบแหวนหยกที่สวมไว้ในนิ้วโป้งทันทีและรอยยิ้มที่มุมปากก็ปรากฏขึ้น“เจ้ามองได้อย่างละเอียดดีนัก…”
จินมู่หยุดพูดทันที เพิ่งรู้ทันว่าตนเองพูดอะไรออกไป เขายังไม่ทันหวาดกลัว โม่จื่อฟงออกคำสั่งให้องครักษ์เงาที่ยืนนอกประตูไปแล้ว
“ถ่ายทอดคำสั่งไป ให้หัวหน้าหลิงสุ่ยรีบกลับเข้าเมืองหลวง แล้วส่งหัวหน้าจินมู่ไปประจำการที่ชายแดนทางเหนือแทนเขา ! ”
จินมู่ตกตะลึง พอได้สติกลับมา จึงรีบขอร้องว่า “ ท่านอ๋อง ข้าน้อยรู้ความผิดแล้ว ข้าน้อยรู้ความผิดแล้วขอรับ” ชายแดนทางเหนือเป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลไร้ผู้คน หากไปคง…
น่าเสียดายที่โม่จื่อฟงยังคงสายตาเย็นชาอยู่ นิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นและก้าวเดินออกจากห้อง ไปยืนตรงทางเดิน แล้วยื่นมือออกไปรองรับเกร็ดหิมะ ไม่กี่วินาทีมันก็ละลาย “ สตรีผู้นั้น สวมใส่เสื้อผ้าของข้า กลับไม่อยู่สงบนิ่งได้”
เที่ยงวันผ่านไป ห้องรับแขกของจวนแม่ทัพดูครึกครื้น
เสียงเคาะฆ้องตีกลองที่ดังเข้าไปข้างในลานบ้าน เสี่ยวอวี่ที่กำลังผิงกองไฟอยู่ในลานบ้านนั้น เหลือบตาไปมองหลินซีนเยียนที่ยืนอยู่ตรงทางเดินอย่างกังวล “คุณหนู ดูเหมือนว่าจะมีคนมาสู่ขอเจ้าค่ะ”
“จะมาสู่ขอก็มา รู้ตั้งนานแล้วไม่ใช่รึ”หลินซีนเยียนสีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงเหยียดยิ้มที่มุมปาก
“แต่ว่า เรื่องเมื่อคืนนี้หากแม่ทัพรู้เข้า ข้าเกรงว่า…”เสี่ยวอวี่สีหน้าซีดเผือด “คุณหนู จำสาเหตุการตายของคุณหนูรองได้หรือไม่เจ้าค่ะ”
หลินซีนเยียนแสยะยิ้ม “ จะลืมได้อย่างไร หลังจากที่พี่รองตาย ในจวนนี้ไม่มีใครสักคนกล้าไปรับศพนาง สุดท้ายเป็นข้าที่แบกศพของนางไปฝังที่เขาหลัง ”
เสี่ยวอวี่นึกถึงภาพนั้นแล้วก็รู้สึกหวาดผวา ในตอนนั้นนางเพิ่งสังเกตว่าคุณหนูของนางไม่เหมือนกับเมื่อก่อน แต่ก่อนแม้แต่หนูตัวเดียวก็ตกใจแทบแย่ กลับกล้าแบกศพของคุณหนูรองเดินรอบเขาไป 10 ลี้
- ลี้ เป็นหน่วยวัดของจีน 1 ลี้เท่ากับ 500 เมตร
“ สาเหตุที่คุณหนูรองตายเป็นเพราะว่าแอบคบชู้สู่ชาย ทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูล นายท่านจึง… ลงมือฆ่าด้วยตนเอง ”เสี่ยวอวี่รู้สึกหวาดกลัว
หลินซีนเยียนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ในใจรู้สึกเศร้า ใช่สิ หากไม่ได้มาพบเห็นยุคศักดินาที่โหดเหี้ยมอย่างนี้แล้ว นางก็ไม่มีทางเชื่อว่าในโลกนี้จะมีพ่อที่ลงมือฆ่าลูกสาวด้วยตนเองแบบนี้อยู่จริง เพียงเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง
วันนี้นางจึงได้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ตอน 3
บทที่ 3 ยกเลิกการสมรส
บทที่ทั้งสองคนกำลังพูดอยู่นั้นแม่บ้านหลิวก็เดินเข้ามาประตูลานบ้าน นางพาสาวใช้ สอง คนตามมาด้วย ทั้งสามคนล้วนมีสีหน้าเบิกบานใจ “คุณหนูสี่ตื่นแล้วรึ ช่างบังเอิญซะจริง นายท่านญาติโดยการสมรสได้มาสู่ขอ ตอนนี้กำลังรออยู่ห้องรับแขก”
หลินซีนเยียนเหยียดยิ้มที่มุมปาก ไม่ได้ตอบแม่บ้านหลิวกลับสักคำ เพียงก้าวเท้าเดินออกไปที่ห้องรับแขกอย่างช้า ๆ
“คุณหนู รอก่อนเจ้าค่ะ วันนี้หิมะตกหนัก ให้ข้ากางร่มให้ท่าน”เสี่ยวอวี่รีบเดินตามมา
หลินซีนเยียนหยุดฝีเท้า เงยหน้ามองหิมะที่กำลังลอยอยู่ นางดันร่มกระดาษเคลือบน้ำมันที่เสี่ยวอวี่กางให้ออก“ช่างเถอะ ไม่ต้องกางแล้ว หิมะไม่ได้เย็นสักเท่าไร”
แม้หิมะจะเย็นก็เทียบกับหัวใจที่เป็นน้ำแข็งของนางตอนนี้ไม่ได้
วันนี้นางสวมชุดยาวสีชมพูดอกท้อที่เป็นมงคล คลุมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่เอามาจากอ๋องอู่เสวียนเมื่อคืน เงาร่างเล็กที่เดินอยู่ท่ามกลางหิมะโปรยปรายช่างดูเปล่าเปลี่ยวใจ
เสี่ยวอวี่มองดูสีหน้าที่สงบนิ่งของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะโศกเศร้า นางทิ้งร่มกระดาษเคลือบน้ำมันแล้วเดินตามหลังไป
“คุณหนูสี่มาแล้ว รีบมาพบท่านเสนาบดีเฉินเร็วเข้า วันนี้ท่านเสนาบดีเฉินมาสู่ขอด้วยตนเอง ”
เมื่อนางฮูหยินของจวนแม่ทัพเห็นหลินซีนเยียนปรากฏที่หน้าประตู ก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับนางอย่างอบอุ่น สายตาเต็มไปความเมตตามองมา ทำให้หลินซีนเยียนแทบจะตัวสั่นไม่หยุด
หลินซีนเยียนยังคงยืนอยู่ไม่ได้เดินเข้ามา เพียงเงยหน้ามองบุรุษที่นั่งบนเก้าอี้ตำแหน่งประมุข หลินโสงฉี แม่ทัพคุ้มกันเมืองอวิ้น เป็นท่านพ่อของนางเพียงแค่ในนาม
“นี่คือคุณหนูสี่ของตระกูลหลิน อย่ายืนที่หน้าประตูเลย หิมะตกหนัก รีบเข้ามาข้างในก่อน”ชายชราที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของหลินโสงฉี ที่ดูแล้วจะอายุมากกว่าหลินโสงฉีอยู่หลายส่วน
หลินซีนเยียนมีสีหน้าเรียบเฉย สามารถรู้สึกถึงความปรารถนาที่ส่งออกมาจากสายตาของเสนาบดีเฉินอย่างเด่นชัด
ความปรารถนาเช่นนี้ นางเห็นมาเยอะแล้ว ตั้งแต่ที่นางเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ บุรุษแต่ละคนที่มองนางล้วนส่งสายตามาแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ร่างกายที่ปรากฏส่วนนูนส่วนเว้าได้อย่างชัดเจน ทุกครั้งที่นางอาบน้ำก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปลาบปลื้ม
“ท่านเสนาบดีเฉินพูดเช่นนี้แล้ว ทำไมเจ้าถึงยังยืนอยู่ตรงนั้น”หลินโสงฉีเห็นว่านางยังคงยืนอยู่ไม่ได้เดินเข้ามา สีหน้าก็เคร่งขรึมลง
บรรยากาศดูอึมครึมอย่างมาก หลินซีนเยียนยิ้มบาง ๆ แล้วยกกระโปรงขึ้นและเดินเข้าไปในห้องรับแขก ทุกจังหวะในการเดินก้าวเท้าล้วนสง่าผ่าเผย
นางเดินผ่านเฉินฮูหยินและเดินตรงไปข้างหน้าของเสนาบดีเฉิน จากนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนหวานให้โดยที่ไม่ได้พูออะไร เพียงจับแขนเสื้อขึ้นอย่างช้า ๆ ข้อมือเนียนขาวใสปรากฏออกมา
บนข้อมือที่เนียนนุ่มนั้นไม่มีร่องรอยของจุดแต้มแต่อย่างใด แต่ทำให้คนที่มองรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ บทที่ลูกสาวเกิดก็มีการแต้มโส่วกงซา ฉนั้นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ล้วนมีโส่วกงซา เช่นนั้นจึงไม่ให้ลูกสาวออกจากห้องเพราะว่ามีจุดแต้มโส่วกงซานี่
-โส่วกงซา การแต้มจุดแดงบนชีพจรมือขวาของทารกหญิงแรกเกิดเพื่อแสดงเครื่องหมายของหญิงสาวพรหมจรรย์
บนข้อมือที่เนียนนุ่มของหลินซีนเยียน จุดแต้มโส่วกงซาหายไปแล้ว!
“ เจ้า!”เฉินฮูหยินรีบเดินเข้าไปจับข้อมือของนางสำรวจไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่พบจุดแต้มของโส่วกงซาสักรอย
เสนาบดีเฉินเริ่มรักษาหน้าไว้ไม่อยู่ จึงลุกขึ้นและประสานมือคำนับหลินโสงฉี อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้เปิดปากพูด สุดท้ายก็สะบัดแขนเสื้อและเดินออกไป
“ อับอายขายหน้าที่สุด!คลุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”หลินโสงฉีโกรธจัดยกมือขึ้นมาตบหน้าหลินซีนเยียนอย่างเหลืออด
เขาเป็นขุนศึก แรงตบเพียงหนึ่งครั้งก็ รอยมือแดง 5 นิ้วก็ปรากฏบนใบหน้าของหลินซีนเยียนทันที
“ขายข้าให้กับตาแก่ใกล้จะตาย ข้ายังเอาหน้าไว้ทำไม ”
หลินซีนเยียนแสยะยิ้ม แล้วบ้วนเลือดที่อยู่ปากออกมา พรางยกมือขึ้นเช็ดรอยเลือดที่อยู่มุมปาก นางจ้องมองที่ใบหน้าที่บูดเบี้ยวของหลินโสงฉีอย่างไม่กระพริบตา
นางอยากจดจำใบหน้านี้ได้ นอกจากเพื่อความบริสุทธิ์ที่ตนเองเสียไปแล้ว ยังเพื่อลูกสาวที่ถูกเขาฆ่าตายในเมื่อหลายปีก่อน
หลินโสงฉีโกรธจนพูดอะไรไม่ออก เฉินฮูหยินรีบเดินเข้ามา “เด็กบ้า เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร พวกเราเป็นคนในจวนแม่ทัพ ยังจะต้องขายลูกสาวเพื่อกินอีกรึ ข้ากับพ่อของเจ้าล้วนมีเจตนาดีที่จะหาคู่ครองที่ดีให้กับเจ้า เจ้าไม่เข้าใจแล้วยังมากล่าวว่าพวกเราเช่นนี้ได้อย่างไร”
“คู่ครองที่ดีรึ”หลินซีนเยียนแสยะยิ้ม “พี่สามอายุมากกว่าข้า 2 ปี ตอนนี้นางยังไม่ได้ออกเรือน หากคู่ครองดีเช่นนี้ ทำไมไม่ให้พี่สามไปแต่งกับเขาเล่า ”
“ ฐานะของซินเอ๋อหาได้เปรียบกับฐานะต่ำต้อยอย่างเจ้าที่เป็นลูกเมียน้อยได้รึ ”โยงเรื่องมาที่ลูกสาวของตนเอง ในที่สุดเฉินฮูหยินก็เริ่มโมโหขึ้นมา
ใช่สิ นางเป็นลูกของเมียน้อยที่ต่ำต้อย เช่นนั้นแล้วชีวิตของนางก็ไม่ใช่ของนาง แต่เป็นเพียงภาระที่หลงเหลือไว้หลังจากที่แม่ทัพฉินได้เสพสุขแล้ว
หลินซีนเยียนส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ใบหน้าที่ซีดขาว มีรอยยิ้มที่สดใส ภาพนั้น ช่างาเวทนายิ่งนัก
หลินโสงฉีเกิดบันดาลโทสะ มือยื่นไปที่ชั้นเก็บดาบ และชักดาบยาวออกมาจากฝัก เพียงแค่ลงดาบครั้งเดียวก็สามารถปลิดชีพของลูกสาวที่ไม่รักดีคนนี้ได้!
“ ท่านอยากจะฆ่าข้าเลยรึ ทำไมถึงไม่ถามหาคนที่พรากพรหมจรรย์ของข้าไป” หลินซีนเยียนดึงเสื้อคลุมที่สวมใส่บนตัวออกและโยนไปทางเขาทันที
เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกที่หาพบได้ยาก โดยเฉพาะขนสีดำสนิทเช่นนี้ด้วยแล้ว
ข่าวลือที่ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเคยพระราชทานเสื้อคลุมหนึ่งตัวให้กับอ๋องอู่เสวียน เป็นเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิทอย่างตัวนี้ ด้วยนิสัยที่เจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมของอ๋องอู่เสวียนแล้ว สิ่งของที่เป็นของเขาทั้งหมดล้วนไม่อนุญาตให้ผู้อื่นแตะต้องเด็ดขาด
เช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในเมืองเฟิ่งชีเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับเขา ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ไม่มีใครกล้าสวมใส่เสื้อคลุมสุนัขจิ้งจอกอีกเลย
“อ๋อง อ๋องอู่เสวียน…”หลินโสงฉีจับเสื้อคลุมตัวนั้น สีหน้าเคร่งขรึม
เฉินฮูหยินได้ยินชื่อของอู่เสวียนเพียงไม่กี่คำก็ตกตะลึงอย่างมาก พลันมองไปที่สายตาของหลินซีนเยียนในช่วงขณะหนึ่งก็เริ่มหวาดผวา
อ๋องอู่เสวียนมีอำนาจมากจนสามารถทำให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ต้องเกรงใจให้ หลินโสงฉีเป็นแค่แม่ทัพคุ้มกันเมือง ไม่อาจเผชิญหน้ากับอ๋องอู่เสวียนได้โดยตรง เพียงอ๋องอู่เสวียนเดินย้ำเท้ามาก็ยากที่จะเป็นไปได้แล้ว
“ช่างเถอะ!” หลินโสงฉีโยนดาบยาวทิ้ง โบกมือให้เฉินฮูหยินที่อยู่ข้างกายและกำชับ“หาคนส่งนางไปนอกเมือง ชาตินี้อย่าให้นางกลับมาที่จวนของข้าได้”
คำพูดคำเดียว ให้กำหนดชีวิตความเป็นความตายของหลินซีนเยียนไปแล้ว
ในโลกของจักรพรรดิและบุรุษเป็นใหญ่ สตรีเป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ
ในช่วงเวลานี้ นอกประตูนั้น หิมะยิ่งตกยิ่งหนัก
แต่ไม่มีใครเห็น หลินซีนเยียนที่กำลังก้มหน้าอยู่ มุมปากมีรอยยิ้มที่พึงพอใจ
นาง เดิมพันชนะแล้ว!
นางใช้วิธีเสี่ยงๆ สูญเสียพรหมจรรย์ แถมยังเกือบเสียชีวิตไป ก็แค่เพื่ออยากจะไปจากลงทุนจวนแม่ทัพที่ขังนางอยู่ในกรงมา 3 ปี
หน้าประตูเมือง ทหารม้ากว่าร้อยนายเดินเข้าล้อมรถม้าคันใหญ่หรูหราคันหนึ่ง เดินออกจากเมืองไปช้าๆ ทหารคุ้มกันเมืองที่ขนานอยู่สองด้านถอยหลังออกอย่างให้ความเคารพ ไม่มีใครกล้าปริปากถามออกไปสักคน
พอออกจากประตูเมือง เสียงที่เกียจคร้านก็ดังมาจากในรถม้า “จินมู่ หาสตรีผู้นั้นเจอหรือยัง”
จินมู่ที่ขี่ม้าสีดำตัวใหญ่รู้สึกชินชา“ กราบทูลท่านอ๋อง หอโคมเขียวที่เมืองอวิ้นได้ไปหาทั่วแล้ว ไม่พบร่องรอยของนาง ส่วนแม่เล้าที่หอชุนเยว่ทนการรับโทษไม่ไหวจึงสิ้นใจอยู่คุกแล้วขอรับ ”
“ หายตัวไปได้อย่างไร เจ้าว่า แบบนี้มันเรียกว่ารุกแล้วถอยไปหรือว่าจะนางคลั่งไคล้ในตัวข้าจริง”น้ำเสียงของโม่จื่อฟงฟังแล้วยากเกินคาดเดาอารมณ์ได้
จินมู่รู้สึกอึดอัด ไม่กล้าตอบกลับ เมื่อวานเขาวิจารณ์สตรีผู้นั้นไปแค่ประโยคเดียว เกือบถูกท่านอ๋องส่งไปชายแดน ตอนนี้หากเอ่ยถึงสตรีผู้นั้นอีก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่กล้าพูดตามอำเภอใจได้อีก
โม่จื่อฟงเหมือนรู้ความคิดของเขา จึงพูดดังขึ้น “ จินมู่ สตรีผู้นั้นเป็นแค่ของเล่นเท่านั้น เจ้าติดตามข้ามาหลายปี เจ้าคิดว่าเพื่อของเล่นชิ้นหนึ่ง ข้าจะส่งลูกน้องตนเองไปชายแดนเลยรึ”
“ไม่ขอรับ”จินมู่รู้สึกโล่งใจ แต่ปัญหาที่เขาหยิบยกมาก็ยังไม่กล้าตอบตามอำเภอใจอีกแล้ว
คนในรถม้าเห็นว่าจินมู่ที่ไม่ได้ตอบกลับอะไรอีก ไม่ได้โกรธ กลับพูดอย่างสนใจ “แต่ว่า ข้าไม่เจอของเล่นแบบนี้มานานแล้ว เช่นนั้นให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือนพาตัวนางมาพบข้า มิเช่นนั้นเจ้าเตรียมตัวไปแทนหลิงสุ่ยที่ชายแดนตอนเหนือได้เลย”
ตอน 4
บทที่ 4 แต่งกายเป็นชาย
ช่วงเวลาพลบค่ำ หิมะหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ายังมืดครึ้มไม่มีแสงอาทิตย์อัสดง
หลินซีนเยียนกับเสี่ยวอวี่ที่ถูกขับไล่จากจวนฉิน แต่ละคนเดินแบกข้าวของของตนเองออกมาที่นอกจวน รถม้าที่เก่า ๆ คันหนึ่งได้มารออยู่ก่อนแล้ว
ชายแก่ผมขาวผู้เป็นคนบังคับรถม้า เมื่อเห็นทั้งสองคนเ