ตอน 2
ความรักไม่ผิด ผิดที่รักคนผิด
บทที่ 2 ด้วยความเต็มใจ
“ดารุ คือพี่...”เสียงนั้นแผ่วลงอย่างฉับพลัน ชายคนนั้นเลือกที่จะก้มศีรษะลง ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก ดารุเผยอเปลือกตาขึ้นมอง แววตาค่อยๆวาววับเป็นประกายขึ้นมา สุดท้ายจึงกลับมาสงบลงอีกครั้ง“พี่ พี่มาได้ยังไงเนี่ย”
“พี่รู้ว่าเราไม่ได้เต็มใจ...”ชายหนุ่มหลบสายตาอย่างไม่สบายใจนัก ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะ เงยหน้าขึ้นมอง“พี่ขอโทษนะ”
ดารุมองพี่ชายที่มีพ่อคนเดียวกันแต่ต่างแม่ พลางส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งตระกูลชาติเปรมศรีโล ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเธอกับแม่เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และให้ความเคารพรวมถึงให้การดูแลกับสองแม่ลูกในแบบที่สมควรจะได้รับ แล้วจะให้เธอเกลียดเขาอย่างนั้นหรือ
ตามนิสัยโดยธรรมชาติแล้วนั้นเขาเป็นคนที่อ่อนแอและไร้ความสามารถ จนทำให้ครอบครัวต้องพบเจอแต่กับหายนะที่ทำลายความต้องการของพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายแล้วเขาจึงต้องใช้ความสุขของเธอมาแลกเปลี่ยนเป็นความสงบสุขชั่วครั้งคราวให้กับพวกเขาแทนเสียเอง
เธอปฎิเสธได้ ซึ่งเธอก็ได้ทำไปแล้ว ทว่าเมื่อแม่ของเธอใช้ดวงตาแดงก่ำที่เอาแต่ร้องไห้มากว่ายี่สิบปีคู่นั้น มองมาที่เธอเมื่อไหร่ แม่ของเธอก็จะเล่าถึงช่วงเวลาที่ตนมีความสุขกับพ่อ เคล้าน้ำตาที่ไหลรินไปด้วย ซึ่งนั่นทำให้เธอใจอ่อนยวบ และแบกความผิดหวังมาจนถึงตอนนี้...
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องนี้หนูเต็มใจที่จะทำเองอยู่แล้ว”เธอค่อยๆเอ่ยประโยคออกมาอย่างเฉยชา และพยายามระงับอารมณ์ตัวเองไว้ เธอผินหน้าออกจากเขา ไม่ต้องการที่จะเห็นสภาพที่อ่อนแอเหยาะแหยะนั่นของปวิตรอีก
ไม่ทันได้คาดคิด เมื่อมองผ่านมุมเล็ก ๆ จากหน้าต่างที่สูงจากพื้นขึ้นมาและเปิดออกอยู่นี้ เธอก็ได้เห็นใบหน้าที่ชื่นชมยินดีของแม่ในห้องโถงชั้นล่าง เธออยู่ในตระกูลชาติเปรมศรีโลมากว่ายี่สิบปีแล้ว ในที่สุดวันนี้เธอก็สามารถกลับมาได้อย่างภาคภูมิในท้ายที่สุด ทิพานันสวมชุดกี่เพ้าสีแดง โดยที่มือข้างหนึ่งถือแก้วไวน์แดงไว้ ส่วนอีกมือก็คล้องแขนญาณัท ผู้เป็นพ่อของเธออย่างระมัดระวัง
ทิพานันแต่งหน้าอย่างจัดจ้าน และริมฝีปากสีแดงเลือดนั่นไม่เคยจะหุบลงเลย เผยให้เห็นฟันสีขาวซีด และคิ้วทั้งสองข้างที่เลิกขึ้นลงไปมาอย่างมีความสุข แววตามักจะคอยเหล่มองอย่างสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงความสบายใจของเธอ
จะด้วยจงใจหรือไม่รู้ตัวก็ตามแต่ พอมองขึ้นไปยังห้องแต่งตัวชั้นสองที่ดารุอยู่นั้น ทั้งใบหน้า และทั้งหัวใจของเธอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ไม่สามารถต้านทานไว้ได้
ดารุดึงสายตากลับมา ไม่อยากมองลงไปข้างล่างอีก พนักงานสาวยืนอยู่เบื้องหน้าเธออย่างเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่าการเตรียมการทั้งหมดนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว“เธอลงไปก่อนเถอะ”ขณะที่เอ่ยบอกพนักงานสาว สายตาของดารุก็มองไปที่ใบหน้าของปวิตรอีกครั้ง
ใบหน้าของเขาขาวซีดอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก ผิวหนังบิดเบี้ยวที่หากเมื่อใดก็ตามไม่ได้รู้สึกตัวอยู่ ก็จะกระตุกเกร็งอยู่ตลอดแบบนี้ อวัยวะบนใบหน้าทั้งห้าที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาจากผู้เป็นพ่อ ทำให้เขามีสภาพอ่อนแอจากภายในจนออกมาสู่สภาพภายนอกได้
“ทั้งหมดเป็นความผิดพี่...พี่มันไร้ค่าเองปวิตรโทษตัวเองอีกครั้ง เรื่องนั้นถ้าหากตัวเขาเองรู้จักระวังตัวบ้าง ถ้าเขาลองที่จะกล้าหาญขึ้นมาหน่อยบ้าง บางที...
จะติดก็ตรงที่บนโลกนี้มีคำว่า ถ้า มากมายขนาดนั้นเสียที่ไหนกัน
ปวิตรนั้นรู้จักธวลิตมากกว่าที่ดารุจะรู้จัก เพราะเขาก็เป็นเหมือนกับชื่อ เย็นชา พูดน้อย พฤติกรรมร้ายกาจ และที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ เขาคบกับผู้หญิงมากหน้าหลายตาเกินไป ไม่มีทางที่เขาจะมอบความสุขให้กับดารุได้เลย
ใบหน้าสวยหวานของดารุฉายแววเบื่อหน่ายออกมา ในเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้ว จะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมาอีกเล่า เธอได้แต่หวังว่าเขาจะเรียนรู้กับบทเรียนในครั้งนี้ และจะไม่ทำผิดพลาดอีกก็เป็นพอ
“ไปเถอะพี่ ฝากดูแลแม่หนูให้ดีก็แล้วกัน”คำกล่าวโทษและความโกรธเคืองนับพันนับหมื่นนี้ ล้วนแล้วแต่ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า ครอบครัวนี้มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอไม่สามารถวางใจได้ ก็คือป้าที่เธอได้ลิ้มรสความเจ็บปวดมาแล้ว กับแม่ของพี่สองที่แสนจะเย็นชานั่นด้วยอีก ซึ่งเธอก็หวังว่าหากเธอไม่อยู่แล้ว จะยังมีใครสักคนคอยดูแลแม่ของเธอให้
ปวิตรพยักหน้าหงึกๆอย่างเห็นด้วย ราวกับว่าเขาได้รับการอภัยโทษแล้วก็ไม่ปาน คำชี้ชวนของดารุนั้นทำให้ความผิดบาปของเขาลดทอนไปได้เสี้ยวหนึ่งเลยทีเดียว“ดารุ วางใจได้เลยนะ พี่จะดูแลแม่สองให้ดีแทนเธอเอง ให้เหมือนกับที่ดูแลแม่แท้ๆของพี่เลย”
ดารุมองปวิตรที่อยู่ตรงหน้าอย่างเคลือบแคลงใจ เธอไม่แน่ใจเลยว่า หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีอำนาจอย่างป้าหรือพี่สองที่เอาแต่ใจตัวเองขึ้นมาจริงๆ เขายังจะมีความกล้าหาญพออยู่มั้ยที่จะดูแลแม่ของเธอได้
ตอน 3
บทที่ 3 เขาช่างเย็นชานัก
ปวิตรเดินออกจากห้องไปอย่างเชื่อฟัง ทำให้ห้องแต่งตัวที่แสนกว้างขวางนี้พลันเงียบสงบลงได้ และประกาศในทีวีก็ลอยเข้ามาในหูเธอให้ได้ยินอีกครั้ง
“คุณธวลิตคะ เป็นไปได้หรือไม่ว่าภายหลังจากที่ได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับชาติเปรมศรีโลแล้ว จะมีการร่วมลงทุนกันในอสังหาริมทรัพย์ฯอย่างจริงจัง และทำให้คุณได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท” แสงแฟลชสว่างจ้าสะท้อนไปมา นี่เป็นช่วงของงานแถลงข่าวก่อนพิธีแต่งจะเริ่มขึ้น นักข่าวทั้งหลายต่างก็ไม่ยอมรามือแม้เวลาจะเหลือมากน้อยเพียงใด และยังคงยิงคำถามใส่ธวลิตที่นั่งอยู่บนเวทีแถลงข่าว
ธวลิตเลียริมฝีปาก และนั่งอยู่บนเวทีอย่างเยือกเย็น ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความเบื่อหน่ายออกมาเล็กน้อยทว่าก็มองได้ไม่แน่ชัดนัก เขากวาดสายตามองมาที่เลนส์กล้อง ทำเอาดารุถึงกับใจเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ นัยน์ตาของเขามันยิ่งกว่าลุ่มลึกเสียอีกแน่ะ ราวกับว่าเขากำลังเข้ามาเยี่ยมเยียนในหัวใจของเธอผ่านทางเลนส์กล้องอย่างไรอย่างนั้น จู่ๆเธอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลไปเสียได้
“ถ้าหากมีความจำเป็น พวกเราคงได้พิจารณากันครับ”ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างของธวลิตได้กล่าวแทนเขาออกมา บนนามบัตรของเขาเขียนไว้ว่า โฆษกข่าวบริษัทแก้วรุ่งกรุ๊ป จำกัด และที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายซึ่งชื่อว่า พรต
จากที่ดูแล้วเขาน่าจะยังหนุ่มอยู่มาก แต่ก็สามารถกลายมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ได้แล้ว ดารุย้ายสายตามองไปยังร่างของเขาอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มสวมแว่นตาที่ทำให้ดูสุภาพเรียบร้อย แต่เมื่อเทียบกันกับธวลิตแล้ว อุณหภูมิของเขาดูจะอบอุ่นกว่ามาก ทำให้คนรู้สึกยินดีที่จะเข้าใกล้เขามากกว่า
พรต ไม่ใช่นักเรียนที่อยู่บนวารสารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหรอกหรือ เขาเข้าเรียนตั้งแต่อายุได้สามขวบและสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาภายในเวลาเพียงสองปี รวมทั้งยังสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมภายในระยะเวลาเพียงสามปีด้วย ในขณะที่เขาอายุยังไม่ครบสิบห้าปีนั้น ด้วยผลคะแนนอันยอดเยี่ยมก็ทำให้เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ หลังจากกลับประเทศมา เขาก็ได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายที่มี เปิดเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงขึ้น และตอนนี้เขาก็ได้ทำงานภายใต้ชื่อของบริษัทแก้วรุ่งกรุ๊ป จำกัด มาได้เกือบสองปีเต็ม เขากับธวลิต จึงกลายเป็นคู่หูอัจฉริยะของวงการธุรกิจไปเสียแล้ว
ดารุมีความสามารถในการจดจำแบบนี้มาได้ตั้งแต่เด็กๆ เธอถึงได้ค่อยๆนึกย้อนไปยังช่วงเวลาที่ปรากฏอยู่บนเล่มวารสารนั่น ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันกับตัวของชายหนุ่มได้
“คุณธวลิตครับ บอกได้มั้ยครับว่าทำไมถึงเลือกลูกสาวคนที่สองจากบ้านชาติเปรมศรีโล เธอทำให้คุณตกหลุมรักเพียงแรกเห็นเลยรึเปล่า เพราะแบบนั้นพวกคุณถึงได้จัดงานแต่งกันอย่างกะทันหันแบบนี้ แถมปกติสื่อก็ไม่เคยจับภาพความงามของเธอได้เลยด้วย หลังแต่งงานแล้วยังคิดที่จะซ่อนเธอไว้อยู่อีกรึเปล่าครับ...”
ดารุหัวเราะเย้ยหยันขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ใช่พี่พรินพรเสียหน่อย ที่อยากจะเป็นนางแบบจนต้องดิ้นรนหาทางให้ตัวเองได้ไปอยู่ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์ ตั้งแต่มัธยมต้นพี่เธอก็เริ่มที่จะใช้ชีวิตแบบเรียนไปพลางทำงานไปด้วยแล้ว ซึ่งจุดประสงค์ที่ทำไปก็เพียงเพราะพี่เธอนั้น อยากจะหนีออกจากบ้านที่ทำให้หล่อนรู้สึกเบื่อหน่ายเท่านั้นเอง
ป้านั้นจะรับผิดชอบเรื่องการใช้จ่ายเงินของคนในบ้าน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกับแม่นำเงินสักส่วนหนึ่งมาใช้จ่าย ก็จะโดนป้าเธอด่าทอด้วยคำพูดที่แสนจะหยาบคายไปตลอดทั้งวัน โชคดีที่ยังมีพี่ปวิตรคอยช่วยเหลือพวกเธอบ้างในบางครั้งบางครา ทำให้เธอสามารถที่จะเรียนหนังสือจนจบมาได้อย่างราบรื่น
หลังจากที่ตัวเธอในวัยเด็กนั้น โตพอที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้แล้ว ท้ายที่สุดเธอจึงปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลือใดๆจากพี่ชาย โดยเลือกที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยแทน และมันก็เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เธอจำเป็นต้องทำ เพราะการก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ของเธอนั้นมันไม่ได้ง่ายเลย
นี่จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจแต่เพียงว่า บ้านของพวกเขามีแค่ปวิตรและพรินพรเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่ามีเธออยู่ด้วย
ธวลิตยังคงไม่เอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา และดูเหมือนว่าไม่ได้พร้อมที่จะตอบคำถามใครอยู่แล้วเสียด้วย นักข่าวที่อยู่ด้านล่างต่างก็เริ่มเรียกร้องคำตอบในเรื่องส่วนตัวของเขา ทว่าผ่านไปได้หนึ่งนาที ธวลิตก็ลุกขึ้นยืนพลันเดินหนีจากไปอย่างฉุนเฉียว
“ทุกคนครับ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามถามแค่ผมก็พอแล้ว ทุกๆเรื่องของคุณธวลิตนั้นผมรู้หมด ทั้งยังมีสิทธืที่จะพูดถึงด้วย...”พรตรับมือกับบรรดานักข่าวอย่างไม่คิดที่จะเกรงใจ เห็นได้ชัดว่าเขามีทักษะในการรับมือมากพอสมควร
โมโหขนาดนั้นเลยแฮะ! ดารุอดไม่ได้ที่จะอุทานประโยคนั้นในใจ เท่าที่เธอรู้พวกนักข่าวไม่ใช่พวกที่จะรับมือด้วยได้ง่ายๆเลย ถ้าหากจัดการได้ไม่ดีพอ พวกเขาก็สามารถที่จะเขียนข่าวให้คุณดูย่ำแย่ไปหมดเสียทุกทางได้ หรือเขาจะไม่กลัวกันนะ
จู่ๆ เสียงเรียกเข้าไพเราะของมือถือก็ดังขึ้น ดารุค้นหามือถือที่ตกอยู่ภายในกระเป๋าใบเล็กจนเจอ ซึ่งบนหน้าจอนั้นก็แสดงผลเป็นชื่อของ ไฉไล เพื่อนสนิทของเธอเอง
ตอน 4
บทที่ 4 เปลวเพลิงแห่งความริษยา
“มีเรื่องอะไรเหรอ ไฉไล”เสียงไพเราะน่าฟังถามขึ้นเบาๆ เสียงของไฉไลที่คุ้นเคยลอดผ่านไมโครโฟนเข้ามา“ดารุ เธออยากจะแต่งงานกับคุณธวลิตจริงๆน่ะเหรอ จะไม่ลองทบทวนดูอีกสักครั้งแล้วใช่มั้ย”น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลนั้น เธอรู้ว่ามันเป็นเพราะไฉไลเป็นห่วงตัวเอง
“อื้อ