ตอน 2
ชีวิตที่เหลือขอฝากด้วย
ตอนที่ 2 ความชอบส่วนตัวที่คาดไม่ถึง
นาราที่ทั้งคืนยังไม่กลับมา จรรย์ธรตื่นแต่เช้า ตั้งใจที่จะเข้าไปเช็คดูในห้องของเธอ
มองเห็นเตียงนอนที่ว่างเปล่า ยกหางคิ้วขึ้นเล็กน้อย ครั้งนี้ นังปีศาจจะได้รู้จักความตาย
เธอเดินลงไปชั้นล่าง หยิบหนังสือพิมพ์รายงานข่าวเช้าขึ้นมาดูอย่างอารมณ์ดี อยากจะรู้ว่านาราจะทำเรื่องอับอายขายหน้าอะไรไว้อีกบ้าง พาดหัวข่าวดังเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงโดดเด่น “คุณธีร์ บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้มีอิทธิพล มีความชอบส่วนตัวที่คาดไม่ถึง?”
“คุณธีร์”
“ธีมนต์”
จรรย์ธรกรีดร้องเสียงดัง สายตาจับจ้องไปที่หนังสือพิมพ์ปรากฏภาพลึกลับของชายสองคนที่กำลังนอนกอดกัน แม้ว่าจะเซนเตอร์ใบหน้าคุณธีร์เอาไว้ แต่เธอก็ยังมองลักษณะและเรือนร่างธีมนต์ออก
เธอกำหนังสือพิมพ์แน่น ขมวดคิ้วเข้าหากัน จับจ้องไปยังรูปภาพนั้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าแผ่นหลังเกาะกุมหยดเหงื่อ คล้ายกับว่ามีแมลงมาเคลื่อนไหวไปมาที่กระดูกสันหลังของเธอ ทำไมคนที่อยู่ในห้องถึงได้เป็นธีมนต์?
ณ เวลานี้ นารา ที่ทำเรื่องดีดีเอาไว้เมื่อคืน เดินกรีดกราดกลับมา กวาดสายตามองไปเห็นจรรย์ธรที่ห้องรับแขก สีหน้าดูที่ขุ่นมัวน่าเกลียดยิ่งกว่ากินอะไรเข้าไปอีก จงใจเดินผ่านร่างของเธอ กระแอ่มเบาๆ เดินขึ้นชั้นสองไป จรรย์ธรได้ยินดังนั้น คว้าตัวเธอเอาไว้ ซักถามด้วยเสียงอันเฉียบขาด “นารา เมื่อคืนแกไปทำอะไรมา”
กล้าดียังไงพาผู้ชายของเธอไปทำอะไรทุเรศแบบนี้
สายตาอันแหลมคมของนารา ริมฝีปากสีแดงยกขึ้น ค่อยค่อยเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่เยาะเย้ย สะบัดมือเธอออก สวนกลับ “พี่สาวจิตใจดีของฉัน ฉันทำอะไร พี่ก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
จรรย์ธรจ้องมองเธอ โกรธจนตัวสั่น สายตาเยาะเย้ยของเธอ กระตุ้นความอ่อนไหวตามสัญชาตญาณ ยกมือขึ้นฟาดเต็มแรงเข้าที่ใบหน้ามีเสน่ห์ของนารา แต่นาราที่ไวกว่า ตบเข้าที่หน้าของจรรย์ธรอย่างจัง
“เพี้ยะ”
จรรย์ธรโดนตบกลับเข้าที่หน้ายกมือขึ้นจับที่ใบหน้าตัวเองด้วยความเจ็บปวด
ด่าออกมาอย่างแค้นเคือง “แก นังสารเลว กล้าตบฉันเหรอ แกมันก็แค่เด็กที่คุณพ่อฉันเก็บมาเลี้ยง คุณแม่ฉันเก็บมาจากถังขยะ!”
เทียบกับ นาราที่มีสีหน้านิ่งเฉย สายตาราวกับว่าโดนของเหลวที่มีพิษไหลซึมเข้าไปร่างกาย ดึกกระดาษทิชชู่ออกมา เช็ดมือด้วยความรังเกียจ ดวงตาที่เย็นชาจับจ้องมองเธอ ยิ้มอย่างทุกข์ร้อน “น่าเสียดาย ผู้ชายของเธอต้องการผู้หญิงที่เก็บมาจากถังขยะอย่างฉัน เธอรู้ไหมว่าเมื่อคืนนี้พวกเราทำอะไรกัน ไม่น่าเชื่อว่า กลิ่นกายของคุณธีมนต์ช่างดีขนาดนี้ หน้าอกก็ทั้งแข็งทั้งเย้ายวน……”
“หุบปาก! แกมันหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการสั่งสอนแกเอง” จรรย์ธรพูดจบ จะยื่นมือออกไปจิกผมของเธอ แต่กลับถูกนารารวบมือเธอไว้ได้
เธอทำงานตั้งแต่เด็ก มีพละกำลังมากกว่า จรรย์ธรที่มีชีวิตสุขสบาย กินดีอยู่ดี
“โอ้ย เจ็บ!” นาราบีบกดเข้าที่ข้อมือของเธอ ฝ่ามือเริ่มชา ข้อมือเริ่มรู้เจ็บแสบ
นารามองด้วยสายตาที่เหี้ยมโหด ดึงเธอเข้าหาตัว ริมฝีปากแดงพูดกรอกไปที่หูของเธอ “จรรย์ธร ถ้าครั้งหน้าคิดจะกำจัดฉันละก็ใช้ สมองของเธอคิดหาวิธีที่ฉลาดหน่อย อย่าคิดทำอะไรที่ไร้เดียงสาแบบเด็กเด็ก ไม่งั้นล่ะก็……ฉันนี่แหละจะเป็นคนจัดการเธอเอง”
พูดจบ ริมฝีปากแดงก็หัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“นังสารเลว โอ้ย…….” จรรย์ธรทนแรงกระตุ้นไม่ไหว ตะโกนร้องเสียงดัง อีกมือหนึ่งคิดจะตบนารา แต่กลับถูกเธอจับเอาไว้ได้ทัน
นารามองดูสีหน้าอันเจ็บปวดเธออย่างรู้สึกสบายใจ ใช้สองมือบีบอย่างแรงเข้าที่มือของเธอ จรรย์ธรเจ็บจนเริ่มเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก
“คุณแม่ไม่น่าจะเก็บแกไว้ตั้งแต่แรก โอ้ย แขนฉัน จะหักแล้ว!”
นารายกคิ้วขึ้น “ใช่ 10 ปีก่อน แม่ของเธอน่าจะบีบคอฉันให้ฉันตายไปซะ แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้พวกเธอไม่มีโอกาสนั้นแล้ว…….”
“พวกเธอทำอะไรกัน? เสียงอันน่าเกรงขามดังลงมาจากทางบันได หยุดคำพูดของนาราเอาไว้
จรรย์ธรเห็นคุณพ่อกับคุณแม่ลงมา ก็ร้องขอความช่วยเหลือทันที คุณพ่อคะ คุณแม่คะ นังผู้หญิงสารเลวคนนี้จะหักแขนของหนูค่ะ!”
การโต้เถียงของทั้งสองคนที่ชั้นล่างปลุกให้นิรุทธ์กับณัฐนิชตื่น พุ่งเข้าไปด้านหน้าผลักนาราออกไป ดึงลูกสาวมาไว้ด้านหลังตัวเอง หย่นคิ้วด้วยความโมโห “นารา เธอคิดจะทำอะไร จะตบตีกันเหรอ?”
ใบหน้าจรรย์ธรมีรอยแดงเล็กน้อย ดวงตามีน้ำตาคลอ กัดปากตัวเองอย่างเศร้าใจ รีบฟ้อง “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ดูที่หน้าหนูสิ มันเป็นคนตบหนูค่ะ!”
นารายกมือกอดอกโดยไม่สนใจสายตาของหญิงชายชราทั้งสอง ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ ใช่ ฉันเป็นคนตบเธอเอง ใครใช้ให้เธอกวนประสาท!”
“นารา แกนี่มันยังไงกันนะ…….. ฉันสั่งให้เธอขอโทษจรรย์ธรเดี๋ยวนี้” นิรุทธ์เดินไปตรงหน้าดุด่าเสียงดัง
“ขอโทษเหรอ? เธอสมควรได้รับคำขอโทษเหรอ?!” นาราไม่แคร์คำพูดของเขา ค่อยค่อยเดินไปนั่งลงบนโซฟา
จรรย์ธรรีบร้อน กระทืบเท้า1ที หยิบหนังสือพิมพ์ข่าวเช้าของวันนี้ให้ณัฐนิชดู “คุณแม่คะ ดูข่าวนีสิคะ คุณธีร์ก็คือคุณธีมนต์ค่ะ มันเป็นกลอุบายของเธอหลอกล่อคุณธีมนต์ให้เสียภาพลักษณ์และต้องอับอายค่ะ”
ณัฐนิช มองไปที่พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ สายตาอันโหดเหี้ยมจ้องนารา มองใบหน้าเล็กที่ดูงดงามเหมือนกับZheng Rumeiในตอนนั้น ลึกในใจเธอเริ่มรู้สึกอิจฉา
วกกลับมาที่เรื่องเดิม ชี้ไปที่เธอ คิ้วขมวด “นาราเป็นเรื่องปกติที่เธอรังแกพี่สาว ฉันก็ทนแล้วนะ แต่นี่เธอกล้าที่จะเอาชนะธีมนต์ ยังมีอะไรที่เธอจะทำไม่ได้อีกบ้าง?”
ด้วยความเกลียดที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาของนารา ตอกกลับ “ฉันทำเรื่องแค่นี้ มันเทียบได้กับพวกคุณไหมล่ะ ไม่เข้าใจจริงๆว่าหลายปีที่ผ่านมาคนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีอย่างพวกคุณถึงมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ไม่ช้าก็เร็ววิญญาณของแม่จะมาเอาชีวิตพวกคุณ เตรียมตัวรอไว้ได้เลย”
“หุบปาก” ดูเหมือนว่านาราจะพูดตอกย้ำซ้ำเติมความเจ็บปวดของพวกเขา นิรุทธ์ตอบโต้ เสียงคำราม “แกเลิกพูดเรื่องไร้สาระที่นี่ได้แล้ว”
“ทำไม กลัวเหรอ แม่ของฉันตายยังไง ชีวิตนี้ฉันไม่มีวันลืม” สีหน้าที่เย็นชา เม้มปากแน่น สายตาอันแหลมคม ดุดันกวาดมองไปที่ทั้งสาม เปรียบเทียบกับความผิดของนิรุทธ์แล้ว ณัฐนิชต่อว่าอย่างมีเหตุผล “เลี้ยงเธอมา เป็น10 ปี แต่กลับเลี้ยงคนเนรคุณ กินบนเรือน ขี้บนหลังคา
“ใช่ ฉันมันคนเนรคุณที่เป็นหนามทิ่มแทงพวกคุณ ถ้าพวกคุณไม่อยากเห็นหน้าฉัน ก็ส่งฉันไปอยู่ต่างประเทศสิ”ตระกูลยิ่งใหญ่หันมณีขังเธอไว้เหมือนอยู่ในกรง หากได้ออกไปจากที่แห่งนี้ เธอถึงจะมีความหวังใหม่
ดวงตาของณัฐนิชเปล่งประกายขึ้น เปลี่ยนท่าทีทันใด ยิ้ม “ได้ เธออยากไปอยู่ต่างประเทศ วันนี้ฉันจะติดต่อโรงเรียนที่อเมริกา พรุ่งนี้ให้เธอบินไปเรียนที่อเมริกาได้เลย”
จรรย์ธร ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจจับแขนแม่ของเธอไว้ “คุณแม่คะ”
ไหนคุณแม่เคยบอกเอาไว้ว่าจะจับตามองนังนี่ไว้ไม่ให้คลาดสายตา
นารากวาดสายตาเย็นชามองณัฐนิช ในใจเดาออกอยู่แล้วว่าณัฐนิชคิดจะทำอะไร แต่การได้ออกไปจากที่นี่ มันคือเป้าหมายที่แท้จริงของเธอ
ริมฝีปากแดงยก ลุกขึ้น จ้องตาณัฐนิช “ขอบคุณค่ะคุณป้า งั้นหนูขอตัวไปเก็บกระเป๋าก่อนนะคะ”
เธอหันตัวกลับ ยิ้มมุมปาก เดินขึ้นบันไดไป
สักวันหนึ่ง เธอจะกลับมา แก้แค้นแทนแม่ของเธอ ให้ครอบครัวนี้ชดใช้ให้สาสมที่ทำกับแม่ของเธอ
รอให้นาราเดินจากไป สีหน้าที่กังวลของจรรย์ธรถามขึ้น “คุณแม่คะ ทำไมถึงยอมตกลงให้มันไปต่างประเทศ”
“แกจะรีบร้อนทำไม นังตัวดีนั่นตอนนี้ฉันควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เก็บมันไว้ต่อไป มันจะสร้างปัญหาไม่รู้จบ !”….ณัฐนิชกระพริบตา มือของเธอทำท่าลากยาวไปที่กลางลำคอ
ทั้งสองเข้าใจกัน นิรุทธ์ลึกๆในใจรู้ลึกสงสาร “คุณหญิงณัฐนิช ยังไงซะนาราก็เป็นลูกสาวของผม คุณทำอย่างนี้ไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยเหรอ”?
ณัฐนิชหันกลับไปมองนิรุทธ์ สายตาเป็นไปด้วยความดุดัน “โหดร้าย ใครจะโหดเหี้ยมกว่ามัน ไม่กี่ปีมานี้ที่เกิดเรื่องในบ้านเราไม่เว้นวัน ทั้งท่อก๊าซรั่ว ไฟไหม้ รวมไปถึงปีที่แล้วที่จรรย์ธรล้มขาหัก คุณกล้าพูดไหมว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันไม่เกี่ยวกับมัน คุณดูข่าวนี่อีก ครั้งนี้ธีมนต์ ตกหลุมพรางของมัน หากยังเก็บเธอไว้ต่อไป ไม่นานเธอคงฆ่าพวกเราตายกันหมด แก้แค้นให้ผีแม่ของเธอที่ตายไป”
จรรย์ธรก็ช่วยพูดใส่ไฟอีกด้วยอีกแรง “คุณพ่อคะ คุณพ่อยอมให้มันตาย หรือจะให้พวกเราตายคะ?”
นิรุทธ์ได้ยินคำพูดพวกนี้ สีหน้านิ่ง สายตามืดมัว ไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย
นาราซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของชั้นสอง ได้ยินที่พวกเขาพูด ยกยิ้มมุมปากอยากเยือกเย็น หลังจากที่ส่งเธอไปอยู่อเมริกาแล้วค่อยกำจัดเธอทิ้งงั้นเหรอ กลัวว่าความสามารถของพวกเขายังคงไม่พอนะสิ
ตอน 3
ตอนที่ 3 คุณแพ้แล้ว
5 ปีผ่านไป เวลาเดินไป อย่างรวดเร็ว
เมืองกีธูร์น ศาลฏีกาชั้นสูง
บรรยากาศที่เงียบขรึมภายในชั้นศาล ทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในห้องแทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง บวกกับคำพูดถ้อยคำและวาจาที่ฉะฉานของทนายหญิงคนนั้น ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดยิ่งเข้าไปอีก
“Mohimwong เป็นเกมส์แนวใหม่ที่บริษัทเทคโนโลยีเซนซี จำกัดของเราเปิดตัวขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ความนิยมของเกมในขณะนั้นมีมากพอที่จะเทียบเคียงได้กับเกม Arena Of Valor ในยุคปัจจุบัน จำนวนการดาวน์โหลดและหัวข้อในแต่ละค้นหาพอร์ตนั้นขึ้นติดอันดับแรกของรายการ
“จากนั้นฉันขอถามบริษัทคุณนิมนต์ ผลิตรายการวาไรตี้เกมที่มีชื่อว่า Jungle Adventure ในรูปแบบของเกมและโปสเตอร์โฆษณานั้น มีความคล้ายคลึงกัน กับ Mohimwong ถึง 80 % เหมือนกันอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้ บริษัทของคุณได้รับอนุญาตจากบริษัทเทคโนโลยีเซนซีจำกัดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ?”
ซักถามอย่างตรงไปตรงมา ดวงตาอันแหลมคมเหมือนลูกศร ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยแรงกดดันไม่น้อยไปกว่าผู้ชาย
เครื่องแบบที่ถูกตัดให้พอดีกับตัว ผมที่ยาวม้วนเป็นลอนมัดไว้บนศีรษะ บวกกับความมุ่งมั่น บนติ่งหูอันขาวเนียนใสนั้นประดับด้วยต่างหูเพชรที่หายาก ใครก็ตามที่เห็นก็ไม่สามารถละสายตาไปได้
นิมนต์ ตัวแทนบริษัท เที้ยมอี้ มีเดีย จำกัด ที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ในระยะเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เขาก็รู้สึกได้ถึงความยอดเยี่ยม ร้ายกาจ ของทนายหญิงผู้นี้ หน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา กังวลใจอยู่ไม่สุข หันไปดูชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องไม่ไกล
เจ้านายใหญ่ของเขา ธีมนต์ ประธานบริหาร เอส ซี กรุ๊ป
ข้อพิพาทนี้เป็นเขาที่ทำมันขึ้นมาเอง หากแพ้คดีล่ะก็ นั้นเขา…….
“คุณนิมนต์ เชิญคุณตอบคำถามของฉันด้วยความสัตย์จริงด้วยค่ะ นาราไม่เปิดโอกาสให้เขาหลบหลีกแม้แต่น้อย สายตาเยือกเย็นจ้องมองเขา ทะลุไปถึงหัวใจ
“ไม่ครับ ไม่มี!” คุณนิมนต์ขวมดคิ้วตอบกลับอย่างจนปัญญา มองดูสีหน้าท่าทางนาราเต็มไปด้วยความมั่นใจ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
คำตอบของเขา ทำให้นาราพอใจเป็นอย่างมาก ริมฝีปากสวยงาม ยกยิ้มเบาเบา พูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัดขึ้นมาอีกครั้ง “บริษัท เที้ยมอี้ มีเดีย จำกัด ผลิตและเปิดตัว ลอกเลียนแบบโหมดเกมของ Mohimwong โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และยังใช้ชื่อ "Mohimwong" จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อเปิดรายการกิจกรรมออฟไลน์ ...”
“ไม่ใช่นะ พวกเราก็แค่…. ด้วยความตื่นตัว นิมนต์ ไม่เคารพกติกาของศาล ขัดคำพูดของนาราเสียงดัง
“โปรดอยู่ในความสงบ” ทนายฝ่ายโจทก์ดำเนินการปิดคดีต่อไป หัวหน้าผู้พิพากษาขมวดคิ้วเหลือบมองนิมนต์อย่างไม่พอใจ
นารา ยิ้ม พูดต่อ “Mohimwong” เวอร์ชันภาษาอังกฤษ เครื่องหมายการค้าภาษาอังกฤษนี้ควรตกเป็นของบริษัท เทคโนโลยีเซนซี จำกัด ด้วย ดังนั้น ทางบริษัทเทคโนโลยีเซนซี จำกัดฟ้องร้อง บริษัท เที้ยมอี้ มีเดีย โดยใช้ชื่อ “Mohimwong” ทำการลอกเลียนรูปแบบของเกมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฏหมาย และละเมิดลิขสิทธิ์ทางการค้าแข่งขันกันอย่างไม่เป็นธรรม ฉะนั้นแล้วจึงขอให้บริษัท เที้ยมอี้ มีเดีย ชดใช้เป็นจำนวน 500 ล้านหยวน”
นาราพูดสรุปปิดคดีจบ สายตาของทุกคนในห้องมองไปที่เธอ ทั้งสรรเสริญยกย่อง ทั้งประหลาดใจ…….
ภายนอกที่ดูเย็นชา เผชิญหน้ากับทนายความระดับเหรียญทองของประเทศ อย่างไม่เกรงกลัว ตามมาด้วยเสียงปรบมือชื่นชม ที่ทุกคนได้เห็นการ ‘ต่อสู้’ ที่สมบูรณ์แบบและยุติธรรม
แสดงให้เห็นถึง พลังแห่งการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งเสน่ห์ที่โดดเด่นในตัวของเธอ ดึงดูดให้คนหันมาจ้องมองด้วยสายตาที่เหลือเชื่อ
ทนายของฝ่ายจำเลย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟังคำพูดแต่ละประโยคของเธอมีเหตุและมีผล ลูบไปมาที่ขาแว่นตาของตัวเอง มองดูสายตาที่สงบนิ่ง ของเธอ ดูเหมือนว่าตัวเขาเองจะพ่ายแพ้เสียแล้ว
หันมองกลับไป ทางนายจ้างคุณธีมนต์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล นั่งนิ่งไม่ขยับตั้งแต่เริ่มเปิดคดีจนถึงตอนนี้ ไม่แสดงอารมณ์ใดใดออกมา แต่กลิ่นอายที่เยือกเย็นบวกกับความสง่าของเขาไม่สามารถมองข้ามไปได้
ทนายฝ่ายจำเลย ยิ่งเครียดและกดดันมากขึ้น ทนไม่ไหวเช็คดูนาราที่อยู่ไม่ไกลเป็นระยะ
ทั้งนาราและเขาจ้องหน้ากัน ไม่มีใครยอมใคร เธอกระพริบตา พร้อมกับยิ้มมุมปากเยาะเย้ย ราวกับพูดว่า คุณแพ้แล้ว!
พลังและอำนาจก็เหมือนกับคลื่นที่อยู่ใต้น้ำ เมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไปชัยชนะและความพ่ายแพ้ก็ค่อยค่อยชัดเจนขึ้น
ผู้พิพากษาที่มีสีหน้าเคร่งเครียด ประกาศด้วยเสียงที่ สุขุม หนักแน่น “หลังจากสมาชิกผู้พิพากษาทุกคนได้ประชุมหารือกันแล้วและตัดสินอยากเป็นเอกฉันท์ว่า บริษัทเที้ยมอี้ มีเดีย จำกัดได้ ละเมิดสิทธิในการจัดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้า และลอกเลียนรูปแบบเกมของบริษัทเทคโนโลยีเซนซี จำกัด โดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 47 กฎ ข้อที่ 1 บรรทัดที่ 6 ห้ามมิให้บริษัท เที้ยมอี้ มีเดีย ใช้คำว่า "Mohimwong" และยุติกิจการเชิงพาณิชย์ทั้งหมด พร้อมชดเชยค่าเสียหายให้ทางเศรษฐกิจให้กับบริษัทเทคโนโลยีเซนซี จำกัด เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 310 ล้านหยวน
เสียงค้อนดังขึ้น “ปก ปก” สิ้นสุดคำตัดสินของศาล
ทุกคนถอนหายใจออกมา มองไปทาง นารา จนบางคนเริ่ม กระซิบกระซาบ สอบถามข้อมูลส่วนตัวของเธอ
“ผู้หญิงคนนั้น เป็นใครกัน คำพูดคำจาช่างคมคายนัก ไม่เคยเห็นเธอมาก่อนในวงการนักกฎหมาย”
“หน้าใหม่ ได้ยินคนบริษัทเทคโนโลยีเซนซี เรียกเธอว่า ป๊อบปี้ ตามข้อมูลบอกว่าเธอเพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ”
…………..
ป๊อบปี้ นารา!
ธีมนต์ จับจ้องไปทางหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกล หายไปนาน 5 ปี ในที่สุดเธอก็ปรากฏตัว
ตัวแทนของบริษัท เทคโนโลยีเซนซี จำกัดที่ได้รับชัยชนะ มีสีหน้าที่รอยยิ้มเต็มเปี่ยม ดีใจจนปิดไม่มิด เดินเข้ามา แสดงความขอบคุณนาราอย่างจริงใจ “คุณ ป๊อบปี้ ขอบคุณมากนะครับที่ยอมบินกลับมาจากนิวยอร์กเพื่อนำชัยชนะและความยุติธรรมกลับคืนมาให้บริษัทพวกเรา
“คุณก็พูดเกินไป ฉันไม่ได้ทำแล้วไม่หวังผล ค่าทนายความของฉันจะเรียกเก็บไม่ให้ขาดสักบาทเดียว น้ำเสียงที่ไพเราะ ดวงตาที่เยือกเย็นสงบนิ่งของเธอ ดูแล้วมีเสน่ห์ยิ่งนัก
“คุณ ป๊อบปี้ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เงินค่าทนายความของคุณผมกลับไปถึงบริษัทแล้วจะให้ทางบัญชีจัดการโอนเข้าบัญชีของคุณทันทีเลยครับ”
พักนึง ก็มีนามบัตรบรอนทองปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของเธอ ขณะที่เธอกำลังเก็บเอกสารอยู่ก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ กวาดสายตามองชื่อบนนามบัตรแผ่นนั้น ธีมนต์
มือเรียวยาวที่ถือนามบัตร ขาวจนมองเห็นกระดูกชัดเจน พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูของเธอ “คุณป๊อบปี้ ยินดีด้วยนะครับ”
“บุณวัตณ์ เก็บของเสร็จยัง” นาราเลือกที่จะเมินเฉย ถามผู้ช่วยเสียงเรียบ
บุณวัตณ์ เหลือบมองไปยังชายตรงหน้า “เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ”
“งั้นไปกัน” นาราหยิบกระเป๋าเอกสารสำนักงานขึ้นมา หันหลังกลับเดินไปอย่างรวดเร็ว บุญวัตณ์เดินตามเธอออกไปอย่าไม่รอช้า
ธีมนต์ยกยิ้มมุมปาก ดึงนามบัตรเก็บไว้ จ้องมองตามหลังสวยงามของนารา
ตอน 4
ตอนที่ 4 ผู้ชายกินบ่อยแล้วก็ต้องเลือกเป็นธรรมดา
เดินออกจากห้องสืบสวนของศาล บุณวัตน์อ้อมไปด้านข้างพานาราเดินออกจากศาล ไม่คิดว่านาราจะเปิดเผยตัวตนเร็วขนาดนี้ อีกทั้งยังยอมรับการจัดการของเขาอย่างง่ายดาย
ทั้งสองคนขึ้นรถ BMWสีดำ ค่อยๆ เคลื่อนตัวขับออกไป
เมืองกีธูร์น เมืองอันหนาวเย็นผู้คนที