ตอน 1
ขอโทษ และขอบคุณนะ
บทที่ 1 โรคที่รักษาไม่ได้
ไม่ทันแล้ว......
เธอไม่อยากจะต่อสู้ดิ้นรนโดยไร้ประโยชน์อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ตัวเธอได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งสมองระยะสุดท้ายและเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
หลังจากเดินออกจากสำนักงานกฎหมายเยนลี่ซูได้เปิดดูวีแชทจากโทรศัพท์มือถือที่หยิบออกมา เพื่อจะต่อสายหาคนที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่แล้วปลายนิ้วก็หยุดค้างไว้อยู่บนแป้นพิมพ์อยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่จะกดปุ่มบันทึกข้อความเสียง
สูดหายใจเข้าครั้งหนึ่ง ก่อนที่เธอจะถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า: "ฮันอี้คืนนี้คุณกลับมาอยู่เป็นเพื่อนฉันได้ไหม?"
ส่งเสียงสำเร็จ แต่ก็ยังไม่มีการตอบรับกลับมาหลังจากที่เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
เป็นเช่นนั้น เยนลี่ซูก็ยังคงขับรถไปที่ตลาดผักใกล้ๆชุมชนเพื่อเลือกซื้อผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ
เสียงเจี๊ยวจ๊าวโวยวายของตลาดผักเป็นสิ่งที่เธอไม่คุ้นชินเอาเสียเลย แต่เธอก็บังคับตัวเองให้ชินกับมันสักครั้ง แต่ก่อนเธอเคยเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาในสายตาของผู้หญิงด้วยกัน แต่ตอนนี้ เธอเป็นเพียงภรรยาของฮันอี้
เธออยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย
ถึงแม้......
เขาอาจไม่ต้องการ หรือแม้แต่เกลียดเธอ ถึงขนาดเกลียดการมีตัวตนของเธอ
"ติ๊ง!"
โทรศัพท์สั่นอยู่ขณะหนึ่งเยนลี่ซูที่กำลังเอาของขึ้นรถอยู่นั้น ก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะเปิดโทรศัพท์มือถือดู เมื่อเธอเห็นว่าเป็น ฮันอี้ตอบกลับหาเธอด้วยข้อความเสียง เธอก็ยิ้มขึ้นคล้ายกับเด็กที่ได้รับลูกอมอย่างไรอย่างนั้น
แต่ว่า เมื่อเธอกดฟังเสียงของเขา ก็กลับได้ยินเสียงที่ทั้งแข็งและเย็นชาพูดหยอกล้อถากถางว่า: "หนึ่งเดือนไม่ได้เจอกัน คุณนายฮันก็ยังคงทำตัวต่ำช้าราคาถูกเหมือนเดิมเลยนะ?"
เป็นไปอย่างที่คิดไว้......
เขายังคงเกลียดเธอ
แต่ว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเขาไม่ได้บอกว่าติดธุระที่ไหน ถึงเขาจะพูดจาแดกดันถากถางยังไง เขาก็ต้องกลับมากินข้าวในคืนนี้แน่นอน
เมื่อคิดเช่นนั้น เยนลี่ซูก็เร่งรีบขับรถกลับบ้านและเตรียมอาหารหลากหลายอย่างตั้งอกตั้งใจ
สามชั่วโมงต่อมา เมื่อ เยนลี่ซูกำลังยกซุปชามสุดท้ายลงบนโต๊ะ ก็ได้ยินเสียงเปิดกลอนประตู เธอหันตัวกลับมาด้วยความประหลาดใจ เมื่อเธอเห็นว่าฮันอี้ ปรากฏตัวในห้องนั่งเล่น
แต่สิ่งที่ต่างไปจากเธอก็คือใบหน้าและสายตาของ ฮันอี้นั้นยังคงปรากฏความเย็นชาอยู่เสมอ
"ฮันอี้คุณกลับมาแล้วเหรอ?" เยนลี่ซูเดินไปหาฮันอี้ด้วยรอยยิ้มและยื่นมือหมายจะรับกระเป๋าเอกสารจากเขา
ฮันอี้ถอยเท้ากลับอย่างนึกรังเกียจและโยนกระเป๋าเอกสารไว้บนโซฟา
เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ทำไมถึงตีสองหน้าเก่งขนาดนี้ ไม่ว่าเขาจะถากถางเย้ยหยันเธอมากแค่ไหน เธอก็ทำเฉยเมยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่เสมอ
"ฮันอี้ มากินข้าวกันเถอะ?"
นิ้วมือที่บีบเข้าหากันอย่างแน่นหนาด้วยแรงของเธอที่ซ่อนไว้อยู่ข้างหลัง เยนลี่ซูกดความเศร้าไว้ในใจแล้วเดินนำไปที่โต๊ะอาหารก่อน
"นี่เธอจะยังไม่จบจริงๆใช่ไหม?"
ฮันอี้ก้าวเท้าเดินไปหน้าโต๊ะอาหาร แต่ใบหน้าหล่อเหลาที่แสดงความเย็นชาราวกับโคมไฟคริสตัลที่ทั้งเย็นจนไม่เหลือความอุ่นใดๆในห้องนั่งเล่น
เขาก้มศีรษะจ้องมองจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะหัวเราะเย้ยหยัน: "เยนจื้อจง ถ้าได้รู้ว่าลูกสาวที่ตัวเองเลี้ยงดูมาจนโตจะทำตัวต่ำถึงขนาดนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรีบโดดออกมาจากโลงศพหรือเปล่า?"
เป็นเวลาห้าปีแล้ว นับตั้งแต่ที่เธอเป็นคุณนายฮัน ฮันอี้จะทำตัวเย็นชากับเธอเสมอมา เธอคิดว่าเธอควรจะชินและปรับตัวเข้ากับมันได้ แต่จริงๆแล้ว......
เธอก็ยังคงเจ็บปวด
"ฮันอี้ พ่อของฉันก็ตายไปแล้ว เราไม่ควรจะ......"
"นั่นคือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ!!"
ทันใดนั้นเสียงของฮันอี้ก็ดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่บึ้งตึง: "ตั้งแต่ตอนนั้นที่เขาบีบบังคับให้ฉันแต่งงานกับเธอก็พอจะดูออก ว่าเขานั้นเป็นคนที่ชอบใช้วิธีสกปรก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ทำสิ่งเลวร้ายมามากมายขนาดไหน!!!"
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะและดึงผ้าปูโต๊ะออกจากโต๊ะอาหาร "เพล้ง!" จานอาหารเหล่านั้นที่ใช้เวลาเนิ่นนานในการทำออกมาได้ตกแตกเป็นเสี่ยง ๆลงกับพื้น
แต่ฮันอี้ก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาจับข้อมือเรียวของเยนลี่ซู แล้วใช้แรงโยนเธอไปบนโต๊ะอาหาร
เมื่อมองดูผู้หญิงที่อยู่ในความดูแลของเขาฮันอี้ก็จัดการถอดชุดของเธอออก
"อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเธอขอร้องให้ฉันอยู่กับเธอในคืนนี้ ฉันก็อยากจะให้เยนจื้อจงได้เห็นถึงความพินาศของลูกสาวตัวเองซะบ้าง!"
เมื่อหมดคำพูด เขาก็โน้มลงหาร่างของ เยนลี่ซูและเข้าหาเธอโดยไม่มีการเบิกทางใดๆ ทางด้าน เยนลี่ซู ที่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นรูปพ่อที่แขวนไว้ในห้องนั่งเล่น
ตอน 2
บทที่ 2 ซุนลู่ซิน
ในห้องนั่งเล่นที่มีแสงประทีป ร่างกายส่วนบนของ เยนลี่ซูถูกกดทับไว้บนโต๊ะอาหาร โดยมีขาข้างหนึ่งถูกยกขึ้นไปทางด้านหลัง รวมถึงสองมือที่ถูกไขว้ไว้ทางด้านหลังของเธอ
ในท่วงท่าที่บิดงอนี้ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายของเธอเกิดความเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ถึงแม้จะรู้สึกไม่ดีอย่างมากก็ตาม
ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ที่เธอคุ้นชินใช้ความเจ็บปวดของตัวเองแลกกับความสบายใจของเขา
"ด้านล่างตอบสนองฉันขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาให้ใครดูกัน?"
แต่ว่าเขา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ก็มักจะทำร้ายเธอตามอำเภอใจเสมอ
เยนลี่ซูกัดริมฝีปากล่างของเธอเองด้วยใบหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษ มองไปทางรูปของพ่อที่แขวนไว้อยู่ไม่ไกล เธอยกยิ้มขึ้นพร้อมหันตัวไปอย่างเร็วและใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่หลังคอของฮันอี้ก่อนจะจรดริมฝีปากไปบนริมฝีปากเขา
เมื่อเยนลี่ซูคลายริมฝีปากออก ก็ก้มลงเลียบนหน้าอกที่ไวต่อความรู้สึกของเขา ฮันอี้ยิ้มกว้าง: "ทักษะการบริการของเธอ ก็ถือว่าใช้ได้นะ"
"ฮันอี้......"
"ฮันอี้......"
เยนลี่ซูที่นอนอยู่บนโต๊ะอาหาร หันหน้าหนีรูปของพ่อ ก่อนจะเปล่งเสียงที่มีความสั่นแต่ยังคงอบอุ่นและมีความสุขว่า: "ฉันรักคุณ ฉันรักคุณจริงๆ......"
รัก?
เป็นเพราะความรักของเธอ ที่ทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพ สูญเสียชีวิตในแบบที่เขาอยากจะใช้!
เป็นเพราะความรักของเธอ ที่ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดที่ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!!
ฮันอี้ถอนตัวออกมาและยื่นมือหมายจะจับ เยนลี่ซูที่อยู่บนโต๊ะอาหารให้พลิกตัวกลับมา ภายใต้แสงไฟ ที่มีซี่โครงกระเพื่อมขึ้นลงของเธอและใบหน้าซีดเซียวที่ไม่มีแม้แต่เลือดฝาด
เมื่อไหร่กัน ที่ผู้หญิงคนนี้ผอมขนาดนี้ แทบจะไม่เหมือนคนแล้วด้วยซ้ำ
ภายในใจเขารู้สึกปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเกลียดชังอย่างรวดเร็ว!!
เมื่อเห็นสายตาฮันอี้ที่ฉายแววความเกลียดชัง เยนลี่ซูก็มีร่องรอยความวิตกกังวลเมื่อเธอเห็นใบหน้าที่หล่อเหลานั้น ก่อนเอื้อมมือออกไปหวังสัมผัสใบหน้าของเขา ปลายนิ้วที่เย็นสั่นค่อยๆสัมผัสเข้าที่ร่องตา ไล่ลงมาถึงจมูกโด่งนั้น ก่อนจะไปจบที่ริมฝีปากอิ่มน้ำ
"ฮันอี้คุณเคยรักฉันบ้างไหม? อย่างน้อยก็เพียงนิดเดียวเท่านั้น......"
น้ำเสียงนุ่มนวลของเธอ ราวกับว่ากำลังสวดอ้อนวอนอยู่หลายพันครั้ง เธอคิดว่า ถึงแม่เขาจะโกหกเธอแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงเธอก็กำลังจะตายอยู่แล้ว!
คำพูดของ เยนลี่ซูทำให้ ฮันอี้ลืมตัวไปชั่วครู่ แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกตัว ยังไงผู้หญิงคนนี้ก็มีหัวใจที่ชั่วร้าย คงจะแสร้งทำเป็นน่าสงสารมากกว่า!
เขาใช่ริมฝีปากพูดแดกดันพร้อมดวงตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึก: "เธออยากจะให้ฉันพูดว่าอย่างไรล่ะ?"
"บอกว่าคุณรักฉัน"
ตั้งแต่แต่งงานมาห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่ เยนลี่ซูได้ร้องขอฮันอี้ เธอในขณะนี้ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเขา แต่เพราะเธอใช้แรงมากเกินไปทำให้เล็บทั้งสิบของเธอ จมลึกลงไปในเนื้อของฮันอี้
ฮันอี้ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ ก่อนจะเร่งเคลื่อนไหวส่วนล่างเข้าออกอย่างไร้ความปรานี ทำให้ร่างกายผอมบางของเยนลี่ซูสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่เยนลี่ซูรู้สึกว่าเธออ่อนแรงจนเกือบจะเผลอหลับไป แต่เสียงของฮันอี้ก็ปลุกให้เธอรู้สึกตัวอีกครั้ง
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ในลำคอที่สั่น ได้เปล่งเสียงเรียกชื่อของผู้หญิงคนอื่น: "ลู่ซิน......"
ทันใดนั้น ร่างกายก็เย็นจนถึงกระดูก เยนลี่ซูปิดตาลงเพื่อกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว......
เป็นซุนลู่ซินอีกแล้ว!!
ห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบกับอุณหภูมิที่เย็นจัด จนเกือบจะทำให้หายใจไม่ออก
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเรียกเข้าที่เนื้อเพลงเต็มไปด้วยความอบอุ่นดังขึ้น เยนลี่ซูที่หลับตาอยู่ก็เปิดขึ้นทันที และไม่รู้ว่ารวบรวมแรงมาจากไหน เธอรีบพุ่งไปหา ฮันอี้ที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วและพยายามคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของเขา
"ฮันอี้ ได้โปรดอย่ารับเลยนะ อย่ารับเลย......"
วันนี้ เธอขอร้องให้เขากลับมาอยู่กับเธอ เธอไม่ต้องการให้คนอื่นรบกวน โดยเฉพาะซุนลู่ซิน!
ฮันอี้จับมือของเธอ ก่อนจะเหวี่ยงเธอออกไปอย่างแรง เยนลี่ซูล้มชนเข้าที่มุมโต๊ะอย่างจัง
"ปัก -!" เยนลี่ซูล้มลงบนพื้นหินอ่อนเรียบ หน้าผากของเธอแตก มีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูก ก่อนที่ดวงตาของเธอจะมืดลง เส้นประสาทสมองที่ถูกกดทับโดยเนื้องอกเนื่องจากการกระตุ้นจากภายนอก ก่อนตะโกนด้วยความเจ็บปวดที่ศีรษะลั่น
"โอ้ย -!!"
เยนลี่ซูเริ่มเจ็บปวดและคลื่นไส้ เธอนอนอยู่บนพื้นเปิดปากของเธออย่างหมดท่า
ฮันอี้ก้มลงข้างๆเธอ เยนลี่ซูคิดว่าในที่สุดเขาก็เป็นห่วงเธอ ก่อนจะรู้สึกว่ามือใหญ่ข้างหนึ่งมาปิดปากของเธอไว้และรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาก่อนหน้านี้
แท้จริงแล้ว เขาแค่กลัวว่าเสียงอาเจียนของเธอจะไปรบกวนเขาคุยโทรศัพท์กับซุนลู่ซิน......
หัวใจตกลงสู่ก้นบึ้งอีกครั้งมันเหมือนกลับมีอะไรมาทิ่มแทงจนทะลุหัวใจ
เยนลี่ซูนอนอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นนั้นและยิ้มอย่างเศร้าใจ ในตอนนี้ เธอรู้สึกราวกับหัวใจได้แตกสลายไปแล้ว
ตอน 3
บทที่ 3 เราหย่ากันเถอะ
"พี่ฮันอี้ ฉันหิวแล้ว......"
ในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบ เสียงของซุนลู่ซินก็ดังขึ้นชัดเจนในอีกด้านของโทรศัพท์ เสียงของเธอเพราะมาก ด้วยความนุ่มนวลของผู้หญิงภาคใต้ แต่ในหูของเยนลี่ซูกลับได้ยินราวกับเป็นเสียงฝันร้าย
ห้าปีแล้ว นับจากวันที่เธอกับฮันอี้แต่งงานกัน เสียงโทรศัพท์ของซุนลู่ซินก็มักจะดังขึ้นอย่างไม่เลือกเวลาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลากินข้าว นอนหลับหรือแม้กระทั่งตอนที่ทำเรื่องอย่างนั้นอยู่
และฮันอี้ก็เลือกจะรับโทรศัพท์ของซุนลู่ซินก่อนเสมอ อย่างเช่นตอนนี้ ขณะที่เธอเจ็บปวด นอนอยู่บนพื้นหินอ่อนอันแสนเย็นนั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดฮันอี้ ที่กำลังตั้งใจฟังคำพูดของคนในอีกด้านหนึ่งอย่างซุนลู่ซินได้
น้ำตา ในที่สุดก็ไหลออกมา แม้ว่า เยนลี่ซูจะปิดเปลือกตา ก็ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาร้อนที่ไหลผ่านแก้มเย็นๆได้
"อยากทานอะไรล่ะ? ซูชิหรือหม้อดิน? ผมได้ยินมาว่ามีร้านซูชิญี่ปุ่นเพิ่งเปิดใหม่ ดูน่ากินเลยทีเดียว"
ความรู้สึกที่แสนเย็นชาเมื่อสักครู่นั้นผิดกับขณะนี้อย่างสิ้นเชิง ในขณะนี้ฮันอี้กลับใช้น้ำเสียงที่ดูอบอุ่นและอ่อนนุ่ม แม้แต่ใบหน้าของเขา ก็ดูอ่อนโยนขึ้นมาทันทีภายใต้แสงประทีป
"ตราบใดที่เป็นคุณ ผมทานอะไรก็ได้"
"ครับ ผมจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้"
ฮันอี้วางสายและลุกขึ้นจากไป
ทันใดนั้นดวงตาของเยนลี่ซู เบิกโพลงขึ้น ก่อนจับไปที่แขนเสื้อของเขาแรงจนปลายนิ้วซีดขาว
"ปล่อย! เธอไม่รู้หรือว่าเพราะความดื้อรั้นของเธอ มันทำให้ฉันรังเกียจยิ่งขึ้น?!"
ฮันอี้สะบัดมือที่จับอยู่บนแขนเสื้อของเขาออก แต่เขาไม่คิดว่า มือนั้นจะคลำและกระชับแขนของเขาอีกครั้ง
"ฮันอี้ ฉันขอถามคุณอีกครั้ง คุณไม่เคยรักฉันสักนิดเลยจริงๆเหรอ?"
บนพื้นหินอ่อนที่แสนเย็นนั้น เยนลี่ซูพยายามที่จะลุกขึ้นยืน ยกใบหน้าของเธอขึ้นและมองเข้าไปในตาของเขาเพื่อหาคำตอบ
แต่ก่อนที่เธอจะได้คำตอบ เขาก็บีบคางเธอแน่น เสียงเย็นของฮันอี้ที่ดังขึ้น รู้สึกเย็นกว่าหินอ่อนที่อยู่เบื้องล่างด้วยซ้ำ
"เยนลี่ซู ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย คนที่ฉันรักคือซุนลู่ซิน คนที่เธอเคยคิดจะฆ่าด้วยน้ำมือของเธอเอง!!"
พอแล้ว พอแล้วจริงๆ
ที่จริงเธอก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
ตามเสียงของเขา เธอบิดใบหน้าด้วยรู้สึกปวดใจจนแทบจะหายใจไม่ออก ได้แต่ยิ้มเบาๆ บอกเขา: "ฮันอี้ เราหย่ากันเถอะ"
หย่า?
เมื่อฮันอี้ได้ยินประโยคนี้ ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ช้า เขาก็ยิ้มออกมา ในดวงตาที่เย็นชานั้นหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่นิ้วของเขาจะใช้แรงบีบคางของเธอหนักขึ้น
"เธอฝันหรือเปล่า!"
"......ทำไมล่ะ?"
เยนลี่ซูไม่เข้าใจ เขาบอกว่าเขารักซุนลู่ซินไม่ใช่เหรอ? เขาบอกว่ารังเกียจตัวเธอไม่ใช่เหรอ? ทำไมในตอนที่เธอกำลังจะปล่อยมือเขาไป แต่เขากลับไม่เห็นด้วย?
ฮันอี้ใช้กำลังบีบคางเธอด้วยความเกลียดชังโดยไม่สนแม้เธอจะขมวดคิ้วเพราะความเจ็บปวดก็ตาม
"ตอนนี้เพิ่งจะรู้สึกเจ็บปวด คิดอยากจะหย่าแล้วเหรอ? ตอนนั้นที่เธอขอให้ เยนจื้อจง บีบบังคับให้ฉันแต่งงานกับเธอ ทำไมถึงไม่คิดอย่างวันนี้ล่ะ?! เยนลี่ซูจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดเท่านั้น ฉันจะให้เธอถือกรรมสิทธิ์เป็นคุณนายฮันไปตลอดชีวิต! ฉันจะทำให้ชีวิตเธอต่อจากนี้รู้สึกราวกับตายทั้งเป็น!!"
ฮันอี้สะบัดคางเธอทิ้งก่อนเดินออกไปอีกด้านของโต๊ะ เปิดกระเป๋าเอกสารแล้วหยิบเอกสารข้อมูลจำนวนหนึ่งพร้อมรูปถ่ายโยนลงไปที่เยนลี่ซู
เยนลี่ซูที่ตาพอจะเริ่มปรับเห็นได้ชัดเจน ก็หยิบภาพถ่ายที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นขึ้นมาดู ในภาพเหล่านั้นเป็นเธอทั้งหมด เป็นภาพเธอที่เข้าไปในสำนักงานกฎหมายและนั่งอยู่ในห้องของทำงานซูมิง ก่อนที่เธอจะออกมาจากสำนักงานกฎหมาย......
เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมเสียงสั่นคลอน: "ฮันอี้นี่คืออะไร? คุณจ้างให้คนแอบตามฉันเหรอ?"
หรือว่าเขารู้แล้ว?
เธอกระวนกระวายปีนขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะวิ่งไปตรงหน้า ฮันอี้แต่ก่อนที่เธอจะหยุด ฮันอี้ก็ผลักเธอออกอยากไร้ความรู้สึก
"ไปให้พ้น! อย่าเข้าใกล้ฉัน!"
"อา -!"
เยนลี่ซูถูกผลักลงบนโต๊ะชาอีกครั้งจนโต๊ะชารวมถึงเธอก็กระแทกลงไปที่พื้น เศษแก้วแตกทะลุผิวหนังและบาดเข้าแก้มของเธอ
ฮันอี้ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะล้มไปที่โต๊ะชา อยากจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อดู แต่เมื่อเห็นเธอกำลังพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง ก็รีบหยุดตัวเองลง
ผู้หญิงคนนี้ต้องลงทุนถึงขนาดเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเพื่อทำเรื่องอย่างนี้เลยเหรอ น่ารังเกียจจริงๆ!
ทันใดนั้นฮันอี้ยิ้มขึ้นอย่างเฉยเมย: "ถ้าฉันไม่จ้างให้คนตามเธอ ก็คงไม่รู้นะว่าคุณนายฮันจะทำเรื่องอย่างนี้ได้......ก่อนหน้านี้ไปที่สำนักงานทนายความเพื่อโอนทรัพย์สินแล้วจากนั้นก็วิ่งมาหาฉัน ทำตัวน่าสงสาร เพื่อขอให้ฉันหย่าด้วย......"
ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น เธอไม่ได้......
"คุณนายฮัน เธอไม่แม้แต่ทำตัวราคาถูก แต่ยังทำตัวน่ารังเกียจจนฉันอยากอาเจียนด้วย!"
"ตึง -!"
ประตูบานใหญ่ถูกกระชากเปิดออกและกระแทกกลับเข้ามา ในที่สุดห้องนั่งเล่นก็กลับมาเงียบอย่างเดิม
เลือดสด ย้อมตามเสื้อผ้า เป็นดวงๆ ราวกับดอกกุหลาบที่แพร่กระจาย เยนลี่ซูมองไปทางประตูที่ปิดสนิท ยังคงตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตารับรู้ความเจ็บปวดอย่างช้าๆ
เธอยิ้มออกมา เพราะดูเหมือนว่าเขายังไม่รู้เรื่องที่เธอกำลังจะตาย
แต่ถึงยังไง เธอก็ยังร้องไห้ออกมาท่วมหน้า เพราะพอจะดูออกว่า เขาอยากเห็นเธอตายขนาดไหน